5
ร่างระหงถูกพวกมันกึ่งลากกึ่งจูงลงจากรถ หญิงสาวเหงื่อแตกพลักด้วยความกลัว แผลที่ถูกกระแทกกับกระจกรถปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อโดนเหงื่อ
อักษราไม่อาจคาดเดาได้ว่าที่แห่งนี้คือที่ไหน พวกมันพาเธอก้าวขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความเย็นจากแอร์คอนดิชั่น
พวกมันปล่อยเธอให้ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น ครู่หนึ่งเธอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาหา ใครคนนั้นสวมส้นสูง เพราะเสียงแบบนี้ย่อมไม่ใช่เสียงของรองเท้าธรรมดาแน่นอน
เสียงนั้นหยุดอยู่ไม่ไกลจากเธอ และไม่ทันได้ตั้งตัวเมื่อใบหน้าเรียวเล็กของอักษราสะบัดไปตามแรงฟาดสุดแรงจากฝ่ามือของใครคนนั้นจนเซหลุนๆล้มลงกับพื้น
อักษรานอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นหินอ่อนเย็นเยียบเพราะความมึนจากฝ่ามืออรหันต์ของใครคนนั้น ไหนจะศีรษะที่เพิ่งถูกกระแทกมาอีก ร่างของอักษราแทบจะแน่นิ่งไปทันที หากยังพยายามประคองสติอันน้อยนิดไว้
พวกมันเป็นใคร...
หญิงสาวขยับตัวพยายามจะลุกขึ้น ทว่าคอเสื้อของเธอถูกกระชากแล้วดึงขึ้น ก่อนที่เสียง เพียะ! จะดังขึ้นอีกครั้ง แล้วแก้มอีกฝั่งของเธอก็ถูกตบลงมาสุดแรง
ความเจ็บร้าวไปทั่วทั้งศีรษะและใบหน้าตอนนี้อักษราแทบจะไร้เรี่ยวแรงผงกหัว
ใครคนนั้นไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆเลยนอกจากตบเธอราวกับโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน
อักษราแทบไม่เคยมีศัตรูที่ไหนมาก่อน แล้วคนคนนี้เป็นใคร
“แอเอนไอ…แค่ก” เสียงอู้อี้ของอักษราเอ่ยถามเสียงแทบกระซิบผ่านผ้าที่ถูกมัดปากไว้ เลื่อดที่ไหลออกจากปากทำให้เธอไอ
ไม่มีเสียงตอบจากใครคนนั้น แต่ร่างของเธอถูกคว้าจากด้านหลังแล้วยกขึ้น อักษราโงนเงนจนแทบล้มแต่เพราะแรงจับไว้จากด้านหลังทำให้เธอยังทรงตัวอยู่
“เอามันไปให้พ้นหน้าฉัน”
ผู้หญิง? ใครกัน
เสียงนี้อักษรามั่นใจว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน หญิงสาวสะบัดตัวจากการเกาะกุม หากทว่าใบหน้าก็ต้องสะบัดไปตามแรงตบลงมาอีกครั้ง
เพียะ!
เพราะไม่อาจทนความเจ็บได้ไหวอีกต่อไปอักษราสลบไปทันทีที่ล้มลงบนพื้นอีกครั้ง
ศดิศคิดว่าตัวเขาคงลุกเป็นไฟได้แล้วในตอนที่รู้ว่าอักษราถูกพาตัวไป เขาชะล่าใจต่อพวกมันมากเกินไป เพราะคิดว่าเป้าหมายของพวกมันคือชีวิตเขาหากไม่คิดว่าพวกมันก็จ้องจะเล่นงานอักษราด้วย
อธิปยังอยู่ในห้องผ่าตัดเพราะกระสุนฝั่งตรงไหล่ด้านขวา โชคดีเหลือเกินที่อธิปมีไหวพริบทัน แตะเบรคกระทันหันแล้วหักเลี้ยวก่อนที่พวกมันจะลั่นไกล กระนั้นก็ยังโดนเข้าที่ไหล่ขวา
แต่อักษราเล่า ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง คนของเขาไล่ตาม GPS ของอักษราแต่ราวกับพวกมันจะฉลาดเท่าทันเขา เพราะโทรศัพท์ของอักษราถูกโยนทิ้งไว้ระหว่างทาง
“ท่านจะไปไหนครับ” กรณ์ผุดลุกจากโซฟาเมื่อมองเห็นผู้เป็นเจ้านายกำลังเดินไปที่ประตู
“ฉันจะไปหาคุณพ่อ เราคงต้องใช้กล้องวงจรปิดทุกตัวในกรุงเทพเพื่อค้นหาตัวอักษรา”
“ครับท่าน ผมจะให้คนของเราเตรียมตัว”
ศดิศก้าวเร็วๆเข้าไปในตัวคฤหาสน์ที่เขาแทบจะไม่ค่อยได้เหยียบย่างเข้ามาสักเท่าไหร่หากไม่มีเรื่องจำเป็น
บิดาของเขาตอนนี้นั้นเกษียณตัวเองออกมานั่งเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้เป็นลูก ที่นานๆทีถึงจะมีปัญหามาปรึกษาเขา
ศรศักดิ์ลดแว่นสายตาลงแล้วหันกลับมาสนใจนิตยสารในมือต่อ
“ท่าจะเรื่องใหญ่น่าดูแกถึงมาด้วยตัวเอง”
ศดิศยกมือไหว้ผู้เป็นบิดาแล้วทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาไม่ไกล
“ครับ”
ศรศักดิ์หัวเราะ เขาวางนิตสารในมือลงแล้วหันหน้ามาสบตาผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียว
“ว่ามา”
“คนของผมหายตัวไป ผมอยากให้คุณพ่อช่วยเรื่องกล้องวงจรปิดครับ”
เพราะศรศักดิ์นั้นรู้จักคนมากหน้าหลายตา บิดาเขาคร่ำหวอดในวงการธุรกิจมาช้านาน สนับสนุนนักการเมืองที่นั่งตำแหน่งสูงในสภามาก็หลายคน
“คงไม่ใช่หนูตองหรอกใช่ไหมที่หายไป”
ศรศักดิ์กำลังหมายถึงกรวิกา ว่าที่คู่หมั้นของเขา
“ไม่ใช่ครับ”
ศรศักดิ์พยักหน้า แล้วบอกว่าจะจัดการให้
“แกมาก็ดีแล้ว ฉันว่าจะถามเรื่องที่แกถูกลอบทำร้ายที่หัวหินพอดี แกตามไปถึงไหนแล้ว”
“เป็นอย่างเราคิดครับ เพียงแต่ยังหาหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้ อีกอย่างคนร้ายน่าจะหนีออกนอกชายแดนไปแล้ว เพราะคนของผมแทบจะพลิกแผ่นดินหามันแต่ก็ไม่เจอครับ”
ศดิศมองเห็นบิดาเขาพยักหน้าเบาๆ แววตาคนสูงวัยมีแววครุ่นคิดพาดผ่าน
“จะให้ฉันช่วยอะไรก็บอก ทีเรื่องตัวแกเองไม่เห็นจะให้ฉันช่วย แต่เรื่องคนของแกสำคัญมากนักหรือไงถึงต้องมาให้ฉันช่วย”
“คนของผมลำบากเพราะผม ถ้าจะไม่ช่วยอะไรเลยก็ดูจะใจร้ายไปสักหน่อยครับ”
“เอาล่ะๆ เดี๋ยวฉันจะให้คนของฉันส่งข้อมูลไปให้แกทันทีที่ฉันได้มา”
“ท่านครับ”
กรณ์เดินเขามา สีหน้าเขาดูตระหนกไม่น้อย
“เจอคุณอักษราแล้วครับ”
“เจอที่ไหน”
“ที่คอนโดของเธอครับ แต่สภาพ…”
“คุณพ่อครับผมขอตัวก่อนนะครับ แล้วก็ขอบคุณล่วงหน้าที่ช่วย ผมยังอยากได้ภาพจากกล้องวงจรปิดรบกวนคุณพ่อด้วยนะครับ”
“อืม ไปเถอะเดี๋ยวฉันจัดการให้”
ร่างบอบบางนอนหลับไหลอยู่บนเตียงผู้ป่วยมากว่าสองชั่วโมงแล้วตั้งแต่ที่มีการตรวจเสร็จ
นอกจากศีรษะที่ถูกกระทบกระเทือนจนแตกเย็บไปสิบกว่าเข็ม ใบหน้าทั้งสองข้างของอักษรานั้นเป็นรอยแดงทั้งและบวม มองด้วยตาก็รู้ว่าถูกใครตบมาอย่างไม่ออมมือ
ศดิศใช้นิ้วเรียวเขี่ยไรผมที่ปรกลงมาบนใบหน้าบวมช้ำนั้นออกไป นึกแปลกใจครามครันที่พวกมันไว้ชีวิตเธอออกมา ชายหนุ่มกำลังคิดว่าคนร้ายที่ลักพาตัวอักษราไปและยิงอธิปนั้นเป็นคนละพวกกับที่เขาคิด
แล้วอักษราไปมีศัตรูที่ไหนกัน จากที่เขาให้คนของเขาสืบประวัติของอักษรามาคร่าวๆ หญิงสาวผู้นี้มีชีวิตที่แสนจะราบเรียบและธรรมดาเช่นหนุ่มสาวออฟฟิศทั่วไป จะว่าเพราะธุรกิจก็ไม่ใช่ เพราะแม้อักษราจะนั่งตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ แต่ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ หากใครสักคนที่จะโดนเล่นงานน่าจะเป็นนายภามนั่นเสียมากกว่า
ศดิศชะงักเรียวนิ้วเมื่อได้ยินเสียงครางแผ่วเบาในลำคอเพราะความเจ็บร้าว
“ฟื้นแล้วหรือ” ชายหนุ่มก้มหน้าลงใกล้ถามเสียงทุ้มกังวาล
อักษราเปิดเปลือกตาแล้วมองเขาอย่างเลื่อนลอยในตอนแรก ก่อนอีกฝ่ายดูจะเริ่มปรับโฟกัสได้แล้วเริ่มตาแดง จนสุดท้ายน้ำตาก็ไหลอาบลงมาพร้อมกับเสียงสะอื้น
ศดิศที่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะร้องไห้แบบนี้ เขาถึงกับตกใจทำอะไรไม่ถูก
“เจ็บหรือ ร้องไห้ทำไม ผมเรียกหมอให้เอาไหม”
ศดิศใช้นิ้วแตะใบหน้านวลแดงก่ำแผ่วเบา เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเจ็บมากกว่าเดิม
ทว่าอักษรายิ่งสะอึกสะอื้นหนักกว่าเดิมพร้อมกับส่ายศีรษะไปมาบนหมอน
เธอไม่ได้ต้องการหมอ แม้จะเจ็บไปทั่วทั้งใบหน้าและศีรษะ แต่ที่เจ็บมากกว่าตอนนี้คือหัวใจ เจ็บเพราะไม่รู้ว่าไอ้อีคนนั้นที่มันทำร้ายเธอมันเป็นใคร
“ฉันจะฆ่ามัน แต่ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นใคร พวกมันเอาผ้าปิดตาฉันเอาไว้แล้วตบลงมาแบบไม่ยั้งเหมือนกับฉันไปแย่งแฟนมันมางั้นแหละ” อักษราเล่าความเจ็บแค้นปนเสียงสะอื้น
ศดิศมองอีกฝ่ายด้วยนัยน์ตาไหวระริก ไม่รู้ว่าเขาควรตลกหรือเห็นใจอีกฝ่ายดี
อักษรานั้นมักทำหน้าเฉยชา ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรบนโลกใบนี้ แม้กระทั่งในตอนที่รู้ว่าตัวเองมีอันตราย อีกฝ่ายก็ไม่ได้ดูกลัวมากจนสติแตก เขายังนึกชื่นชมที่อักษราไม่ได้โวยวายหรือด่าทอเขาที่ทำให้ตัวเองต้องมาตกระกำได้รับอันตรายไปด้วย นอกจากไม่ทำตัวงี่เง่า ผู้หญิงคนนี้ยังฉลาดพอที่จะเข้าใจถึงความจำเป็นในสถานการณ์ที่เผชิญ
แต่อักษราในตอนนี้นั้นกำลังโกรธแบบชนิดที่เขาคิดว่า ถ้าอีกฝ่ายอยากใช้คำหยาบได้โดยที่ไม่ต้องเกรงใจเขา อีกฝ่ายคงทำไปแล้ว อักษราคงอยากลุกขึ้นฟาดงวงฟาดงาใส่อากาศถ้าไม่ติดว่าเพราะตัวเองเจ็บอยู่
“พวกมันพูดอะไรกับคุณบ้าง” ชายหนุ่มลากเก้าอี้มาแล้วนั่งลง มองคนบนเตียงใช้หลังมือเช็ดน้ำตา
เขาเอื้อมหยิบทิชชู่มาให้ ไม่วายใช้ปลายนิ้วแตะเกลี่ยหยาดน้ำตาเบาๆตรงหางตา
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเช็ดน้ำตา สูดน้ำมูกแบบไม่เกรงใจคนที่กำลังนั่งมองทำหน้ายิ้มๆ
“พวกมันแทบจะไม่พูดหรือบอกอะไรเลย รู้แค่ว่าคนที่ทำร้ายฉันเป็นผู้หญิง”
ศดิศขมวดคิ้ว ผู้หญิงงั้นหรือ
“ผมเริ่มไม่มั่นใจว่าคนที่ทำร้ายคุณเป็นพวกไหน”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่มีศัตรูที่ไหน ชีวิตฉันวันๆก็มีแต่งาน ถ้าเรื่องงานละก็คนที่จะมีศัตรูเห็นทีจะเป็นพี่ภามเสียมากกว่า ขานั้นนะพร้อมลุยพร้อมรบ”
“แฟนคุณนะหรือ”
อักษราส่ายศีรษะไปบนหมอน
“เพื่อนรุ่นพี่ที่ฉันสนิทค่ะ แล้วก็เป็นเจ้านายฉันด้วย”
ศดิศจับจ้องมองอีกฝ่ายที่กำลังตอบคำถามเขา ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขารู้อยู่แล้วว่าภามเป็นเจ้านายของอักษรา เพียงแต่ไม่รู้ว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันมากกว่านั้นหรือไม่
ใบหน้าขรึมเมื่อครู่คลี่ยิ้มเล็กน้อยกับคำตอบ
“แล้วเพื่อนของคุณมีคนรักที่ไหนหรือเปล่า อีกฝ่ายอาจจะเข้าใจผิด หึงหวง”
“ฉันรู้จักกับแฟนพี่ภามดีค่ะ แทบจะเรียกว่าเป็นเพื่อนอีกคนก็ได้ แล้วพี่อิมแฟนพี่ภามก็นิสัยดีไม่มีเรื่องแบบที่คุณว่าแน่นอน” อักษราว่าพลางส่ายศีรษะอีกครั้งช้าๆ
หากท่าทีดูลังเล
“คุณแน่ใจหรือ”
อักษรานิ่งไปเล็กน้อย
ศดิศมองเห็นความไม่มั่นใจพาดผ่านจากดวงตากลมโตสีดำสนิทคู่นั้น
“ถ้าอย่างนั้นเราก็อย่าเพิ่งตัดคนรักของเจ้านายคุณออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัยดีไหม”
หญิงสาวพยักหน้า ศดิศมองแล้วยิ้มบางเบา
“แล้วผู้ชายคนอื่นๆในที่ทำงานละ มีใครอีกไหมคุณอาจจะสนิทสนมด้วยแล้วแฟนของพวกเขาก็เข้าใจผิด”
“นี่คุณศดิศ ฉันมั่นใจว่าชีวิตฉันไม่มีเรื่องพวกนั้นแน่นอน ถ้าจะมีใครสักคนที่ฉันเอาตัวเข้าไปใกล้ชิดจนน่าสงสัย เห็นทีก็มีแต่คุณนั่นแหละ”
“ผมไม่ได้มีคนรัก แต่…” ศดิศขมวดคิ้ว จริงอยู่เขาไม่มีคนรัก แต่เขามีว่าที่คู่หมั้นที่อาจจะต้องเข้าพิธีกันในเร็วๆนี้
แต่จะเป็นไปได้หรือ ผู้หญิงอย่างกรวิกานะหรือจะทำอะไรแบบนี้ อีกอย่างทั้งเขาและกรวิกาต่างรู้ดีว่าคนทั้งคู่จะต้องหมั้นกันก็เพราะเรื่องของธุรกิจล้วนๆ
“นั่นไง ถ้าจะมีสักคนก็คุณนั่นแหละ ทีนีคุณก็ลองนึกว่าจะเป็นใครได้บ้าง”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะช้าๆ
“ผมไม่คิดว่าจะเป็นกรวิกา อีกอย่างผมก็ไม่ได้ชอบคุณ และกรวิกาหรือคนอื่นๆที่รู้จักผมก็น่าจะรู้ว่าคุณไม่ใช่ เอ่อ… ผู้หญิงแบบที่ผมจะ…”
“ไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่คุณจะควงด้วยใช่ไหมละ” อักษราเบะปากตาขวางใส่เขา
เธอไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่เขาจะควงด้วยแล้วอย่างไร
“ผู้หญิงน่ะนะคุณ ถ้าเกิดจะหึงจะหวงขึ้นมา เขาไม่สนใจหรอกว่าผู้หญิงที่อยู่ใกล้คนที่เขารักจะหน้าตาเป็นยังไงบทจะหึงก็หน้ามืดตามัวทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ตัดรายชื่อคนรักของคุณออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัย” คิดแล้วเจ็บใจ น้ำตาพาลจะปริ่มขึ้นมาอีกครั้ง
สาบานกับตัวเองในใจว่าเธอจะต้องตามหาคนที่มันบังอาจทำร้ายเธอให้ได้ แค้นนี้ต้องชำระเท่านั้น
“กรวิกาไม่ได้เป็นคนรักของผม”
“ช่างเถอะน่า เพราะยังไงก็น่าสงสัยอยู่ดี” ไม่ใช่คนรักแต่เป็นคนที่เขาคบหางั้นสิ
ศดิศยิ้มพลางส่ายหน้าน้อยๆ ไม่คิดว่าจะเป็นกรวิกา ในตอนที่ทั้งสองฝ่ายมีการพูดคุยเรื่องหมั้นหมาย กรวิกายังบอกให้เขาไม่ต้องตกลงก็ได้ถ้ามีคนรักอยู่แล้ว หลายครั้งที่พบปะร่วมงานกัน กรวิกาไม่ใช่ผู้หญิงงี่เง่าเอาแต่ใจเช่นหญิงสาวในวงสังคมที่เขาเคยเจอ
“ไว้เราเช็คจากกล้องวงจรปิดกันอีกที อาจจะพอบอกอะไรได้บ้าง คุณหิวหรือยังเดี๋ยวกรณ์คงกำลังมาแล้ว”
“ว่าแต่คุณอธิปละคะ ตอนฉันถูกพาลงจากรถ ฉันเหลือบไปเห็นคุณอธิปสลบอยู่กับพวงมาลัยรถ”
“นายนั่นปลอดภัยแล้วล่ะ หมอผ่ากระสุนที่ฝังหัวไหล่ออกแล้ว กับศีรษะแตกหน่อยหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อันตรายอะไรมากที่สลบเพราะศีรษะกระทบเข้ากับกระจกฝั่งคนขับอย่างแรง ยังโชคดีที่มีพลเมืองดีไปเจอแล้วช่วยพาเรียกรถพยาบาลมารับ”
“โล่งไปที เห็นแน่นิ่งแบบนั้น ฉันใจไม่ดีเลย พวกมันเป็นใครกันแน่ ถ้ามันอยากฆ่าฉัน ทำไมมันถึงไม่ฆ่า แต่กลับใช้ปืนยิงคุณอธิป คุณรู้ไหมถ้าคุณอธิปเบรครถแล้วหักเลี้ยวหนีไม่ทัน ป่านนี้ลูกน้องคุณอาจจะกลายเป็นผีเฝ้าถนนไปแล้วก็ได้”
ศดิศจ้องมองอีกฝ่ายวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆด้วยใบหน้ายิ้มๆ
“ผมเองก็สงสัยแบบที่คุณคิด เราคงต้องแกะรอยพวกมันจนกว่าจะรู้ว่าเป็นใครและต้องการอะไร”
“เจ็บกายไม่เท่าเจ็บใจนะคุณรู้ไหม ถ้าฉันรู้ว่าเป็นใคร ฉันไม่ปล่อยไว้จริงนะ”
“ถ้ารู้ว่าเป็นใครผมก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน ว่าแต่คุณอยากเอาคืนยังไง” เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเครียดไปกว่าเดิม ศดิศจึงถามยิ้มๆ นิ้วเรียวยังคงจับไล้ปลายผมบนหมอนเล่นอย่างลืมตัว
“ฉันก็จะตบคืนเท่าจำนวนครั้งที่มันตบฉันนะสิถามได้ เจ็บชะมัดเลย”
ศดิศมองอีกฝ่ายใช้นิ้วแตะแก้มเบาๆ ดวงตากลมโตยังฉายแววขุ่นเคืองไม่ลดละ แม้จะแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่ได้กล่าวโทษอะไรเขาที่ปล่อยให้ตัวเองถูกจับตัวไปแล้วทำร้ายร่างกายแบบนี้
“ผมขอโทษ ที่ดูแลคุณได้ไม่ดีอย่างที่สัญญาไว้”
อักษราชะงัก หันมองอีกฝ่ายด้วยแววตาแปลกใจ ศดิศมองมาด้วยแววตานิ่งลึก
มือไม้ของคนเจ็บเริ่มไม่รู้จะวางตรงไหน
“คุณจะขอโทษทำไม เรายังไม่รู้เลยว่าพวกมันเป็นพวกไหน”
“ถึงยังงั้นก็เถอะ ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ต่อไปนี้คุณอาจจะต้องอึดอัดสักหน่อยที่คนติดตามต้องเพิ่มขึ้น แต่ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง”
อักษรามองเขากล่าวจบแล้วถอนหายใจ
“คุณคิดว่าเมื่อไหร่เราจะหาเจอ ถ้าหาไม่เจอฉันไม่ต้องติดแหง็กกับคุณไปตลอดหรือไง”
ศดิศก้มหน้าซ่อนยิ้ม ไม่อยากนับจำนวนครั้งว่าเขากลายเป็นคนยิ้มง่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่
“แค่พักอยู่ที่เดียวกัน แต่ผมไม่ได้ล่ามคุณไว้กับตัวเสียหน่อย”
อักษราทำเสียงเหอะในลำคอ มองค้อนเขาไปทีหนึ่ง
“ก็แค่ไม่ได้มัดไว้เองนะคุณ ยิ่งฉันมาอยู่กับคุณแบบนี้ คุณแน่ใจเหรอว่าไม่มีใครหมายปองคุณอยู่แล้วเกิดนึกบ้าเล่นงานฉันขึ้นมา”
“งั้นจนกว่าจะหาตัวเจอ คุณก็ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน”
หญิงสาวขมวดคิ้ว แล้วไหงถึงยังวกกลับไปตรงที่ว่าเธอยังต้องอยู่กับเขากันเล่า