เมื่อฉันหย่าสามี

ตอนที่ 5: บทที่ 5

👁️ 7 อ่าน

ตอนที่ห้องนอนของฟู่ถังถังจัดเสร็จเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว

ซ่งสือฝานออกไปกับฟู่ถังถังเพื่อไปเอากระเป๋าเดินทางของเธอที่บ้านของเขา ส่วนลี่ชิงเหมยยังคงจัดของอยู่ในห้องนั่งเล่น

ย้ายทีเดียวก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยเธอก็จะได้ทิ้งของที่ควรจะทิ้งไป

เห็นว่าลี่ชิงเหมยยังเดินเข้าเดินออกระหว่างห้องรับแขกกับห้องใหม่ของเธอไม่หยุด กู้อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะถามเธอขึ้นมา

ยังจัดไม่เสร็จอีกเหรอ?”

ลี่ชิงเหมยเงยหน้าขึ้นมองเขา

ฉันรบกวนคุณอย่างนั้นเหรอคะ?”

ตอนที่ย้ายของมาห้องนั่งเล่น เธอตั้งใจหลีกเลี่ยงพื้นที่ใช้งานของกู้อี้เฉิน แต่ก็ไม่คิดว่าจะยังเป็นการรบกวนเขา

กู้อี้เฉินถึงกับพูดไม่ออก เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร สุดท้ายก็หาข้ออ้างออกมาได้หนึ่งประโยค “ดึกแล้ว จะรบกวนคนอื่น”

ที่นี่เป็นห้องเพนต์เฮาส์ ทั้งชั้นไม่มีบ้านข้างๆ

ห้องที่อยู่อีกชั้นเพดานสูง และยังมีฉนวนกันเสียงอีกชั้น ไม่รู้ว่าเป็นการรบกวนคนอื่นตรงไหน หากจะรบกวนคงจะเป็นผีแล้วล่ะ!

ลี่ชิงเหมยรู้ว่าเขากำลังหาเรื่อง อาจจะไม่พอใจที่เธอแสดงความไม่พอใจเมื่อเห็นฟู่ถังถัง

แต่การยอมสละห้องนอนใหญ่ของตัวเองให้ นั่นก็คือสิ่งที่เธอทำได้มากที่สุดแล้ว

ได้ยินที่เขาพูด เธอก็เพียงแค่ก้มหน้าลง ตอบอย่างแผ่วเบาว่า “ถ้ารบกวนก็ทนหน่อยก็แล้วกัน”

เธอหันไปทางคนงาน “…อืม ทิ้งพวกนี้ไปให้หมดเลย เก็บไว้แค่แจ็กเก็ตตัวเดียวก็พอ”

ลี่ชิงเหมยโบกมืออย่างเด็ดขาด ทิ้งของในตู้เสื้อผ้าทั้งหมด เหลือไว้เพียงชุดเสื้อผ้ากันหนาว เพียงพอสำหรับเดือนนี้

คนงานดีใจสุดๆ เพราะเสื้อผ้าในตู้ของเธอเป็นของดีๆ ทั้งนั้น รวมถึงตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้เนื้อแข็งด้วย พวกเขารีบขนย้ายออกไปอย่างร่าเริงยินดี

สุดท้ายเหลือเพียงแค่เตียง ที่นอน ชุดเสื้อผ้ากันหนาว และตู้ใบหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิด

เธอนึกถึงของข้างใน จึงให้คนงานขนย้ายไปห้องก่อน คิดว่าจะค่อยๆ จัดการโละทิ้งในภายหลัง

กู้อี้เฉินมองทุกอย่างอยู่เงียบๆ เมื่อคนงานขนเตียงและตู้เข้าไปในห้อง เขารู้สึกโล่งใจโดยไม่รู้สาเหตุ

เห็นท่าทางที่ลี่ชิงเหมยทิ้งของอย่างไม่คิดอะไรแบบนั้น เขากลัวว่าเธอกำลังจะจากไปจริงๆ

ค่ำลง ลี่ชิงเหมยก็ว่างเสียที

เธอมองออกไป ก็เห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนนอกหน้าต่าง

ไม่รู้ว่าเพราะทิ้งของไปเยอะหรือเปล่า ทำให้ความรู้สึกอึดอัดบางส่วนหายไป เธอรู้สึกอยากทำอะไรสักอย่าง จึงเดินไปที่เปียโนข้างหน้าต่าง บรรเลงเพลงสนุกสนานเบาๆ

เธอร้องเพลงไปด้วยโดยไม่รู้ตัว มือเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของเธอก็เริ่มยิ้มออกมาอย่างจริงใจ

คุณร้องเพลงได้ด้วยเหรอ?”

เสียงถามดังมาจากมุมหนึ่งภายในห้อง

ลี่ชิงเหมยสะดุ้งตกใจกดคีย์ต่ำสุดอย่างแรง หันไปมองที่มาของเสียง เห็นเพียงใบหน้าครึ่งซีกของกู้อี้เฉินในเงามืด อาศัยเพียงแสงจันทร์ด้านนอกส่องตกกระทบใบหน้าด้านข้าง ดูแล้วหล่อเหลาเหมือนอย่างเคย

เธอลืมไปสนิทว่าเขายังอยู่ที่บ้าน!

เพราะปกติเวลานี้เขายังอยู่ที่บริษัทหรือไม่ก็ออกไปสังสรรค์

ลี่ชิงเหมยลุกขึ้นปิดเปียโน เปลี่ยนอารมณ์จากความสบายใจเอ่ยปากขอโทษทันที “ขอโทษค่ะ ต่อไปจะไม่เล่นเปียโนในบ้านแล้ว”

หลังออกไปจากบ้านหลังนี้ เธอจะเล่นให้เต็มที่เลย!

กู้อี้เฉินเห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเธอ เขานิ่วหน้าเล็กน้อย แม้จะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ยังถามเธอออกมาอีกประโยค

เรียนร้องเพลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

น้ำเสียงของเขาดูจริงจังมาก

ลี่ชิงเหมยตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น

ฉันเรียนดนตรีมาตั้งแต่แรกค่ะ”

หลังแต่งงาน มหาวิทยาลัยดนตรีชั้นนำแห่งหนึ่งในต่างประเทศส่งจดหมายเชิญเธอ เธอถึงได้รู้ว่าเป็นอาจารย์ที่แนะนำเธอไป

เธอนำเรื่องนี้มาถามกู้อี้เฉินด้วยความหวังว่าจะไปได้ไหม แต่กู้อี้เฉินพูดออกมาว่าบ้านที่ไม่มีเธอเขาไม่ชิน

แค่ประโยคนั้น ก็ทำให้เธอติดอยู่ที่นี่มาแล้วสามปีเต็ม

แค่ประโยคเดียว ทำให้เธอพลาดโอกาสที่ดีนั้นไป

ไม่รู้ว่าตอนนี้หย่ากันแล้ว เธอยังจะได้โอกาสอีกเป็นครั้งที่สองหรือเปล่า?

โชคดีที่กู้อี้เฉินไม่ถามต่อ เขาลุกขึ้นหยิบแจ็กเก็ต “ไปกันเถอะ ฟู่ถังถังชวนเราไปทานข้าว”

คำพูดของเขาเหมือนเป็นการสั่งอยู่กลายๆ ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธหรือต่อรองใดๆ

ลี่ชิงเหมยมีบางอย่างอยากจะพูด แต่ก็กลืนลงคอไป

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้นั่งเบาะข้างคนขับรถของกู้อี้เฉิน

ครั้งนี้ไม่ใช่บูร์กัตติ แต่เป็นเบนซ์ที่ใช้ประจำวัน

หลังจากรัดเข็มขัดนิรภัย เธอก็กดโทรศัพท์ออกไป

ฮัลโหล แม่คะวันนี้คงกลับไม่ได้แล้ว หนูจะกลับไปทานข้าวกับแม่วันหลังนะคะ”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!