ซ่งสือฝานไม่คิดว่าลี่ชิงเหมยจะอยู่ที่นี่ คำพูดของเขาจึงหยุดลงกะทันหัน
ทั้งสามคนมองหน้ากัน ตกอยู่ในความเงียบที่แปลกประหลาดและบรรยากาศที่เหมือนพวกเขาเป็นพันธมิตรเดียวกัน
เว้นแต่ลี่ชิงเหมยที่เหมือนเป็นคนนอก แปลกแยกอยู่คนเดียว
ฟู่ถังถังเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เธอจับมือลี่ชิงเหมยเอาไว้พร้อมกับพูดอธิบายว่า “เธออย่าคิดมาก เขาชอบพูดจาไม่คิด ปากไม่มีหูรูด เพราะปากแบบนี้เขาเลยสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปมากมาย”
เพราะไม่สนิทกัน แต่ต้องมาจับมือทักทายทำความรู้จักกัน ทำให้ลี่ชิงเหมยที่เป็นคนรักความสะอาดรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
เธออยากล้างมือ
เธอจึงดึงมือออกอย่างสุภาพ แล้วส่งยิ้มให้ฟู่ถังถัง “ในเมื่อเขาเป็นคนที่พูดจาไม่ฉลาดคิด ฉันจะไปโกรธคนโง่ทำไม”
ได้ยินคำด่าตรงๆ ซ่งสือฝานโกรธจนตาแทบถนนออกมานอกเบ้า “คุณว่าใครโง่นะ?”
นี่มันเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้เวลาเจอกันไม่ว่าเขาจะพูดจาเยาะเย้ยแค่ไหน เธอก็แค่ทนรับฟัง
วันนี้กล้าขึ้นมาแล้วอย่างนั้นเหรอ?
ลี่ชิงเหมยจ้องมองผู้ชายตรงหน้าตาไม่กะพริบ แววตาแฝงความเยาะเย้ย “ชัดขนาดนี้ยังฟังไม่รู้เรื่อง ก็โง่จริงๆ สินะ”
ซ่งสือฝานขบเขี้ยวเค้ยวฟัน มองเธอด้วยสายตาปะหลับปะเหลือก
ไม่คิดว่ายายคนนี้จะปากคอเราะรายได้ขนาดนี้!
เสียงกระแอมดังขึ้น
เดิมทีกู้อี้เฉินยังรู้สึกผิดต่อลี่ชิงเหมยเล็กน้อย แต่พอเห็นเธอดึงมือออกจากฟู่ถังถัง แล้วยังได้ยินคำพูดและท่าทีแบบนั้นของเธอที่พูดกับซ่งสือฝาน ความรู้สึกผิดในใจก็เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง
เขากล่าวเสียงเข้มอย่างไม่ลังเล
“ฟู่ถังถังจะมาอยู่บ้านเราสักพัก ครั้งนี้ที่เธอกลับมา พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายต่างก็โกรธมาก เธอยังหาที่พักไม่ได้ผมก็เลยให้เธอมาพักที่นี่ไปก่อน”
เธอร่ำรวยมากขนาดนั้น ได้เงินมหาศาลจากการหย่าร้างมาตั้งเท่าไหร่แค่ซื้อบ้านหลังเดียวจะไม่ได้เชียวหรือ?
ลี่ชิงเหมยเหยียดยิ้มหยัน ไม่สนใจจะถามหาข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นของเขา
รอยยิ้มนั้นแสบตาเหลือเกิน ทั้งสามคนตรงข้ามต่างก็มองเห็นชัดเจน
ฟู่ถังถังรีบช่วยคลี่คลายสถานการณ์
“ฉันไม่ได้คิดจะมาอยู่ที่นี่นาน กู้อี้เฉินแค่เป็นห่วงฉัน เธอก็อย่าคิดมากเลยนะ” คำพูดของเธอ ไม่รู้ว่าเป็นการช่วยคลี่คลายสถานการณ์หรือเป็นการยั่วโมโหอีกฝ่าย
ไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่นาน แต่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ราวกับจะอยู่ที่นี่ตลอดไป
สำหรับลี่ชิงเหมย เวลานี้ไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไปแล้ว
เธอยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไร คุณฟู่อยู่ที่นี่ได้ตามสบาย ยังไงก็มีห้องว่างเหลือเยอะแยะ ไหนๆ คุณก็เป็นแขกผู้มีเกียรติ อย่างนั้นฉันจะสละห้องนอนใหญ่ให้ก็แล้วกัน”
ในบ้านมีห้องนอนใหญ่สองห้อง เธอกับกู้อี้เฉินไม่เคยนอนห้องเดียวกันมาก่อน
เวลาทำเรื่องอย่างว่าเสร็จก็จะแยกย้าย นั่นเป็นเพราะเขาพูดว่าไม่ชินที่จะมีใครมานอนอยู่ข้างๆ
สายตาของของกู้อี้เฉินจ้องเธอด้วยความประหลาดใจ มองลี่ชิงเหมยที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรนัดช่างให้มาเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์อย่างเป็นธรรมชาติ
ลี่ชิงเหมยคอยสั่งงานช่างที่กำลังขนเฟอร์นิเจอร์ของเธอออกจากห้องนอนใหญ่ไปที่ห้องนอนรับแขก
ทั้งสามคนนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น มองดูของของเธอถูกขนออกจากห้องนอนใหญ่ทีละชิ้นๆ
ซ่งสือฝานอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามกู้อี้เฉินว่า
“เธอหัวเสีย ไม่พอใจเหรอ?”
เห็นว่ากู้อี้เฉินไม่ตอบ เขาก็พูดต่อเสียงเบาใกล้ๆ หูของกู้อี้เฉิน “ก่อนหน้านี้เธอยังเคยทะเลาะกับคนอื่นเพื่อนายอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงไม่หึงหวงแล้วล่ะ?”
กู้อี้เฉินสีหน้าเคร่งเครียด มองไปยังลี่ชิงเหมยที่กำลังควบคุมสั่งงานช่างอย่างใจเย็น
เขารู้ดีกว่าใครๆ ว่าเธอผิดปกติ
เห็นได้ชัดว่าเธอยังคงโกรธเรื่องฟู่ถังถังอยู่
ก็จริงอยู่ เขาทิ้งเธอไว้คนเดียวในวันครบรอบแต่งงานซึ่งเขาก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง
นึกถึงตอนเย็นที่เธอแต่งตัวสวยขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าเธอรอคอยการเดตในตอนเย็นมากแค่ไหน
…ดูเหมือนเขาจะทำเกินไปหน่อย
“กู้อี้เฉินไม่อย่างนั้นฉันไปโรงแรมดีกว่าไหมคะ คนของเขาคงไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก”
ฟู่ถังถังเข้ามาใกล้ กระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆ ‘เขา’ ของเธอหมายถึงอดีตสามี จ้าวซื่อไห่
กู้อี้เฉินเห็นรอยช้ำที่ข้อมือเธอ เลยลืมความรู้สึกเสียใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขามีต่อลี่ชิงเหมยไป เขาจับมือฟู่ถังถังไว้ ใบหน้าเคร่งขรึมบอกกับเธอว่า “อยู่ที่นี่เถอะ สบายใจได้ ฉันจะไม่ให้เขาแตะต้องเธอได้หรอก”
ฟู่ถังถังราวกับถูกไฟลวก รีบดึงมือออกทันที
“คุณฟู่ ของของฉันถูกขนออกมาหมดแล้ว คุณสั่งให้ช่างจัดเฟอร์นิเจอร์ตามที่คุณต้องการได้เลยค่ะ”
ลี่ชิงเหมยเดินมาที่ห้องนั่งเล่นเงียบๆ ไม่มีใครรู้สึกตัว ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นชา
เธอทั้งได้เห็นและทั้งได้ยินคำพูดของกู้อี้เฉินพร้อมกับที่ยื่นมือไปจับมือของฟู่ถังถัง
ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็ยังเป็นภรรยาของเขาอยู่ พวกเขาสองคนรีบร้อนไปหน่อยไหม
ลี่ชิงเหมยเก็บความหงุดหงิดไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยของตัวเอง