ตอนที่ 1
สายฝนกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนอากาศยังร้อนระอุจนแทบแผดเผา
นี่แหละ...สภาพอากาศของประเทศไทย
ลักษิกาถอนหายใจเบา ๆ พลางยกมือปัดหยาดฝนที่เกาะอยู่บนใบหน้าและเสื้อผ้า โชคดีที่วิ่งเข้ามาหลบใต้ชายคาได้ทันก่อนฝนจะตกหนัก ทว่าก็อดหงุดหงิดไม่ได้ เพราะอีกเพียงสองซอยก็จะถึงบ้านอยู่แล้ว
บ้านของเธอเป็นบ้านเดี่ยวที่ดัดแปลงด้านหน้าให้กลายเป็นร้านกาแฟขนาดกะทัดรัด แม้พื้นที่จะไม่กว้างนัก แต่ก็มีทั้งเครื่องดื่มและอาหารพร้อมสำหรับคอกาแฟทุกคน ส่วนด้านหลังเป็นบ้านสองชั้นที่ลักษิการีโนเวตใหม่เมื่อปลายปีก่อน ออกแบบให้กลมกลืนกับบรรยากาศของร้านอย่างลงตัว
ที่ดินผืนนี้เป็นมรดกจากคุณยายซึ่งจากไปเมื่อหลายปีก่อน มารดาของลักษิกาเสียชีวิตด้วยโรคร้ายตั้งแต่เธอยังเล็ก ส่วนบิดาหย่าขาดจากมารดาตั้งแต่ตอนที่เธอยังอยู่ในครรภ์ เมื่อไม่มีทายาทคนอื่น ผู้เป็นยายจึงยกที่ดินเกือบสิบไร่ให้หลานสาวเพียงคนเดียว
เมื่อห้าปีก่อน ลักษิกาตัดสินใจแบ่งขายที่ดินสี่ไร่ให้กับนายทุน เหลือพื้นที่บ้านสวนซึ่งล้อมรอบด้วยรั้วประมาณห้าไร่กว่า เงินที่ได้จากการขายที่ดินถูกนำมาลงทุนเปิดร้านกาแฟในฝัน
ช่วงปีแรก ๆ ร้านยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่เธอก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย กระทั่งสองปีที่ผ่านมา ลูกค้าเริ่มแวะเวียนเข้ามามากขึ้นทุกวัน รายรับจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อันที่จริง วันนี้ลักษิกาไม่ควรต้องมายืนติดฝนอยู่เช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะรถคันเก่าที่ใช้งานมานานดันเสียตั้งแต่เช้า และเธอยังไม่มีเวลาเรียกอู่มาลากไปซ่อม จึงจำใจเรียกแท็กซี่ไปทำธุระแทน
ขากลับเธอแวะซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ตั้งใจว่าจะเดินกลับสบาย ๆ แต่กลับผิดคาด เมื่อฝนเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
หรือเธอควรเรียกแท็กซี่สักคันดี...
หญิงสาวหันมองซ้ายขวา ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งซึ่งยืนหลบฝนอยู่ไม่ไกล
เขากำลังมองเธออยู่เช่นกัน
ดวงตาเรียวสวยสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางสีชมพู ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าของเขาช่างลงตัวจนแทบหาที่ติไม่ได้ ผิวขาวสะอาดมีหยดน้ำฝนเกาะพราวโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจจะเช็ดออก
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของลักษิกามากที่สุดกลับเป็นดวงตาคู่นั้น...
ดวงตาที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเคยพบที่ไหนมาก่อน
ทว่านึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
ชายหนุ่มไม่ได้หลบสายตา กลับส่งยิ้มบาง ๆ ก่อนก้าวเดินตรงมาทางเธอ
ใต้ชายคาแห่งนี้ยังมีชาวบ้านอีกสามสี่คนยืนหลบฝนอยู่ ลักษิกาเพิ่งสังเกตว่าในบรรดาคนเหล่านั้น มีหญิงวัยกลางคนสองคนกำลังซุบซิบพลางเหลือบมองชายหนุ่มร่างสูงเป็นระยะ
เขาหยุดยืนข้างเธอในระยะพอเหมาะ สวมกางเกงสแล็กสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนที่เปียกฝนเล็กน้อย ดวงตาคมยังคงมองเธอไม่วาง
ลักษิกาขมวดคิ้ว
มั่นใจว่าไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน
หรือว่าจะเป็นพวกผู้ชายที่ชอบเข้าหาผู้หญิงแบบไม่มีชั้นเชิง เดินเข้ามาตีสนิทแล้วขอเบอร์ ขอไลน์ เหมือนที่เห็นกันอยู่บ่อย ๆ
ฝันไปเถอะ...
“สวัสดีครับ" น้ำเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพ
“ผมเป็นลูกค้าของร้านกาแฟ กฤษณาไม่ทราบว่าคุณคือเจ้าของร้านหรือเปล่าครับ"
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย
คำถามของเขาผิดจากที่เธอคาดไว้เสียจนต้องกระแอมเบา ๆ กลบความเก้อเขิน
เมื่อมองใกล้ ๆ ใบหน้าขาวสะอาดของชายหนุ่มดูอ่อนวัยกว่าเธอเล็กน้อย แม้จะสูงกว่าเกือบศีรษะก็ตาม
“หรือว่าผมจำผิดคน" เขารีบพูดต่อ
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ"
“ไม่ผิดหรอกค่ะ” ลักษิกาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“ฉันเป็นเจ้าของร้านค่ะ"
“ผมว่าแล้ว" ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้น
“ผมเคยไปที่ร้านสองครั้ง วันนี้ก็แวะไปอีก แต่เพิ่งเห็นป้ายว่าวันนี้ร้านหยุด"
“ร้านปิดทุกวันพุธค่ะ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"ต้องขอโทษด้วยนะคะ ถ้าการแจ้งข่าวของร้านยังไม่ทั่วถึง"
เขารีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่ความผิดของร้านเลยครับ เป็นผมเองที่ไม่ได้เช็กวันเปิดร้านก่อน"
รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าคมสันทำให้ดวงตาคู่นั้นดูอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม
ลักษิการู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด เธอแอบตำหนิตัวเองในใจ
แค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง...จะหวั่นไหวไปทำไม
หญิงสาวเหลือบมองสายฝนที่เริ่มซาลง ก่อนหันกลับมาพูดกับเขา
“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณที่มาอุดหนุนร้าน วันหลังถ้าแวะมาอีกฉันลดค่ากาแฟให้ค่ะ”
เธอส่งยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท ก่อนก้าวเดินผ่านเขาไป
แม้ฝนจะยังไม่หยุดสนิท แต่ลักษิกาไม่อยากยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว ดวงตาของชายหนุ่มทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาด
ไม่ใช่ความตื่นเต้น... แต่เหมือนกำลังทำให้เธอไม่เป็นตัวของตัวเอง
ร่างบางเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง จึงไม่รู้เลยว่า...
ชายหนุ่มยังคงยืนมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยสายตาที่แฝงความหมายบางอย่าง
ลักษิกาเดินกลับถึงบ้านด้วยเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเล็กน้อย เธอวางถุงของจากซูเปอร์มาร์เก็ตลงบนเคาน์เตอร์ครัว ก่อนถอนหายใจยาวแล้วหมุนตัวขึ้นไปชั้นบน
หลังอาบน้ำสระผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย หญิงสาวจึงลงมาชั้นล่างอีกครั้ง
เธอจัดเก็บวัตถุดิบที่ซื้อมาเข้าตู้เย็น ก่อนลงมือทำอาหารง่าย ๆ รับประทานเพียงลำพัง
ลักษิกาใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่ผู้เป็นยายจากไป บ้านหลังใหญ่ที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ เหลือเพียงความเงียบงันเป็นเพื่อนในทุก ๆ วัน
เธอไม่มีญาติพี่น้องที่ติดต่อกันอีกแล้ว ไม่มีแม้แต่เพื่อนสนิทสักคน
ความคิดนั้นทำให้มือที่กำลังจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับเปิดร้านในวันรุ่งขึ้นหยุดชะงัก
ครั้งหนึ่ง...
เธอเคยมีทั้งคนรักและกลุ่มเพื่อนที่รายล้อม แต่ทุกอย่างพังทลายลงในเวลาเพียงไม่นาน
วันนี้ไม่เหลือใครสักคนที่ยังอยากเรียกเธอว่าเพื่อน
เพราะในสายตาของผู้คนเหล่านั้น... ลักษิกาคือฆาตกร
หญิงสาวหัวเราะในลำคอเบา ๆ รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นบนริมฝีปาก
ฆาตกรอย่างนั้นหรือ...
คนพวกนั้นรู้อะไรบ้าง เพียงเพราะจดหมายลาตายแผ่นเดียว ก็พร้อมจะตัดสินว่าเธอคือคนที่ทำให้ใครคนหนึ่งต้องจบชีวิต
ไม่มีใครคิดจะถามความจริงจากเธอ ไม่มีใครคิดจะรับฟัง และไม่มีใครเชื่อ...ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ
ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“กรี๊ดดด!"
หญิงสาวในชุดนักศึกษาถลาหลังอย่างแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด ลมหายใจสะดุดราวกับถูกบางอย่างบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก
ความหวาดกลัวที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิตถาโถมเข้าใส่จนเกือบหมดสติ
โชคดีที่เธอยังประคองตัวไว้ได้
ประตูห้องยังเปิดค้างอยู่ เพราะเธอเพิ่งผลักเข้าไปได้เพียงก้าวเดียว ก่อนภาพตรงหน้าจะทำให้ร่างทั้งร่างแข็งค้าง
ใครบางคน...
กำลังห้อยอยู่กลางห้อง
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!”
ลักษิกาถอยกรูดออกมานอกประตูด้วยร่างกายที่สั่นเทา แต่ดวงตากลับไม่อาจละไปจากปลายเท้าขาวซีดที่ลอยพ้นพื้น
หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอกเมื่อเธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น...
ภาพใบหน้าขาวซีดของคนที่ปรากฏเต็มสายตา
ดลการ...
“ไม่จริง..." เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก ก่อนจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องที่ดังก้องไปทั่วทางเดิน
ไม่นานนัก เพื่อนบ้านที่พักอยู่ชั้นเดียวกันต่างเปิดประตูออกมาดู บางคนร้องตกใจ บางคนรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่
ไม่ถึงห้านาที พนักงานรักษาความปลอดภัยก็มาถึง
ตามมาด้วยเสียงไซเรนของรถพยาบาลและรถตำรวจที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ
ลักษิกาถูกพาตัวไปยังสถานีตำรวจทันทีในฐานะผู้พบศพคนแรก
ดลการเสียชีวิตแล้ว ร่างของเขาถูกส่งไปชันสูตร ขณะที่เธอต้องให้ปากคำอยู่นานหลายชั่วโมง
วันรุ่งขึ้น ตำรวจเรียกเธอไปพบอีกครั้ง ซองจดหมายสีขาวถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้า ด้านหน้าซองเขียนชื่อผู้รับไว้เพียงสั้น ๆ
Dear Pam,
ลายมือเพียงแค่เหลือบมองเธอก็จำได้ทันทีว่าเป็นลายมือของดลการ
ซองจดหมายถูกเปิดไว้แล้ว ลักษิกาหยิบกระดาษสีขาวที่ยับเล็กน้อยออกมา มือของเธอสั่นจนแทบจับไม่อยู่ ก่อนจะค่อย ๆ ก้มลงอ่านข้อความ
Dear Pam,
ตอนที่แพมได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ดลคงไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว
ดลรักแพมมากนะ รักมากพอที่จะพิสูจน์ว่า ความรักที่ดลมีให้แพมมีค่าต่อชีวิตดลมากแค่ไหน
ดลเสียใจที่ทำให้แพมต้องเสียใจเพราะดล
ในวันที่ดลจากไปแล้ว ดลอยากขอเพียงอย่างเดียว...
อย่าเกลียดดลเลยนะแพม
รัก
ดล
“กรี๊ดดด!"
ลักษิกาผุดลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าขาวแดงก่ำด้วยความโกรธ
ใช่... เธอกำลังโกรธคนตาย
“ไอ้คนงี่เง่า!"
“คุณครับ!"
ตำรวจรีบคว้ากระดาษออกจากมือเธออย่างรวดเร็ว
“อย่าฉีกนะครับ นี่เป็นหลักฐานสำคัญ"
หญิงสาวยืนนิ่ง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ดวงตาจ้องกระดาษแผ่นนั้นราวกับอยากเผามันให้มอดไหม้ตรงหน้า
หลักฐานสำคัญ...
หลักฐานที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอคือสาเหตุที่ผลักดันให้ดลการเลือกจบชีวิตตัวเอง
จากวันนั้น... ชีวิตของลักษิกาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย
คนรอบตัวดลการต่างพากันมองเธอด้วยสายตารังเกียจ กล่าวหาว่าเธอคือฆาตกร
ไม่มีใครสนใจว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ไม่มีใครถามว่าเธอเจ็บปวดแค่ไหน และไม่มีใครยอมรับฟังคำอธิบายของเธอ
สุดท้าย... ลักษิกาไม่ได้แม้แต่ไปร่วมงานศพของดลการ
เวลาผ่านมาเกือบสิบสองปีแต่ภาพร่างไร้วิญญาณของดลการในวันนั้น ยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่เคยจางหาย
“พี่แพม... พี่แพมคะ"
เสียงเรียกของนิดหน่อยดังขึ้น ดึงสติของเธอกลับสู่ปัจจุบัน
“ลูกค้ามาแล้วค่ะ"
ลักษิกาสะดุ้ง เธอรีบหันไปทางประตูร้าน
เสียงกระดิ่งเหนือบานประตูดังกรุ๊งกริ๊งพร้อมกับร่างสูงคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาด้านใน
ชายหนุ่มคนเดิม... คนที่เพิ่งพบกันตอนหลบฝนเมื่อวาน
และน่าแปลก...
วันนี้เสียงกระดิ่งหน้าร้านกลับฟังดูไพเราะกว่าทุกครั้งเสียอย่างนั้น...