อัมพุชินี จอมใจไอยคุปต์ (ภาค 1)

ตอนที่ 3: อาการของฟาโรห์

👁️ 6 อ่าน
22px

ค่ำคืนแห่งไอยคุปต์…

... ... ... ...

 

ม่านรัตติกาลทาบทอลงเหนือมหาปิรามิดอันสูงตระหง่าน พระจันทร์ดวงโตลอยคล้อยเหนือแม่น้ำไนล์ เปล่งแสงนวลกระทบผืนน้ำส่องประกายระยิบ ไออุ่นของสายลมแห่งทะเลทรายพัดเบา ๆ ผ่านซุ้มไม้ดอกของพระตำหนักทิศตะวันออก ขับเอากลิ่นบัวหลวงหอมกรุ่นละมุนชวนให้จิตได้เพลิดเพลินผ่อนคลาย

 

อัมพุชินี นางทาสจากแดนชมพูทวีป ยังคงดำรงตนอย่างเรียบง่ายในสถานะอันต่ำต้อย หากแต่ในค่ำคืนนี้ เธอกลับได้รับพระบัญชาให้เข้าเฝ้าฟาโรห์เมเรนคาเร ณ ห้องบรรทมส่วนพระองค์ด้วยเหตุผลหนึ่ง…

 

ฝ่าพระบาท คืนนี้ทรงบรรทมไม่หลับอีกหรือ...เพคะ เธอเอ่ยเสียงแผ่วเบาขณะก้มกราบแนบพื้นหินอ่อนเบื้องหน้า

 

ฟาโรห์เมเรนคาเร มิได้ทรงสนพระทัยในความอ่อนน้อมนั้นนัก พระวรกายอันสูงสง่าเอนพิงแท่นหินสลักรูปเทพอนูบิส พระเนตรหม่นหมองยิ่งนักจนแลคล้ายแสงเปลวเทียนริบหรี่ใกล้ดับ

ข้าหลับตาลงมิได้… แม้นหลับลงได้คราใด ดวงจิตกลับกระตุกหวั่นไหวดั่งถูกปีศาจร้ายไล่ล่าในความฝัน”

ขอพระองค์...รับการถวายพระโอสถสมุนไพร จักชะลอความว้าวุ่นในพระทัยลงได้...เพคะ” อัมพุชินีกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย

 

อัมพุชินีมิได้รอช้า นางเปิดหีบยาไม้จันทน์หอมที่นำติดตัวมาตั้งแต่แรกที่ถูกจับกุม กลีบบัวหลวงแห้งสีม่วงเข้ม กลิ่นหอมอ่อนปะปนชะเอมเทศ ขิง และดอกพิกุล เธอได้ตำอย่างละเอียดในอ่างหินศิลาใบน้อย แล้วต้มน้ำจนระเหยเอากลิ่นละมุนน่าชวนลิ้มลอง

 

เธอเตรียมความพร้อมไว้แล้วก่อนออกมาเข้าเฝ้าตามพระบัญชา ประหนึ่งได้คิดการณ์ไว้ล่วงหน้าตามแผนในใจ หม้อดินเผาใบน้อยได้บรรจุน้ำต้มสีม่วงเข้มจากกลีบบัวหลวงแห้งที่บรรจงปิดฝา เอาผ้าขาวบางผืนน้อยห่อไว้เอากลิ่นหอมจากสมุนไพรอบร่ำไว้มิให้เล็ดลอดออกมา

 

เสียงน้ำเดือดปุดๆ ดังเบาๆ จากหลืบด้านใน ที่เป็นซอกมีแท่นหินไว้สำหรับตั้งเตาต้มน้ำเพื่อเสวยยามราตรี บัดนี้กลับอบอวลด้วยกลิ่นหอมละมุนน่าอภิรมย์ดุจเวทมนตร์โบราณ ซึ่งปลุกฟื้นอณูของห้องบรรทมอันเงียบสงัด ไร้ชีวิตชีวา ให้กลับมาเต้นเร่ากระชุ่มกระชวยในหทัยของฟาโรห์หัวใจหินอีกครั้ง

 

แววพระเนตรของฟาโรห์ซึ่งเคยแข็งกร้าว กลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาด...

 

บัวหลวงนี้… ข้าเคยเห็นมันเพียงในบึงหน้าท้องพระโรง และในสุสานของบรรพกษัตริย์”

ในบ้านเกิดของข้ากระหม่อม บัวหลวงมิใช่เพียงเครื่องประดับหรูหรา หากแต่ คือ เครื่องปรุงยารักษา และยังเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่นำขึ้นบวงสรวงแก่ทวยเทพทรงฤทธานุภาพเหนือสามโลก”

 

เสียงของอัมพุชินีเอื้อนเอ่ยอ่อนโยนราวเสียงสายธารไหล ฟาโรห์เมเรนคาเรทอดพระเนตรเธออย่างตรึกตรอง

เจ้าศึกษาสมุนไพรด้วยรึ

ข้าเคยดูแลบิดา ยามท่านป่วยไข้” คำกล่าวนี้ทำให้พระทัยของฟาโรห์สั่นสะเทือนบาดลงห้วงลึกของดวงจิต

 

พระองค์จำได้... ว่าพระราชบิดาของพระองค์ ถูกศัตรูจากฮิตไทต์ประหารต่อหน้าพระเนตร พระชนนีน้ำพระเนตรนองหน้ากอดพระองค์จนสิ้นพระชนม์ ก่อนจะถูกเหล่าเสนานำพระองค์ไปหลบซ่อนตัวตน แล้วในที่สุดพระองค์ก็กลับมากอบกู้เอาราชบัลลังก์คืนสำเร็จ  อาการนอนไม่หลับเป็นความผิดปกติยาวนานนับทศวรรษก่อนทรงขึ้นครองราชย์

 

หลังจากเสวยน้ำสมุนไพรนั้นเพียงครู่ พระสุรเสียงของพระองค์เริ่มเปลี่ยน

อัมพุ... จงวาดให้ข้าเห็นภาพบัวที่เจ้ากล่าวอ้าง ... ไม่ใช่บัวที่ปักอยู่ในโถกลางท้องพระโรง หากแต่บัวที่มีชีวิต...!!!

 

อัมพุชินีก้มกราบรับสนองด้วยความสงบ แล้วเอาห่อผ้าที่บรรจุอุปกรณ์สำหรับเตรียมมาวาดภาพ ซึ่งพระองค์ได้รับปากจัดหาให้แล้วนั้น เธอหยิบผ้าเปลือกไม้ออกมาวางตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวของเธอจุ่มสีจากพืชธรรมชาติ ผงดินแดง ผงบัวบด และสีจากเปลือกไม้ ภายในไม่กี่อึดใจ ภาพบัวหลวงกลางสระน้ำก็เริ่มปรากฏร่าง มีแสง... มีเงา... และมีชีวิต

 

... ... ... ...

 

ยามรุ่งอรุณ

 

ฟาโรห์เมเรนคาเรทรงบรรทมหลับสนิทโดยไม่มีฝันร้ายเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

 

เหล่าข้าราชบริพารผู้ดูแลเฝ้าหน้าห้องบรรทม ต่างลอบมองอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นพระพักตร์อันสงบนิ่ง ริมพระโอษฐ์คล้ายมีรอยแย้มสรวลอยู่จางๆ

 

ข่าวเรื่อง นางทาสผู้ทำให้ฟาโรห์หลับสนิท แพร่กระจายไปทั่วพระราชวัง

แต่ในยามสายวันถัดมา...

 

องค์ฟาโรห์ทรงมีพระบัญชาให้เชิญอัมพุชินีมาประทับเคียงข้างพระองค์ ณ สวนบัวหลวงส่วนพระองค์

ใต้ศาลาริมสระบัว สายลมพัดเย็นเอื่อยๆ อ้อยสร้อย ดอกบัวบานสะพรั่งล้อมรอบ ท่ามกลางกลิ่นดินและกลิ่นน้ำฉ่ำชุ่ม พระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ศิลาขัดเงา ส่วนอัมพุชินีนั่งอยู่เบื้องต่ำ กำลังถวายภาพวาดอีกแผ่นหนึ่ง

พระเนตรของฟาโรห์ทอดมองภาพนั้นอยู่นาน

เจ้าวาดความฝันให้ข้าดู… แต่ข้าต้องการวาดมันด้วยตนเอง”

โปรดสอนข้าเถิด...” สุรเสียงอ่อนโยนราวกับหัวใจหินของพระองค์ กำลังจะถูกเคาะให้ทลายลงด้วยนิ้วเรียวของหญิงสาวผู้นี้

 

อัมพุชินีมิได้กล่าววาจาใดใด นางเพียงยื่นพู่กันให้พระองค์อย่างอ่อนโยน พระหัตถ์ใหญ่ของพระองค์หยิบพู่กันขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพื่อเซ็นพระราชโองการ... แต่เพื่อสร้างภาพในพระทัย

 

เริ่มจากเส้นกลาง... จากนั้นค่อยขยายกลีบ... แต่ละกลีบ ล้วนเติบโตไปจากจุดเดียวกัน” น้ำเสียงเรียบง่ายของสาวน้อยประกอบกับการช่วยจับพู่กันให้พระองค์ทรงค่อยๆ วาดภาพไปอย่างบรรจง

 

ขณะที่พระองค์ทรงวาดไปด้วยกันกับเธออย่างเงียบๆ แต่พระทัยกลับเต้นแรงอย่างประหลาด... ไม่ใช่เพราะศิลปะ แต่เพราะมือน้อยๆ ที่แตะหลังพระหัตถ์นั้นอ่อนโยนทำให้พระหทัยหวั่นไหววาบหวิว

 

หลังจากวันนั้น... ฟาโรห์มิได้ทรงเรียกขานเธอว่า ทาส อีกต่อไป แต่เรียกเธอว่า คุรุอัมพุ ด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนดุจผู้ควรคารวะ

 

แต่ในเงามืดของวังหลวงแห่งนี้ เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น...ดังขึ้นเรื่อยๆ

สนมเอกจากตระกูลเสนาบดีผู้มั่งมีพร้อมอำนาจล้นมือ ย่อมมิพึงใจในแววพระเนตรที่ฟาโรห์มีให้นางทาสผู้นั้น

 

เหล่าข้าราชบริพารบางคนเริ่มหันหน้าหนี ขุนนางบางกลุ่มเริ่มลอบวางแผน แผ่นดินไอยคุปต์... กำลังสั่นคลอนด้วยมิใช่จากศึกภายนอก

 

แต่จากหัวใจขององค์ราชัน ที่เผลอทุ่มเทให้ทาสหญิงนางหนึ่ง...

ซึ่งกำลังจะกลายเป็นมากกว่านั้น

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!