เสียงไซเรนจากรถพยาบาลแผดร้องโหยหวน แหวกความเงียบสงัดยามค่ำคืน มันดังระงมลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก ก่อนจะเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบลานรับส่งผู้ป่วยวิกฤตของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใจกลางเมืองใหญ่
ไฟสีแดงกะพริบวูบวาบ สะท้อนกับกระจกของอาคารสูงใหญ่ บรรยากาศแห่งความฉุกเฉินเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บในเดือนสุดท้ายของปี
พิมพ์ลดา วัฒนกุล พยาบาลวิชาชีพประจำแผนกผู้ป่วยวิกฤตและห้องฉุกเฉิน ยืนนิ่งสงบอยู่หลังประตูสไลด์อัตโนมัติ
เธออยู่ในชุดพยาบาลสีขาวสะอาดตา เรือนผมยาวถูกรวบเก็บอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยบรัชสีอ่อน แววตาคู่งามดูอิดโรยจากความเหน็ดเหนื่อย แต่ยังคงแน่วแน่และเต็มไปด้วยสมาธิ
แม้จะเป็นกะดึกที่แสนเหน็ดเหนื่อย
พิมพ์ลดาไม่เคยปล่อยให้ความล้ามาบั่นทอนความเป็น
มืออาชีพและสติสัมปชัญญะของเธอได้
“พี่พิมพ์คะ เคสนี้ทางศูนย์วิทยุแจ้งว่าเป็นอุบัติเหตุชนแล้วหนีค่ะ อาการหนักมาก สัญญาณชีพตกตั้งแต่อยู่บนรถ”
ศิมา พยาบาลรุ่นน้องวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน พร้อมเข็นรถอุปกรณ์ฉุกเฉินที่เตรียมไว้เข้ามาประจำตำแหน่ง
“เตรียมเตียงกับอุปกรณ์ให้พร้อม แล้วเรียกแพทย์เวรทันที”
พิมพ์ลดาสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดแต่สุขุม ก่อนสวมถุงมือยางอย่างคล่องแคล่ว สายตาจับจ้องไปยังประตูที่กำลังเปิดออก
ไม่กี่วินาทีต่อมา เตียงผู้ป่วยก็ถูกผลักเข้าสู่ห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน