Destiny Project: อยู่ดี ๆ ก็รักมึง

ตอนที่ 2: “กูไม่ได้สนใจใครขนาดนั้น”

👁️ 1 อ่าน

“กูไม่ได้สนใจใครขนาดนั้น” 

เขาพูดเหมือนกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ 

ธรรมดาและว่างเปล่าเกินไป 

แต่ใจผมกลับนิ่งสนิทไปเลย

 

❖ ❖ ❖

 

POV: AIDEN

หลังจากประชุมเสร็จ พี่เลี้ยงแจ้งเรื่องห้องพักซึ่งแบ่งตามสถาบัน 

ภามกับคินอยู่ด้วยกัน 

ส่วนผมกับเซนก็ไม่ต้องเดา 

มหาวิทยาลัยปราณบุรีส่งมากันแค่นี้ ยังไงก็ต้องจับคู่กันเองอยู่แล้ว

 

ห้องพักของพวกเราอยู่ชั้นเดียวกัน แต่คนละฝั่งทางเดิน

รีสอร์ตที่ดูสงบนิ่งจากภายนอก 

พอเข้ามาอยู่จริงกลับมีรายละเอียดซ่อนอยู่ทุกตารางนิ้ว 

กลิ่นอโรมาอ่อน ๆ ที่อบอวลตามโถงทางเดิน 

เสียงคลื่นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างและแสงสีทองอบอุ่นจากโคมไฟ 

ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อดึงจังหวะชีวิตของผู้มาเยือนให้ช้าลงตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มรับบริการด้วยซ้ำ

 

ผมนอนมองเพดาน นึกถึงโจทย์ที่พี่เลี้ยงพูดในห้องประชุม

ไม่ใช่แค่ทำสปาแล้วจบ แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้กลับไปในเวอร์ชันที่ดีขึ้น

ยาก... แต่โคตรน่าสนุก 

ถ้าไม่ติดว่าในหัวผมตอนนี้มีแต่ชื่อ ‘ภาม’ วนอยู่เต็มไปหมด 

ผมคงมีสมาธิคิดงานได้มากกว่านี้

 

เซนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ 

มันยืนเช็ดผมอยู่หน้ากระจกอย่างใจเย็นเกินมนุษย์ 

ส่วนผมน่ะเหรอ... ใจเย็นไม่ลงแล้ว

“เออ มึงว่า…” ผมเว้นจังหวะ 

“คุณภามนี่เขามีแฟนยัง” 

เซนยังไม่หันมา มันสะบัดผ้าขนหนูเบา ๆ

“มึงถามคำถามนี้รอบที่สองในรอบหนึ่งนาทีแล้วนะเด้น” 

“ก็กูแค่อยากรู้ตามประสาคนต้องทำงานทีมเดียวกัน” 

“อ๋อ…” มันลากเสียงยาว หันมามองยิ้ม ๆ

 “ทำงานทีมเดียวกันนี่ต้องเช็กสถานะหัวใจด้วย?”

ผมเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที 

“มึงอย่าทำเสียงจับโป๊ะกูแบบนั้นดิ” 

“แล้วกูจับได้ไหมล่ะ” ผมหลุดหัวเราะกลบเกลื่อน 

“กูเนี่ยนะจะจริงจัง มึงก็รู้ว่ากูรักอิสระจะตาย”

ประโยคนั้นควรฟังดูมั่นใจ แต่เสียงผมดันเบาหวิวผิดปกติ 

เซนเดินมานั่งลงที่ปลายเตียง 

คราวนี้แววตาซุกซนของมันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมานิดหนึ่ง

“สายตามึงไม่ใช่เล่น ๆ แล้วเด้น กูเห็นมึงมองเขาตั้งแต่ในห้องประชุม ยันออกมาที่ล็อบบี้มึงยังตามไปแหย่เขาไม่เลิก ถ้าแบบนี้ไม่เรียกสนใจ มึงจะให้กูเรียกว่าอะไร” ผมเงียบไป

ความจริงมันคือความสนใจ... แต่ไม่ใช่ในแบบที่ผมคุ้นเคย 

ปกติถ้าผมเห็นใครน่ารักก็แค่มอง เห็นใครน่าสนใจก็แค่อยากคุย 

มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป 

แต่กับภาม มันเหมือนมีอะไรบางอย่างสะกิดอยู่ในอกตั้งแต่วินาทีที่เห็นเขาใต้ต้นดอกเกด 

“กูก็แค่…” ผมหาคำพูดที่เหมาะสมไม่เจอ 

เซนยิ้มบาง ๆ “ระวังไว้หน่อยก็ดี คนแบบภามน่ะ ถ้ามึงตกหลุมไปแล้ว กูว่าปีนกลับขึ้นมายาก”

ผมนิ่งไป เพราะมันพูดถูกจนน่าหงุดหงิด 

ผมนึกถึงรอยยิ้มบางเบาตอนเขาประคองลูกนก 

นึกถึงเสียงนิ่ง ๆ ตอนพูดว่า “งั้นก็อย่าจีบ” 

นึกถึงใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่เคยตั้งใจทำให้ใครใจสั่น 

คนอะไรอยู่เฉย ๆ ก็ดึงสายตาชะมัด

 

“ใครบอกว่ากูคิดจะปีนออกกันล่ะ” ผมพึมพำเบา ๆ 

เซนหันขวับมามองทันที “หนักนะมึงน่ะ” 

ผมยิ้ม “เออ กูก็เริ่มรู้สึกแล้วเหมือนกัน”

 

❖ ❖ ❖

 

POV: KIN

อีกฝั่งหนึ่งของทางเดิน... ห้องของผมกับภาม

ผมปิดประตูลงเบา ๆ วางกระเป๋าไว้ข้างเตียง 

ห้องพักขนาดกว้างขวางทอดตัวยาวออกไปสู่ระเบียงรับลมทะเล 

แต่ทันทีที่มีภามอยู่ด้วย มวลอากาศรอบตัวกลับดูแคบลงอย่างประหลาด

ผมเดินไปดึงผ้าม่านออก ปล่อยให้ลมภายนอกพัดเข้ามา 

ไม่รู้ว่าอยากรับลมจริง ๆ หรือแค่อยากหาอะไรทำเพื่อกลบเสียงหัวใจตัวเองกันแน่

“ได้อยู่ห้องเดียวกับมึงแค่สองคน... ก็ดีเหมือนกันนะ” ผมพูดลอย ๆ 

ภามที่กำลังจัดของปรายตามามอง 

“ทำไม”

คำถามสั้นสนิทตามสไตล์ แต่ผมกลับต้องใช้เวลาครึ่งวินาทีเพื่อจัดการความรู้สึกตัวเอง 

“ก็... สบายใจดี” ภามไม่ตอบ เขาหันกลับไปหยิบเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าต่อ

 เงียบเหมือนเดิม นิ่งเหมือนเดิม 

แต่มุมปากของเขากลับขยับขึ้นนิดหนึ่ง... นิดเดียวเท่านั้นจนถ้าไม่สังเกตคงไม่มีทางเห็น

“มึงนี่นะ” ผมบ่นเบา ๆ ขณะนั่งลงที่ปลายเตียง 

“พูดน้อยไม่พอ เวลามึงไม่พูดก็ยังทำให้คนรอฟังทรมานอีก” 

ภามพับเสื้อวางลงในตู้ 

“มึงพูดเยอะ” ผมหัวเราะ 

“เออ รู้” “น่ารำคาญ”

น้ำเสียงยังคงเรียบสนิท แต่ไม่ได้คมพอจะผลักใครออกไปจริง ๆ 

ผมรู้จักภามมานานพอจะรู้ว่าคำว่า ‘น่ารำคาญ’ ของเขามีหลายระดับ 

และประโยคเมื่อกี้... ไม่ได้แปลว่าไล่

 

ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างเรา 

มีเพียงเสียงลมพัดผ้าม่านและเสียงภามขยับของในกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ 

ผมมองภาพนั้นนิ่ง ๆ ภามเป็นคนที่ดูเหมือนไม่ต้องการให้ใครดูแล 

แต่ในความจริง คนที่ดูเหมือนไม่ต้องการใครที่สุดนั่นแหละ ที่ทำให้คนอื่นอยากอยู่ข้าง ๆ มากที่สุด

“มึงโอเคเปล่าวะ” ผมถามขึ้นอย่างชั่งใจ 

ภามหันมา “ทำไมต้องไม่โอเค” 

“ก็... ต้องมานอนห้องเดียวกับกู”

ภามนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

“กูไม่ได้สนใจใครขนาดนั้น”

 

ผมเงยหน้าขึ้นทันที เขาพูดเหมือนมันเป็นแค่เรื่องสภาพอากาศ ธรรมดาเกินไป... แต่หัวใจผมกลับหน่วงจนก้าวขาไม่ออก 

คำตอบนั้นควรทำให้ผมโล่งใจเพราะอย่างน้อยภามก็ไม่ได้อึดอัด แต่มันกลับตอกย้ำสถานะของผมให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

 

ดีแล้ว... 

อย่าสนใจใครเลย อย่ามองใครด้วยสายตาแบบนั้น และที่สำคัญ... อย่ามองกูด้วยสายตาแบบนั้นเลย เพราะแค่ได้อยู่ใกล้ขนาดนี้ มันก็เกินกว่าที่กูควรรู้สึกไปไกลแล้ว

 

ภามปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหันมามองผม 

“คิน พรุ่งนี้ประชุมกี่โมง” ผมชะงักก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอ 

แน่นอน... สำหรับภาม สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องวนกลับมาเรื่องงานเสมอ

 “เก้าโมง แต่ก่อนประชุมพี่เลี้ยงให้ลงไปดูสปาโซนกับห้องประเมินสุขภาพก่อน” ภามพยักหน้า 

“ดี ต้องรู้ flow จริง ก่อนออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้า” ผมมองเขาแล้วยกยิ้มมุมปาก 

“นี่แหละเหตุผลที่กูบอกว่ามึงเก่ง” ภามเหลือบสายตามามอง 

“เริ่มอีกแล้ว น่ารำคาญ” 

ผมหัวเราะเบา ๆ และครั้งนี้... ผมเลือกที่จะไม่เถียง

 

❖ ❖ ❖

 

POV: AIDEN

ผมยืนพิงกรอบประตูระเบียง ปล่อยสายตาไปกับความมืดของผืนน้ำด้านนอก 

แล้วก็เหลือบไปเห็นเซนยืนอยู่ที่ระเบียงห้อง

ท่าทางนิ่งสงบ แต่รอยยิ้มตรงมุมปากนั่นแปลกชิบหาย 

เหมือนคนกำลังดูเรื่องสนุกอยู่คนเดียว

ผมเดินออกไปยืนข้างมัน “ยืนยิ้มอะไรคนเดียววะมึง” 

เซนไม่หันมา แต่สายตามันจับอยู่ที่กระจกบานใหญ่ของห้องฝั่งตรงข้าม 

“กูกำลังดูละคร”

ผมหรี่ตามองตาม แสงไฟจากห้องฝั่งนั้นสะท้อนภาพด้านในจาง ๆ 

คินกำลังนั่งอยู่ตรงปลายเตียง 

ส่วนภามจัดของเดินไปเดินมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

แต่สายตาที่คินใช้มองภาม... มันชัดเจนจนไม่ต้องบรรยาย

มันเงียบ ระวัง และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่มากกว่าคำว่าเพื่อน

“ละครอะไรของมึง” ผมถาม ทั้งที่ในใจเริ่มรู้คำตอบ 

เซนยิ้มมุมปาก “ละครเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ”

ผมพ่นลมหายใจออกเบา ๆ มองภาพนั้นอีกครั้ง 

คินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม 

ผมเม้มปากแล้วแค่นยิ้มออกมาในความมืด 

“เอาเรื่องแฮะ... ถ้าหมอนั่นคิดจะแข่ง กูก็ไม่ถอยเหมือนกันเว้ย”

 

เสียงแจ้งเตือนสั่นครืดในกระเป๋ากางเกงดึงสติผมกลับมา 

เป็นข้อความจากพี่เลี้ยงในกรุ๊ปไลน์: 

หนึ่งทุ่ม ลงมาทานข้าวที่ห้องอาหารสวัสดิการนะคะทุกคน พรุ่งนี้เช้าเราจะเริ่มดูพื้นที่จริงของโปรเจกต์กันค่ะ

ผมจ้องข้อความอยู่สองวินาที 

แล้วหัวใจก็ดันเต้นแรงขึ้นมาแบบไร้เหตุผล 

ก็แค่กินข้าวกับทีม... มีเซน มีคิน และมีภาม 

โอเค... มีเหตุผลเพียงพอแล้ว

“ยิ้มอะไรของมึง” เซนทักจากในห้อง 

ผมหุบยิ้มแทบไม่ทัน “กูหิว” 

“หิวข้าว หรือหิวคน” 

“ไอ้เซน!”

มันหัวเราะร่วนที่จับโป๊ะผมได้ 

ความจริงคือผมมีพิรุธจริง ๆ 

ตั้งแต่บ่ายมานี้ผมมองภามบ่อยเกินไป บ่อยจนกลัวว่าความรู้สึกมันจะทะลุสายตาออกมา 

คนอะไร ไม่ต้องพยายามเข้าหาใคร ไม่ต้องพูดให้มาก แต่พอพูดขึ้นมาทีเดียว กลับทำให้ทั้งห้องต้องหันไปฟัง

และยิ่งเขาทำเหมือนไม่สนใจใคร ผมก็ยิ่งอยากรู้ว่าในหัวนิ่ง ๆ นั้นซ่อนอะไรไว้

มีทางไหนบ้างวะ ที่ผมจะได้เข้าไปอยู่ในสายตาเขา... โดยไม่โดนไล่ออกมาก่อน

 

❖ ❖ ❖

 

ห้องอาหารสวัสดิการสะอาด อบอุ่น และเงียบกว่าที่คิด แสงไฟสีนวลตาตัดกับวิวทะเลมืดสนิทด้านนอก กลิ่นอาหารร้อน ๆ ลอยปนกับกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ที่ทำให้ห้องอาหารธรรมดาดูนุ่มลงกว่าที่ควรเป็น

ผมนั่งลงเรียบร้อยโดยมีเซนนั่งข้าง ๆ 

คินกับภามยังไม่มา ผมพยายามทำเป็นไม่ได้รอ 

แต่ทุกครั้งที่ประตูขยับ สายตาผมก็เผลอหันไปก่อนสมองสั่งการเสมอ

เซนเหลือบมอง “ไม่เนียน แค่นั่งเฉย ๆ ยังไม่มีความเนียนเลยมึง” 

ผมกำลังจะเถียง แต่ประตูเปิดออกพอดี ภามเดินเข้ามาพร้อมคิน 

วินาทีนั้นผมรู้เลยว่าตัวเองซวยแล้ว เพราะผมดันยิ้มกว้างออกไปก่อนสมองจะสั่งการ 

ยิ้มโง่ ๆ แบบหมาโกลเด้นเห็นเจ้าของกลับบ้าน 

เก็บอาการไม่ทันสักนิด

“มาละเหรอ” ผมทัก 

พยายามคุมเสียงให้ปกติที่สุด 

ภามตอบสั้น ๆ “อืม” 

นิ่งและเย็นชาตามสไตล์ 

แต่ผมกลับใจชื้น อย่างน้อยเขาก็ตอบ

คินดึงเก้าอี้ให้ภามนั่งอย่างเป็นธรรมชาติ 

สุภาพ ดูแลเก่ง และใกล้ชิดเกินไปนิดสำหรับสายตาผม 

เสียงอะไรบางอย่างในอกดังขึ้นเบา ๆ กริ๊ก... ไม่ได้ดังมาก 

แต่น่ารำคาญชิบหาย

 เออ... ผมเข้าใจแล้ว 

คินมีพื้นที่ของเขา พื้นที่ที่ใกล้ชิดกับภามมาก่อนผม 

แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าผมจะไม่มีสิทธิ์สร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาใหม่นี่หว่า

 

อาหารเริ่มถูกวางบนโต๊ะ 

เมนูถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ 

ข้าวกล้อง ซุปผัก ปลาอบสมุนไพร 

และมีไก่ทอดจานเล็กที่ดูเหมือนหลุดมาจากโลกของเด็กมหาวิทยาลัย 

พี่เลี้ยงบอกยิ้ม ๆ ว่าที่นี่พยายามทำอาหารพนักงานให้สมดุล (Nutritional Balance) ไม่คลีนจนเครียด และไม่หนักจนง่วงทำงานต่อไม่ไหว

 

ผมฟังแล้วพยักหน้า นี่แหละไอเดียงาน Wellness 

ไม่ควรทำให้คนรู้สึกถูกบังคับให้ดูแลตัวเอง 

มันควรทำให้เขารู้สึกว่าการมีสุขภาพดีก็มีความสุขได้

ผมกำลังคิดเรื่องงานอยู่จริง ๆ 

จนกระทั่งเหลือบไปเห็นว่าภามแทบไม่แตะอาหารเลย 

เขาเขี่ยข้าวเหมือนกินตามหน้าที่มากกว่าหิว 

ผมมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนจานไก่ทอดไปหยุดตรงหน้าเขา 

ไม่ตักให้ ไม่เซ้าซี้ แค่ให้มันอยู่ใกล้เขาที่สุด

“เอาอันนี้ไหม” ภามชะงัก 

มองจานไก่แล้วเงยหน้ามองผม 

“กูกินเองได้” 

“รู้” ผมตอบทันที 

“แค่อยากให้กิน เห็นมึงไม่ค่อยกินอะไรตั้งแต่กลางวันแล้ว”

ทั้งโต๊ะเงียบไปครึ่งจังหวะ 

ผมรู้ดีว่าคนอย่างภามเก่งพอที่จะไม่ต้องพึ่งใคร 

แต่เก่งแค่ไหนก็ไม่ได้แปลว่าอยากทำอะไรคนเดียวตลอดเวลา 

หรืออย่างน้อย... ตอนนี้ก็มีผมอยู่ตรงนี้คนหนึ่งแล้วไง 

ภามจ้องหน้าผมนิ่ง ก่อนจะยอมตักไก่ไปหนึ่งชิ้น... 

แค่ชิ้นเดียวแต่ผมดีใจเหมือนสอบได้เกียรตินิยม 

เซนแสร้งกระแอมไอเบา ๆ 

“กินข้าวไปมึงน่ะ” 

ผมแยกเขี้ยวใส่เพื่อนรักทันที

ระหว่างนั้นภามถามพี่เลี้ยงขึ้นสั้น ๆ

“มีข้อมูล feedback ลูกค้าเดิมไหมครับ” 

พี่เลี้ยงยิ้ม “มีค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ส่งให้ทีม”

ผมหันไปมองภามอีกแล้ว เขาทำให้ห้องดูจริงจังขึ้นได้ด้วยคำถามเดียวเสมอ 

ภามเป็นคนไม่พูดมาก แต่พอพูดทีไรมักเข้าเป้าจนคนอื่นต้องฟัง ผมเผลอยิ้มออกมา

“อะไร” ภามถาม 

ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง “เปล่า” 

“มองทำไม” 

“ก็มึงถามดี” ภามถอนหายใจ 

“น่ารำคาญ” คำเดิม... แต่เชื่อมั้ยว่าตอนนี้ผมเริ่มชอบฟังมันแล้ว

พอพี่เลี้ยงเดินออกไป ผมสังเกตเห็นเม็ดข้าวเล็ก ๆ ติดอยู่ข้างแก้มภาม 

“ภาม ข้าวติดแก้ม” ผมชี้ที่แก้มตัวเองแทนการเอื้อมมือไปหา 

“เดี๋ยว ๆ กูไม่จับนะ มึงเช็ดเอง เดี๋ยวโดนต่อย” 

เซนระเบิดหัวเราะ “มึงกลัวเขาขนาดนั้นเลยเหรอเด้น” 

“เออ” ผมตอบหน้าตาย 

“กูอยากมีชีวิตอยู่ดูหน้าเขานาน ๆ”

คินวางช้อนลงเบา ๆ 

ภามหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดแบบงง ๆ 

“ตรงไหน” 

“ซ้ายอีกนิด” 

ผมกำลังจะชี้ต่อ แต่คินยื่นทิชชู่ในมือไปแตะตรงแก้มภามแผ่วเบา 

“ตรงนี้” 

ภามชะงักไปนิด ก่อนจะรับทิชชู่ไปเช็ดเอง 

“ขอบใจ” 

“อืม”

บทสนทนาสั้นมาก... สั้นจนเหมือนไม่มีอะไร 

แต่มันคือจังหวะของคนที่รู้ใจและอยู่ด้วยกันมานาน 

มันไม่ใช่การแตะที่หวาน

แต่มันเป็นการแตะของคนที่ไม่ต้องขออนุญาตทุกครั้ง

ภามไม่ได้สะดุ้ง ไม่ได้ปัดมือคินออก 

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองก้าวพลาดไปหนึ่งก้าว 

คินดึงมือกลับไปดื่มน้ำต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ส่วนเซนที่นั่งข้าง ๆ ผมหลุดยิ้มมุมปาก 

เหมือนมันเห็นความหึงจาง ๆ ในตาผมเข้าให้แล้ว

“เรียบร้อย หล่อเหมือนเดิม” ผมพูดกลบเกลื่อน 

คราวนี้คินเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมตรง ๆ 

บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันตา 

ส่วนภามจ้องหน้าผมนิ่งจนผมเริ่มใจเสีย กำลังจะอ้าปากแก้ตัว แต่คนตรงหน้ากลับพูดขึ้นก่อน

“มึงนี่นะ… ปากไว” 

ผมกลืนน้ำลาย แต่อาศัยความหน้าด้านตอบออกไปตามความจริง 

“แต่จริงใจนะ”

ภามนิ่งไป หนึ่งวิ... สองวิ... แล้วเขาก็ยิ้ม ไม่ใช่ยิ้มกว้าง แต่เป็นรอยยิ้มจาง ๆ แค่ตรงมุมปากที่ทำให้โลกทั้งใบของผมสว่างพรึ่บขึ้นมาทันที 

 

ตอนลุกจากโต๊ะอาหาร ผมเดินขนาบข้างภามไปในระยะที่เขาจะไม่รำคาญ 

“ภาม พรุ่งนี้... มึงจะนั่งข้างกูไหม” 

ภามปรายตามองเหมือนกำลังถามว่าผมเอาความมั่นใจมาจากไหน 

“ใครบอกจะนั่งด้วย”

“งั้นกูไปนั่งข้างมึงเอง”

ภามนิ่งไปก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ 

“แล้วแต่มึง” 

 

เขาเดินแยกออกไปแล้ว แต่ผมยังยืนยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียว 

เซนเดินมาตบไหล่ผม 

“อาการหนักนะมึงน่ะ” 

ผมหันไปมองมันแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม 

“เออ ยอมรับ... หนักจริง”

 

ลมทะเลพัดเข้ามาจากโถงทางเดิน กลิ่นเกลือจาง ๆ ปนกับกลิ่นสมุนไพรอบอวล

พรุ่งนี้เราต้องเริ่มดูพื้นที่จริง

เริ่มออกแบบโปรเจกต์จริง

และเริ่มทำงานเป็นทีมจริง ๆ

Destiny Project กำลังจะเดินหน้า

ทีละขั้น

ทีละแผน

ทีละรายละเอียด

เหมือนทุกอย่างควรเป็น

ผมมองแสงไฟที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำทะเลยามค่ำคืน ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมาเบา ๆ

แปลกดี

ทั้งที่ในหัวควรเต็มไปด้วยเรื่องงาน

แต่ภาพของคนคนหนึ่งกลับโผล่ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก

รอยยิ้มบาง ๆ

น้ำเสียงนิ่ง ๆ

แล้วก็สายตาคู่นั้น

สายตาที่ทำให้ผมเผลอมองกลับบ่อยเกินไป

จนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า

 

สิ่งที่ยากที่สุดของ Destiny Project

จะเป็นการออกแบบโปรแกรมเพื่อเยียวยาผู้คน

หรือเป็นการทำตัวให้ปกติ

เวลาที่ผมอยากให้ตัวเองอยู่ในสายตาของภาม

มากขึ้นทุกวัน

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!