2
ร่างระหงนั่งหน้านิ่วตอนที่แพทย์สูงวัยกำลังตรวจจมูกของเธอ นึกขุ่นใจศดิศที่ทำให้เธอต้องเจ็บตัวไปด้วย
“ยังไม่หักครับสบายใจได้ แต่วันสองวันนี้อาจจะมีอาการเจ็บเพราะช้ำจากแรงกระแทก ยังไงหมอจะจ่ายยาลดอาการปวดแล้วก็ยาแก้อักเสบกับลดบวมช้ำไว้นะครับ”
“ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณแล้วเดินออกจากห้องตรวจ ตอนนั้นเองที่เธอเห็นชายหนุ่มสองคนในชุดสูทสีดำเหมือนกันเดินเข้ามาเธอ หนึ่งในนั้นคือคนที่ช่วยชีวิตศดิศเอาไว้
หญิงสาวขมวดคิ้วมองสองคนนั้นอย่างระแวดระวังเพราะสัญชาตญาณ
“คุณอักษราใช่ไหมครับ”
หญิงสาวหรี่ตามองหนึ่งในนั้นที่เอ่ยถามเธอ
“พวกคุณเป็นใครคะ” อักษราไม่ได้ตอบคำถาม แต่เป็นเธอที่ถามกลับไป
สองคนนั้นสบตากันแล้วหันมาหาเธอ
“พวกผมเป็นผู้ช่วยของคุณศดิศครับ คนที่คุณอักษราช่วยชีวิตไว้จากการจมน้ำ ท่านเรียนเชิญให้คุณอักษราไปพบที่ห้องพักสักครู่ครับ”
เป็นคนของศดิศหรอกหรือ
อักษรานั้นถูกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพาตัวขึ้นรถพยาบาลมาพร้อมกันกับศดิศ ชายหนุ่มถูกสวมไว้ด้วยเครื่องออกซิเจน เนื่องจากแม้เขาจะรู้สึกตัวแล้วแต่เพราะควานดันต่ำและชีพจรก็เต้นอ่อนเหลือเกิน ภายในรถพยาบาลนั้นอักษราแทบไม่ละสายตาไปจากใบหน้าซีดเซียวของศดิศเลย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาขาวซีดจนน่ากลัว
“ถ้าอยากจะขอบคุณฉันล่ะก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันอยากกลับโรงแรมไปพักผ่อนมากกว่า ขอตัวนะคะ” หญิงสาวกล่าวด้วยสีหน้าติดรอยยิ้มเล็กน้อย หากเพราะไม่ได้นึกอยากได้คำขอบคุณอะไรจากคนเช่นศดิศเลยสักนิด แค่คิดว่าที่เธอต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำมากว่าสองเดือนนั้นเพราะใครก็ไม่นึกอยากสนทนากับขาเลย
“เดี๋ยวครับ เชิญไปพบท่านสักครู่เถิดครับ ท่านเพียงอยากขอบคุณที่คุณอักษราช่วยชีวิตท่านไว้ด้วยตัวเองแล้วก็... อยากสอบถามข้อมูลบางอย่างตอนที่ท่านจมน้ำ”
อยากขอบคุณด้วยตัวเองแต่ให้เธอเดินไปหานี่นะ
โอเค อักษราเข้าใจได้เพราะคงเขายังต้องรักษาตัวอยู่ แต่จะสอบถามเรื่องตอนเขาจมน้ำนะ มันเรื่องอะไรกัน
“มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลครับ” ชายหนุ่มผู้นั้นเงียบไปครู่หนึ่ง เขาหันมองคู่หู เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้ เขาจึงเอ่ยต่อด้วยเสียงอันเบาลงกว่าเดิม
“ในแก้วเครื่องดื่มของคุณศดิศ มีสารแปลกปลอมบางอย่างปนเปื้อนอยู่ครับ”
อักษราเบิกตากว้าง มีคนแอบวางยาหรือ…
ร่างระหงที่ยังอยู่ในชุดเปียกชื้นแม้จะหมาดลงบ้างแล้ว มีเพียงผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่ทางโรงแรมเอามาคลุมตัวไว้ให้เท่านั้น
ขาเรียวเดินตามผู้ช่วยของศดิศเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของคนไข้
ร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดของโรงพยาบาลยืนหันหลังอยู่ตรงริมหน้าต่างบ้านใหญ่
“ท่านครับ คุณอักษรามาแล้วครับ”
ศดิศหันมา ใบหน้าของเขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่เพิ่งจมน้ำเกือบตายเลยสักนิด ใบหน้าคร้ามคมเรียบนิ่ง ดวงตาคู่คมจับจ้องใบหน้าของหญิงสาวเพียงคนเดียวในที่แห่งนั้นด้วยแววตาที่คนถูกมองไม่อาจอ่านได้ หากทว่าเป็นเพราะคนมองคือศดิศ ชายหนุ่มมีความเพรียบพร้อม เพราะครอบครัวของเขานั้นทำธุรกิจเดินเรือและนำเข้าส่งออก และอาจมีธุรกิจอื่นในเครืออีกมากกว่านั้น ชีวิตวัยสามสิบเก้าปีของศดิสเป็นที่จับตาและจับจ้องของใครหลายคน เขาโด่งดังในหมู่แวดวงธุรกิจ วิถีชีวิตของเขากับอักษราต่างกันอย่างสิ้นเชิงชนิดที่ว่า ยากนักที่จะมาบรรจบพบเจอกัน
อักษรานั้นไม่ใช่คนสวยสะดุดตาหรืออะไรเลย เธอเป็นเพียงหญิงสาวที่ส่วนสูงตามมาตรฐานหญิงสาวชาวไทยทั่วไป ผิวที่ไม่ได้ขาวมาก หากหญิงสาวเป็นคนที่มีดวงตากลมโตสีดำสนิท จมูกโด่งสวยรับกับริมฝีปากอิ่ม แต่กระนั้นภามที่เป็นทั้งเจ้านายและเพื่อนสนิทของเธอมักบอกว่า เมื่อไหร่แกแต่งงานฉันจะปิดบริษัทเลี้ยงให้เลย ใช่สิ เธอมันไม่ได้สวยเหมือนอมีนาแฟนสาวของเขานี่
มองเห็นศดิศในระยะใกล้เช่นนี้อักษราก็เกิดประหม่าขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เชิญนั่งครับคุณอักษรา” ศดิศผายมือไปยังโซฟาที่วางชิดอยู่ริมห้อง
อักษราเม้มริมฝีปากแล้วเดินไปนั่งตามคำเชิญของเขา
“ขอบคุณมากที่ช่วยผมไว้ ถ้าไม่ได้คุณผมอาจจะตายไปแล้วในน้ำนั่น”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ คุณปลอดภัยก็ดีแล้ว ที่ฉันมาไม่ได้มาเพื่อจะทวงบุญคุณ แต่ที่มาเพราะคนของคุณบอกว่าคุณอยากทราบตอนที่คุณจมน้ำเพราะเครื่องดื่มของคุณมีสารปนเปื้อนในนั้น”
ศดิศยิ้ม มองหญิงสาวมาดนิ่งตรงหน้าด้วยแววตาชื่นชม น้อยคนนักที่จะกล้าสบตาเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
ชายหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ
“มันเป็นน้ำผลไม้ที่ไม่ได้มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จิบไปไม่ถึงครึ่งแก้ว ตอนแรกผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลย จนตอนที่อยู่ในน้ำแล้วถึงรู้สึกแขนขาชาแล้วก็เวียนหัว ผมแค่อยากได้ข้อมูลจากคุณนิดหน่อยว่าคุณเห็นใครบ้างตอนที่เข้าไปช่วยผมไว้ เพราะผมให้คนของผมไปเช็คกล้องวงจรปิดของโรงแรมแต่กล้องตรงนั้นดันเสียในช่วงเวลาเกิดเหตุ ซึ่งก็คงเป็นฝีมือของคนทำ”
อักษราขมวดคิ้ว ในตอนที่เขาจมน้ำเธอไม่เห็นแม้แต่พนักงานของโรงแรมด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย แขกเหรื่อก็ไม่มีใครเลย
หญิงสาวส่ายศีรษะก่อนจะชะงักคล้ายนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ฉันว่าฉันเห็นใครคนหนึ่งนะคะ ยืนอยู่ตรงมุมทางเดิน แต่มีเสาบังไว้ฉันเลยเห็นไม่ชัดเท่าไหร่ ตอนนั้นเรายังอยู่ในน้ำเพราะฉันพาคุณขึ้นจากสระไม่ไหว ฉันเรียกให้ใครคนนั้นมาช่วยแต่เหมือนเขาจะไม่ได้ยิน”
ศดิศหันมองคนของเขาด้วยแววตามีความหวัง
“คุณอักษราพอจะจำลักษณะท่าทางของคนคนนั้นได้ไหมครับ” อธิป ผู้ช่วยและบอดีการ์ดของศดิศเอ่ยถามขึ้น
หญิงสาวพยักหน้า ค้นความทรงจำครู่หนึ่งจึงเอ่ยบอกคนทั้งหมดเท่าที่พอจะจำได้
“เพราะใส่หมวกด้วยฉันเลยมองไม่ชัดเท่าไหร่”
“แค่นี้ก็มากพอให้คุณอักษราไม่ปลอดภัยแล้วล่ะครับ”
“คุณว่าไงนะคะ”
ศดิศสบตาหญิงสาวแล้วถอนหายใจ
“ถ้ามันกล้าทำร้ายผมกลางแจ้งขนาดนั้น แล้วคุณก็เห็นหน้าคนร้ายด้วย ยังไงตอนนี้คุณก็คงไม่ปลอดภัยแล้ว”
“พวกคุณอาจจะคิดมากเกินไป” อักษราหัวเราะเบาๆ แม้ในใจจะเริ่มคิดตามว่าหากเธอไม่ปลอดภัยอย่างที่คนพวกนี้พูดจริง ไม่เท่ากับว่าเธออาจจะถูกใครคนนั้นฆ่าปิดปากโทษฐานที่เห็นหน้ามันหรอกหรือ
“แต่เราก็ไม่รู้แน่ชัดว่าคนคนนั้นใช่คนร้ายหรือเปล่า” คิดปลอบใจตัวเองได้แบบนี้ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย
“พวกเราเกรงว่าคุณอักษราจะถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยน่ะครับ”
อักษราหน้าซีดลงเรื่อยๆ มองศดิศแล้วเหลือบมองผู้ช่วยของเขาทั้งสองคน ได้แต่นึกเจ็บใจตัวเองที่ดันเป็นพลเมืองดี เจ็บตัวไม่พอยังต้องมาเสี่ยงเกิดอันตรายตามไปด้วย
แต่ถามว่าต่อให้รู้แบบนี้แล้ว เธอจะยังช่วยเขาไหม คำตอบคือ ต่อให้คนนั้นไม่ใช่ศดิศเธอก็ต้องช่วยอยู่แล้ว
หญิงสาวยกนิ้วขึ้นกัดเล็บอย่างลืมตัวในตอนที่กำลังครุ่นคิดว่าจะทำยังไงต่อไปกับชีวิตบนเส้นด้ายนี้ดี
“ขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาพลอยลำบากไปด้วย” ศดิศกล่าวเสียงเรียบพอๆกับสีหน้าของเขา
อักษราเม้มริมฝีปากไม่ได้รู้สึกถึงความจริงใจนั่นเลยสักนิด และแน่นอนเขาต้องขอโทษเธออยู่แล้วที่ทำให้เธอต้องพลอยซวยไปด้วย
แต่เกิดวันหนึ่งพวกมันตามมาโป้งป้าง เธอไม่ตายทั้งที่ยังไม่มีสามีหรอกเหรอ
แค่คิดก็อยากฟาดงวงฟาดงาใส่ใครสักคนตรงนี้
“ผมจะให้คนของผมตามประกบดูแลคุณไปสักระยะในระหว่างนี้ที่ผมหาทางจัดการกับคนร้าย”
ให้คนของเขาตามประกบเหมือนในหนังมาเฟียนะหรือ ไม่ดีมั้ง เธอไม่อยากมานั่งตอบคำถามใคร
“ฉันว่ามันออกจะประหลาดไปสักหน่อยนะคะถ้าชีวิตฉันต้องมีคนมาตามประกบดูแล แต่คุณไปลงบันทึกประจำวันไว้ดีกว่า ฉันไปด้วย ในสำนวนถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉันตำรวจก็จะสืบสาวได้”
“เรื่องนี้เราคงยังให้ถึงตำรวจไม่ได้หรอกครับคุณอักษรา เพราะถ้าเรื่องถึงนักข่าวเราจะทำอะไรยากขึ้น” หนึ่งในคนของเขากล่าวขึ้น
ศดิศขมวดคิ้ว เขาเอนหลังพิงพนักโซฟาแล้วมองมายังเธอด้วยแววตาคล้ายกำลังไม่สบอารมณ์เล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายคล้ายกำลังดื้อรั้น
“ผมมีทางเลือกให้คุณแค่นี้เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ถ้าคุณตกลงผมจะบอกให้คนของทำตามหน้าที่อย่างดีที่สุด แต่ถ้าไม่ ก็สุดแล้วหากจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ”
ศดิศในตอนนี้ไม่เห็นเหมือนในวีดีโอที่เธอเคยดูเลยสักนิด จำได้ว่าเคยฟังบทสัมภาษณ์ของเขาเกี่ยวกับเส้นทางธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงระยะเวลาที่เขาเข้ามาบริหารนั้น ยอมรับว่าตอนฟังยังแอบคิดในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็ต่างยกให้เขานั้นเป็นหนุ่มนักธุรกิจเบอร์ต้นๆของประเทศที่เพียบพร้อมไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา รูปทรัพย์ และความสามารถ แถมยังดูอบอุ่นสุดๆ
แต่ศดิศในตอนนี้นั้นดู เย็นชา เย่อหยิ่ง ไม่น่าคบหาเลยสักนิด แล้วเรื่องอะไรจะต้องมาง้อคนแบบนี้
เธอจะไม่ยอมมาเจ็บตายง่ายๆทั้งที่ยังโสดหรอกนะ
อักษราไหวไหล่เล็กน้อยแล้วผุดลุกขึ้น
“งั้นฉันขอเลือกแบบไม่ต้องมีใครมาวุ่นวายกับฉันก็แล้วกันค่ะ ขอตัวนะคะ”
อธิปกับกรณ์ดูตกตะลึงไม่น้อยตอนที่ร่างระหงก้าวเท้าออกจากห้องไปอย่างมั่นคง แม้สีหน้าและแววตานั้นไม่อาจปิดบังความหวาดหวั่น
“ปล่อยไปแบบนี้จะดีหรือครับท่าน” อธิปเอ่ยเสียงกังวลไม่น้อย ถ้าคนลงมือเป็นคนของคนอานันท์จริงๆ มันคงไม่ปล่อยคนที่เห็นหน้ามันไว้แน่ๆ
“ดื้อนักก็ปล่อยไป” ศดิศกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“แล้วท่านจะยังพักที่โรงแรมตามกำหนดเดิมหรือกลับกรุงเทพเลยครับ”
“ตามกำหนดเดิม เสี่ยพรชัยจะมาวันมะรืน”
“ครับท่าน”
ตาคมเหลือบไปมองยังประตูที่ปิดสนิทแล้วด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะถอนหายใจแล้วลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอน ห้องพักส่วนตัวนี้มีห้องรับแขกกับห้องนอนแยกกัน อันที่จริงเขาอยากออกจากโรงพยาบาลเสียตอนนี้เลย แต่เพราะหมออยากให้เขาอยู่เช็คปอดเพื่อความแน่ใจเสียก่อน