เสียงเครื่องดนตรีมงคลดังก้องไปทั่วถนนสายหลักของเมืองหลวงฉางอัน ทว่าในโสตประสาทของชาวเมืองที่มายืนเรียงรายอยู่สองข้างทาง เสียงปี่และกลองเหล่านั้นกลับฟังดูโหยหวนราวกับกำลังบรรเลงเพลงส่งวิญญาณมากกว่าจะเฉลิมฉลองงานมงคลสมรส กลีบดอกกุ้ยฮวาสีเหลืองนวลถูกโปรยปรายลงมาจากระเบียงโรงเตี๊ยม ปะปนไปกับละอองฝนบางเบาที่เพิ่งขาดสาย ทิ้งไว้เพียงความชื้นแฉะและบรรยากาศอึมครึมที่กดทับลงมากลางใจคน
ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงชาดหลังใหญ่ สลักเสลาลวดลายมงคลหงส์คู่มังกรอย่างวิจิตรบรรจง เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ขนาบข้างด้วยกองทหารองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายที่สวมชุดเกราะเต็มยศ มือกร้านกุมด้ามดาบแน่นราวกับกำลังคุมตัวนักโทษอุกฉกรรจ์ มากกว่าจะคุ้มกันฮูหยินพระราชทาน
ภายในเกี้ยวหลังงามที่ถูกปิดทึบด้วยม่านแพร หลิวอวิ๋นซีนั่งตัวตรงอยู่บนเบาะนุ่มที่บุด้วยขนจิ้งจอกขาว เรือนร่างโปร่งบางถูกห่อหุ้มด้วยชุดมงคลสีแดงสดที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์เหยียบเมฆา... ลวดลายที่ฮ่องเต้จงใจประทานให้เพื่อย้ำเตือนถึงฐานะของว่าที่สวามีแห่งแดนเหนือ เส้นผมสีหมึกถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต ครอบด้วยกวานหยกแดงและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่โปร่งแสงเพียงพอให้มองเห็นทัศนียภาพภายนอกรำไร
ไม่มีร่องรอยของคราบน้ำตาบนใบหน้างดงาม ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ให้ความอัปยศที่ตระกูลหลิวได้รับ
นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยทอดมองยอดหลังคาจวนราชครูที่ค่อยๆ เล็กลงและลับหายไปจากสายตา ความทรงจำเมื่อรุ่งสางยังคงฉายชัด บิดาของเขาหลิวเจิ้งยืนเกาะขอบประตูเรือน มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะมองเขาถูกประคองขึ้นเกี้ยว หลิวอวิ๋นซีไม่ได้หันกลับไปมองซ้ำ เขาเพียงแค่กราบกรานบิดาสามครั้งบนพื้นดินที่เปียกชื้น ฝากฝังชีวิตของคนในตระกูลไว้กับความเข้มแข็งของตนเอง
หยาดน้ำตาของบัณฑิตตระกูลหลิวได้เหือดแห้งไปหมดสิ้นแล้วตั้งแต่วินาทีที่เขารับราชโองการสีเลือดม้วนนั้นมาถือไว้
“คุณชายหลิว... อ้อ ไม่สิ ต้องเรียกท่านว่าฮูหยินหยางถึงจะถูก”
เสียงแหบพร่าเจือแววเยาะเย้ยดังขึ้นจากหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามภายในเกี้ยว นางคือ 'กูกูสวี' นางกำนัลอาวุโสจากตำหนักในที่ฮ่องเต้ส่งมาพร้อมกับขบวน เพื่อทำหน้าที่ 'ดูแล' และ 'ชี้แนะ' มารยาทให้แก่เขา ทว่าใครต่างก็รู้ดีว่านางคือหูตาของโอรสสวรรค์ที่ถูกส่งมาเพื่อจับตาดูเขาทุกฝีก้าว
หลิวอวิ๋นซีละสายตาจากหน้าต่างเกี้ยว หันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยความสงบนิ่ง มือเรียวขาวราวกับหยกสลักค่อยๆ เอื้อมไปหยิบป้านชาดินเผาใบเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ยกลางเกี้ยว รินน้ำชาสีอำพันลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบอย่างเชื่องช้าและมั่นคง กลิ่นหอมของชาหลงจิ่งลอยอวลขึ้นมาปะทะจมูก
“กูกูสวีล้อข้าเล่นแล้ว เพลานี้ยังมิได้กราบไหว้ฟ้าดิน การเรียกขานว่าฮูหยินหยางออกจะเร็วเกินไปนัก หรือท่านคิดว่าราชประเพณีสามารถข้ามขั้นตอนได้ตามใจชอบ?” น้ำเสียงของอวิ๋นซีราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าเนื้อความกลับแฝงคมมีดที่กรีดลงบนความโอหังของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
กูกูสวีชะงักไปเล็กน้อย นางแค่นยิ้ม “ข้าน้อยเพียงแค่เตือนสติท่าน คุณชายหลิวต้องไม่ลืมว่าฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณเพียงใดที่ประทานสมรสนี้ให้ เส้นทางสู่แดนเหนือยาวไกลและทุรกันดารนัก ข้าน้อยหวังเพียงว่าท่านจะรักษาสุขภาพ และจดจำ 'หน้าที่' ที่แท้จริงของท่านให้ขึ้นใจ”
นางจงใจเน้นย้ำคำว่าหน้าที่ พลางปรายตามองไปยังห่อผ้าเล็กๆ ข้างกายอวิ๋นซี ซึ่งซุกซ่อนขวดกระเบื้องสีขาวบรรจุยาพิษเจ็ดก้าวสู่น้ำพุเหลืองเอาไว้
หลิวอวิ๋นซียกถ้วยชาขึ้นจิบ ไอร้อนลอยวนรอบริมฝีปากบางที่เหยียดยิ้มบางเบา “หน้าที่ของข้าคือการเป็นภรรยาที่ดีของแม่ทัพหยางเฟยหลง ปรนนิบัติสวามี ดูแลจวนให้เรียบร้อย ส่วนเรื่องอื่น... ข้าล้วนเป็นเพียงผู้โง่เขลา ย่อมต้องรบกวนกูกูสวีคอยชี้แนะ”
“ท่าน!” หญิงสูงวัยขบกรามแน่นเมื่อถูกยอกย้อนด้วยท่าทีใสซื่อ นางขยับตัวเข้ามาใกล้ หรี่ตาลงอย่างคุกคาม “คุณชายหลิว ท่านคิดว่าการสวมชุดแดงและทำตัวหยิ่งผยองเช่นนี้จะช่วยให้ท่านรอดพ้นจากเงื้อมมือของปีศาจสงครามได้อย่างนั้นหรือ? แม่ทัพหยางเกลียดชังขุนนางฝ่ายบุ๋นเข้ากระดูกดำ เมื่อท่านก้าวเท้าเข้าสู่จวนของเขา ท่านก็ไม่ต่างอะไรกับชิ้นเนื้อที่ถูกโยนเข้าไปในกรงหมาป่า หากท่านไม่ร่วมมือกับฝ่าบาท... ศพของท่านคงไม่มีแม้แต่เสื่อห่อหุ้ม”
ความเงียบโรยตัวลงในเกี้ยว มีเพียงเสียงล้อไม้บดเบียดกับพื้นหินและเสียงฝีเท้าของม้าศึกภายนอก หลิวอวิ๋นซีวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดัง 'กริ๊ก' แผ่วเบา ทว่ากลับดึงดูดความสนใจของกูกูสวีจนต้องเผลอกลั้นหายใจ
“กูกูสวี... ท่านเคยเห็นหมาป่าล่าเหยื่อหรือไม่?” อวิ๋นซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ดวงตาดอกท้อที่เคยอ่อนโยนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสระน้ำลึกที่เย็นเยียบ
“ทะ... ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“หมาป่ามักจะขย้ำเหยื่อที่อ่อนแอและตื่นตระหนก แต่หากเหยื่อตัวนั้นไม่ยอมวิ่งหนี ซ้ำยังยืนหยัดจ้องตามันกลับด้วยความสงบ... หมาป่าจะเริ่มลังเล” อวิ๋นซีโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นหอมของชาหลงจิ่งที่เจือปนกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของบัณฑิตหนุ่ม กลับสร้างความกดดันให้แก่นางกำนัลเฒ่าจนต้องขยับตัวหนีไปชิดผนังเกี้ยว
“และหากข้าต้องตายในกรงหมาป่าจริงๆ ท่านคิดหรือว่าหมาป่าที่กำลังหิวโหย จะยอมปล่อยให้ 'ผู้ดูแล' อย่างท่านรอดชีวิตกลับไปรายงานผู้เป็นนายที่เมืองหลวง?”
ประโยคเรียบง่ายแต่แทงทะลุถึงจุดตาย กูกูสวีหน้าซีดเผือด นางเพิ่งตระหนักได้ว่าหากแม่ทัพหยางเฟยหลงบันดาลโทสะและสังหารหลิวอวิ๋นซี คนที่จะโดนหางเลขถูกสับเป็นหมื่นชิ้นตามไปด้วยก็คือข้าราชบริพารจากวังหลวงอย่างพวกนางทุกคน! ฮ่องเต้ไม่มีทางส่งกองทัพมาช่วยเหลือนางแน่ พระองค์เพียงแค่ต้องการโยนหินถามทาง หากหินก้อนนี้แหลกละเอียด คนที่โยนย่อมไม่ได้รับผลกระทบใด
“ท่าน... ท่านกล้าข่มขู่ข้า?” น้ำเสียงของนางสั่นพร่า ความโอหังเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
“ข้ามิได้ข่มขู่ ข้าเพียงแค่พูดคุยเรื่องสัจธรรมกับท่าน” อวิ๋นซีกลับไปนั่งพิงพนักตามเดิม หยิบพัดจีบด้ามจิ้วที่ทำจากไม้หอมขึ้นมาคลี่ออกช้าๆ พัดโบกไล่ความอึดอัดในเกี้ยว “หนทางสู่แดนเหนือยังอีกยาวไกลนัก กูกูสวีอายุมากแล้ว ควรพักผ่อนให้มาก อย่าได้เก็บเอาเรื่องไร้สาระมาใส่ใจจนเสียสุขภาพเลย”
การใช้วาจาเชือดเฉือนโดยไม่ต้องขึ้นเสียง ไม่ต้องใช้คำหยาบคาย คือศิลปะที่หลิวอวิ๋นซีได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดา เขาไม่จำเป็นต้องชักดาบข่มขู่ เพียงแค่อาศัยความหวาดกลัวที่มีอยู่แล้วในใจคน มาบิดเบือนและขยายผลให้กลายเป็นเกราะป้องกันตนเอง
กูกูสวีนั่งตัวเกร็ง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับบัณฑิตหนุ่มอีก นางเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง ปิดปากเงียบสนิทตลอดการเดินทางในช่วงเช้า
เมื่อจัดการกับหูตาของฮ่องเต้จนสงบลงได้ หลิวอวิ๋นซีก็เริ่มเบนความสนใจออกไปสู่โลกภายนอก ขบวนเกี้ยวเดินทางพ้นประตูเมืองหลวงมาได้หลายชั่วยามแล้ว ถนนที่ปูด้วยหินศิลาแลงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นดินลูกรังขรุขระ สองข้างทางจากที่เคยเป็นบ้านเรือนราษฎรและร้านรวง บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยทุ่งหญ้ากว้างและแนวป่าไผ่ที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา
สายลมเหนือพัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า นำพากลิ่นของดินและใบไม้แห้งมาด้วย อวิ๋นซีพับพัดเก็บไว้ในแขนเสื้อ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองสภาพภูมิประเทศอย่างละเอียดลออ สมองที่เฉียบแหลมดุจปราชญ์เริ่มทำงานอย่างหนัก
เขาเคยอ่านบันทึกภูมิศาสตร์ของแคว้นมานับครั้งไม่ถ้วน เส้นทางจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่ทิศอุดร จะต้องผ่านหุบเขา 'ผิงซาน' ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องเขาแคบและมีหน้าผาสูงชันขนาบสองข้าง เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะแก่การซุ่มโจมตีมากที่สุด หากฮ่องเต้ต้องการจะจัดฉากการลอบสังหารเพื่อโยนความผิดให้หยางเฟยหลง หรือเพื่อกำจัดเขาทิ้งระหว่างทาง หุบเขาผิงซานย่อมเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบ
อวิ๋นซีหลับตาลง คำนวณระยะทางและความเร็วของขบวนเกี้ยวในใจ 'ด้วยความเร็วเพียงเท่านี้ กองทหารน่าจะไปถึงช่องเขาผิงซานในยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น.) ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี ทัศนวิสัยจะย่ำแย่ที่สุด'
เขาเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง มือเรียวล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ สัมผัสกับชิ้นส่วนโลหะและขวดกระเบื้องขนาดจิ๋วที่ซุกซ่อนไว้ในช่องลับที่เขาเย็บขึ้นเองเมื่อคืนก่อน แม้เขาจะไม่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศ ไม่อาจเหาะเหินเดินอากาศหรือตวัดดาบฟันคอคนได้ในดาบเดียว แต่ความรู้เรื่องค่ายกล พิษวิทยา และกลไกที่เขาแอบศึกษามาอย่างเงียบเชียบตลอดหลายปี จะกลายเป็นไพ่ตายในการเอาชีวิตรอด
เขาจะไม่ยอมตายอย่างไร้ค่ากลางป่าเขา เขาจะไม่ยอมให้บิดาต้องรับโทษทัณฑ์ และที่สำคัญที่สุด... เขาจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ถูกคนบนบัลลังก์ขีดเขียนไว้ให้
ขบวนเจ้าสาวเดินทางอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งตะวันบ่ายคล้อย กองทหารองครักษ์เสื้อแพรเริ่มมีท่าทีเหนื่อยล้า ม้าศึกพ่นลมหายใจฟืดฟาด ทว่าหัวหน้าองครักษ์กลับสั่งให้เร่งฝีเท้า ไม่ยอมหยุดพักตั้งค่าย ราวกับต้องการเร่งรีบให้พ้นจากเขตแดนที่ไร้การคุ้มครองนี้โดยเร็ว
“หยุดขบวน!” เสียงตะโกนของหัวหน้าองครักษ์ดังขึ้นเมื่อขบวนเดินทางมาถึงจุดแวะพักริมลำธารเล็กๆ ก่อนเข้าสู่เขตหุบเขา
“พวกเราจะพักดื่มน้ำและให้อาหารม้าเพียงหนึ่งก้านธูป (ประมาณ 15 นาที) จากนั้นจะเร่งเดินทางต่อให้พ้นช่องเขาผิงซานก่อนฟ้ามืด!”
กูกูสวีถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางเตรียมจะก้าวลงจากเกี้ยวเพื่อไปยืดเส้นยืดสาย ทว่าหลิวอวิ๋นซีกลับนั่งนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน
“คุณชาย... ท่านไม่ลงไปสูดอากาศเสียหน่อยหรือ” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมมาก
“ข้าอยู่ในชุดมงคล ไม่สะดวกต่อการเดินเหินกลางป่า กูกูสวีเชิญตามสบายเถิด” อวิ๋นซีตอบเรียบๆ
เมื่อนางกำนัลเฒ่าลงจากเกี้ยวไป หลิวอวิ๋นซีก็ขยับตัวทันที เขาเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย ลอบสังเกตการจัดวางกำลังของกองทหาร ทหารองครักษ์เสื้อแพรมีร้อยนาย แบ่งเป็นกองหน้าสี่สิบ กองหลังสี่สิบ และคุ้มกันข้างเกี้ยวอีกยี่สิบ การจัดทัพเช่นนี้ดูเผินๆ เหมือนจะรัดกุม แต่แท้จริงแล้วกลับมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ หากศัตรูโจมตีจากบนหน้าผาด้วยธนูไฟ กองทัพที่กระจุกตัวอยู่รอบเกี้ยวจะกลายเป็นเป้านิ่งทันที
อวิ๋นซีดึงเข็มเงินเล่มเล็กจิ๋วออกมาจากชายเสื้อซ่อนไว้ในร่องนิ้ว เข็มเหล่านี้อาบด้วยยาสลบที่สกัดจากดอกม่านถัวหลัว (ลำโพง) เพียงแค่เฉียดผิวหนังก็สามารถทำให้ชายฉกรรจ์ล้มพับได้ภายในสามลมหายใจ เขาเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าผู้ที่มาเยือนจะเป็นโจรภูเขา หรือนักฆ่าที่ถูกส่งมาจากวังหลวง
ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงสีแสดอมแดง ฉาบย้อมทิวเขาเบื้องหน้าให้ดูราวกับถูกชโลมด้วยเลือด อากาศเริ่มเย็นลงจนสั่นสะท้าน ขบวนเกี้ยวเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง มุ่งหน้าเข้าสู่ปากทางช่องเขาผิงซานที่ทอดตัวดำทะมึนราวกับปากของอสูรร้ายที่รอคอยการกลืนกิน
เงาของต้นไม้สูงใหญ่พาดทับลงบนหลังคาเกี้ยว หลิวอวิ๋นซีหลับตาลง นิ่งฟังเสียงรอบกายอย่างตั้งใจ เสียงนกร้องที่เคยมีเงียบหายไปอย่างผิดปกติ เสียงลมพัดที่กระทบกิ่งไม้ฟังดูแปลกหู ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวซ่อนเร้นอยู่เบื้องบน
ปัญญาคืออาวุธที่แหลมคมที่สุด และบัดนี้... บัณฑิตผู้นี้พร้อมที่จะชักมันออกจากฝักแล้ว
การเดินทางสู่แดนเหนือเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น