“กูไม่ได้สนใจใครขนาดนั้น”
เขาพูดเหมือนกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ
ธรรมดาและว่างเปล่าเกินไป
แต่ใจผมกลับนิ่งสนิทไปเลย
❖ ❖ ❖
POV: AIDEN
หลังจากประชุมเสร็จ พี่เลี้ยงแจ้งเรื่องห้องพักซึ่งแบ่งตามสถาบัน
ภามกับคินอยู่ด้วยกัน
ส่วนผมกับเซนก็ไม่ต้องเดา
มหาวิทยาลัยปราณบุรีส่งมากันแค่นี้ ยังไงก็ต้องจับคู่กันเองอยู่แล้ว
ห้องพักของพวกเราอยู่ชั้นเดียวกัน แต่คนละฝั่งทางเดิน
รีสอร์ตที่ดูสงบนิ่งจากภายนอก
พอเข้ามาอยู่จริงกลับมีรายละเอียดซ่อนอยู่ทุกตารางนิ้ว
กลิ่นอโรมาอ่อน ๆ ที่อบอวลตามโถงทางเดิน
เสียงคลื่นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างและแสงสีทองอบอุ่นจากโคมไฟ
ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อดึงจังหวะชีวิตของผู้มาเยือนให้ช้าลงตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มรับบริการด้วยซ้ำ
ผมนอนมองเพดาน นึกถึงโจทย์ที่พี่เลี้ยงพูดในห้องประชุม
ไม่ใช่แค่ทำสปาแล้วจบ แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้กลับไปในเวอร์ชันที่ดีขึ้น
ยาก... แต่โคตรน่าสนุก
ถ้าไม่ติดว่าในหัวผมตอนนี้มีแต่ชื่อ ‘ภาม’ วนอยู่เต็มไปหมด
ผมคงมีสมาธิคิดงานได้มากกว่านี้
เซนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ
มันยืนเช็ดผมอยู่หน้ากระจกอย่างใจเย็นเกินมนุษย์
ส่วนผมน่ะเหรอ... ใจเย็นไม่ลงแล้ว
“เออ มึงว่า…” ผมเว้นจังหวะ
“คุณภามนี่เขามีแฟนยัง”
เซนยังไม่หันมา มันสะบัดผ้าขนหนูเบา ๆ
“มึงถามคำถามนี้รอบที่สองในรอบหนึ่งนาทีแล้วนะเด้น”
“ก็กูแค่อยากรู้ตามประสาคนต้องทำงานทีมเดียวกัน”
“อ๋อ…” มันลากเสียงยาว หันมามองยิ้ม ๆ
“ทำงานทีมเดียวกันนี่ต้องเช็กสถานะหัวใจด้วย?”
ผมเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที
“มึงอย่าทำเสียงจับโป๊ะกูแบบนั้นดิ”
“แล้วกูจับได้ไหมล่ะ” ผมหลุดหัวเราะกลบเกลื่อน
“กูเนี่ยนะจะจริงจัง มึงก็รู้ว่ากูรักอิสระจะตาย”
ประโยคนั้นควรฟังดูมั่นใจ แต่เสียงผมดันเบาหวิวผิดปกติ
เซนเดินมานั่งลงที่ปลายเตียง
คราวนี้แววตาซุกซนของมันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมานิดหนึ่ง
“สายตามึงไม่ใช่เล่น ๆ แล้วเด้น กูเห็นมึงมองเขาตั้งแต่ในห้องประชุม ยันออกมาที่ล็อบบี้มึงยังตามไปแหย่เขาไม่เลิก ถ้าแบบนี้ไม่เรียกสนใจ มึงจะให้กูเรียกว่าอะไร” ผมเงียบไป
ความจริงมันคือความสนใจ... แต่ไม่ใช่ในแบบที่ผมคุ้นเคย
ปกติถ้าผมเห็นใครน่ารักก็แค่มอง เห็นใครน่าสนใจก็แค่อยากคุย
มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
แต่กับภาม มันเหมือนมีอะไรบางอย่างสะกิดอยู่ในอกตั้งแต่วินาทีที่เห็นเขาใต้ต้นดอกเกด
“กูก็แค่…” ผมหาคำพูดที่เหมาะสมไม่เจอ
เซนยิ้มบาง ๆ “ระวังไว้หน่อยก็ดี คนแบบภามน่ะ ถ้ามึงตกหลุมไปแล้ว กูว่าปีนกลับขึ้นมายาก”
ผมนิ่งไป เพราะมันพูดถูกจนน่าหงุดหงิด
ผมนึกถึงรอยยิ้มบางเบาตอนเขาประคองลูกนก
นึกถึงเสียงนิ่ง ๆ ตอนพูดว่า “งั้นก็อย่าจีบ”
นึกถึงใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่เคยตั้งใจทำให้ใครใจสั่น
คนอะไรอยู่เฉย ๆ ก็ดึงสายตาชะมัด
“ใครบอกว่ากูคิดจะปีนออกกันล่ะ” ผมพึมพำเบา ๆ
เซนหันขวับมามองทันที “หนักนะมึงน่ะ”
ผมยิ้ม “เออ กูก็เริ่มรู้สึกแล้วเหมือนกัน”
❖ ❖ ❖
POV: KIN
อีกฝั่งหนึ่งของทางเดิน... ห้องของผมกับภาม
ผมปิดประตูลงเบา ๆ วางกระเป๋าไว้ข้างเตียง
ห้องพักขนาดกว้างขวางทอดตัวยาวออกไปสู่ระเบียงรับลมทะเล
แต่ทันทีที่มีภามอยู่ด้วย มวลอากาศรอบตัวกลับดูแคบลงอย่างประหลาด
ผมเดินไปดึงผ้าม่านออก ปล่อยให้ลมภายนอกพัดเข้ามา
ไม่รู้ว่าอยากรับลมจริง ๆ หรือแค่อยากหาอะไรทำเพื่อกลบเสียงหัวใจตัวเองกันแน่
“ได้อยู่ห้องเดียวกับมึงแค่สองคน... ก็ดีเหมือนกันนะ” ผมพูดลอย ๆ
ภามที่กำลังจัดของปรายตามามอง
“ทำไม”
คำถามสั้นสนิทตามสไตล์ แต่ผมกลับต้องใช้เวลาครึ่งวินาทีเพื่อจัดการความรู้สึกตัวเอง
“ก็... สบายใจดี” ภามไม่ตอบ เขาหันกลับไปหยิบเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าต่อ
เงียบเหมือนเดิม นิ่งเหมือนเดิม
แต่มุมปากของเขากลับขยับขึ้นนิดหนึ่ง... นิดเดียวเท่านั้นจนถ้าไม่สังเกตคงไม่มีทางเห็น
“มึงนี่นะ” ผมบ่นเบา ๆ ขณะนั่งลงที่ปลายเตียง
“พูดน้อยไม่พอ เวลามึงไม่พูดก็ยังทำให้คนรอฟังทรมานอีก”
ภามพับเสื้อวางลงในตู้
“มึงพูดเยอะ” ผมหัวเราะ
“เออ รู้” “น่ารำคาญ”
น้ำเสียงยังคงเรียบสนิท แต่ไม่ได้คมพอจะผลักใครออกไปจริง ๆ
ผมรู้จักภามมานานพอจะรู้ว่าคำว่า ‘น่ารำคาญ’ ของเขามีหลายระดับ
และประโยคเมื่อกี้... ไม่ได้แปลว่าไล่
ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างเรา
มีเพียงเสียงลมพัดผ้าม่านและเสียงภามขยับของในกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ
ผมมองภาพนั้นนิ่ง ๆ ภามเป็นคนที่ดูเหมือนไม่ต้องการให้ใครดูแล
แต่ในความจริง คนที่ดูเหมือนไม่ต้องการใครที่สุดนั่นแหละ ที่ทำให้คนอื่นอยากอยู่ข้าง ๆ มากที่สุด
“มึงโอเคเปล่าวะ” ผมถามขึ้นอย่างชั่งใจ
ภามหันมา “ทำไมต้องไม่โอเค”
“ก็... ต้องมานอนห้องเดียวกับกู”
ภามนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“กูไม่ได้สนใจใครขนาดนั้น”
ผมเงยหน้าขึ้นทันที เขาพูดเหมือนมันเป็นแค่เรื่องสภาพอากาศ ธรรมดาเกินไป... แต่หัวใจผมกลับหน่วงจนก้าวขาไม่ออก
คำตอบนั้นควรทำให้ผมโล่งใจเพราะอย่างน้อยภามก็ไม่ได้อึดอัด แต่มันกลับตอกย้ำสถานะของผมให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
ดีแล้ว...
อย่าสนใจใครเลย อย่ามองใครด้วยสายตาแบบนั้น และที่สำคัญ... อย่ามองกูด้วยสายตาแบบนั้นเลย เพราะแค่ได้อยู่ใกล้ขนาดนี้ มันก็เกินกว่าที่กูควรรู้สึกไปไกลแล้ว
ภามปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหันมามองผม
“คิน พรุ่งนี้ประชุมกี่โมง” ผมชะงักก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอ
แน่นอน... สำหรับภาม สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องวนกลับมาเรื่องงานเสมอ
“เก้าโมง แต่ก่อนประชุมพี่เลี้ยงให้ลงไปดูสปาโซนกับห้องประเมินสุขภาพก่อน” ภามพยักหน้า
“ดี ต้องรู้ flow จริง ก่อนออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้า” ผมมองเขาแล้วยกยิ้มมุมปาก
“นี่แหละเหตุผลที่กูบอกว่ามึงเก่ง” ภามเหลือบสายตามามอง
“เริ่มอีกแล้ว น่ารำคาญ”
ผมหัวเราะเบา ๆ และครั้งนี้... ผมเลือกที่จะไม่เถียง
❖ ❖ ❖
POV: AIDEN
ผมยืนพิงกรอบประตูระเบียง ปล่อยสายตาไปกับความมืดของผืนน้ำด้านนอก
แล้วก็เหลือบไปเห็นเซนยืนอยู่ที่ระเบียงห้อง
ท่าทางนิ่งสงบ แต่รอยยิ้มตรงมุมปากนั่นแปลกชิบหาย
เหมือนคนกำลังดูเรื่องสนุกอยู่คนเดียว
ผมเดินออกไปยืนข้างมัน “ยืนยิ้มอะไรคนเดียววะมึง”
เซนไม่หันมา แต่สายตามันจับอยู่ที่กระจกบานใหญ่ของห้องฝั่งตรงข้าม
“กูกำลังดูละคร”
ผมหรี่ตามองตาม แสงไฟจากห้องฝั่งนั้นสะท้อนภาพด้านในจาง ๆ
คินกำลังนั่งอยู่ตรงปลายเตียง
ส่วนภามจัดของเดินไปเดินมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่สายตาที่คินใช้มองภาม... มันชัดเจนจนไม่ต้องบรรยาย
มันเงียบ ระวัง และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่มากกว่าคำว่าเพื่อน
“ละครอะไรของมึง” ผมถาม ทั้งที่ในใจเริ่มรู้คำตอบ
เซนยิ้มมุมปาก “ละครเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ”
ผมพ่นลมหายใจออกเบา ๆ มองภาพนั้นอีกครั้ง
คินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
ผมเม้มปากแล้วแค่นยิ้มออกมาในความมืด
“เอาเรื่องแฮะ... ถ้าหมอนั่นคิดจะแข่ง กูก็ไม่ถอยเหมือนกันเว้ย”
เสียงแจ้งเตือนสั่นครืดในกระเป๋ากางเกงดึงสติผมกลับมา
เป็นข้อความจากพี่เลี้ยงในกรุ๊ปไลน์:
หนึ่งทุ่ม ลงมาทานข้าวที่ห้องอาหารสวัสดิการนะคะทุกคน พรุ่งนี้เช้าเราจะเริ่มดูพื้นที่จริงของโปรเจกต์กันค่ะ
ผมจ้องข้อความอยู่สองวินาที
แล้วหัวใจก็ดันเต้นแรงขึ้นมาแบบไร้เหตุผล
ก็แค่กินข้าวกับทีม... มีเซน มีคิน และมีภาม
โอเค... มีเหตุผลเพียงพอแล้ว
“ยิ้มอะไรของมึง” เซนทักจากในห้อง
ผมหุบยิ้มแทบไม่ทัน “กูหิว”
“หิวข้าว หรือหิวคน”
“ไอ้เซน!”
มันหัวเราะร่วนที่จับโป๊ะผมได้
ความจริงคือผมมีพิรุธจริง ๆ
ตั้งแต่บ่ายมานี้ผมมองภามบ่อยเกินไป บ่อยจนกลัวว่าความรู้สึกมันจะทะลุสายตาออกมา
คนอะไร ไม่ต้องพยายามเข้าหาใคร ไม่ต้องพูดให้มาก แต่พอพูดขึ้นมาทีเดียว กลับทำให้ทั้งห้องต้องหันไปฟัง
และยิ่งเขาทำเหมือนไม่สนใจใคร ผมก็ยิ่งอยากรู้ว่าในหัวนิ่ง ๆ นั้นซ่อนอะไรไว้
มีทางไหนบ้างวะ ที่ผมจะได้เข้าไปอยู่ในสายตาเขา... โดยไม่โดนไล่ออกมาก่อน
❖ ❖ ❖
ห้องอาหารสวัสดิการสะอาด อบอุ่น และเงียบกว่าที่คิด แสงไฟสีนวลตาตัดกับวิวทะเลมืดสนิทด้านนอก กลิ่นอาหารร้อน ๆ ลอยปนกับกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ที่ทำให้ห้องอาหารธรรมดาดูนุ่มลงกว่าที่ควรเป็น
ผมนั่งลงเรียบร้อยโดยมีเซนนั่งข้าง ๆ
คินกับภามยังไม่มา ผมพยายามทำเป็นไม่ได้รอ
แต่ทุกครั้งที่ประตูขยับ สายตาผมก็เผลอหันไปก่อนสมองสั่งการเสมอ
เซนเหลือบมอง “ไม่เนียน แค่นั่งเฉย ๆ ยังไม่มีความเนียนเลยมึง”
ผมกำลังจะเถียง แต่ประตูเปิดออกพอดี ภามเดินเข้ามาพร้อมคิน
วินาทีนั้นผมรู้เลยว่าตัวเองซวยแล้ว เพราะผมดันยิ้มกว้างออกไปก่อนสมองจะสั่งการ
ยิ้มโง่ ๆ แบบหมาโกลเด้นเห็นเจ้าของกลับบ้าน
เก็บอาการไม่ทันสักนิด
“มาละเหรอ” ผมทัก
พยายามคุมเสียงให้ปกติที่สุด
ภามตอบสั้น ๆ “อืม”
นิ่งและเย็นชาตามสไตล์
แต่ผมกลับใจชื้น อย่างน้อยเขาก็ตอบ
คินดึงเก้าอี้ให้ภามนั่งอย่างเป็นธรรมชาติ
สุภาพ ดูแลเก่ง และใกล้ชิดเกินไปนิดสำหรับสายตาผม
เสียงอะไรบางอย่างในอกดังขึ้นเบา ๆ กริ๊ก... ไม่ได้ดังมาก
แต่น่ารำคาญชิบหาย
เออ... ผมเข้าใจแล้ว
คินมีพื้นที่ของเขา พื้นที่ที่ใกล้ชิดกับภามมาก่อนผม
แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าผมจะไม่มีสิทธิ์สร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาใหม่นี่หว่า
อาหารเริ่มถูกวางบนโต๊ะ
เมนูถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ
ข้าวกล้อง ซุปผัก ปลาอบสมุนไพร
และมีไก่ทอดจานเล็กที่ดูเหมือนหลุดมาจากโลกของเด็กมหาวิทยาลัย
พี่เลี้ยงบอกยิ้ม ๆ ว่าที่นี่พยายามทำอาหารพนักงานให้สมดุล (Nutritional Balance) ไม่คลีนจนเครียด และไม่หนักจนง่วงทำงานต่อไม่ไหว
ผมฟังแล้วพยักหน้า นี่แหละไอเดียงาน Wellness
ไม่ควรทำให้คนรู้สึกถูกบังคับให้ดูแลตัวเอง
มันควรทำให้เขารู้สึกว่าการมีสุขภาพดีก็มีความสุขได้
ผมกำลังคิดเรื่องงานอยู่จริง ๆ
จนกระทั่งเหลือบไปเห็นว่าภามแทบไม่แตะอาหารเลย
เขาเขี่ยข้าวเหมือนกินตามหน้าที่มากกว่าหิว
ผมมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนจานไก่ทอดไปหยุดตรงหน้าเขา
ไม่ตักให้ ไม่เซ้าซี้ แค่ให้มันอยู่ใกล้เขาที่สุด
“เอาอันนี้ไหม” ภามชะงัก
มองจานไก่แล้วเงยหน้ามองผม
“กูกินเองได้”
“รู้” ผมตอบทันที
“แค่อยากให้กิน เห็นมึงไม่ค่อยกินอะไรตั้งแต่กลางวันแล้ว”
ทั้งโต๊ะเงียบไปครึ่งจังหวะ
ผมรู้ดีว่าคนอย่างภามเก่งพอที่จะไม่ต้องพึ่งใคร
แต่เก่งแค่ไหนก็ไม่ได้แปลว่าอยากทำอะไรคนเดียวตลอดเวลา
หรืออย่างน้อย... ตอนนี้ก็มีผมอยู่ตรงนี้คนหนึ่งแล้วไง
ภามจ้องหน้าผมนิ่ง ก่อนจะยอมตักไก่ไปหนึ่งชิ้น...
แค่ชิ้นเดียวแต่ผมดีใจเหมือนสอบได้เกียรตินิยม
เซนแสร้งกระแอมไอเบา ๆ
“กินข้าวไปมึงน่ะ”
ผมแยกเขี้ยวใส่เพื่อนรักทันที
ระหว่างนั้นภามถามพี่เลี้ยงขึ้นสั้น ๆ
“มีข้อมูล feedback ลูกค้าเดิมไหมครับ”
พี่เลี้ยงยิ้ม “มีค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ส่งให้ทีม”
ผมหันไปมองภามอีกแล้ว เขาทำให้ห้องดูจริงจังขึ้นได้ด้วยคำถามเดียวเสมอ
ภามเป็นคนไม่พูดมาก แต่พอพูดทีไรมักเข้าเป้าจนคนอื่นต้องฟัง ผมเผลอยิ้มออกมา
“อะไร” ภามถาม
ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง “เปล่า”
“มองทำไม”
“ก็มึงถามดี” ภามถอนหายใจ
“น่ารำคาญ” คำเดิม... แต่เชื่อมั้ยว่าตอนนี้ผมเริ่มชอบฟังมันแล้ว
พอพี่เลี้ยงเดินออกไป ผมสังเกตเห็นเม็ดข้าวเล็ก ๆ ติดอยู่ข้างแก้มภาม
“ภาม ข้าวติดแก้ม” ผมชี้ที่แก้มตัวเองแทนการเอื้อมมือไปหา
“เดี๋ยว ๆ กูไม่จับนะ มึงเช็ดเอง เดี๋ยวโดนต่อย”
เซนระเบิดหัวเราะ “มึงกลัวเขาขนาดนั้นเลยเหรอเด้น”
“เออ” ผมตอบหน้าตาย
“กูอยากมีชีวิตอยู่ดูหน้าเขานาน ๆ”
คินวางช้อนลงเบา ๆ
ภามหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดแบบงง ๆ
“ตรงไหน”
“ซ้ายอีกนิด”
ผมกำลังจะชี้ต่อ แต่คินยื่นทิชชู่ในมือไปแตะตรงแก้มภามแผ่วเบา
“ตรงนี้”
ภามชะงักไปนิด ก่อนจะรับทิชชู่ไปเช็ดเอง
“ขอบใจ”
“อืม”
บทสนทนาสั้นมาก... สั้นจนเหมือนไม่มีอะไร
แต่มันคือจังหวะของคนที่รู้ใจและอยู่ด้วยกันมานาน
มันไม่ใช่การแตะที่หวาน
แต่มันเป็นการแตะของคนที่ไม่ต้องขออนุญาตทุกครั้ง
ภามไม่ได้สะดุ้ง ไม่ได้ปัดมือคินออก
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองก้าวพลาดไปหนึ่งก้าว
คินดึงมือกลับไปดื่มน้ำต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนเซนที่นั่งข้าง ๆ ผมหลุดยิ้มมุมปาก
เหมือนมันเห็นความหึงจาง ๆ ในตาผมเข้าให้แล้ว
“เรียบร้อย หล่อเหมือนเดิม” ผมพูดกลบเกลื่อน
คราวนี้คินเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมตรง ๆ
บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันตา
ส่วนภามจ้องหน้าผมนิ่งจนผมเริ่มใจเสีย กำลังจะอ้าปากแก้ตัว แต่คนตรงหน้ากลับพูดขึ้นก่อน
“มึงนี่นะ… ปากไว”
ผมกลืนน้ำลาย แต่อาศัยความหน้าด้านตอบออกไปตามความจริง
“แต่จริงใจนะ”
ภามนิ่งไป หนึ่งวิ... สองวิ... แล้วเขาก็ยิ้ม ไม่ใช่ยิ้มกว้าง แต่เป็นรอยยิ้มจาง ๆ แค่ตรงมุมปากที่ทำให้โลกทั้งใบของผมสว่างพรึ่บขึ้นมาทันที
ตอนลุกจากโต๊ะอาหาร ผมเดินขนาบข้างภามไปในระยะที่เขาจะไม่รำคาญ
“ภาม พรุ่งนี้... มึงจะนั่งข้างกูไหม”
ภามปรายตามองเหมือนกำลังถามว่าผมเอาความมั่นใจมาจากไหน
“ใครบอกจะนั่งด้วย”
“งั้นกูไปนั่งข้างมึงเอง”
ภามนิ่งไปก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ
“แล้วแต่มึง”
เขาเดินแยกออกไปแล้ว แต่ผมยังยืนยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียว
เซนเดินมาตบไหล่ผม
“อาการหนักนะมึงน่ะ”
ผมหันไปมองมันแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม
“เออ ยอมรับ... หนักจริง”
ลมทะเลพัดเข้ามาจากโถงทางเดิน กลิ่นเกลือจาง ๆ ปนกับกลิ่นสมุนไพรอบอวล
พรุ่งนี้เราต้องเริ่มดูพื้นที่จริง
เริ่มออกแบบโปรเจกต์จริง
และเริ่มทำงานเป็นทีมจริง ๆ
Destiny Project กำลังจะเดินหน้า
ทีละขั้น
ทีละแผน
ทีละรายละเอียด
เหมือนทุกอย่างควรเป็น
ผมมองแสงไฟที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำทะเลยามค่ำคืน ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมาเบา ๆ
แปลกดี
ทั้งที่ในหัวควรเต็มไปด้วยเรื่องงาน
แต่ภาพของคนคนหนึ่งกลับโผล่ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก
รอยยิ้มบาง ๆ
น้ำเสียงนิ่ง ๆ
แล้วก็สายตาคู่นั้น
สายตาที่ทำให้ผมเผลอมองกลับบ่อยเกินไป
จนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า
สิ่งที่ยากที่สุดของ Destiny Project
จะเป็นการออกแบบโปรแกรมเพื่อเยียวยาผู้คน
หรือเป็นการทำตัวให้ปกติ
เวลาที่ผมอยากให้ตัวเองอยู่ในสายตาของภาม
มากขึ้นทุกวัน