คลื่นสมุทร เหนือฟ้า | Sky Meets Sea

ตอนที่ 2: เมื่อเหนือฟ้า...โดนคลื่นสมุทรกลืน

👁️ 12 อ่าน

บางครั้ง... คนที่ยืนอยู่สูงที่สุด อาจเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุดเช่นกัน

เหนือฟ้า ยืนกอดอกทอดสายตามองเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นผ่านกระจก ใสบานใหญ่ยักษ์ของห้องทำงานชั้นบนสุด เบื้องล่างของเขาคือรีสอร์ตหรูระดับห้าดาวแห่งใหม่ที่กำลัง เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ภาพความวุ่นวายของพนักงานนับร้อยชีวิต ฝ่ายจัดสวนที่กำลังเร่งตกแต่งพื้นที่ริมชายหาด หรือฝ่ายจัดเลี้ยงที่กำลังซ้อมคิวงานต้อนรับอย่างเคร่งเครียด ทั้งหมดอยู่ในสายตาของเขา

ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ... เพราะสำหรับคนอย่างเขาแล้ว ชีวิตไม่อนุญาตให้มีคำว่า "ผิดพลาด"

กริ๊งงงงง!

เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ดังขึ้น เหนือฟ้าปิดเปลือกตาลง ถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเอื้อมมือไปกดรับสาย

"ครับ"

"คุณเหนือฟ้าคะ แขกกลุ่ม VIP ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการตกแต่งภายในพูลวิลล่าทั้งหมดค่ะ"

"จัดการตามที่เขาต้องการ ให้เรียบร้อย" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท

"แล้วเรื่องงวดงานของผู้รับเหมาก่อสร้างเฟสบี"

"ส่งรายละเอียดที่เหลือเข้าอีเมลผม"

"ค่ะคุณเหนือฟ้า"

สายถูกตัดไป เหนือฟ้าวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะราวกับมันหนักอึ้ง ตลอดยี่สิบแปดปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขาถูกหล่อหลอมและสั่งสอนให้เป็น ‘สิ่งสมบูรณ์แบบ’ มาโดยตลอด ต้องเป็นลูกชายที่ไร้ประวัติด่างพร้อย เป็นผู้บริหารที่เก่งกาจเฉียบคม และเป็นทายาทที่เหมาะสมที่สุดของตระกูล

แต่ก็น่าแปลก... ที่ไม่เคยมีใครเคยสอนเขาเลยว่า คนเราจะฝืนอยู่กับความเหนื่อยล้าเจียนตายแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมองความว่างเปล่าในห้องทำงาน ก่อนจะตัดสินใจทำบางอย่างที่ตัวเองไม่เคยทำมานานหลายปี... นั่นคือการก้าวขาออกไปดื่มเพียงลำพัง

เสียงเกลียวคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะหนักเบา ลมทะเลยามค่ำคืนหอบเอาความเย็นและกลิ่นเค็มจาง ๆ มาปะทะใบหน้า เหนือฟ้านั่งอยู่ตรงมุมมืดของเซิร์ฟบาร์ริมหาด ในมือมีแก้ววิสกี้ที่เหลือของเหลวสีอำพันอยู่เพียงครึ่งเดียว อันที่จริงเขาไม่ใช่คนชอบดื่ม หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ ชีวิตของเขาไม่มีเวลามากพอจะละเลียดความสุนทรีย์แบบนี้

 

แต่หลังจากต้องติดอยู่ในห้องประชุมตั้งแต่เช้าตรู่ วิ่งรอกแก้ปัญหางานก่อสร้าง เดินตรวจห้องพัก รับมือกับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้น และเคลียร์อีเมลอีกกว่าสองร้อยฉบับภายในวันเดียว... คืนนี้เขาเหนื่อยเกินกว่าจะสวมหน้ากาก ‘ผู้บริหารที่สมบูรณ์แบบ’ อีกต่อไป

 

เหนือฟ้ายกแก้วขึ้นจิบ ปล่อยให้ความร้อนล่องลอยลงคอ ขณะที่สายตาทอดมองออกไปยังผืนทะเลที่มืดมิดสนิท เบื้องหน้า

มันช่างเงียบ สงบ... และว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรจากชีวิตของเขาเลยสักนิด

"นั่งด้วยได้ไหมครับ"

เสียงทุ้มต่ำที่แฝงความนุ่มนวลดังขึ้นข้างตัว เหนือฟ้าเบนสายตากลับมามอง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตฮาวายสีขาว ปลดกระดุมบนสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกรำไรกำลังยืนยิ้มอยู่ ผิวของอีกฝ่ายเป็นสีแทนธรรมชาติจากการบ่มแดด เส้นผมสีดำสนิทหยักศกยุ่งเหยียดน้อย ๆ และดวงตาคมคู่สวยที่เต็มไปด้วยประกายขี้เล่น

เหนือฟ้ากวาดสายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยท่าที ระแวดระวังตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเอ่ยปากตอบเรียบ ๆ

"ที่นี่..ที่สาธารณะ"

คนฟังหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลข้างกันทันที โดยไม่รีรอ "ขอบคุณครับ"

"..." เหนือฟ้าไม่ตอบ ทำเพียงหมุนแก้วเหล้าในมือเล่น

"ผม คลื่น ครับ"

เหนือฟ้าเลิกคิ้วเล็กน้อยหันกลับไปมอง "คลื่น?"

"คลื่นสมุทร" เจ้าของชื่อยิ้มกว้างจนตาปิด "แล้วคุณล่ะ?"

เหนือฟ้าลังเลไปอึดใจหนึ่ง ชั่งใจว่าควรจะบอกชื่อจริงกับคนแปลกหน้าดีไหม แต่สุดท้ายความเหนื่อยล้าก็ทำให้เขาปล่อยเลยตามเลย "เหนือฟ้า"

คลื่นสมุทรกระตุกยิ้ม นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง "ฟ้ากับทะเลงั้นเหรอ?"

"ตลกตรงไหน" น้ำเสียงของคนฟังเริ่มห้วนขึ้น

"ไม่ตลกหรอกครับ" ชายหนุ่มผิวแทนยกแก้วเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นชนอากาศ หลอก ๆ กับแก้วของเหนือฟ้า

 

"แค่คิดว่า... บางทีโลกก็ชอบเล่นมุกตลกตื้น ๆ แฮะ"

 

เหนือฟ้าส่ายหน้าเบา ๆ นึกในใจว่า 'ประหลาดคน' แต่ก็น่าแปลกที่เขากลับไม่ลุกหนีไปไหน แถมยังยอมนั่งฟังเสียงทุ้ม ๆ นั้นชวนคุยต่อไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่เรื่องกระแสน้ำในคืนนี้ เรื่องนักท่องเที่ยว เรื่องหมาจรจัดหน้าหาดที่ชอบแอบขโมยรองเท้าแตะ ไปจนถึงเรื่องสัพเพเหระไร้สาระอีกมากมาย

และสิ่งที่ทำให้เหนือฟ้าตกใจตัวเองที่สุด คือการที่เขาเผลอหลุดหัวเราะออกมาหลายต่อหลายครั้ง โดยไม่รู้ตัว

"คุณยิ้มแล้วดูดีมากเลยนะรู้ตัวไหม" คลื่นสมุทรพูดแทรกขึ้นมาดื้อ ๆ ในตอนที่เหนือฟ้ากำลังอมยิ้ม

คนถูกชมชักสีหน้าทันควัน "ใครบอกว่าผมยิ้ม"

"ก็ผมนั่งมองอยู่ เห็นเต็ม ๆ ตา"

"คุณตาฝาด"

"ครับ ๆ ตาฝาดก็ตาฝาด" อีกฝ่ายยิ้มล้อเลียนอย่างยอมจำนน จนเหนือฟ้าต้องสะบัดหน้าหนีไปอีกทางเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เริ่มแล่นพล่าน หรือเป็นเพราะสายตาแพรวพราวคู่เนื้อกันแน่... ที่กำลังทำให้หัวใจในอกซ้ายของเขาเริ่มเต้นผิดจังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน ความมึนงงเริ่มเข้าจู่โจมเหนือฟ้าหนักกว่าที่คิด

"คุณเมามากแล้วนะนั่น" คลื่นสมุทรเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู

"ผม... ไม่ได้เมา" เหนือฟ้าเถียงเสียงอ้อแอ้

"งั้นเดินไหวไหมครับ?"

"ไหว" เหนือฟ้าพยายามหยัดกายลุกขึ้นเพื่อพิสูจน์ แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้น โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ร่างสูงเพรียวเสียหลักล้มคว่ำไปข้างหน้าทันที

หมับ!

ก่อนที่ร่างจะกระแทกพื้น มือหนาอันแข็งแกร่งก็ตระกองกอดคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันท่วงที เหนือฟ้าสะดุ้งเฮือก ดวงตาทั้งสองคู่สบกันในระยะที่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ มันใกล้เสียจนเขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัว

ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก...

"ไหวจริง ๆ เหรอครับ... คุณเหนือฟ้า" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังอยู่ชิดใบหู

เหนือฟ้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก "ไหว..."

"โกหกไม่เนียนเลย"

"ผมไม่ได้โกหก"

คลื่นสมุทรหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ สายตาที่มองมาแปรเปลี่ยนเป็นเข้มข้นและลึกซึ้งขึ้น

 

"งั้นคืนนี้... ผมจะแกล้งๆ เชื่อคุณแล้วกัน"

 

ลมทะเลพัดผ่านระลอกใหญ่ บรรยากาศรอบตัวคล้ายจะเงียบสงัดลงไปในพริบตา เหลือเพียงสายตาประสานสายตาที่เกาะเกี่ยวกันไว้ไม่ยอม ปล่อย เหนือฟ้าไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายขยับเข้าหาก่อน ไม่รู้ว่าความกระชั้นชิดนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนไหน รู้เพียงแค่ว่า... ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของพวกเขาค่อย ๆ ลดน้อยลงจนแทบไม่เหลือ

ในวินาทีนั้น สมองของเหนือฟ้าสั่งการให้ปล่อยวางทุกอย่าง... เขาไม่อยากคิดเรื่องงาน ไม่อยากคิดเรื่องครอบครัว ไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น คืนนี้เขาอยากเป็นเพียงแค่ผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่กำลังปล่อยตัวปล่อยใจไปกับผู้ชายตรงหน้า

"เหนือฟ้า..." คลื่นสมุทรพึมพำเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

"ครับ..."

ชายหนุ่มผิวแทนยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยเสน่ห์อันร้ายกาจ

 

"คืนนี้... ไปดูดาวด้วยกันไหม?"

 

เหนือฟ้ามองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ราวกับถูกมนต์สะกดก่อนจะพยักหน้าตอบรับโดยไม่ผ่าน กระบวนการคัดกรองของสมองเลยสักนิด

 

"อืม..."

 

คลื่นสมุทรยื่นมือใหญ่เรียวยาวออกมาตรงหน้า

 

"งั้น... ไปกันครับ"

 

เหนือฟ้ามองมือตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางฝ่ามือของตนลงไปบนความอบอุ่นนั้น... โดยที่เขาไม่มีทางรู้เลยว่า การตัดสินใจในค่ำคืนนี้ จะกลายเป็น 'ความผิดพลาด' ที่หอมหวานและบ้าคลั่งที่สุดในชีวิต

เท้าของคนทั้งคู่ย่ำผ่านผืนทรายนุ่มจนมาหยุดลงที่ศาลาไม้หลัง เล็กซึ่งยื่นออกไปเหนือชายหาด ท้องฟ้าเบื้องบนในคืนนี้ไร้เมฆหมอก บรรดาดวงดาราพากันส่องแสงระยิบระยับนับพันดวงอยู่เหนือศีรษะมันงดงามและกว้างใหญ่เสียจนผู้บริหารหนุ่มที่จมอยู่กับกองเอกสารมาตลอดชีวิตลืมหายใจไปชั่วขณะ

"สวยใช่ไหมครับ" คลื่นสมุทรเอ่ยถาม ทอดสายตามองคนข้าง ๆ ที่กำลังตาเป็นประกาย

"อืม... สวยมาก"

"ผมชอบมานั่งปล่อยใจที่นี่เวลาคิดอะไรไม่ออก"

เหนือฟ้าละสายตาจากดวงดาวหันมามองเสี้ยวหน้าคมของ อีกฝ่าย "แล้วมันช่วยได้ไหม?"

คลื่นสมุทรยักไหล่พลางอมยิ้ม "มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรอกครับ... แต่มันช่วยเตือนเราว่า บางเรื่องในชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องรีบแก้คำตอบมันทันทีปล่อยให้มันเป็นไปบ้างก็ได้"

สายลมเย็นพัดผ่านหอบเอาความเงียบงันเข้ามาปกคลุมคนทั้งคู่ ทว่ามันกลับเป็นความเงียบที่อบอุ่นและเบาสบายกว่าบท สนทนาใด ๆ ที่เหนือฟ้าเคยเจอมาตลอดทั้งปี เหนือฟ้าไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งเมื่อไหร่... ที่เขาเริ่มใช้สายตามองผู้ชายคนนี้นานขึ้น เริ่มลอบสังเกตรอยยิ้ม สังเกตแววตาขี้เล่นคู่นั้น และที่น่าประหลาดที่สุดคือ เขารู้สึก ‘ปลอดภัย’  อย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมง

"คุณเหนือฟ้า"

"ครับ?"

"คุณควรยิ้มบ่อยกว่านี้นะรู้ตัวไหม"

เหนือฟ้าหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ "คุณพูดเรื่องนี้รอบที่เท่าไหร่ของคืนแล้วเนี่ย"

"ก็คงต้องพูดไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะยอมเชื่อผมนั่นแหละ" คลื่นสมุทรหันมาสบตา ดวงตาคู่คมเต็มไปด้วยกระแสความอบอุ่นลึกซึ้ง จนเป็นฝ่ายเหนือฟ้าเองที่ต้องหนีสายตาด้วยความหน้าร้อนผ่าว

คลื่นสมุทรมองใบหน้าด้านข้างของคนฟอร์มจัดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

"คืนนี้... คุณดูมีความสุขกว่าตอนแรกที่เจอกันเยอะเลยนะ"

 

คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้เหนือฟ้าชะงักไปในความมืด... หัวใจดวงโตชาวาบ

ตลอดยี่สิบแปดปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ของเขา ไม่เคยมีใครเอ่ยปากถามว่าเขากำลังมีความสุขหรือเปล่า ทุกคนมองเห็นแต่ความสำเร็จ มองเห็นแต่ภาพลักษณ์ผู้บริหารที่ต้องคอยดูแลรับผิดชอบชีวิตคนอื่น

แต่ในค่ำคืนนี้ กลับมีคนแปลกหน้าคนหนึ่ง... กำลังตั้งใจดูแลและแคร์ ‘ความรู้สึก’ ของเขาจริง ๆ

เพียงแค่นั้น... กำแพงหนาแน่นที่เหนือฟ้าสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองมา เนิ่นนานก็ ค่อย ๆ ทลายลง เหนือฟ้าเบนสายตากลับมาสบตาคนตรงหน้าอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้หลบตาหนี และที่สำคัญ... เขาเผลอส่งยิ้มให้อีกฝ่ายไปแล้ว รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากการฝืนทำตามหน้าที่ แต่เป็นรอยยิ้มที่เกิดขึ้นจากความสบายใจอย่างแท้จริง

ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย... ไม่รีบร้อน ไม่กดดัน เหมือนเกลียวคลื่นทะเลที่ค่อย ๆ ละเมียดซัดเข้าหาฝั่งทีละริ้วจนกระทั่งเงาร่างของทั้งสองแทบจะซ้อนทับเป็นร่างเดียวใต้แสงดาว

หลังจากปล่อยให้ความเงียบเยียวยาจิตใจอยู่เนิ่นนาน ทั้งคู่ก็พากันเดินกลับมายังพูลวิลล่าส่วนตัวริมชายหาด แสงไฟสีส้มอบอุ่นจากภายในห้องลอดผ่านกระจกออกมาตัด กับความมืดมิดของท้องทะเลภายนอก

เหนือฟ้ายืนนิ่งอยู่หน้าประตูวิลล่า หัวใจในเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก เขารู้ดีแก่ใจ... รู้ด้วยตรรกะทั้งหมดที่มีว่า หากเขาก้าวเท้าผ่านประตูบานนี้เข้าไปพร้อมกับผู้ชาย ชื่อคลื่นสมุทร ค่ำคืนนี้และชีวิตหลังจากนี้ของเขาจะไม่มีวันเหมือนเดิม อีกต่อไป

คลื่นสมุทรไม่ได้เร่งรัด ไม่ได้เอ่ยปากชักชวนชวนเชื่อ ชายหนุ่มผิวแทนทำเพียงแค่ยืนรออยู่ข้างกายเงียบ ๆ มอบอิสระในการตัดสินใจทั้งหมดให้แก่เขา

และสุดท้าย... เป็นเหนือฟ้าเองที่เอื้อมมือไปผลักบานประตูนั้นให้เปิดออก

เสียงคลื่นซัดสาดข่มขวัญยังคงดังระงมอยู่ภายนอก ทว่าภายในวิลล่ากลับมีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสาน เหนือฟ้าปิดเปลือกตาลงช้า ๆ

 

 

ปล่อยให้ตัวเองได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่แบกรับมาทั้งชีวิต และปล่อยให้ค่ำคืนนี้...คลื่น พัดพาความโดดเดี่ยวของเขาให้ปลิวหายไปกับสายลม

 

แรงกระแทกของคลื่นในคืนนี้ได้กลืนกินท้องฟ้าและพัดพา ความรู้สึกด้านลบให้เลือนหายไป

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!