Destiny Project: อยู่ดี ๆ ก็รักมึง

ตอนที่ 4: ระยะที่เปลี่ยนไป

👁️ 18 อ่าน
22px

 

POV: Kin

หลังจบประชุมช่วงบ่าย ผมตั้งใจว่าจะกลับห้องไปจัดระบบ Choice Point ให้เสร็จ

แต่เซนดันเดินผ่านหน้าผมไปพร้อมแฟ้มงานชุดหนึ่ง แฟ้มที่ควรอยู่บนโต๊ะประชุม และควรผ่านตาผมก่อน

“เซน”

มันหยุดเดิน หันกลับมาด้วยสีหน้าเหมือนรู้ตั้งแต่แรกว่าผมต้องเรียก

“ว่า?”

ผมมองแฟ้มในมือมัน “มึงเอาแฟ้มนั่นไปทำอะไร”

“เอาไปให้ทีมสปาดู”

“จะไม่บอกกูหน่อยเหรอ?”

เซนเลิกคิ้วนิดเดียว “ก็จะบอกอยู่นี่ไง”

ผมเดินเข้าไปใกล้ แล้วดึงแฟ้มจากมือมัน ไม่ถึงกับกระชาก แต่ก็ไม่ได้เบา

“มึงเปลี่ยนแผนโดยไม่บอกกู”

เสียงผมนิ่งกว่าที่รู้สึกจริง นิ่งแบบที่คนฟังควรรู้ว่า…ผมไม่โอเค

หลังตึกเงียบกว่าด้านหน้า มีเพียงเสียงลมทะเลพัดผ่านต้นไม้จนใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ แต่ความเงียบแบบนั้นกลับทำให้เสียงหายใจของเราชัดขึ้นกว่าเดิม เซนมองแฟ้มในมือผม แล้วเงยหน้าขึ้น

“แล้วผลลัพธ์มันแย่ไหมล่ะ”

ผมกดนิ้วลงบนสันแฟ้มแน่นขึ้น

โอเค มันไม่ได้แย่ แต่ประเด็นไม่ใช่แค่นั้น

“มันไม่ใช่เรื่องผลลัพธ์อย่างเดียว”

“แต่ถ้าผลลัพธ์มันดี มึงก็ไม่ควรโกรธปะ”

ผมหันไปมองมันตรง ๆ สรุปคือมันกำลังเถียงด้วยเหตุผล ซึ่งน่ารำคาญมาก

“ที่นี่มีมาตรฐาน มีลำดับ มีขั้นตอน”

“รับทราบครับ คุณหัวหน้าคู่มือ”

เสียงทุ้ม ๆ ของเซนแทรกขึ้นทันที

รอยยิ้มบาง ๆ บนหน้ามันทำให้ผมอยากผลักแฟ้มใส่อกมันอีกที

ไม่ใช่เพราะโกรธอย่างเดียว

และนั่นแหละที่น่าหงุดหงิดกว่าเดิม

ผมขมวดคิ้ว “มึงจะทำให้ทีมสับสน”

“แล้วลูกค้าล่ะ?” มันสวนกลับโดยไม่ทิ้งช่วง “ลูกค้าไม่ใช่มาตรฐานที่มึงควรแคร์ที่สุดหรือไง”

ผมเงียบ ไม่ใช่เพราะหาคำตอบไม่ได้ แต่เพราะคำพูดนั้นแทงถูกจุดเกินไป

เซนเห็นผมเงียบ แทนที่จะหยุด มันกลับขยับเข้ามาอีกนิด ใกล้จนผมเห็นรอยยิ้มมุมปากชัดขึ้น เห็นประกายในตาที่เหมือนจงใจยั่วประสาท

“หรือมึงจะให้ลูกค้านั่งเครียดไปก่อน เพื่อรักษา Flow สวย ๆ ในกระดาษของมึงไว้”

ผมหรี่ตามองมัน มันกำลังไล่ต้อนผมด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง และที่แย่คือ…มันไม่ได้พูดผิด

ผมยกแฟ้มในมือขึ้นแตะไหล่มันเบา ๆ เหมือนเตือน หรือไม่ก็เหมือนพยายามผลักความรู้สึกแปลก ๆ ที่เริ่มตีรวนอยู่ในอกออกไป

“มึงนี่นะ”

“อะไร” เซนเลิกคิ้ว สายตายังท้าทายอยู่ตรงนั้น

ผมส่ายหัวอย่างขัดใจ “ปากดี”

แทนที่จะสำนึก มันกลับยิ้มกว้างเหมือนรอคำนี้อยู่แล้ว “ปากดี แต่มีเหตุผลนะ มึงว่าปะ”

ลมทะเลพัดแรงขึ้น เสื้อเชิ้ตของเซนขยับตามแรงลม ส่วนเส้นผมของผมปลิวลงมาปรกหน้าจนต้องยกมือปัดออก ความเงียบกลับมาระหว่างเราอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันเหมือนจิ๊กซอว์บางตัวในหัวผมกำลังถูกมันขยับให้เข้าที่…อย่างน่าหงุดหงิด

ผมถอนหายใจยาว แกล้งมองออกไปทางทะเล แทนที่จะมองหน้ามันตรง ๆ

“เออ”

เซนเงียบ รอฟัง

ผมเม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนเค้นประโยคที่พูดยากที่สุดออกมา

“ยอมรับก็ได้… บางทีแผนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ก็อาจไม่ใช่แผนที่ถูกที่สุดเสมอไป” ผมหันกลับไปมองมัน “มึงพูดถูก”

เซนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ดัง แต่มันนุ่มกว่าทุกครั้ง

“บางคนยึดแผน” มันพูดช้า ๆ “บางคนยึดความรู้สึก”

มันขยับถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง แต่สายตายังไม่ละจากผม

“และบางครั้ง สิ่งที่ถูกต้องที่สุด ก็อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่มึงตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกหรอก คิน”

พูดจบ มันก็หมุนตัวเดินนำไปก่อน ทิ้งให้ผมยืนอยู่กับแฟ้มในมือ และความเงียบที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ตลกดี… ผมจัดการทุกอย่างในชีวิตตามคู่มือมาตลอด แต่ดูเหมือนว่า ‘ตัวแปร’ ที่ชื่อเซน จะเป็นเรื่องเดียวที่ไม่มีคู่มือเล่มไหนเคยสอนผมไว้เลย

❖ ❖ ❖

เวลาผ่านไปเร็วกว่าที่ทุกคนคิด

จากวันแรกที่เดินเข้ามาใน Wellness by the Sea พร้อมกระเป๋าเดินทางและความไม่คุ้นเคย วันนี้ปฏิทินบนโต๊ะทำงานของทีมถูกขีดฆ่าไปเกือบสองเดือนแล้ว

Destiny Project เดินทางมาไกลกว่าที่คาดไว้

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาได้รับมอบหมายงานมากมายจากพี่เลี้ยงและทีมงานของรีสอร์ต

ตั้งแต่ช่วยออกแบบกิจกรรม Wellness สำหรับแขกกลุ่มเล็ก วางเส้นทางการดูแลลูกค้า ปรับปรุงพื้นที่บริการ ไปจนถึงทดลองจัด Workshop และกิจกรรมพิเศษในช่วงสุดสัปดาห์

มีทั้งวันที่วุ่นวาย

มีทั้งวันที่ผิดพลาด

และมีหลายครั้งที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันจนเกือบกลายเป็นการทะเลาะจริงจัง

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปได้

ทีละน้อย

เหมือนคลื่นทะเลที่ค่อย ๆ กัดเซาะหินแข็งให้กลายเป็นรูปร่างใหม่

ผลลัพธ์ของงานทุกชิ้นออกมาดีกว่าที่หลายคนคาดไว้

จนแม้แต่ผู้จัดการรีสอร์ตยังเริ่มปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น

และบางที…

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากกว่าผลการทำงาน

อาจเป็นความสัมพันธ์ของคนในทีม

จากคนแปลกหน้าสี่คนที่ถูกจับมาทำงานร่วมกัน

วันนี้พวกเขารู้แล้วว่าใครชอบดื่มกาแฟแบบไหน

ใครนอนดึก

ใครขี้บ่น

ใครชอบเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว

และใครเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดที่สุดในทีมได้ภายในสามวินาที

เสียงหัวเราะเริ่มเกิดขึ้นบ่อยกว่าช่วงแรก

การแซวกันกลายเป็นเรื่องปกติ

และระยะห่างที่เคยมีในวันแรก

ก็ค่อย ๆ หายไปโดยไม่มีใครรู้ตัว

❖ ❖ ❖

POV: Aiden

ช่วงเย็น แสงแดดของวันใกล้หมดลงแล้ว ผิวน้ำในสระสะท้อนสีทองระยิบระยับเหมือนมีเศษแสงลอยอยู่เต็มไปหมด

ผมลงสระไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้เลยขึ้นมานั่งห้อยขาอยู่ริมสระ ปล่อยให้น้ำเย็น ๆ แตะปลายเท้าไปเรื่อย ๆ ก็ว่าจะนั่งเฉย ๆ …ถ้าไม่เผลอเห็นใครบางคนเดินมา

ภาม

จากเสื้อคลุมบาง ๆ กับผ้าขนหนูในมือ ดูก็รู้ว่าเขาคงมาว่ายน้ำเหมือนกัน ผมขยับตัวนิดหนึ่งแล้วตบพื้นที่ข้าง ๆ

“มานั่งดิ”

ภามมองผมแวบหนึ่ง ไม่ได้ตอบ แต่ก็นั่งลงข้าง ๆ เงียบ ๆ

โอเค ใจเย็นเอเดน อย่าทำตัวเหมือนเพิ่งเห็นของน่ารักครั้งแรก

ผมนั่งนิ่งไปได้ประมาณสามวินาที ก่อนจะแพ้ตัวเอง

“วันนี้มึงโคตรเท่เลยนะ”

ภามหันมามอง “ตรงไหน”

ผมหัวเราะเบา ๆ เอนตัวไปด้านหลัง มือแตะขอบสระไว้หลวม ๆ “ตอนบรีฟงาน”

ผมหยุดนิดหนึ่ง พยายามหาคำที่ตรงกับภาพในหัว “มึงพูดไม่ถึงสิบประโยคด้วยซ้ำ” ผมหันไปมองเขา “แต่ทั้งทีมเข้าใจตรงกันหมด”

ภามไม่ได้ตอบ แสงสะท้อนจากผิวน้ำไหวอยู่บนแก้มเขา ทำให้ใบหน้านิ่ง ๆ นั้นดูอ่อนลงกว่าปกติ ผมกลืนน้ำลายเบา ๆ แล้วดึงสายตากลับมาที่สระ ตั้งใจมาก ตั้งใจสุด ๆ

“เหมือนมึงไม่ได้สั่ง… แต่มึงทำให้คนอยากทำตามเอง”

ภามเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ “ก็แค่พูดตามที่คิด”

“ไม่ใช่แค่นั้นดิ” ผมหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง “คนบางคนพูดเยอะ แต่ไม่มีใครอยากฟัง แต่มึงพูดน้อย แล้วทุกคนหยุดฟัง”

ภามก้มมองผิวน้ำ ปลายเท้าของเขาแตะน้ำเบา ๆ จนเกิดวงคลื่นเล็ก ๆ “เวอร์”

“ไม่ได้เวอร์”

“มึงชอบพูดเกินจริง”

“บางเรื่องกูพูดตรงนะ”

เขาเหลือบมองผม “เรื่องอะไร”

ผมยิ้ม “เรื่องมึง”

ภามเงียบไปเสี้ยววินาที

แค่นั้นก็พอให้ผมรู้ว่าเขาได้ยินชัด

ผมหัวเราะเบา ๆ แล้วหันไปมองผิวน้ำ

ทำเหมือนตัวเองไม่ได้เพิ่งพูดอะไรเกินเพื่อนไปหนึ่งก้าว

“แล้วคินล่ะ”

ผมถามขึ้นหลังจากปล่อยให้ความเงียบอยู่ระหว่างเราสักพัก

น้ำในสระกระเพื่อมเบา ๆ ตามจังหวะที่ปลายเท้าของเราขยับอยู่ใต้น้ำ

ภามหันมามองนิดหนึ่ง

“อะไร”

“มึงตามใจมันตลอด”

คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยทันที

เหมือนกำลังพยายามประมวลผลว่าผมกำลังพูดเรื่องอะไร

“ตอนไหน”

“หลายตอน”

“นี่มึงพูดเหมือนดูซีรีส์”

ผมหัวเราะ

“กูกำลังดูอยู่”

“…”

“เรื่องชื่อ ภามกับคิน”

ภามกลอกตาทันที

ผมชอบอย่างหนึ่ง

คือเวลาภามรำคาญ

เขาจะไม่ได้ด่าทันที

แต่จะมองเหมือนกำลังชั่งใจว่า

ควรปล่อยผมลอยทะเลไปเลยดีไหม

“เพ้อเจ้อ”

“จริงนะ”

ผมยกนิ้วนับ

“คินลืมกินข้าว มึงรู้”

“คินเครียด มึงรู้”

“คินหงุดหงิด มึงก็รู้”

ภามถอนหายใจ

ส่วนผมยังไม่หยุด

“กูปวดใจจะตาย มึงยังไม่รู้เลย”

คราวนี้ภามหันขวับมาเลย

“มึงปวดใจอะไร”

ผมหลุดหัวเราะ

ก่อนชี้นิ้วกลับไปที่เจ้าตัว

“นั่นไง”

“…”

“ไม่รู้จริงด้วย”

ลมทะเลพัดผ่านพอดี

ปอยผมสีเข้มด้านหน้าปลิวลงมานิดหนึ่ง

ภามยกมือขึ้นเสยกลับอย่างเสียไม่ได้

“มึงนี่มัน…”

“อิจฉาไง”

ผมตอบหน้าตาเฉย

ภามนิ่งไปหนึ่งจังหวะ

มองสบตาผมอยู่เงียบ ๆ

จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่าควรหัวเราะต่อดีไหม

“พูดง่ายดี”

“ก็ง่ายจริง”

ผมเอนตัวพิงขอบสระ

เงยหน้ามองท้องฟ้าสีส้มที่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนสี

“กูอยากเป็นคนที่มึงสังเกตเห็นบ้าง”

พอพูดออกไปแล้ว

ผมก็แอบรู้สึกว่ามันจริงเกินไปนิด

แต่ก็ช่างเถอะ

ดีกว่าโกหก

ผมหันกลับไปมองคนข้าง ๆ

ภามกำลังมองทะเล

นิ้วเรียวยาวแตะผิวน้ำเล่นเบา ๆ

เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

สักพักเขาถึงพูดขึ้น

“มึงก็เด่นจะตาย”

ผมหันขวับทันที

“อ้าว”

“…”

“นี่ชมปะ”

“เปล่า”

“ชมแหละ”

“เอเดน”

“ครับ”

“เก็บคำชมไว้ให้คนอื่นพูดเถอะนะ ขอร้องล่ะ”

ผมหัวเราะลั่น

จนภามต้องส่ายหน้าอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก

รอยยิ้มนั้นที่จะทำให้อากาศดีเป็นพิเศษ

เงียบ… ลมเย็นพัดผ่านระหว่างเรา

“มึงว่ายน้ำเก่งไหม” ผมถาม

ภามมองสระ “พอได้”

“งั้นแข่งกันไหม”

เขาหันมามองผมช้า ๆ “มึงอยากแพ้?”

ผมหยุดยิ้มไปหนึ่งจังหวะ “โห มั่นมาก”

ภามลุกขึ้น ถอดเสื้อคลุมพาดไว้กับเก้าอี้ แล้วเดินลงบันไดสระโดยไม่รอคำตอบ น้ำกระเพื่อมรอบตัวเขา ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ใช่เพราะตกใจ แค่เพิ่งรู้ว่าคนเงียบ ๆ เวลาเอาจริง…น่ากลัวกว่าคนพูดมากอย่างผมเยอะ

ภามหันกลับมา “จะลงไหม”

“ลงค่ะ ๆ”

“หยุด”

“ค่ะ—เอ้ย โอเค”

นัยน์ตาของเขาเป็นประกายพร้อมกับรอยยิ้มมาดมั่นที่จุดขึ้นบนใบหน้า มันไม่ใช่แค่การยิ้มธรรมดา แต่คือยิ้มของผู้ชนะที่ไร้พ่าย

และผมก็แพ้จริง ไม่ใช่แพ้แบบเฉียด แพ้แบบที่ถ้าเซนอยู่ตรงนี้ มันคงเอาไปล้อได้ถึงปีหน้า

ภามแตะขอบสระอีกฝั่งก่อนผมเกือบครึ่งช่วงแขน เขาโผล่ขึ้นจากน้ำ เสยผมเปียกขึ้นลวก ๆ แล้วหันมามองผมด้วยสีหน้าที่แทบไม่เปลี่ยน แต่แววตาแม่งโคตรชัด… สะใจ

“แล้วบอกว่า พอได้?” ผมหอบถาม

ภามจับขอบสระไว้ น้ำหยดจากปลายผมลงบนแก้ม “อืม”

“นี่เรียกพอได้?”

“สำหรับกู”

ผมหัวเราะทั้งที่ยังหายใจไม่ทัน “โห มาตรฐานสูงมาก”

ภามว่ายกลับมาช้า ๆ แล้วหยุดตรงหน้าผม ระยะระหว่างเราสั้นลงกว่าตอนนั่งริมสระ น้ำกระเพื่อมเบา ๆ ชนขอบอกผม

“มึงท้ากูเองนะ”

“กูไม่คิดว่ามึงจะโหดขนาดนี้”

“อย่าคิดเองบ่อย”

ผมยกมือแตะอกตัวเอง “เจ็บนะ”

ผมหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้ภามไม่ได้หันหนีทันที เขาแค่มองผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนว่ายผ่านไปอีกฝั่ง น้ำแตกเป็นทางบาง ๆ ตามหลังเขา

และผมก็เพิ่งเข้าใจ… บางคนไม่จำเป็นต้องพูดเยอะเลย แค่ชัยชนะอันเงียบเชียบของเขา ก็ทำเอาหัวใจผมเสียจังหวะได้เหมือนกัน

เกมนี้…ผมแพ้มาตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งแล้ว

❖ ❖ ❖

POV: Kin

ทางเดินเลียบตึกเงียบกว่าปกติ

ผมเดินมาจากอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนเซนคงมาจากทางหลังตึก

ปลายทางเดียวกันคือสระว่ายน้ำ

ผมบอกให้ภามล่วงหน้ามาก่อน เพราะต้องเซฟงานลงโฟลเดอร์ให้เรียบร้อยแล้วถึงจะตามมา

แค่เดินไปเหมือนทุกวัน

จนกระทั่งเสียงหัวเราะสั้น ๆ จากสระว่ายน้ำทำให้ผมหยุดก้าว

ภาม

ผมเงยหน้าขึ้นมอง

เอเดนอยู่ในน้ำ มือหนึ่งจับขอบสระไว้ อีกมือยกขึ้นแตะอกตัวเองเหมือนกำลังหอบหรือกำลังเล่นใหญ่กับอะไรบางอย่าง

ส่วนภามอยู่ห่างจากมันไม่ถึงช่วงแขน

ผมของเขาเปียกน้ำลู่ลงข้างแก้ม หยดน้ำไหลจากปลายผมลงสู่ผิวน้ำเป็นวงเล็ก ๆ

แล้วภามก็หัวเราะ

แต่ผมจำได้ทันที

เพราะมันเป็นเสียงที่ผมไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก

และตอนนี้…

เอเดนก็อยู่ตรงนั้น

ใกล้พอจะได้ยินมันชัดกว่าผม

มือที่ถือขวดน้ำอยู่กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เสียงพลาสติกบุบเบา ๆ ดังขึ้นในฝ่ามือ

ผมก้มลงมอง

ขวดน้ำยุบเป็นรอยตรงกลาง

ผมคลายนิ้วออกช้า ๆ

แต่มันไม่คืนรูป

เหมือนบางอย่างในอกผมตอนนี้

เอเดนพูดอะไรสักอย่าง

ภามหันหน้าหนี

แต่ไม่ได้ว่ายหนี

ไม่ได้ขยับออกห่าง

แค่อยู่ตรงนั้น

ในระยะที่น้ำระหว่างเขาสองคนกระเพื่อมเข้าหากันเบา ๆ

แค่นั้นก็พอแล้ว

พอจะทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมาช้าไปแค่ไม่กี่นาที

เสียงฝีเท้าหยุดลงข้าง ๆ

เซน

มันยืนไม่ไกลจากผม

และผมรู้ว่ามันเห็นเหมือนกัน

“หึง?”

คำถามสั้นและตรงเกินไป

ผมไม่ตอบ

เซนเหลือบมองขวดน้ำ

แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“มึงนี่เก็บเก่งนะ”

น้ำเสียงยังเหมือนเดิม

กึ่งเล่น กึ่งจริง

“เก็บทุกอย่างได้หมด…”

มันหยุดไปจังหวะหนึ่ง

สายตามองรอยบุบบนขวดน้ำ

“…ยกเว้นหลักฐาน”

ผมหรี่ตามองมัน

“มึงยุ่งอะไรด้วย”

“ไม่ได้ยุ่ง”

เซนยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้

แต่รอยยิ้มยังอยู่

“แค่เห็นคนกำลังพยายามทำเหมือนไม่เจ็บ ทั้งที่ขวดน้ำสารภาพแทนไปแล้ว”

ผมเงียบ

ลมทะเลพัดผ่านทางเดิน

เย็น

แต่ฝ่ามือผมกลับร้อนอยู่ตรงรอยบุบของขวดน้ำ

ตรงสระ เอเดนหัวเราะออกมาอีกครั้ง

ภามส่ายหน้านิด ๆ ก่อนว่ายผ่านมันไปอีกฝั่ง

น้ำแตกเป็นทางบาง ๆ ตามหลังเขา

ผมมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ

ตอนทำงาน ผมจัดการทุกอย่างได้เป็นระบบ

มี Flow

มีเงื่อนไข

มีทางเลือก

มีแผนสำรอง

แต่ภาพตรงหน้าไม่มีช่องไหนให้ผมใส่มันลงไปได้เลย

ไม่รู้ว่าควรก้าวเข้าไป

หรือควรถอยกลับ

ไม่รู้ว่าควรเรียกภาม

หรือแค่ยืนอยู่ตรงนี้ให้เหมือนคนผ่านมาเห็นโดยบังเอิญ

นิ้วผมกดลงบนรอยบุบของขวดน้ำอีกครั้ง

เบากว่าเดิม

แต่รอยนั้นยังอยู่

เซนเงียบไปพักหนึ่ง

ครั้งนี้มันไม่ได้กวนต่อ

แปลกดี

บางทีคนอย่างเซนก็รู้เหมือนกันว่าจังหวะไหนควรหยุด

“คิน”

ผมหันไปมองมัน

“ถ้ามึงยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจอะไร”

มันพูดเสียงเบากว่าปกติ

“แต่เลิกโกหกตัวเองก่อนก็พอ”

พูดจบ เซนก็เดินนำไปทางสระ

ทิ้งให้ผมยืนอยู่ตรงนั้น

กับขวดน้ำที่บุบอยู่ในมือ

และเสียงหัวเราะของภามที่ยังติดอยู่ในหัวผมไม่ยอมจาง

❖ ❖ ❖

POV: Kin

กลางดึกคืนนั้น ห้องพักเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบา ๆ

ผมนั่งอยู่ปลายเตียงกับกองเอกสารตรงหน้า แฟ้ม Choice Point เปิดค้างอยู่บนตัก ปากกาค้างอยู่ระหว่างนิ้ว แต่ผมยังอ่านบรรทัดเดิมซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้

ตัวอักษรเรียงกันเป็นแถว

แต่ภาพในหัวกลับไม่ใช่เอกสาร

เป็นริมสระ

เป็นแสงสีทองบนผิวน้ำ

เป็นเอเดนที่อยู่ใกล้ภามเกินไปและภามที่ไม่ได้ขยับหนี

ผมกดปลายปากกาลงบนกระดาษจนหมึกซึมเป็นจุดดำเล็ก ๆ ก่อนจะรู้ตัวแล้วรีบยกมือออก

แค่ภาพเดียว

ทำให้เสียจังหวะไปหมด

“วันนี้มึงโอเคปะ

เสียงภามดังขึ้นใกล้ตัว

ผมเงยหน้าจากแฟ้มช้ากว่าปกตินิดหนึ่ง

ช้าพอจะต้องบังคับตัวเองไม่ให้เผลอมองเขานานเกินไป

ภามนั่งอยู่บนเตียงอีกฝั่ง มองผมด้วยสายตานิ่ง ๆ แบบที่มักอ่านอะไรออกมากกว่าที่ผมอยากให้รู้

“…โอเค”

ผมตอบ แล้วก้มลงจัดกระดาษตรงหน้าเหมือนมันยุ่งมาก ทั้งที่จริง ๆ ไม่มีอะไรต้องจัดเลย

ภามมองผมอยู่สองวินาที

“โกหก”

ผมหลุดหัวเราะเบา ๆ

แพ้

เหมือนทุกครั้ง

“มึงนี่นะ รู้ดีไปหมดทุกเรื่องเลยหรือไง”

“ก็มึงทำตัวแปลก ๆ แล้วไม่เห็นตามไปที่สระว่ายน้ำล่ะ”

เสียงเขาเรียบ

แต่ประโยคนั้นทำให้มือผมชะงักไปครึ่งจังหวะ

ผมก้มมองแฟ้มในมือ

“กูแค่เคลียร์เอกสารจนลืมเวลาน่ะ”

ภามเงียบไปนิดหนึ่ง

เหมือนยังไม่คลายสงสัย

และนั่นแหละที่ทำให้ความเงียบของเขาอันตรายกว่าเดิม

ผมพลิกเอกสารไปอีกหน้า ทั้งที่ยังไม่ได้อ่านหน้าเดิมจบ

“ก็เรื่องงาน กูแค่ไม่ชอบวิธีที่เซนทำ”

ผมตอบช้า ๆ

“มันทำอะไรไม่บอก แต่ก็ต้องยอมรับว่าผลลัพธ์ออกมาดี”

ภามพยักหน้า

“บางครั้งการยอมรับความจริง อาจง่ายกว่าการฝืนเถียง”

ผมหัวเราะแห้ง ๆ

ถ้าเขารู้ว่าประโยคนั้นไม่ได้แทงแค่เรื่องงาน เขาคงไม่พูดมันออกมาง่ายขนาดนี้

จู่ ๆ ภามก็ลุกจากเตียง เดินมาหาผม

ผมเงยหน้าขึ้น

“อะไร”

เขาไม่ตอบ

แค่ก้มมองมือผม

ผมมองตามสายตาเขา ถึงได้เห็นแผลถลอกที่นิ้วก้อย แดงนิด ๆ มีเลือดซิบออกมาเล็กน้อย

ผมเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไปได้แผลมาตอนไหน

อาจเป็นตอนกำขวดน้ำ

หรืออาจเป็นตอนที่พยายามทำเหมือนตัวเองไม่รู้สึกอะไรเลย

ภามถอนหายใจ

“อยู่นิ่ง ๆ”

คำสั่งสั้น ๆ ทำให้ผมชะงัก

เขาดึงมือขวาของผมไปกุมไว้ แล้วหยิบชุดทำแผลเล็ก ๆ จากกระเป๋า ท่าทางคล่องแคล่วเหมือนตอนที่เขาเคยแอบไปทำแผลให้ลูกแมวหลังคณะไม่มีผิด

สำลีเย็น ๆ แตะลงบนผิว

แผ่วเบา

แต่ทำให้ผมนิ่งกว่าที่ควร

ผมไม่กล้าดึงมือกลับ ทั้งที่ปกติไม่ชอบให้ใครเข้ามาในระยะส่วนตัวมากนัก

แต่กับภาม

เขาไม่เคยขออนุญาตเข้ามา

และผมก็ไม่เคยห้ามได้จริง ๆ

“แผลเล็กนิดเดียว ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้”

ผมพูดทำลายความเงียบ

ภามไม่เงยหน้า

ปลายนิ้วเขากดสำลีลงเบากว่าเดิม

“แผลก็คือแผล”

เสียงเขานิ่งมาก

“จะเล็กหรือใหญ่ ถ้าเจ็บก็คือเจ็บ”

ผมมองเสี้ยวหน้าของเขา

แสงไฟหัวเตียงตกลงบนขนตาและปลายจมูก ทำให้ภามดูไกลกว่าระยะจริงที่อยู่ตรงหน้า

นั่นแหละภาม

เขาไม่เคยเห็นเรื่องของผมเป็นเรื่องเล็กน้อย

และนั่นคือเหตุผลที่ผมไปจากเขาไม่ได้สักที

เขาแปะพลาสเตอร์ลงบนนิ้วผม กดขอบให้แนบสนิท แล้วเงยหน้าขึ้น

จังหวะนั้นหัวใจผมเต้นระรัว

ไม่ใช่เพราะเจ็บแผล

แต่เพราะภามอยู่ใกล้เกินไป

ใกล้จนคำที่เก็บไว้นาน

เกือบหลุดออกมาก่อนที่ผมจะห้ามตัวเองทัน

แต่ภาพเอเดนริมสระก็แวบกลับมา

ผมหลับตาลงชั่วครู่

แล้วปล่อยให้มันค้างอยู่ตรงนั้น

ในที่เดิมที่มันเคยอยู่มาตลอด

“ขอบใจนะมึง”

ผมเลือกคำที่ปลอดภัยที่สุด

ภามพยักหน้า

“คราวหลังก็ดูตัวเองหน่อย”

“มึงแม่ง…”

ผมส่ายหัว แกล้งบ่นเพื่อซ่อนบางอย่างในอก

“ใจดีเกินไปปะะ”

“กูเป็นปกติของกูแบบนี้อยู่แล้ว”

เสียงผมเบาลงโดยไม่ตั้งใจ

“บางที…มึงก็ไม่ควรแคร์กูขนาดนี้”

ความเงียบปกคลุมเราทันที

ภามนิ่งไป

นานพอให้ผมเริ่มอยากถอนคำพูด

ก่อนเขาจะตอบ

“กูแคร์ เพราะมึงคือมึง”

คำเรียบง่ายนั้นไม่หวาน

แต่โคตรทำร้ายกัน

ภามลุกกลับไปนั่งที่เตียงของตัวเอง ทิ้งให้ผมอยู่กับความเงียบ และแผลที่ถูกปิดไว้อย่างดี

ผมก้มมองพลาสเตอร์แผ่นเล็กบนนิ้วก้อย

นิ้วโป้งแตะขอบพลาสเตอร์ซ้ำ ๆ

เหมือนคนโง่ที่รู้ทั้งรู้ว่าแผลปิดแล้ว

แต่ก็ยังหยุดแตะมันไม่ได้

❖ ❖ ❖

POV: Aiden

ผมกลับถึงห้องช้ากว่าที่คิด เซนนอนเหยียดอยู่บนเตียง เล่นมือถือเหมือนคนไม่มีอะไรให้คิด ทั้งที่วันนี้มันเพิ่งทำให้คินแทบเส้นเลือดในสมองแตกไปหนึ่งรอบ

“กลับมาแล้วเหรอ พ่อโกลเด้น”

ผมโยนผ้าขนหนูใส่มัน “มึงจะทำไม?”

เซนหัวเราะ แล้วคว้าผ้าขนหนูออกจากหน้า “สระว่ายน้ำเป็นไง”

ผมหยุดถอดนาฬิกา “อะไร”

“อย่าทำหน้าโง่ กูเห็น”

“เห็นอะไร”

“เห็นมึงเล่นน้ำกับภาม”

ผมนิ่งไป แล้วค่อย ๆ ยิ้ม “อิจฉา?”

“สงสารมากกว่า”

ผมหรี่ตา “สงสารใคร”

เซนวางมือถือคว่ำลงบนอก แล้วมองเพดาน

“มึง”

“กูทำไม”

“คนอย่างภาม ถ้ามึงวิ่งใส่ เขาไม่ยืนรอให้มึงชนหรอก”

ผมนิ่งไป

เซนเหลือบมองผม

“เดินช้า ๆ บ้าง ไอ้หมา”

ประโยคนั้นทำให้ผมหัวเราะไม่สุด ผมนั่งลงบนเตียงตัวเอง ภาพภามริมสระยังติดอยู่ในหัว แสงสีทองบนผิวน้ำ ปลายหูที่แดงขึ้นนิดเดียว คำว่า “ไม่” ที่ฟังไม่เหมือนปฏิเสธเต็มร้อย และระยะห่างที่เขายังไม่ถอยหนี

“กูก็ไม่ได้จะรีบ” ผมพูดเบา ๆ มากกว่าให้เซนฟัง เหมือนบอกตัวเอง

“ดี”

เซนพูดเสียงเรียบผิดปกติ “แต่ถ้ามึงเดินข้าง ๆ ให้ถูกจังหวะ เขาอาจยอมเดินไปกับมึงเอง”

ผมหยิบหมอนขึ้นมากอด “มึงพูดเหมือนผู้เชี่ยวชาญ”

เซนหัวเราะ “กูแค่ฉลาดกว่ามึง”

“ไอ้เวร”

เสียงหัวเราะของเซนดังขึ้นอีกครั้ง

ผมนอนมองเพดานต่อ

หมอนใบเดิมยังอยู่ในอ้อมแขน

คำว่า เดินข้าง ๆ ก่อน วนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา

แต่ก็แปลก

ยิ่งบอกตัวเองว่าอย่ารีบ

ผมกลับยิ่งอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้ไว ๆ

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!