กุหลาบร้ายของคุณหมอซาตาน The Devil Doctor's Wicked Rose

ตอนที่ 1: ในสายฝนราตรีนั้น

👁️ 46 อ่าน
22px

บทนำ - สิบปีก่อน

คืนนั้นฝนตกหนักมาก

สายฝนเทกระหน่ำลงบนหลังคาคฤหาสน์ เสียงดังต่อเนื่องจนแทบกลบทุกเสียงรอบตัว ฟ้าแลบสว่างวาบเป็นระยะ

หญิงคนหนึ่งกางร่มสีดำก้าวออกมาจากตัวบ้าน กระแสลมพัดหอบเอากลิ่นดินเปียกชื้นขึ้นปะทะใบหน้า เธอเงยหน้าไปทางท้ายสวน ก่อนเดินตรงไปตามทางเดินที่ทอดยาวสู่ด้านหลังของคฤหาสน์

ปลายทางคือเรือนกระจกหลังเก่า ท่ามกลางม่านฝนและความมืด กระจกบางบานมัวไปด้วยไอน้ำ บางบานมีเถากุหลาบเลื้อยปกคลุม ทว่าคืนนี้กลับมีแสงไฟสลัวลอดออกมาจากข้างใน มีคนอยู่ในนั้น

มือเรียวกำด้ามร่มแน่นขึ้น เมื่อเพ่งมองผ่านความมัวซัวก็เห็นเงาคนเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน

เธอเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

เมื่อมาถึงหน้าเรือนกระจก เธอผลักประตูกระจกบานเก่าที่ฝืดแน่นเพราะโดนฝน ประตูถูกเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงครูดเบา ๆ

ทันทีที่ประตูแง้ม กลิ่นดินผสมกลิ่นกุหลาบช้ำก็ลอยเตะจมูกชัดกว่าเดิม

สายตาเธอกวาดมองเข้าไปในความมืด มือที่กำด้ามร่มสั่นขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ก่อนร่มสีดำจะหลุดจากมือตกกระทบพื้นซีเมนต์ดัง กึก

ภายใต้แสงจากโคมไฟที่แกว่งไหวตามแรงลม เธอเห็นร่างหนึ่งนั่งชันเข่าอยู่กับพื้น ริมฝีปากขยับพึมพำอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ แต่เสียงฝนดังเกินกว่าจะจับใจความได้ ขณะที่อีกร่างนอนนิ่งไม่ไหวติงมีของเหลวสีเข้มไหลซึมอยู่ใต้ร่างนั้น

เธอย่อตัวลงตรงหน้าคนที่นั่งอยู่ มือทั้งสองจับไหล่อีกฝ่ายไว้แน่น สายตาของทั้งคู่สบกันอยู่หลายวินาทีโดยไม่มีใครพูดอะไร เมื่อเธอหันกลับมาอีกครั้ง สีหน้าเธอนิ่งสนิท นิ่งเสียจนเย็นเยือก

“ลุกขึ้น”

คนบนพื้นชะงัก

“แล้วฟังให้ดี” น้ำเสียงของเธอราบเรียบ “เราจะไม่มีวันพูดเรื่องนี้อีกเป็นครั้งที่สอง”

ด้านนอกเรือนกระจก ฝนยังคงตกหนักไม่หยุด

และไม่ว่าในคืนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น สายฝนก็ไม่อาจลบร่องรอยของมันออกไปได้ทั้งหมด

 

ปัจจุบัน

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง

รินลดายืนอยู่หน้าห้องทำงานของนายแพทย์ปกรณ์ ในมือมีแฟ้มเอกสารกับแท็บเล็ตสำหรับรายงานตารางเคสประจำวัน

“เข้ามา”

เสียงจากด้านในดังขึ้นก่อนที่เธอจะทันเคาะซ้ำ

รินลดาผลักประตูเข้าไป

ห้องทำงานของปกรณ์เรียบร้อยเหมือนทุกวัน เอกสารบนโต๊ะถูกจัดเป็นหมวดหมู่ ไม่มีของชิ้นไหนวางเกินออกมาจากตำแหน่งที่ควรอยู่ แม้แต่กล่องปากกาข้างมือเขายังวางขนานกับขอบโต๊ะอย่างพอดี

เจ้าของห้องนั่งอ่านเอกสารอยู่หลังโต๊ะโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง

ครั้งหนึ่ง ผู้ชายคนนี้เคยบอกเธอว่า “การศึกษาจะเปลี่ยนชีวิตเธอได้...” รินลดาจำประโยคนั้นได้มาตลอดหลายปี

ตอนนั้นเขายังเป็นพี่กรณ์ คุณชายคนเล็กของบ้านที่เธอทั้งเกรงใจและนับถือ เป็นคนที่ทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเชื่อว่าต่อให้ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ และไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง หากขยันมากพอ ชีวิตก็น่าจะดีขึ้นได้

แต่ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอในวันนี้กลับแตกต่างจากความทรงจำนั้นมากราวกับเป็นคนละคน

“ตารางเคสพรุ่งนี้อัปเดตในระบบแล้วค่ะ”

เธอวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนเปิดข้อมูลในแท็บเล็ตแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเขา

“แต่เคสบ่ายยังไม่ได้ยืนยันคิวหัตถการค่ะ ประวัติการแพ้ยายังไม่ครบ”

ปกรณ์เงยหน้าขึ้น

“หน้าที่คุณคือแจ้งข้อมูล ไม่ใช่ระงับคิวโดยไม่ผ่านผม”

รินลดาสบตาเขา

“ถ้ารินยืนยันคิวไปก่อน แล้วข้อมูลมีปัญหาทีหลัง คนที่ต้องรับผิดชอบคือคุณหมอ ไม่ใช่รินค่ะ”

ความเงียบตกลงกลางห้องชั่วขณะ

ปกรณ์มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มกลับไปอ่านเอกสาร

เขาไม่ได้บอกว่าเธอทำถูกแต่ก็ไม่ได้สั่งให้ยืนยันคิว สำหรับรินลดา แค่นั้นก็ถือว่าได้คำตอบแล้ว

โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้น เธอก้มมองหน้าจอ

คุณหญิงอุษา มารดาของหมอปกรณ์

ยังไม่ทันที่รินลดาจะกดรับ เสียงพลิกหน้ากระดาษตรงหน้าก็หยุดลง

“แม่ผมถามอะไรคุณบ้าง”

รินลดาเงยหน้าขึ้น “ยังไม่ได้ถามค่ะ รินยังไม่ได้รับสาย”

“แต่คงรู้แล้วสินะว่าท่านจะถามอะไร”

เธอกดปิดเสียงโทรศัพท์ แล้วเก็บลงในกระเป๋า

“ถ้าคุณอยากรู้มากขนาดนั้น ทำไมไม่รับโทรศัพท์ของท่านเองล่ะคะ”

มุมปากของปกรณ์ขยับนิดเดียว

“เพราะแม่ไม่ได้โทรหาผม... ท่านโทรหาคุณ หลังจากคุณเข้ามาอยู่ในห้องผมไม่ถึงห้านาที”

รินลดาเงียบไปชั่วครู่

เธอรู้อยู่แล้วว่าผู้ชายคนนี้สังเกตทุกอย่าง แต่บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจำเป็นต้องสังเกตละเอียดถึงขนาดนี้ด้วยหรือ

“ก็เรื่องตารางงานทั่วไปค่ะ”

“ทั่วไปแค่ไหน”

“คุณหมอควรถามท่านเองนะคะ”

ปกรณ์วางเอกสารในมือลง ก่อนลุกจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้าเธอ

“ผมกำลังถามคุณ”

“แล้วฉันจำเป็นต้องตอบทุกคำถามของคุณหรือคะ”

เขากดปลายปากกาโลหะในมือหนึ่งครั้ง คลิก

แทนที่จะโกรธเขากลับมีสีหน้าเหมือนกำลังรอฟังว่าเธอจะเถียงอะไรต่อ

“ในฐานะเลขาของผม คุณจำเป็นต้องตอบทุกคำถามของผม”

“แต่ถ้าเป็นเรื่องระหว่างคุณกับคุณท่าน รินขอไม่เกี่ยวค่ะ”

“คุณเกี่ยวสิ เกี่ยวตั้งแต่วินาทีที่แม่ส่งคุณมานั่งเฝ้าหน้าห้องผมแล้ว”

นิ้วของรินลดาที่จับแฟ้มอยู่กระชับขึ้นเล็กน้อย

“ถ้าคุณไม่ต้องการฉัน ฉันจะไปเรียนคุณท่านให้ทราบค่ะ”

“ผมไม่ได้บอกว่าไม่ต้องการ”

รินลดาชะงัก

ปกรณ์ก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด ใกล้พอให้เธอมองเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่บนเลนส์แว่นของเขา

“ผมแค่อยากรู้ว่า ระหว่างแม่ผมกับผม คุณคิดว่าตัวเองกำลังทำงานให้ใครกันแน่”

รินลดาไม่ตอบ

เธอสบตาเขาตรง ๆ แล้วเชิดคางขึ้นเพียงเล็กน้อย

ปกรณ์มองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนมุมปากจะยกขึ้นช้า ๆ

“ดี”

น้ำเสียงของเขาเรียบจนรินลดาเดาไม่ออกว่าคำชมเมื่อครู่เป็นคำชมจริงหรือเปล่า

“ผมชอบนะ คนที่กล้าสบตาเวลาจะโกหก”

หัวใจของเธอกระตุกวูบ

ยังไม่ทันได้โต้กลับ ปกรณ์ก็ถอยออกไป หยิบแฟ้มบนโต๊ะขึ้นมาเปิดเหมือนบทสนทนาก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรสำคัญ

“ตั้งแต่พรุ่งนี้ คุณย้ายโต๊ะเข้ามาอยู่ในห้องนี้”

รินลดาคิดว่าตัวเองฟังผิด

“อะไรนะคะ”

เขาพลิกเอกสารหนึ่งหน้า สีหน้าเรียบเฉยราวกับเพิ่งสั่งให้เธอเปลี่ยนเวลานัดคนไข้ ไม่ใช่ย้ายโต๊ะทำงานเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกับเขา

“ผมรู้คุณจะไม่เคยเป็นเลขามาก่อนแต่ในเมื่อแม่ส่งคุณมาจับตาดูผม และคุณรับงานนี้มาแล้ว คุณต้องเรียนรู้ให้เร็ว”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตารินลดา

“ใส่ใจผมให้มาก”

คำว่า ‘ใส่ใจ’ ทำให้รินลดานิ่งไปเสี้ยววินาที

ก่อนเตือนตัวเองว่าเขากำลังพูดเรื่องงาน ต้องเป็นเรื่องงานอยู่แล้ว

ปกรณ์ปิดแฟ้มลง

“แล้วเราจะได้รู้กันว่า สุดท้ายคุณจะรายงานเรื่องของผมให้แม่ฟังได้มากแค่ไหน” เขาจ้องมองเธอเหมือนจะผ่าดูความคิดของรินลดาด้วยสายตาหลังกรอบแว่นนั้น

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!