3
อักษรามองสภาพจมูกของตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์เล็กน้อย สันจมูกเริ่มเขียวคล้ำ สภาพนี้เธอจะออกไปพบประชาชีได้ยังไง มือบางขยี้ผมของตัวเองอย่างหงุดหงิด แล้วยิ่งหงุดหงิดเพิ่มมากขึ้นเมื่อนึกถึงใบหน้าคร้ามคมของคนที่เป็นต้นเหตุให้เธอดูอัปลักษณ์ในตอนนี้
นิ้วเรียวลูบแผ่วเบาไปบนสันจมูก ปกติเวลาดูในละคร จะต้องมีการลงคอลซิลเลอร์เพื่อปกปิดรอยไม่ใช่เหรอ อักษราไม่ใช่คนแต่งหน้า เธอมีแค่ครีมทั่วไปแล้วก็ลิปสติกหนึ่งแท่ง
หญิงสาวจำใจต้องเดินลงมาห้องอาหารในสภาพนั้น หากก็ต้องชะงักแล้วส่งยิ้มเล็กน้อยให้กับอธิปที่กำลังเดินมาทางเดียวกัน
“สวัสดีครับคุณอักษรา”
อักษราชะงักนึกอยากกลอกตา ทว่าทำได้เพียงหันไปยิ้มแล้วกล่าวทักทายผู้ช่วยคนหนึ่งของศดิศ
“สวัสดีค่ะ”
“เอะ เอ่อ ขอโทษครับจมูกคุณอักษราไปโดนอะไรมาครับ” อธิปมองจมูกของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความแปลกใจ ไม่ได้เกิดเหตุอะไรกับอักษราเลยไม่ใช่หรือตั้งแต่เขาตามดูมา ชายหนุ่มขมวดคิ้วครุ่นคิด แล้วหากเกิดเหตุในห้องพัก โดยที่พวกเขาไม่สามารถเห็นได้เล่า
“ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ แล้วเจ้านายคุณสบายดีแล้วใช่ไหมคะ”
อธิปยิ้ม มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างนึกขอบคุณในความดีที่ช่วยเจ้านายเขาไว้ ทั้งยังมีน้ำใจถามถึง หลังจากที่อักษราออกจากห้องพักผู้ป่วยไป แม้ปากจะบอกว่าให้ปล่อยไป แต่สุดท้ายศดิศก็บอกให้เขาตามไปดูแลอักษราทันที
อันที่จริงเจ้านายเขาก็ไม่ได้ใจร้ายแบบที่แสดงออกหรอก และทั้งที่อธิปกับกรณ์ต่างมีความผิดติดตัวโทษฐานที่ปล่อยให้คนเป็นเจ้านายเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย กรณ์นั้นเพิ่งตามมาถึงหัวหินก่อนหน้าเกินเรื่องแค่เพียงไม่กี่นาที ส่วนเขากลับขึ้นไปบนห้องพัก เพื่อหยิบเอกสารสัญญาของเสี่ยพรชัยลงมาให้ศดิศ
“ดีขึ้นมากแล้วครับ ขอบคุณคุณอักษราอีกครั้งจริงๆครับที่ช่วยชีวิตเจ้านายพวกผมไว้”
อักษรายิ้ม มองอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยอธิปก็ดูจริงใจกว่าตานั่นเยอะเลย
“ไม่เป็นไรเลยจริงๆค่ะ ยังไงฉันขอตัวก่อนนะคะ”
“เอ่อเดี๋ยวครับคุณอักษราผมถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”
“คะ?” หญิงสาวเลิกคิ้วสูง
“ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงเกิดขึ้นใช่ไหมครับหลังจากนั้น เพราะ…จมูกคุณ”
“ไม่มีหรอกคะ สบายใจได้ ส่วนรอยเนียก็ฝีมือเจ้านายคุณนั่นแหละ พลาดตอนฉันช่วยเขาจมน้ำ เอาเป็นว่าฉันไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมาย แค่ช้ำนิดหน่อยนี้เองค่ะ”
อธิปมองตามร่างระหงของอักษราที่เดินจากไป แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากสิ่งที่เขากังวล แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ไม่ได้วางใจเสียทีเดียว
ศดิศขมวดคิ้วหลังจากฟังคำบอกเล่าของอธิป
“คุณอักษราจะคิดว่าท่านชอบทำร้ายผู้หญิงหรือเปล่าครับ”
“ไอ้อธิป หุบปากแกซะ ก่อนที่ฉันจะไล่ให้ไปดูแลเขาซะยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบไม่ต้องเปลี่ยนเวร” ศดิศตาขวาง มองคนสนิทมือมือขวาที่เป็นทั้งผู้ช่วยส่วนตัวและเพื่อนสนิทด้วยแววตาขุ่นเคือง
อธิปหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นรับสาย ปลายสายเป็นกรณ์ที่ผลัดเวรกับเขาเพื่อเฝ้าดูแลอักษรา
“ท่านครับ เกิดเรื่องแล้วครับ ห้องคุณอักษราถูกค้น”
ร่างสูงผุดลุกขึ้นแล้วตรงไปยังห้องพักของอักษราอย่างรวดเร็ว
อักษรายืนเบิกตากว้างตกตะลึงอย่างทำอะไรไม่ถูก ทั้งตกใจที่ข้าวของตนกระจัดกระจายเต็มพื้น ทั้งโกรธที่พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
คนของศดิศมาถึงเป็นคนแรก เขายืนอยู่หน้าห้องแล้วโทรหาเจ้านายเขา อักษราได้ยินเสียงสนทนาทั้งหมด
เสียงฝีเท้าคนด้านหลังดังขึ้น อักษราจำต้องหันกลับไปมอง เป็นศดิศและคนของเขาทั้งสองคนที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง
หญิงสาวถอนหายใจ คนพวกนี้ไม่ได้ฟังเธอตั้งแต่แรกหรอกกระมังว่าไม่ได้ต้องการคนมาดูแล หญิงสาวหันกลับไปย่อตัวลงสำรวจข้าวของว่ามีอะไรหายไปหรือได้รับความเสียหายบ้าง
แต่กลับไม่พบว่ามีอะไรหายไปหรือไม่มีของส่วนไหนเสียหาย
แล้วพวกมันจะรื้อให้กระจัดกระจายหาพระแสงอะไร
“มีอะไรหายไปบ้างหรือเปล่าครับ”
ศดิศย่อตัวลงนั่งข้างกัน
อธิปกับกรณ์เดินสำรวจไปทั่วห้องเพื่อหาสิ่งผิดปกติ ผิดที่กรณ์เองที่เขาดันลืมคีการ์ดเพื่อขึ้นมาชั้นที่อักษราพักอยู่ทำให้ต้องเสียเวลากลับไปเอา ไม่อย่างนั้น คนพวกนั้นไม่มีทางได้เข้ามาทำแบบนี้
“คิดว่าไม่มีนะคะ”
“ผมผิดเองครับที่มาถึงช้าไป”
ศดิศถอนหายใจ
“กรณ์ นายเรียกพนักงานของโรงแรมที่ไว้ใจได้มาเก็บของให้คุณอักษรา แล้วจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”
“ครับท่าน”
ศดิศลุกขึ้นมือหนาคว้าข้อมือเล็กให้ลุกตามด้วย
อักษรามองเขาด้วยแววตาแปลกใจ
“จะไปไหนคะ ของพวกนี้ฉันเก็บเองก็ได้ไม่ต้องเรียกพนักงานหรอกค่ะ” หญิงสาวเอ่ยท้วงเมื่อศดิศดึงแขนเธอให้เดินตามเขาออกจาห้องพักไป
“ตามผมมาเถอะครับ ทางนี้ให้คนของผมจัดการ”
อักษราขมวดคิ้ว หากยอมก้าวเท้าตามเขาออกไปจากห้องพักของตัวเอง
ร่างระหงทรุดตัวลงนั่งบนโซฟากลางห้องรับแขกตามแรงรั้งของศดิศ หญิงสาวมองตามเขาที่เดินไปนั่งบนโซฟาอีกตัวที่วางถัดไปไม่ไกล
อธิปเดินตามเข้ามายืนเยื้องอยู่ด้านข้างศดิศอย่างรอคอยคำสั่ง
“เราจะกลับเข้ากรุงเทพกันวันนี้ ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป อธิปนายช่วยต่อสายหาเสี่ยพรชัยให้ฉันที”
“ครับท่าน”
นั่นเป็นคำบอกเล่าหรือคำสั่ง อักษรามองตามหลังศดิศที่เดินออกไปยังระเบียงเพื่อคุยโทรศัพท์อย่างมึนงง ส่วนอธิปนั้นเดินไปช่วยกรณ์ที่ขนกระเป๋าและข้าวของทุกอย่างเธอมาแบบไม่ขาดเลยสักชิ้น
“นี่มันอะไรกันคะ”
“ท่านให้เตรียมรถสำหรับกลับกรุงเทพวันนี้ครับ ตอนนี้คนของเราพร้อมอยู่แล้วด้านล่างคุณอักษราไม่ต้องกังวลนะครับ”
“หมายความว่าฉันต้องกลับไปพร้อมกับพวกคุณเหรอคะ”
“คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว ตอนนี้คุณเห็นแล้วว่าพวกมันคุกคามคุณถึงในห้อง” ศดิศกล่าวขึ้น เขาเดินมาหยุดไม่ห่างจากเธอหลังจากคุยกับเสียพรชัยเสร็จแล้ว
“อาจจะไม่ใช่พวกเดียวกับที่ทำร้ายคุณก็ได้นะคะ ทำไมเราไม่ลองให้ผู้จัดการโรงแรมเช็คกล้องวงจรปิดกันก่อนคะ”
“เรียบร้อยแล้วครับคุณอักษรา ตอนนี้พนักงานบางส่วนกับผู้จัดการถูกให้ออกจากงานเรียบร้อยแล้วครับโทษฐานที่ปล่อยให้เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น” กรณ์เอ่ยขึ้นพลางเลื่อนกระเป๋าเดินทางของผู้เป็นนายออกมาวางเรียงกันกับกระเป๋าเดินทางของอักษรา
“หะ?” อักษราเบิกตาโต ยกมือปิดปากแทบไม่ทัน
ที่ศดิศบอกว่าให้ไปจัดการให้เรียบร้อนน่ะคือ ไปไล่พนักงานออกหรือ
เอะ แต่เดี๋ยวนะ ที่โรงแรมของใคร
โอ ไม่นะ อย่าบอกว่าโรงแรมแห่งนี้เป็นของศดิศ
แล้วเขาก็ถูกลอบทำร้ายในโรงแรมของตัวเองเนียนะ
“พร้อมแล้วก็ไปกันเถอะ”
“รถของคุณอักษรา เดี๋ยวคนของเราจะขับตามไปนะครับ เชิญครับท่าน เชิญครับคุณอักษรา”
ศดิศไม่ได้หันมองหรือสนใจเธอด้วยซ้ำในตอนที่เขาก้าวขึ้นไปบนรถตู้เบนซ์สีดำคันใหญ่ อักษรายังคงมึนงงต่อความรวดเร็วนั้น หากแต่ก็ยอมก้าวตามศดิศขึ้นไป มองชายฉกรรจ์ อีกจำนวนหลายคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังด้วยอาการหวาดๆเล็กน้อย อยากจะเชื่อเสียด้วยซ้ำไปว่ารถคันนี้อาจจะสั่งทำกระจกพิเศษแบบกันกระสุน
ระหว่างทางอักษราไม่ได้สนทนากับใครทั้งนั้น หญิงสาวหันหน้าออกไปมองข้างทางแล้วหลับตาลง ได้ยินศดิศคุยงานทั่วไปกับอธิป มีบางความเห็นที่เขาหันไปถามกรณ์
ยังคงคิดวนเวียนซ้ำๆว่าเธอจะตามคนพวกนี้กลับมาทำไมกันหนอ