ร้ายปรารถนา

ตอนที่ 1: ตอนที่ 1

👁️ 55 อ่าน
22px

ตอนที่ 1

สายฝนกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนอากาศยังร้อนระอุจนแทบแผดเผา

นี่แหละ...สภาพอากาศของประเทศไทย

ลักษิกาถอนหายใจเบา ๆ พลางยกมือปัดหยาดฝนที่เกาะอยู่บนใบหน้าและเสื้อผ้า โชคดีที่วิ่งเข้ามาหลบใต้ชายคาได้ทันก่อนฝนจะตกหนัก ทว่าก็อดหงุดหงิดไม่ได้ เพราะอีกเพียงสองซอยก็จะถึงบ้านอยู่แล้ว

บ้านของเธอเป็นบ้านเดี่ยวที่ดัดแปลงด้านหน้าให้กลายเป็นร้านกาแฟขนาดกะทัดรัด แม้พื้นที่จะไม่กว้างนัก แต่ก็มีทั้งเครื่องดื่มและอาหารพร้อมสำหรับคอกาแฟทุกคน ส่วนด้านหลังเป็นบ้านสองชั้นที่ลักษิการีโนเวตใหม่เมื่อปลายปีก่อน ออกแบบให้กลมกลืนกับบรรยากาศของร้านอย่างลงตัว

ที่ดินผืนนี้เป็นมรดกจากคุณยายซึ่งจากไปเมื่อหลายปีก่อน มารดาของลักษิกาเสียชีวิตด้วยโรคร้ายตั้งแต่เธอยังเล็ก ส่วนบิดาหย่าขาดจากมารดาตั้งแต่ตอนที่เธอยังอยู่ในครรภ์ เมื่อไม่มีทายาทคนอื่น ผู้เป็นยายจึงยกที่ดินเกือบสิบไร่ให้หลานสาวเพียงคนเดียว

เมื่อห้าปีก่อน ลักษิกาตัดสินใจแบ่งขายที่ดินสี่ไร่ให้กับนายทุน เหลือพื้นที่บ้านสวนซึ่งล้อมรอบด้วยรั้วประมาณห้าไร่กว่า เงินที่ได้จากการขายที่ดินถูกนำมาลงทุนเปิดร้านกาแฟในฝัน

ช่วงปีแรก ๆ ร้านยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่เธอก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย กระทั่งสองปีที่ผ่านมา ลูกค้าเริ่มแวะเวียนเข้ามามากขึ้นทุกวัน รายรับจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อันที่จริง วันนี้ลักษิกาไม่ควรต้องมายืนติดฝนอยู่เช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะรถคันเก่าที่ใช้งานมานานดันเสียตั้งแต่เช้า และเธอยังไม่มีเวลาเรียกอู่มาลากไปซ่อม จึงจำใจเรียกแท็กซี่ไปทำธุระแทน

ขากลับเธอแวะซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ตั้งใจว่าจะเดินกลับสบาย ๆ แต่กลับผิดคาด เมื่อฝนเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

หรือเธอควรเรียกแท็กซี่สักคันดี...

หญิงสาวหันมองซ้ายขวา ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งซึ่งยืนหลบฝนอยู่ไม่ไกล

เขากำลังมองเธออยู่เช่นกัน

ดวงตาเรียวสวยสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางสีชมพู ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าของเขาช่างลงตัวจนแทบหาที่ติไม่ได้ ผิวขาวสะอาดมีหยดน้ำฝนเกาะพราวโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจจะเช็ดออก

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของลักษิกามากที่สุดกลับเป็นดวงตาคู่นั้น...

ดวงตาที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเคยพบที่ไหนมาก่อน

ทว่านึกเท่าไรก็นึกไม่ออก

ชายหนุ่มไม่ได้หลบสายตา กลับส่งยิ้มบาง ๆ ก่อนก้าวเดินตรงมาทางเธอ

ใต้ชายคาแห่งนี้ยังมีชาวบ้านอีกสามสี่คนยืนหลบฝนอยู่ ลักษิกาเพิ่งสังเกตว่าในบรรดาคนเหล่านั้น มีหญิงวัยกลางคนสองคนกำลังซุบซิบพลางเหลือบมองชายหนุ่มร่างสูงเป็นระยะ

เขาหยุดยืนข้างเธอในระยะพอเหมาะ สวมกางเกงสแล็กสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนที่เปียกฝนเล็กน้อย ดวงตาคมยังคงมองเธอไม่วาง

ลักษิกาขมวดคิ้ว

มั่นใจว่าไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน

หรือว่าจะเป็นพวกผู้ชายที่ชอบเข้าหาผู้หญิงแบบไม่มีชั้นเชิง เดินเข้ามาตีสนิทแล้วขอเบอร์ ขอไลน์ เหมือนที่เห็นกันอยู่บ่อย ๆ

ฝันไปเถอะ...

“สวัสดีครับ" น้ำเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพ

“ผมเป็นลูกค้าของร้านกาแฟ กฤษณาไม่ทราบว่าคุณคือเจ้าของร้านหรือเปล่าครับ"

หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย

คำถามของเขาผิดจากที่เธอคาดไว้เสียจนต้องกระแอมเบา ๆ กลบความเก้อเขิน

เมื่อมองใกล้ ๆ ใบหน้าขาวสะอาดของชายหนุ่มดูอ่อนวัยกว่าเธอเล็กน้อย แม้จะสูงกว่าเกือบศีรษะก็ตาม

“หรือว่าผมจำผิดคน" เขารีบพูดต่อ

"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ"

“ไม่ผิดหรอกค่ะ” ลักษิกาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

“ฉันเป็นเจ้าของร้านค่ะ"

“ผมว่าแล้ว" ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้น

“ผมเคยไปที่ร้านสองครั้ง วันนี้ก็แวะไปอีก แต่เพิ่งเห็นป้ายว่าวันนี้ร้านหยุด"

“ร้านปิดทุกวันพุธค่ะ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ

"ต้องขอโทษด้วยนะคะ ถ้าการแจ้งข่าวของร้านยังไม่ทั่วถึง"

เขารีบส่ายหน้า

“ไม่ใช่ความผิดของร้านเลยครับ เป็นผมเองที่ไม่ได้เช็กวันเปิดร้านก่อน"

รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าคมสันทำให้ดวงตาคู่นั้นดูอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม

ลักษิการู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด เธอแอบตำหนิตัวเองในใจ

แค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง...จะหวั่นไหวไปทำไม

หญิงสาวเหลือบมองสายฝนที่เริ่มซาลง ก่อนหันกลับมาพูดกับเขา

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณที่มาอุดหนุนร้าน วันหลังถ้าแวะมาอีกฉันลดค่ากาแฟให้ค่ะ”

เธอส่งยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท ก่อนก้าวเดินผ่านเขาไป

แม้ฝนจะยังไม่หยุดสนิท แต่ลักษิกาไม่อยากยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว ดวงตาของชายหนุ่มทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาด

ไม่ใช่ความตื่นเต้น... แต่เหมือนกำลังทำให้เธอไม่เป็นตัวของตัวเอง

ร่างบางเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง จึงไม่รู้เลยว่า...

ชายหนุ่มยังคงยืนมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยสายตาที่แฝงความหมายบางอย่าง

ลักษิกาเดินกลับถึงบ้านด้วยเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเล็กน้อย เธอวางถุงของจากซูเปอร์มาร์เก็ตลงบนเคาน์เตอร์ครัว ก่อนถอนหายใจยาวแล้วหมุนตัวขึ้นไปชั้นบน

หลังอาบน้ำสระผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย หญิงสาวจึงลงมาชั้นล่างอีกครั้ง

เธอจัดเก็บวัตถุดิบที่ซื้อมาเข้าตู้เย็น ก่อนลงมือทำอาหารง่าย ๆ รับประทานเพียงลำพัง

ลักษิกาใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่ผู้เป็นยายจากไป บ้านหลังใหญ่ที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ เหลือเพียงความเงียบงันเป็นเพื่อนในทุก ๆ วัน

เธอไม่มีญาติพี่น้องที่ติดต่อกันอีกแล้ว ไม่มีแม้แต่เพื่อนสนิทสักคน

ความคิดนั้นทำให้มือที่กำลังจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับเปิดร้านในวันรุ่งขึ้นหยุดชะงัก

ครั้งหนึ่ง...

เธอเคยมีทั้งคนรักและกลุ่มเพื่อนที่รายล้อม แต่ทุกอย่างพังทลายลงในเวลาเพียงไม่นาน

วันนี้ไม่เหลือใครสักคนที่ยังอยากเรียกเธอว่าเพื่อน

เพราะในสายตาของผู้คนเหล่านั้น... ลักษิกาคือฆาตกร

หญิงสาวหัวเราะในลำคอเบา ๆ รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นบนริมฝีปาก

ฆาตกรอย่างนั้นหรือ...

คนพวกนั้นรู้อะไรบ้าง เพียงเพราะจดหมายลาตายแผ่นเดียว ก็พร้อมจะตัดสินว่าเธอคือคนที่ทำให้ใครคนหนึ่งต้องจบชีวิต

ไม่มีใครคิดจะถามความจริงจากเธอ ไม่มีใครคิดจะรับฟัง และไม่มีใครเชื่อ...ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

“กรี๊ดดด!"

หญิงสาวในชุดนักศึกษาถลาหลังอย่างแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด ลมหายใจสะดุดราวกับถูกบางอย่างบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก

ความหวาดกลัวที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิตถาโถมเข้าใส่จนเกือบหมดสติ

โชคดีที่เธอยังประคองตัวไว้ได้

ประตูห้องยังเปิดค้างอยู่ เพราะเธอเพิ่งผลักเข้าไปได้เพียงก้าวเดียว ก่อนภาพตรงหน้าจะทำให้ร่างทั้งร่างแข็งค้าง

ใครบางคน...

กำลังห้อยอยู่กลางห้อง

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!”

ลักษิกาถอยกรูดออกมานอกประตูด้วยร่างกายที่สั่นเทา แต่ดวงตากลับไม่อาจละไปจากปลายเท้าขาวซีดที่ลอยพ้นพื้น

หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอกเมื่อเธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น...

ภาพใบหน้าขาวซีดของคนที่ปรากฏเต็มสายตา

ดลการ...

“ไม่จริง..." เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก ก่อนจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องที่ดังก้องไปทั่วทางเดิน

ไม่นานนัก เพื่อนบ้านที่พักอยู่ชั้นเดียวกันต่างเปิดประตูออกมาดู บางคนร้องตกใจ บางคนรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่

ไม่ถึงห้านาที พนักงานรักษาความปลอดภัยก็มาถึง

ตามมาด้วยเสียงไซเรนของรถพยาบาลและรถตำรวจที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ

ลักษิกาถูกพาตัวไปยังสถานีตำรวจทันทีในฐานะผู้พบศพคนแรก

ดลการเสียชีวิตแล้ว ร่างของเขาถูกส่งไปชันสูตร ขณะที่เธอต้องให้ปากคำอยู่นานหลายชั่วโมง

วันรุ่งขึ้น ตำรวจเรียกเธอไปพบอีกครั้ง ซองจดหมายสีขาวถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้า ด้านหน้าซองเขียนชื่อผู้รับไว้เพียงสั้น ๆ

Dear Pam,

ลายมือเพียงแค่เหลือบมองเธอก็จำได้ทันทีว่าเป็นลายมือของดลการ

ซองจดหมายถูกเปิดไว้แล้ว ลักษิกาหยิบกระดาษสีขาวที่ยับเล็กน้อยออกมา มือของเธอสั่นจนแทบจับไม่อยู่ ก่อนจะค่อย ๆ ก้มลงอ่านข้อความ

Dear Pam,

ตอนที่แพมได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ดลคงไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว

ดลรักแพมมากนะ รักมากพอที่จะพิสูจน์ว่า ความรักที่ดลมีให้แพมมีค่าต่อชีวิตดลมากแค่ไหน

ดลเสียใจที่ทำให้แพมต้องเสียใจเพราะดล

ในวันที่ดลจากไปแล้ว ดลอยากขอเพียงอย่างเดียว...

อย่าเกลียดดลเลยนะแพม

รัก

ดล

“กรี๊ดดด!"

ลักษิกาผุดลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าขาวแดงก่ำด้วยความโกรธ

ใช่... เธอกำลังโกรธคนตาย

“ไอ้คนงี่เง่า!"

“คุณครับ!"

ตำรวจรีบคว้ากระดาษออกจากมือเธออย่างรวดเร็ว

“อย่าฉีกนะครับ นี่เป็นหลักฐานสำคัญ"

หญิงสาวยืนนิ่ง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ดวงตาจ้องกระดาษแผ่นนั้นราวกับอยากเผามันให้มอดไหม้ตรงหน้า

หลักฐานสำคัญ...

หลักฐานที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอคือสาเหตุที่ผลักดันให้ดลการเลือกจบชีวิตตัวเอง

จากวันนั้น... ชีวิตของลักษิกาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

คนรอบตัวดลการต่างพากันมองเธอด้วยสายตารังเกียจ กล่าวหาว่าเธอคือฆาตกร

ไม่มีใครสนใจว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ไม่มีใครถามว่าเธอเจ็บปวดแค่ไหน และไม่มีใครยอมรับฟังคำอธิบายของเธอ

สุดท้าย... ลักษิกาไม่ได้แม้แต่ไปร่วมงานศพของดลการ

เวลาผ่านมาเกือบสิบสองปีแต่ภาพร่างไร้วิญญาณของดลการในวันนั้น ยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่เคยจางหาย

“พี่แพม... พี่แพมคะ"

เสียงเรียกของนิดหน่อยดังขึ้น ดึงสติของเธอกลับสู่ปัจจุบัน

“ลูกค้ามาแล้วค่ะ"

ลักษิกาสะดุ้ง เธอรีบหันไปทางประตูร้าน

เสียงกระดิ่งเหนือบานประตูดังกรุ๊งกริ๊งพร้อมกับร่างสูงคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาด้านใน

ชายหนุ่มคนเดิม... คนที่เพิ่งพบกันตอนหลบฝนเมื่อวาน

และน่าแปลก...

วันนี้เสียงกระดิ่งหน้าร้านกลับฟังดูไพเราะกว่าทุกครั้งเสียอย่างนั้น...

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!