Artemis 2 เทพสาวพิชิตฮาเร็ม (เล่มจบของ Artemis เทพสาวพิชิตเกม)

ตอนที่ 2: Chapter 2: ค่ำคืนนั้นที่ริมน้ำ

👁️ 2 อ่าน
22px

            สี่สิบแปดชั่วโมงก่อน...

กระทิงโลหะเลเวลสามสิบสองเป็นมอนสเตอร์ที่มีความโดดเด่นด้านพลังโจมตีควบคู่กับการป้องกันเกือบจะไร้เทียมทานสำหรับผู้เล่นที่ยังเลเวลไม่ถึงสี่สิบ ด้วยผิวหนังสุดแกร่งเทียบเท่าเหล็กกล้า ทั้งการโจมตีด้วยเขายาวสองฟุตซึ่งมีความร้อนสูงถึงสองร้อยองศาเซลเซียส ทำให้ต่อให้เป็นผู้เล่นเลเวลห้าสิบมาเองก็ตาม หากถูกการโจมตีของมันเข้าไปจัง ๆ ก็อาจจบชีวิตในครั้งเดียวได้เลย

ทว่าอาร์เทมีสหาใช่ผู้เล่นเลเวลห้าสิบ จะเรียกว่ายังไม่ถึงสี่สิบก็ยังกระดากปากเสียด้วยซ้ำ กระนั้นหญิงสาวผู้มีเลเวลแค่หนึ่งในยามนี้กลับรับการโจมตีเต็มแรงของกระทิงโลหะตัวจ่าฝูงซึ่งมีเลเวลสูงกว่ากระทิงโลหะทั่วไปถึงเจ็ดเลเวลด้วยมือเปล่า! แค่มือเปล่าเท่านั้นและยังคงยืนต้านทานเรี่ยวแรงมหาศาลอยู่ได้อย่างมั่นคงอีกต่างหาก!?!

เปลวเพลิงปกคลุมร่างหญิงสาวผมสีเงิน โชติช่วงสูงถึงสี่เมตร สีม่วงดำเจิดจ้าท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างสีทองตัดกับท้องนภาสีครามสดใส ช่างเป็นภาพอันน่าเกรงขามและชวนขนลุกในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ครั้งไทกะก็ยังไม่ชินเสียที

เจ๊อย่ามัวแต่เหม่อสิ!” ดังโคตะโกน สาวครึ่งเสือสะดุ้ง หันกลับมายังกลุ่มศัตรูตรงหน้าพวกตน เหล่ากระทิงโลหะลูกฝูงกว่ายี่สิบชีวิต พวกมันกำลังควบเต็มฝีเท้ามุ่งมาทางเธอ

นับตั้งแต่พวกเธอหลบหนีจากหมู่บ้านบริสเทิลโคนมาได้ เวลาก็ผ่านไปแล้วราวสามอาทิตย์ เพื่อหลบสายตาคนจากอาณาจักรเอสเทลล่า ทำให้ช่วงแรกพวกเธอจำเป็นต้องใช้เส้นทางผ่านป่าหรือดันเจี้ยนซึ่งเต็มไปด้วยมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งเสียจนไม่มีใครกล้าเข้าไปเป็นหลัก และก็แน่ละว่าด้วยสภาพร่างกายบาดเจ็บหนักทั้งปัญหาใหญ่ก็คือเรื่องเลเวลที่แสนจะน่าอดสูของทุกคนในทีม ไทกะย่อมไม่คาดคิดว่าตนและพวกจะสามารถมาได้ไกลถึงขนาดนี้

สามอาทิตย์จะว่าสั้นก็ไม่ถือว่าสั้น ยิ่งในสภาพแวดล้อมแสนอันตรายเช่นนั้นด้วย คิดดูแล้วกัน ผู้เล่นเลเวลสิบกว่าจำนวนสี่คนแถมหนึ่งในนั้นยังเหลือแขนแค่ข้างเดียวต้องเดินเท้าผ่านป่าพื้นที่ของฝูง Poison Monitor Komodo เลเวลสี่สิบห้า จะมองมุมไหนก็ตายแหง ๆ

เพียงแต่นอกจากจะไม่ตายแล้ว ตรงข้ามกันเลย พวกเธอกลับแข็งแกร่งขึ้นเป็นอันมาก ต่อให้จะยังเทียบกับสมัยรุ่งโรจน์ไม่ได้เลยก็ตาม ทว่าอย่างน้อยที่สุดไทกะก็สามารถพูดได้ว่าพวกเธอไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ คอยดูสีหน้าผู้อื่นอีกต่อไป

“ดาวหางทะยาน โฟกัส จิตแข็งกล้า รัศมีสายฟ้า” ไทกะเรียกใช้สกิลอย่างไม่รีบร้อนนักแม้กำลังเผชิญกับกองทัพกระทิงโลหะ ปัจจุบันสกิลเหล่านี้ล้วนเลื่อนขั้นเป็นระดับกลางเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังได้สกิล รัศมีสายฟ้า ระดับต้น อันเป็นกุญแจขั้นต้นของท่าไม้ตายกลับมาใช้อีก หญิงสาวในร่างโลลิจอมปลอมถอยเท้าขวาไปอยู่หลังเท้าซ้ายพร้อมย่อตัวลงในท่าพร้อมออกตัว แขนซ้ายยกขนานกับพื้นในระดับสายตา ขณะที่แขนขวาชักไปด้านหลังจนสุด แสงสีสันสดใสสว่างไสวสลับกันระหว่างเขียว แดง เหลืองและทอง ขับเน้นร่างเล็ก ๆ ให้เจิดจ้าประหนึ่งอัญมณี “สายฟ้าคำรน...” หญิงสาวกระซิบ

แล้วไทกะก็หายวับไป ทิ้งไว้เพียงประกายสายฟ้าหงิกงอพาดผ่านความว่างเปล่าโดยพุ่งสู่ฟากฟ้าในทิศมุ่งหน้าตรงไปยังฝูงกระทิงโลหะ

สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางวันแสก ๆ ทั้งที่อากาศแจ่มใสไร้เมฆ หรือให้พูดก็คือไทกะนั่นเองที่เป็นตัวแทนอสุนีบาต เธอกระโจนขึ้นไปที่ความสูงเกือบยี่สิบเมตรก่อนทิ้งตัวลงมาประหนึ่งดาวหาง กระทิงโลหะตัวหน้าสุดกระจุยเป็นเศษค่าประสบการณ์โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าโดนอะไรเข้าไป แรงระเบิดสะเทือนเป็นวงกว้างเห็นเป็นระลอกคลื่นบนพื้นดินกระจายออกวงแล้ววงเล่า กระแสไฟฟ้านับหมื่นแอมแปร์กระแทกมอนสเตอร์ที่เหลือทั้งหมดประหนึ่งพวกมันกำลังแหวกว่ายอยู่ในโคลนตม ชั่วขณะนั้นเวลาของพวกมันคล้ายถูกหน่วงให้ช้าลง ขณะเดียวกันผิวหนังโลหะชั้นนอกก็ค่อย ๆ ถูกลอกออกโดยพลังมหาศาล ร่างไทกะคล้ายนั่งคุกเข่าตรงหน้าศัตรูโดยวางเข่าขวาลง กำปั้นเหล็กขนาดใหญ่แนบสนิทติดกับพื้นซึ่งยุบเป็นหลุมและกำลังสั่นด้วยความเร็วสูงจนเห็นเป็นภาพซ้อน พลังงานไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบ กระโจนจากอุ้งเท้าเหล็ก ‘อุ้งเท้าอสุนีบาตระดับต้น’ ไปยังกระทิงตัวที่ยังไม่ถูกระเบิดตายไปตั้งแต่วินาทีแรก

พลังงานมหาศาลพุ่งจากร่างหนึ่งไปยังร่างข้างเคียง กระจายจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ เพียงไม่นานนักก็โดนกันครบทั่วทั้งฝูง ทั้งยังไม่ใช่แค่ครั้งเดียวเท่านั้นด้วย กระแสไฟฟ้ายังคงไหลเพิ่มจากอุ้งเท้าอสุนีบาตออกไปเรื่อย ๆ สายแล้วสายเล่า ทำให้มองจากภายนอกแล้วดูราวกับงานศิลปะแสดงแสงสีภายในงานเทศกาลก็ไม่ปาน

ความหวาดกลัวปรากฏชัดในดวงตาดำขลับปูดโปนแทบถลนออกมา พวกมันอ้าปากร้องทว่ากลับไม่มีใครได้ยินเสียง นั่นก็เนื่องด้วยวินาทีถัดมาช่วงการหน่วงของเวลาก็จบลง อากาศแรงดันสูงเป็นการโจมตีระลอกที่สองต่อจากอำนาจสายฟ้า สายลมฉีกกระชากร่างกระทิงที่ไร้การปกป้องจากผิวเกราะชั้นนอกอย่างไร้ปรานี แทนที่จะเป็นเลือดสาดกระจายก็เป็นผลึกค่าประสบการณ์ที่ปลิวว่อน ฉับพลันบริเวณโดยรอบเนื้อที่กว่าห้าร้อยเมตรมีไทกะเป็นศูนย์กลางก็ถูกคลุมด้วยหินดินทรายซึ่งยกตัวตลบฟุ้งในอากาศ หนาแน่นเสียจนแสงแดดไม่อาจทะลุผ่านได้

บาร์นและดังโคยกมืออุดหูแน่น แม้ทั้งคู่จะอยู่ห่างจากรัศมีการโจมตีก็ตาม กระนั้นพวกเขาก็รู้ดีว่าจุดที่น่ากลัวอีกอย่างของสกิล สายฟ้าคำรน ก็คือ เสียงที่ตามมา นั่นเอง

อเยชาไม่ได้อุดหู ทว่าหล่อนปิดการทำงานระบบรับเสียงไปเสียเลย

หลังฝุ่นควันคละคลุ้งสงบลง เมื่อเสียงครืนครานราวอสูรกายใต้โลกทำท่าจะตื่นขึ้นมาเอาเรื่องเงียบสงัดลง ไทกะที่เพิ่งลุกขึ้นก็หันไปเห็นอาร์เทมีสกำลังยืนเหม่อมองท้องฟ้าสีครามไกล ๆ โดยถือกะโหลกขาวโพลนของจ่าฝูงกระทิงในมือขวา ณ ที่นี้หญิงสาวไม่จำเป็นต้องปกปิดความสามารถตนเองแต่อย่างใด อาร์เทมีสแต่งกายด้วยเดรสสีแดงดำกับผ้าคลุมหนังมังกรเต็มไปด้วยหนามแหลมดูอันตราย เปลวเพลิงสีม่วงดำเต้นระริกบนเรือนกายตัดกับผิวขาวผุดผาดขณะค่อย ๆ มอดดับลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งไอเทมสวมใส่และพลังของเธอล้วนมาจากมังกรทมิฬ แต่ได้อย่างไรกัน ทั้งที่เห็นกับตาแท้ ๆ ว่าเลเวลยังอยู่แค่หนึ่ง แถมสเตตัสหรือก็เป็นศูนย์ทั้งหมดอีก เช่นนั้นแล้วความแข็งแกร่งระดับโคตรโกงพวกนี้มันคืออะไรกันแน่

นั่นคือเลเวลหนึ่งจริง ๆ งั้นหรือ เลเวลหนึ่งที่สามารถฆ่ามอนสเตอร์เลเวลเกือบสี่สิบได้ด้วยมือเปล่า...

จู่ ๆ ไทกะก็หายใจไม่ออกเอาดื้อ ๆ ภายในอกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ภายใน ร่างเงาใครบางคนวาบขึ้นมาในห้วงความทรงจำก่อนจางหายไปอย่างรวดเร็ว

หัวใจกระหน่ำบ้าคลั่ง รู้สึกราวกับจะขาดใจตายเสียให้ได้

เจ็บ...

“เจ๊! เมื่อกี๊ยอดไปเลย!” เสียงห้าว ๆ สดใสของบาร์นดังเรียกสติไทกะ สาวออฟฟิศในคราบเด็กโลลิตัวปลอมหันไปเห็นพรรคพวกทั้งสามเดินมาหาตน “ในที่สุดก็กลับมาใช้สกิลสายฟ้าคำรนได้อีกครั้ง แถมดู ๆ ไปแล้วก็แทบไม่ต่างอะไรจากที่เคยเป็นอีกต่างหาก!

“ไม่หรอก” ไทกะยิ้มฝืน ๆ “จะไปถึงขั้นนั้นยังอีกไกลนัก”

“ปากเสียตลอดเลยนะเอ็ง! ไป! ไปเก็บไอเทมที่ดรอปมาทั้งหมดให้เร็วเลย!” ดังโคตบหัวทึบ ๆ ของบาร์นดังพลั่ก “เจ๊ก็อย่าคิดมาเลยนะครับ แค่สามสัปดาห์แต่พวกเรากลับสามารถกระโดดจากเลเวลสิบกว่า ๆ มาเป็นสามสิบได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้ว ยิ่งในโลกแบบนี้ด้วยนะ ผมน่ะเลิกคาดหวังไปแล้วด้วยซ้ำว่าพวกเราจะมีวันนี้อีกครั้ง”

พูดจบไม่รอให้ไทกะตอบ เขาก็เผ่นตามไปช่วยบาร์นเก็บไอเทมที่ดรอปจากฝูงกระทิงโลหะทันที

“มีอะไรกวนใจอยู่หรือ” อเยชาซึ่งเหลือแขนขวาเพียงข้างเดียวขยับมายืนข้างไทกะ

“ฉัน...”

“เธอก็รู้ใช่ไหมว่าพวกเราทุกคนเป็นห่วงเธอนะ” อเยชาพูดต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีคล้ายอยากจะผละหนีไปมากกว่า “และ ทุกคน ที่ว่าก็รวมถึงคุณอาร์เทมีสด้วย”

“อะ อะไรนะ อาร์เทมีสพูดอย่างนั้นหรือ!” ไทกะตาโต ก่อนขบริมฝีปากเมื่อตระหนักว่าตนหลุดกิริยาออกมามากเกินไปเสียแล้ว

“ถึงจะไม่ได้พูดออกมาชัด ๆ แต่ฉันก็มั่นใจมากเรื่องนั้น” สาวเผ่าจักรกลหัวเราะเสียงใสชวนให้ไทกะนึกอยากชกใส่สักหมัด

“นี่ อเยชา... เธอคิดว่า... อาร์เทมีสน่ะ...” เงียบไปครู่ใหญ่ นานเสียจนอเยชาคิดว่าหัวหน้าของตนคงไม่พูดอะไรเสียแล้ว จู่ ๆ ไทกะก็เอ่ยออกมาไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งยังดูไม่เหมือนเธอเอาเสียเลย “เธอคิดว่าอาร์เทมีสกับ... กับ...”

ทว่าตอนที่ไทกะเบือนหน้ากลับไปมองยังที่ที่เคยมีร่างหนึ่งยืนอยู่อย่างสง่างามอีกครั้ง ฝ่ายนั้นก็หาได้อยู่ที่นั่นอีกแล้ว

“ไม่- ไม่มีอะไรหรอก” ไทกะสะบัดหน้า เดินกลับไปยังชายป่าต้นเลือดมังกรซึ่งมีโลงแก้วบรรจุร่างของเลโทร่าตั้งอยู่โดยไม่สนกับความวุ่นวายในใจตนเองอีก

1

“ใครน่ะ” น้ำเสียงหวานใสเฉกเช่นบรรยากาศโดยรอบคลอด้วยเสียงการเคลื่อนไหวบนผิวน้ำ

ไทกะชะงัก ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า

ผมสีเงินยวงเปียกลู่ไปกับผิวกายกระจ่างแล้วจึงคลี่กระจายบนผิวน้ำ ความแปลกประหลาดของทะเลสาบแห่งนี้ได้แก่ น้ำทุกหยดในพื้นที่แอ่งกระทะจะสว่างเรืองด้วยแสงสีครามแสนอ่อนโยนในยามราตรี แม้ผิวน้ำจะนิ่งสงบไม่ต่างจากผิวกระจกคอยสะท้อนภาพห้วงจักรวาลเบื้องบนอย่างชัดแจ้งราวกับฝาแฝดของกันและกัน ทว่าภายใต้ความเรียบเฉยคือการเคลื่อนไหวเชื่องช้าของประกายเรืองรองถักทอเป็นสายใย ประหนึ่งแสงออโรร่ามากมายถูกบรรจุลงในทะเลสาบก็ไม่ปาน

กระนั้นสิ่งงดงามที่สุดหาใช่ฉากธรรมชาติอันเป็นผลงานอดหลับอดนอนรังสรรค์โดยทีมกราฟิกอัจฉริยะของรุ่งอรุณแห่งผู้กล้าไม่ หญิงสาวเปลือยเปล่าที่กำลังยืนอยู่ในนั้นต่างหาก เปลือยเปล่าดั่งทารกแรกเกิด ผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งอาบไล้ด้วยแสงจันทร์ทั้งที่คืนนี้ไม่มีแม้ดวงดาวด้วยซ้ำ ไร้ซึ่งตำหนิ เนียนละเอียดยิ่งกว่าเกล็ดหิมะ นุ่มนวลราวกับเพียงสัมผัสแตะต้องก็อาจสูญสลายลงได้

นัยน์ตากลมโตสีม่วงหยาดเยิ้ม เรียวปากฉ่ำวาวชุ่มชื้น อาร์เทมีสยกแขนขึ้นปัดเส้นผมปรกดวงหน้าเย้ายวนออก การเคลื่อนไหวของร่างกายที่หันข้างนั้นเผยฐานอกอิ่มวับแวมชวนใจหาย อยู่ ๆ ไทกะก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ขณะจับจ้องความโค้งเว้าตั้งแต่ท้ายทอยลงมา แนวกระดูกสันหลังชัดเจน ให้ตายสิ กระทั่งการเคลื่อนไหวของสะบักเฉย ๆ ยังรู้สึกว่าโดนยั่วเลย แล้วยัง... ยังสะโพกอวบอัดนั่นอีก...

“ไทกะ?” อาร์เทมีสส่งเสียงเรียก แววตะหนกก่อนหน้านี้อันตรธานไป รอยยิ้มเผยตัวดุจเมฆหมอกคล้อยผ่านจันทรา เด็กสาวโลลิปลอมบนพื้นหญ้าคิดว่าเมื่อครู่หัวใจตนคงเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง จากนั้นก็เร่งเครื่องอย่างกับโดนยาโด๊ปเข้าไปทั้งลังยังไงยังงั้น “เป็นอะไรไปหรือ”

ยะ อย่าหันมาทางนี้สิค้า ไทกะกรีดร้องอยู่ในใจ นึกอยากยกมือขึ้นปิดหน้า แต่สายตาเจ้ากรรมกลับไม่อาจละจากเสน่ห์มหึมาของภูเขาทั้งสองลูกไปได้ เธอยืนแข็งทื่อเหมือนถูกสะกดระหว่างจับจ้องทรวงอกเคลื่อนไปมาตามจังหวะย่างเชื่องช้าของสาวงาม ทันทีที่รู้ว่าตนคงแสดงท่าทางไม่สุภาพออกไปจึงบังคับสายตาให้มองไปทางอื่นด้วยความยากลำบาก ทว่าสุดท้ายไม่ว่าจะสอดส่ายไปทางไหนก็ดูจะไม่พ้นอยู่ดีนั่นแหละ

หน้าท้องเห็นรอยกล้ามเนื้อจาง ๆ หยดน้ำค่อย ๆ ไหลลงมาตามผิวขาวนวลผ่านรูสะดือเย้ายวน กระเซ็นและลากยาวลงมาตามท้องน้อยก่อนเคลื่อนต่ำลงหายเข้าไปในทุ่งนาผืนน้อย

ไทกะกลืนน้ำลายเอื้อก

“เลือดกำเดาไหลแล้วนะ”

“หา!?!” ไทกะสะดุ้งโหยง รีบใช้หลังมือปาดเช็ดรูจมูกตนครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งได้ยินเสียงกลั้นหัวเราะจากร่างตรงหน้านั่นแหละ

“ล้อเล่นน่ะ” อาร์เทมีสฉีกยิ้มกว้าง “ก็เล่นจ้องเอาจ้องเอาอย่างกับตาแก่หัวงูนี่นา”

ไทกะหน้าแดงจัด อับจนถ้อยคำที่จะตอบโต้

“ที่มาหาข้าเนี่ย มีอะไรหรือ”

“ฉัน-” จำเป็นต้องมีอะไรด้วยงั้นหรือถึงจะมาเจอเธอได้น่ะ ไทกะยั้งปากไว้ทัน มันต้องดูแปลกอยู่แล้ว เวลาไหนไม่โผล่ ดันเล่นโผล่มาส่องตอนอาบน้ำเนี่ย อาร์เทมีส... จะมองว่าฉันโรคจิตหรือเปล่านะ...

“ปกติก็เห็นปากกล้าอยู่ตลอด แต่ไหงเวลานี้ถึงได้ทำตัวเหมือนสาวน้อยขี้อายโดนรังแกแบบนี้นะ” อาร์เทมีสพูด

คำพูดนั้นราวกำปั้นชกเข้ามาที่หัวใจ เธอเกือบทรงตัวไม่อยู่เลยทีเดียว ภาพหนึ่งปรากฏซ้อนทับกับภาพหญิงสาวผมสีเงินผู้นี้ ไม่น่าเชื่อ... ไม่น่า... เป็นไปไม่ได้...

แต่คำพูดนี้น่ะ... คนที่เคยพูดคำนี้กับฉันก็มีแค่...

“เธอ... เป็น... ใครกันแน่”

“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร ฟุมิโนะ ไทกะหรือผู้เล่นนาม ไทเก็นโทระกันแน่” อาร์เทมีสย้อนถาม

“ฉันไม่-” ไม่ใช่ไทเก็นโทระผู้ห้าวหาญคนนั้นอีกแล้ว ไทกะไม่กล้าเอ่ยออกไป

“เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่” อาร์เทมีสถามต่อ

“ฉัน... ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ฉันแค่... รู้สึกได้” ไทกะกำชายเสื้อตนแน่นคล้ายตั้งใจจะบิดมันให้ขาด “ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกัน... อาจเป็นจากช่วงที่พวกเราอยู่ด้วยกันตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ก็ตั้งแต่วินาทีที่เธอยืนหยัดเผชิญหน้ากับเคลย์ตอนนั้นแล้ว มันเหมือนกับว่า... ทุกครั้งที่ฉันเห็นเธอ ฉันก็เหมือนเห็นใครบางคนด้วยเช่นกัน”

“ต๊าย ดูท่าข้ากำลังเจอกับเสือผู้หญิงนะเนี่ย”

“หยุดเลยนะ!” ไทกะหน้าแดงจัด “นี่ฉันกำลังจริงจังอยู่นะ!

“ถ้าข้าพูดว่าข้าไม่ใช่ใครก็ตามที่เจ้าคิดอยู่ล่ะ เจ้าจะว่ายังไง”

“ทางเดียวที่จะรู้ได้” ไทกะกัดฟันกรอด ไม่มีทางเลือกแล้ว เธอไม่อาจอดทนต่อความสงสัยได้อีกต่อไป นับตั้งแต่วันนั้น ตลอดสามสัปดาห์ไม่มีสักวินาทีที่เธอจะไม่คิดถึงเรื่องนี้ ไม่เลยสักครั้งที่จะไม่เห็นร่างเงาของ ยายนั่น ซ้อนทับกับอาร์เทมีส ราวกับแผลเก่าที่ยังไม่ทันหายก็ถูกดึงทึ้งซ้ำอยู่อย่างนั้น สร้างความเจ็บปวดให้ทุกคืนวัน กระทั่งไทกะรู้ดีว่าตนคงทนไม่ไหวอีก

เพราะอะไร! เพราะอะไรเธอถึงทำแบบนั้นกับฉัน! มันเพราะอะไรกัน!

ท่ามกลางความประหลาดใจเป็นล้นพ้น สาวออฟฟิศในร่างเด็กประถมครึ่งสัตว์ก็รั้งไหล่อาร์เทมีส ดึงอีกฝ่ายให้โน้มไปหา จากนั้นก็แนบริมฝีปากตนบดเบียดกับอีกฝ่ายทันที

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!