เช้าวันเสาร์เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ หลังร้านไอศกรีมสาขาใหญ่ในห้างสรรพสินค้า
ตุลยากรในชุดเสื้อยืดสีขาวธรรมดากับกางเกงยีนส์ตัวเก่งกำลังยืนง่วนอยู่กับการจัดเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ภายในห้องพักพนักงาน วันนี้เขามาถึงก่อนเวลาเริ่มงานเกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของการจราจร เด็กหนุ่มเปิดตู้ล็อกเกอร์ เก็บกระเป๋าเป้ใบเก่งเข้าที่ ก่อนจะหันไปเช็กสภาพหัวไฟเบอร์กลาสของสกู๊ปปี้แบร์ว่ามีรอยเปื้อนหรือจุดชำรุดตรงไหนหรือไม่
“พี่ตุล! มาเช้าจังเลย”
เสียงใสแจ๋วที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเข้ามา ‘มิ้นท์’ พนักงานพาร์ตไทม์สาววัยนักศึกษา ก้าวเข้ามาในห้องพักด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส วันนี้เธอรวบผมหางม้าผูกโบสีชมพูดูน่ารักสมวัย ในมือเล็กๆ ทั้งสองข้างถือถุงพลาสติกที่ส่งกลิ่นหอมฉุยของอาหารเช้าลอยมาแตะจมูก
“อ้าว มิ้นท์ มาเช้าเหมือนกันนี่” ตุลหันไปยิ้มทักทายเพื่อนร่วมงานสาวอย่างเป็นมิตร
“ก็ตั้งใจมาเช้านี่แหละ” มิ้นท์เดินตรงดิ่งเข้ามาหา ชูถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งเจ้าดังประจำซอยหน้าห้างขึ้นตรงหน้าเด็กหนุ่ม “มิ้นท์ซื้อหมูปิ้งเจ้าอร่อยมาฝาก เห็นพี่ตุลชอบมาเช้าๆ แล้วไม่ค่อยยอมกินข้าวเช้า เดี๋ยวตอนใส่ชุดหมีจะหน้ามืดเอาได้นะ”
“โห ขอบใจมากนะมิ้นท์ ลำบากเลย พี่เกรงใจจัง ซื้อมาเผื่อตลอดเลย” ตุลรับถุงหมูปิ้งมาถือไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ เขาเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย และการประหยัดค่าอาหารเช้าไปได้อีกมื้อก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับบัณฑิตตกงานที่เงินในบัญชีร่อยหรอลงทุกวัน
“ลำบากอะไรกันล่ะ เรื่องแค่นี้เอง” มิ้นท์หัวเราะคิกคัก นัยน์ตากลมโตจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเอื้อมมือมาทำท่าจะหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเขา แต่ก็ยั้งมือไว้ได้ทัน เปลี่ยนเป็นทำท่าหมุบหมิบที่นิ้วมือแทน “พี่ตุลเนี่ยน่ารักจังเลยนะ แก้มกลมๆ กินข้าวเหนียวหมูปิ้งเข้าไปเยอะๆ จะได้แก้มยุ้ยๆ น่าหยิกแบบนี้ตลอดไป มิ้นท์ชอบนะ... ดูนุ่มนิ่มดี”
คำชมที่ส่งมาอย่างตรงไปตรงมานั้น หากเป็นผู้ชายคนอื่นคงจะจับสังเกตถึง ‘ความนัย’ ที่ซ่อนอยู่ได้ไม่ยาก แต่สำหรับตุลยากร... ผู้ซึ่งมีความทรงจำฝังใจเรื่องรูปร่างอวบอ้วนของตัวเองมาตลอดชีวิต เขาไม่เคยมองว่าความ ‘แก้มยุ้ย’ หรือ ‘นุ่มนิ่ม’ เป็นคำชมในเชิงชู้สาวเลยสักนิด
ในหัวของตุลแปลความหมายคำพูดของมิ้นท์ไปในทางเอ็นดูแบบเพื่อนฝูง หรืออารมณ์คล้ายๆ กับที่ไอ้ต่อเพื่อนสนิทชอบล้อเขาบ่อยๆ ว่าเป็นไอ้ตัวตุ่น
“โหย มิ้นท์อย่าแซวเรื่องแก้มสิ พี่กำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่เนี่ย ไปสัมภาษณ์งานที่ไหนเขาก็มองว่าหุ่นแบบนี้ดูไม่น่าเชื่อถือทั้งนั้นแหละ” ตุลบ่นอุบอิบ ลูบแก้มตัวเองปอยๆ ด้วยความไม่มั่นใจ “นี่ถ้าไม่ติดว่าชุดสกู๊ปปี้แบร์มันต้องการคนมีเนื้อมีหนังหน่อย พี่คงไม่มีงานทำไปแล้ว”
“ลดทำไมล่ะ! แบบนี้แหละดีแล้ว น่ารักจะตายไป” มิ้นท์เถียงกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย “พวกบริษัทพวกนั้นตาบอดต่างหากที่ตัดสินคนจากภายนอก พี่ตุลเก่งจะตาย มิ้นท์เชื่อนะว่าพี่ตุลต้องได้งานดีๆ เร็วๆ นี้แน่นอน... ระหว่างนี้ก็กินหมูปิ้งของมิ้นท์ให้อร่อยไปก่อนก็แล้วกันนะ!”
หญิงสาวส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้เป็นทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปเตรียมตัวหน้าร้าน ปล่อยให้ตุลยืนเกาหัวแกรกๆ มองถุงหมูปิ้งในมือด้วยความรู้สึกขอบคุณเพื่อนร่วมงานแสนดีคนนี้อย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่ได้เอะใจถึงความรู้สึกที่เกินเลยคำว่าเพื่อนไปไกลลิบของอีกฝ่ายเลยสักนิด
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากจัดการมื้อเช้าและสวมชุดไฟเบอร์กลาสสีขาวฟูฟ่องเสร็จเรียบร้อย ตุลก็สูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมตัวออกไปปฏิบัติหน้าที่เอนเตอร์เทนลูกค้าหน้าร้าน
สกู๊ปปี้แบร์เดินเตาะแตะออกจากห้องพักพนักงาน ผ่านทางเดินแคบๆ หลังร้าน ทว่าในจังหวะที่ขากำลังจะก้าวพ้นฉากกั้นเพื่อออกไปยังโซนหน้าเคาน์เตอร์นั้นเอง หูของเขาก็บังเอิญได้ยินเสียงบทสนทนาของพนักงานสาวสองคนที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงถ้วยไอศกรีม
“พี่แอน... มิ้นท์ท้อแล้วนะ ซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งเจ้าอร่อยมาให้ ซื้อน้ำเกลือแร่มาฝากตั้งหลายรอบ ทำไมเขาถึงดูไม่รู้เรื่องเลยล่ะเนี่ย” เสียงกระเง้ากระงอดของมิ้นท์ดังลอดมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน
ตุลชะงักฝีเท้าโดยอัตโนมัติ ร่างตุ้ยนุ้ยในชุดหมีหยุดกึกอยู่หลังฉากกั้น
“โอ๊ย ยัยมิ้นท์ เอ็งก็ไปชอบใครไม่ชอบ ดันไปชอบพ่อหนุ่มหน้ามนคนซื่อบื้อแบบนั้น” เสียงของ ‘พี่แอน’ ผู้จัดการร้านรุ่นพี่วัยสามสิบกว่าหัวเราะร่วน “ตุลเขากำลังเครียดเรื่องหางานประจำ เอ็งไปหยอดเขาวันละนิดวันละหน่อยแบบนั้น ผู้ชายที่ไหนเขาจะไปรู้ตัว เขาคงนึกว่าเอ็งเป็นเพื่อนร่วมงานสายบุญ ชอบแจกทานมั้ง”
“พี่แอนอ่า! อย่าแซวสิ” มิ้นท์ทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ “ก็มิ้นท์ชอบเขานี่นา พี่ตุลเขาน่ารักออก นิสัยก็ดี อ่อนโยน แถมหุ่นนุ่มนิ่มแก้มยุ้ยๆ น่ากอดจะตายไป สเปกมิ้นท์เลยแหละ... แต่มิ้นท์ก็เป็นผู้หญิงนะ จะให้บุกเข้าไปบอกตรงๆ ว่า ‘พี่ตุลๆ มิ้นท์จีบอยู่นะ’ มันก็เขินปะล่ะ นี่อุตส่าห์ชมว่าแก้มยุ้ยน่าหยิกไปเมื่อเช้า เขายังบ่นเรื่องลดน้ำหนักใส่หน้ามิ้นท์เฉยเลย ซื่อบื้อที่หนึ่ง!”
“เออๆ ซื่อบื้อแบบนี้แหละปลอดภัยดี ไม่มีพิษมีภัย ถ้ารักจริงก็ต้องตื๊อต่อไปเว้ยไอ้น้อง!”
บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความหยอกล้อของสองสาวจบลงแค่นั้นเมื่อมีลูกค้าเดินเข้ามาสั่งไอศกรีม แต่สำหรับคนที่ยืนแอบฟังอยู่หลังฉากกั้นอย่างตุลยากร... โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ตุลเบิกตากว้างอยู่ภายใต้หน้ากากตาข่ายสีดำ อ้าปากค้างจนแทบจะหุบไม่ลง
มิ้นท์... ชอบเขา? จีบเขามาเป็นเดือนแล้ว? ชอบหุ่นอวบๆ แก้มยุ้ยๆ ของเขาเนี่ยนะ?!
ความช็อกระลอกแรกพุ่งเข้าโจมตีสมองจนขาวโพลน ตุลไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีผู้หญิงน่ารักๆ สดใสอย่างมิ้นท์มาแอบชอบผู้ชายที่ไม่มีอะไรโดดเด่นแถมยังตกงานอย่างเขา ความรู้สึกประหลาดใจผสมปนเปไปกับความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างรุนแรง
เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ความห่วงใยที่มิ้นท์มอบให้มันไม่ใช่ความหวังดีแบบเพื่อนร่วมงาน แต่เป็นการ ‘จีบ’ อย่างเต็มรูปแบบ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ... เขาเพิ่งจะทำตัวซื่อบื้อตอบรับความรักนั้นด้วยคำว่า ‘ขอบใจนะน้อง’ ไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน!
‘เอาไงดีวะไอ้ตุล... จะเดินออกไปสู้หน้ามิ้นท์ยังไงดีเนี่ย’
สกู๊ปปี้แบร์ยกอุ้งมือขึ้นกุมขมับไฟเบอร์กลาสของตัวเองอย่างคิดไม่ตก แต่ด้วยหน้าที่การงานที่ค้ำคออยู่ เขาจะมัวมาหลบอยู่หลังฉากกั้นตลอดไปไม่ได้ ตุลสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รวบรวมสติสัมปชัญญะที่แตกกระเจิงให้กลับมาเข้าที่ สวมวิญญาณมาสคอตมืออาชีพ แล้วก้าวเดินออกไปหน้าร้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตลอดช่วงเช้า การทำงานของตุลเต็มไปด้วยความเกร็งอย่างเห็นได้ชัด ทุกครั้งที่เขาเดินผ่านเคาน์เตอร์ หรือทุกครั้งที่หางตาเหลือบไปเห็นมิ้นท์ส่งยิ้มหวานมาให้ ตุลจะรู้สึกขนลุกซู่และทำตัวไม่ถูก เขาพยายามหันเหความสนใจไปที่เด็กๆ และลูกค้าคนอื่นให้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับหญิงสาว
เขาไม่ได้รังเกียจมิ้นท์... แต่ความรู้สึกที่เขามีให้เธอมันคือความรู้สึกของ ‘เพื่อนร่วมงาน’ เท่านั้น ไม่มีทางพัฒนาไปไกลกว่านั้นได้เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... เมื่อพื้นที่ในหัวใจของตุลยากร ถูกใครบางคนจับจองไปจนหมดสิ้นแล้ว
เวลาบ่ายสองโมงตรง... เวลาประจำที่ใครบางคนมักจะปรากฏตัว
ท่ามกลางความว้าวุ่นใจของตุล สายตาของเขาก็คอยชะเง้อมองฝ่าฝูงชนไปยังทิศทางเดิมๆ อย่างไม่รู้ตัว และราวกับโชคชะตาจงใจจัดสรร ร่างสูงโปร่งที่แสนคุ้นตาก็ก้าวเดินเข้ามาในรัศมีสายตาอย่างตรงเวลาเป๊ะ
ชนันภัทร์ปรากฏตัวในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำสนิทที่พับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก ปลดกระดุมคอเสื้อออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกวับๆ แวมๆ จับคู่กับกางเกงสแล็กสีเทาเข้ม รูปลักษณ์ที่ดูดุดันแต่ก็เซ็กซี่อย่างร้ายกาจในเวลาเดียวกัน ทำให้บรรดาสาวๆ และคนเดินห้างหลายคนถึงกับต้องเหลียวหลังมอง
แต่ทายไม่ได้สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น นัยน์ตาคมกริบของเขามองตรงมายังก้อนขนสีขาวที่ยืนอยู่หน้าลานน้ำพุเพียงจุดเดียว ริมฝีปากหยักลึกคลี่รอยยิ้มอบอุ่นออกมาในทันทีที่สบตากับสกู๊ปปี้แบร์
ตุลที่เห็นว่า ‘เกอเกอ’ มาถึงแล้ว ก็ลืมความอึดอัดเรื่องมิ้นท์ไปเสียสนิท สกู๊ปปี้แบร์ออกสเต็ปเต้นดุ๊กดิ๊กตรงเข้าไปหาชายหนุ่มทันที ยกอุ้งมือขึ้นมาทำท่าตะเบ๊ะทักทายอย่างขึงขัง ทายหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือมาขยี้หมวกไอศกรีมบนหัวหมีด้วยความหมั่นเขี้ยวตามความเคยชิน
“ไงเด็กดี วันนี้คนเยอะอีกแล้วนะ เหนื่อยไหม?” ทายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่นุ่มนวลกว่าปกติ
ทางด้านเคาน์เตอร์ไอศกรีม มิ้นท์ที่กำลังยืนเช็ดทำความสะอาดตู้กระจกอยู่ บังเอิญเงยหน้าขึ้นมาเห็นภาพนั้นพอดี หญิงสาวเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อได้เห็นลูกค้าหนุ่มสุดหล่อแบบเต็มๆ ตา
‘โอ้โห... หล่อมากกก หล่อแบบตะโกน หล่อระดับพระเอกซีรีส์เกาหลียังต้องยอมหลบทางให้!’
มิ้นท์กรีดร้องในใจ เธอจำได้ว่าผู้ชายคนนี้มักจะมาด้อมๆ มองๆ อยู่แถวหน้าร้านทุกวันเสาร์ แต่ไม่เคยได้สังเกตใบหน้าชัดๆ แบบนี้มาก่อน เธอแอบแปลกใจว่าทำไมผู้ชายที่ดูภูมิฐาน มาดผู้บริหาร และใส่ของแบรนด์เนมทั้งตัวแบบนี้ ถึงได้มาตามติดและมีท่าทีเอ็นดูมาสคอตหมีขาว(ที่ข้างในคือตุล) อย่างออกหน้าออกตาขนาดนี้
แต่ความสงสัยก็ถูกพับเก็บไปชั่วคราว เมื่อร่างสูงใหญ่ของชนันภัทร์ละความสนใจจากสกู๊ปปี้แบร์ แล้วหมุนตัวเดินตรงเข้ามาที่เคาน์เตอร์สั่งไอศกรีม
มิ้นท์รีบปรับสีหน้า ดึงรอยยิ้มการค้าที่หวานที่สุดออกมาใช้งานทันที เธอจัดเสื้อผ้าและหน้าผมให้เข้าที่ด้วยความรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะ สกู๊ปปี้สไมล์ยินดีต้อนรับค่ะ รับไอศกรีมรสอะไรดีคะคุณลูกค้า?” มิ้นท์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว แววตาเป็นประกายวิบวับตามประสาหญิงสาวที่เจอคนหล่อ
ทายเดินมาหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เขาไม่ได้ปรายตามองพนักงานสาวตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองป้ายเมนูบนผนังอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา และเว้นระยะห่างอย่างชัดเจน
“สตรอว์เบอร์รีซันเดย์ที่หนึ่งครับ ขอเป็นถ้วยกลับบ้าน”
“รับเป็นท็อปปิงอะไรเพิ่มไหมคะ ช่วงนี้มีโปรโมชัน...”
“ไม่ครับ แค่นั้นแหละ” ทายตัดบททันทีโดยไม่ได้มองหน้ามิ้นท์ เขาหยิบบัตรเครดิตสีดำขลับยื่นให้ด้วยท่วงท่าที่สง่างามแต่เต็มไปด้วยความห่างเหิน
มิ้นท์หน้าเจื่อนลงเล็กน้อยกับความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวลูกค้าสุดหล่อคนนี้ เธอก้มหน้าก้มตาจัดการรูดบัตรและสั่งทำไอศกรีมด้วยความรวดเร็ว ผู้ชายคนนี้หล่อก็จริง แต่น่ากลัวชะมัด! รังสีความกดดันมันรุนแรงจนเธอแทบจะไม่กล้าหายใจแรงเลยทีเดียว
ใช้เวลาไม่ถึงสามนาที ถ้วยไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีซันเดย์ก็พร้อมเสิร์ฟ ทายรับถุงกระดาษมาถือไว้ กล่าวคำว่า ‘ขอบคุณ’ สั้นๆ ตามมารยาททางสังคม ก่อนจะหันหลังกลับและเดินตรงดิ่งไปหาสกู๊ปปี้แบร์ทันที โดยไม่แม้แต่จะชายตามองมิ้นท์อีกเลย
ตุลที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ ลอบกลืนน้ำลายลงคอ
เขาเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน... เห็นความเย็นชาที่ทายมอบให้คนทั้งโลก รวมไปถึงผู้หญิงที่น่ารักและสดใสอย่างมิ้นท์ ตัดสลับกับความอบอุ่นและสายตาที่อ่อนโยนลงทันทีที่ชายหนุ่มหันกลับมามองเขา
ทายเดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าสกู๊ปปี้แบร์ ยื่นถุงไอศกรีมส่งให้ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง
“เอาไปกินตอนพักนะสตรอว์เบอร์รีซันเดย์... เห็นหมวกบนหัวหนูทีไร เกอเกอก็อยากกินรสนี้ทุกทีเลย” ทายพูดกลั้วหัวเราะ
ตุลรับถุงไอศกรีมมาถือไว้ด้วยอุ้งมือที่สั่นน้อยๆ หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุหน้ากากออกมา ความรู้สึกหลากหลายตีรวนกันอยู่ในอก ทั้งความสุขที่ได้รับการเอาใจใส่ ความขัดแย้งเรื่องของมิ้นท์ และความจริงอันเจ็บปวดที่เขาไม่อาจหลีกหนีได้
ความรักกำลังสวนทางกันอย่างน่าตลกร้าย...
มิ้นท์... ชอบเขาในแบบที่เขาเป็น ‘ตุลยากร’ ชอบหุ่นอวบๆ ชอบแก้มยุ้ยๆ ชอบในสิ่งที่ตุลมองว่าเป็นปมด้อย แต่หัวใจของตุลกลับไม่ได้เต้นแรงเพื่อเธอเลย
ในขณะที่ ‘เกอเกอ’... ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ ผู้ชายที่ทำให้หัวใจของตุลเต้นแรงและโหยหาความอบอุ่นในทุกๆ วัน กลับมองเห็นและมอบความอ่อนโยนให้เพียงแค่ ‘สกู๊ปปี้แบร์’ โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าภายใต้หน้ากากใบนี้ คือผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรคู่ควรกับความรักของเขาเลยสักนิด
ตุลมองลอดช่องตาข่าย สบตากับชนันภัทร์ที่กำลังส่งยิ้มมาให้ ความรู้สึกวาบหวามปะปนไปกับความหน่วงลึกในใจ
‘ถ้าวันหนึ่งคุณรู้ว่าคนที่อยู่ข้างในคือไอ้ตุลยากรคนหน้าตาธรรมดา ไม่ใช่สกู๊ปปี้แบร์ที่แสนน่ารัก... คุณจะยังมองผมด้วยสายตาแบบนี้อยู่ไหม... เกอเกอ’
คำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบดังก้องอยู่ในหัวใจของตุลยากร ในขณะที่เขายกอุ้งมือขึ้นโบกทักทายชายหนุ่มด้วยท่าทางร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อปกปิดความลับและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสีขาวใบนี้อย่างมิดชิดที่สุด
...
รถสปอร์ตคันหรูแล่นผ่านประตูรั้วอัลลอยด์บานใหญ่ที่เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นคฤหาสน์หลังงามสไตล์ยุโรปที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางพื้นที่หลายไร่ สนามหญ้าสีเขียวขจีถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบไร้ที่ติ น้ำพุหินอ่อนหน้าบ้านตั้งตระหง่านส่งสายน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ดูหรูหรา สมบูรณ์แบบ และตอกย้ำถึงความมั่งคั่งของตระกูลอัศววัฒน์สกุล... ทว่าสำหรับชนันภัทร์ มันคือ ‘กรงทองที่หนาวเหน็บ’ ที่สุดในชีวิต
ทันทีที่ล้อรถหยุดนิ่งสนิทที่หน้ามุข รอยยิ้มจางๆ ที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาตอนที่ยืนอยู่หน้าลานกิจกรรมในห้างสรรพสินค้า ก็มลายหายไปจนหมดสิ้นราวกับไม่เคยมีอยู่จริง ทายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงเอาหน้ากากของ ‘ชนันภัทร์’ รองประธานบริหารผู้เย็นชาและไร้ความรู้สึกกลับมาสวมทับอีกครั้ง แววตาคมกริบที่เคยทอประกายอ่อนโยนเมื่ออยู่กับก้อนขนสีขาว บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและว่างเปล่า
เขาก้าวลงจากรถ โยนกุญแจให้คนรับใช้ที่มารอรับอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะสาวเท้าก้าวเข้าไปในตัวคฤหาสน์
โถงกลางบ้านประดับด้วยแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องแสงระยิบระยับ แต่ความสว่างไสวของมันกลับไม่สามารถส่องไปถึงมุมมืดในความสัมพันธ์ของคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้เลย
“กลับมาแล้วหรือ ชนันภัทร์”
เสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากชุดโซฟาหลุยส์กลางห้องนั่งเล่น ทายหยุดชะงักฝีเท้า หันไปมองสตรีวัยกลางคนที่ยังคงความสวยสง่าและดูแลตัวเองอย่างดีเยี่ยม ‘คุณหญิงดาริกา’ ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเจ้าสัวนิพนธ์ หรือก็คือแม่เลี้ยงของเขานั่นเอง เธอกำลังนั่งจิบชาเอิร์ลเกรย์ยามบ่าย พลางพลิกอ่านนิตยสารแฟชั่นในมือโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขา
“ครับ คุณหญิง” ทายตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบและรักษามารยาทอย่างเคร่งครัด เขาไม่เคยก้าวก่ายเรียกอีกฝ่ายว่าแม่ และอีกฝ่ายก็ไม่เคยเรียกเขาด้วยชื่อเล่น ทายรู้สถานะของตัวเองดี
“ได้ยินคุณพี่บอกว่าเมื่อวันก่อน... โปรเจกต์โมเดลความเสี่ยงของเธอผ่านการอนุมัติจากบอร์ดแล้วนี่” คุณหญิงดาริกาวางถ้วยชาลงบนจานรองเสียงดังคลิกเบาๆ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองลูกเลี้ยงด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา “ก็ดีแล้วล่ะนะ ที่รู้จักแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงให้คนอื่นเขาลำบากไปด้วย”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนจะเป็นคำชม แต่กลับแฝงไปด้วยเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงความรู้สึก ทายขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย
“เป็นหน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุดอยู่แล้วครับ”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ถูกต้อง” คุณหญิงเหยียดยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “จำไว้นะชนันภัทร์ ที่ตระกูลนี้ชุบเลี้ยงเธอมา ให้การศึกษา ให้ตำแหน่งรองประธานบริหาร ก็เพื่อหวังว่าเธอจะเป็น ‘มือขวา’ ที่ดีและซื่อสัตย์ให้กับปวินในอนาคต... เธอเก่ง เธอมีความสามารถ ฉันยอมรับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ต้นไม้ที่เติบโตมาจากกิ่งตอน ต่อให้จะออกดอกออกผลดีแค่ไหน มันก็ไม่มีวันกลายเป็นต้นไม้หลักของบ้านได้หรอก หน้าที่ของเธอคือการเป็น ‘พนักงานเกรดเอ’ ที่คอยปูทางให้พี่เขาบริหารงานได้ง่ายขึ้น... หวังว่าเธอคงไม่ลืมจุดยืนของตัวเองนะ”
คำพูดที่กรีดลึกลงไปถึงรากเหง้าของการเป็น ‘ลูกเมียรอง’ ทำเอาบรรยากาศในห้องนั่งเล่นตึงเครียดขึ้นมาทันที ทายกำหมัดแน่นในกระเป๋ากางเกงสแล็ก น้ำผึ้งอาบยาพิษของแม่เลี้ยงคือสิ่งที่เขาต้องเผชิญมาตั้งแต่จำความได้ การถูกเหยียบย่ำและกดหัวเพื่อตอกย้ำว่าเขาไม่มีวันเทียบเท่าลูกชายแท้ๆ ของเธอได้ เป็นสงครามประสาทที่ไม่มีวันสิ้นสุด
“ผมจำจุดยืนของตัวเองได้ดีเสมอครับคุณหญิง” ทายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผมเป็นแค่พนักงานเกรดเอ ที่บังเอิญต้องคอยตามล้างตามเช็ดรอยรั่วที่ ‘อนาคต CEO’ ทิ้งเอาไว้ก็เท่านั้นเอง... ขอตัวนะครับ”
ทายโค้งศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินขึ้นบันได แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวพ้นโถงกลาง เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากใครอีกคนก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“แหม พูดจาใจร้ายจังเลยนะทาย”
ปวินก้าวลงมาจากบันไดอีกฝั่งในชุดลำลองสบายๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่คล้ายคลึงกับทายอยู่หลายส่วนประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมาดร้าย ปวินเดินเข้ามาสมทบกับผู้เป็นแม่ ก่อนจะหันมามองหน้าน้องชายต่างมารดา
“พี่ก็แค่อยากทดสอบความสามารถของนายไง ถึงได้ปล่อยให้ลองแก้ปัญหาดู... แล้วนายก็ทำได้ดีนี่นา สมกับที่เป็น ‘ลูกรัก’ ของคุณพ่อช่วงนี้เลยนะ” ปวินเดินเข้ามาใกล้ ลดเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สามคน “แต่โหมงานหนักไปหรือเปล่าทาย เสาร์-อาทิตย์ก็ไม่อยู่บ้าน ออกไปร่อนเร่ข้างนอกตลอด ระวังจะเหนื่อยตายไปซะก่อนล่ะ บ้านเรายังต้องพึ่งพา ‘แรงงาน’ ของนายอีกเยอะนะ”
ทายจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพี่ชาย “ขอบคุณที่ห่วงครับพี่ปวิน ผมยังมีแรงเหลือเฟือที่จะดึงให้บริษัทนี้เจริญขึ้นไปได้อีกไกล โดยที่ไม่ต้องใช้แค่ ‘นามสกุล’ เป็นใบเบิกทาง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของปวินกระตุกวูบ ความโกรธวาบขึ้นมาในดวงตาเมื่อถูกจี้ใจดำเรื่องที่เขาดีแต่ใช้อำนาจของครอบครัวแต่ไร้ความสามารถในการบริหารจริง ปวินก้าวเข้าไปประชิดตัวทายอีกก้าว ก่อนจะกระซิบถ้อยคำที่เปรียบเสมือนน้ำกรดสาดลงบนแผลสด
“ความพยายามสูงแบบนี้... ถอดแบบ ‘แม่ของนาย’ มาไม่มีผิดเลยนะชนันภัทร์”
ทายเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งเกร็งขึ้นมาทันที
“คนที่ทะเยอทะยาน ยอมทำทุกอย่างเพื่อพยายามพาตัวเองเข้ามายืนอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ของตัวเองน่ะ...” ปวินเหยียดยิ้มเยาะ “สุดท้ายจุดจบมันเป็นยังไง นายก็น่าจะรู้ดีที่สุดนี่... กอดตำแหน่งรองประธานของนายเอาไว้ให้แน่นๆ เถอะทาย เพราะต่อให้นายจะเก่งจนเหาะได้ สุดท้าย... นายก็เป็นได้แค่เงาของฉันอยู่ดี”
สิ้นประโยคนั้น ความอดทนของชนันภัทร์ก็ขาดผึง ทายพุ่งตัวเข้าไปคว้าคอเสื้อของปวินเอาไว้แน่นจนอีกฝ่ายผงะถอยหลังด้วยความตกใจ!
“อย่า-มา-พูด-ถึง-แม่-ของ-ผม-แบบ-นี้!” ทายเค้นเสียงลอดไรฟัน นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธเกรี้ยวระดับสิบ แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามออกแรงบีบคอเสื้อพี่ชายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“ชนันภัทร์! ปล่อยพี่เขานะ!” คุณหญิงดาริกาผุดลุกขึ้นยืนตวาดลั่น ใบหน้าสวยสง่าบิดเบี้ยวด้วยความตกใจ “อย่ามาก้าวร้าวในบ้านของฉันนะ!”
ทายหอบหายใจแรง ดวงตาแดงก่ำจ้องมองปวินที่กำลังยิ้มเยาะมุมปากแม้จะถูกกระชากคอเสื้ออยู่ก็ตาม ปวินรู้ดีว่าทายไม่มีทางกล้าลงไม้ลงมือในบ้านหลังนี้ และเขาก็จงใจยั่วโมโหเพื่อให้อีกฝ่ายดูเป็นคนก้าวร้าวควบคุมอารมณ์ไม่ได้ในสายตาของทุกคน
สติสัมปชัญญะที่ถูกความโกรธครอบงำค่อยๆ กลับคืนมา ทายหลับตาลงแน่น กัดฟันจนกรามปูดนูน ก่อนจะสะบัดมือปล่อยคอเสื้อของพี่ชายอย่างแรงจนปวินเซไปชนโซฟา
“ขอโทษที่เสียมารยาทครับ” ทายเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด เขาจัดเสื้อเชิ้ตของตัวเองให้เข้าที่ ปรายตามองสองแม่ลูกเป็นครั้งสุดท้าย “แต่จำเอาไว้... ผมไม่เคยอยากได้ที่ของใคร และผมก็จะไม่มีวันยอมให้ใครมาเหยียบย่ำในที่ของผมเหมือนกัน”
พูดจบ ทายก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวขึ้นบันไดไปสู่ชั้นสองของคฤหาสน์ทันที ทิ้งให้สองแม่ลูกยืนมองตามหลังด้วยสายตาชิงชัง
ปัง!
บานประตูไม้สักบานใหญ่ถูกปิดลงและล็อกกลอนอย่างแน่นหนา ภายในห้องนอนสไตล์โมเดิร์นที่กว้างขวางเทียบเท่ากับคอนโดหนึ่งห้อง ทายทิ้งแผ่นหลังพิงกับบานประตูอย่างหมดเรี่ยวแรง
เขายกมือขึ้นเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากอย่างหัวเสีย ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นออกมาทางปากครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อขับไล่ความโกรธที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก
ความเงียบสงัดภายในห้องนี้แตกต่างจากความหรูหราด้านนอกอย่างสิ้นเชิง มันว่างเปล่า อ้างว้าง และไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของคำว่า ‘ครอบครัว’ ทายเดินไปที่มินิบาร์ รินเตกีล่ายี่ห้อหรูลงในแก้วทรงเตี้ยโดยไม่ผสมอะไรเลย ก่อนจะยกขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมด ความร้อนแรงของแอลกอฮอล์บาดลึกลงไปในลำคอ แต่มันก็ไม่สามารถเทียบได้กับความเจ็บปวดจากการถูกดูถูกเหยียดหยาม
ทายทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวสวนหลังบ้านยามค่ำคืน เขาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองสามเม็ดเพื่อคลายความอึดอัด ยกมือขึ้นนวดขมับที่กำลังปวดตุบๆ อย่างรุนแรง
สิบปีแล้ว... สิบปีที่เขาต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษแบบนี้ ต้องสู้กับอคติ ต้องทนฟังคำด่าทอที่ถูกเคลือบด้วยรอยยิ้มผู้ดี และต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ เขาพยายามสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาปกป้องหัวใจ ไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้ เพราะรู้ดีว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายและพร้อมจะหักหลังเขาทุกเมื่อ
ความรู้สึกโดดเดี่ยวโจมตีเขาอย่างหนักหน่วงจนขอบตาร้อนผ่าว ในวินาทีที่ความอ่อนแอพยายามจะกลืนกินสติสัมปชัญญะ...
จู่ๆ ภาพของก้อนขนสีขาวตุ้ยนุ้ยก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
ทายหลับตาลง... สัมผัสอุ่นๆ จากอุ้งมือฟูฟ่องที่คอยตบเบาๆ ลงบนลาดไหล่เมื่อช่วงบ่ายยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ภาพของ ‘สกู๊ปปี้แบร์’ ที่เอียงหัวไฟเบอร์กลาสใบใหญ่มาซบลงบนไหล่ของเขาเพื่อปลอบประโลมในยามที่เขาบ่นว่าเหนื่อย... มันชัดเจนเสียจนความหนักอึ้งในอกเริ่มทุเลาลง
น่าแปลก... ที่สิ่งมีชีวิตภายใต้หน้ากากยิ้มแฉ่ง ซึ่งเขาไม่เคยเห็นแม้แต่ใบหน้าที่แท้จริง ไม่เคยได้ยินแม้แต่เสียงพูด กลับเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าและมีที่พักพิง
เวลาที่อยู่กับมาสคอตตัวนั้น เขาไม่ใช่ ‘ชนันภัทร์’ รองประธานบริหารที่ต้องสมบูรณ์แบบ เขาไม่ใช่ ‘ลูกเมียรอง’ ที่ต้องคอยเจียมตัว เขาเป็นแค่ ‘เกอเกอ’... ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่สามารถเปิดเผยความอ่อนแอ บ่นเรื่องงี่เง่า และซึมซับพลังงานบวกจากท่าทางน่ารักๆ ของน้องหมีได้อย่างเต็มที่
รอยยิ้มบางเบาที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยักลึก ท่ามกลางความมืดมิดของห้องนอนที่แสนเย็นชา
“รอหน่อยนะเกอเกอ...” ทายพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย แต่ประกายในดวงตากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เขาจะทนสู้ในเกมธุรกิจและการแย่งชิงอำนาจนี้ต่อไป จะก้าวขึ้นไปยืนในจุดที่สูงที่สุดเพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมากดหัวเขาได้อีก ไม่ว่าต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อหรือความเหนื่อยยากแค่ไหนก็ตาม
และในระหว่างที่ต้องทำสงครามประสาทกับผู้คนจอมปลอมในชีวิตจริง... โลกใบเดียวที่เขาจะยอมละทิ้งเกราะกำบัง ยอมถอดหน้ากากที่หนักอึ้งออกเพื่อพักพิงหัวใจ... ก็คือโลกที่มีแค่ ‘น้องหมี’ รอเขาอยู่ตรงนั้น
ทายตั้งตารอคอยให้ถึงวันเสาร์หน้าแทบไม่ไหวแล้ว...