“อ๊าคคค! เจ็บ ๆ ๆ ๆ ทำอะไรของเธอ!!!” ไทกะร้องเสียงหลง เมื่อจู่ ๆ ก็ถูกอาร์เทมีสใช้มือบีบขมับอย่างแรง ทั้งที่ดูจากฝ่ามือแล้วก็ไม่น่าจะแข็งแรงถึงขนาดนั้นสักหน่อย แต่แรงบีบนี่อย่างกับคีมเหล็กยังไงยังงั้นเลย
“ข้าควรเป็นฝ่ายถามเจ้ามากกว่า” อาร์เทมีสพูดเสียงเย็น ผลักศีรษะยายเด็กโลลิออกห่าง “อยู่ดี ๆ ก็พุ่งเข้ามาแบบนั้น มันหมายความว่ายังไง”
“ฉันก็แค่...” ไทกะตาโต สะกดกลั้นความอับอายลงไป ถ้าไม่พูดตอนนี้ก็คงหาจังหวะดี ๆ ไม่ได้อีกแล้ว “ฉันแค่อยากแน่ใจเท่านั้น”
“อ๋องั้นหรือ เจ้าเล่นโผล่มาตอนข้าอาบน้ำ กำลังเปลือยทั้งตัว จากนั้นก็บุกจู่โจมสายฟ้าแลบ ฟังดูเหมือน ‘แค่อยากให้แน่ใจเท่านั้น’ มากเลย” สาวผมสีเงินประชด เดินขึ้นจากทะเลสาบตรงไปยังพับผ้าบนพื้นหญ้า จากนั้นก็เริ่มใช้มันซับน้ำตามเรือนกายแสนเย้ายวนโดยไม่สนใจใบหน้าแดงก่ำของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
ไทกะกัดฟันกรอด ไม่รู้หรือไงยะว่าท่าทางแบบนั้นมันเชิญชวนขนาดไหนน่ะ!
“เจ้ายังอยากจะแน่ใจเรื่องอะไรอีก” อาร์เทมีสว่าต่อ ไทกะนั่งตัวเกร็งระหว่างที่หญิงสาวผมสีเงินยกขาเหยียบหินแล้วยืนโก้งโค้งถูไถผ้าขนหนูขึ้นมาตามท่อนขาขาว ๆ ความกลมกลึงเต็มอิ่มของสะโพกทำเอาสาวครึ่งเสือกลืนน้ำลายครั้งแล้วครั้งเล่า “ว่าข้าเป็นหนึ่งในทาสรักอีกคนของเจ้างั้นหรือ”
“ทาสรักอะไรกัน เป็นฉันต่างหากที่-” ไทกะชะงัก “เธอหมายความว่าไง ที่ว่า ‘อีกคน’ น่ะ”
“ยังต้องพูดอะไรอีกล่ะ ไดแอนาก็คนหนึ่งแล้ว ยังมีเลโทร่าอีก แล้วนี่ยังคิดนับข้าด้วยเนี่ยนะ เจ้าได้ถามข้าแล้วหรือยัง”
“เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวก่อนสิ เลโทร่าน่ะไม่ใช่สักหน่อย เธอเป็นเหมือนกับน้องสาวต่างหาก”
“ใครกันนะที่เอาแต่แยกเขี้ยวใส่ข้าที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา แล้วยังเน้นด้วยว่าถ้าข้าแตะต้องเลโทร่าละก็ได้เห็นดีกันแน่ ใครกันที่ก่อนหน้านี้ที่หมู่บ้านบริสเทิลโคนเอาแต่กราดเกรี้ยวใส่ข้าเพราะเลโทร่าดูจะ ‘ชื่นชอบ’ ข้าเป็นพิเศษล่ะ หือ?”
“นั่นก็เพราะ... เวลานั้นฉันยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใครน่ะสิ อยู่ดี ๆ เธอก็มาโผล่นอนหมดสติตรงริมแม่น้ำนั่น แล้วสถานการณ์ตอนนั้นของพวกฉันก็ไม่สู้ดีนัก ฉันกลัวว่าเธอจะมีเจตนาแอบแฝง”
“งั้นตอนนี้ยังคิดแบบนั้นอยู่หรือเปล่าล่ะ” อาร์เทมีสเริ่มแต่งตัว ไทกะครางแล้วขยับนั่งหันหลังให้ด้วยไม่อาจทนมองภาพอันงดงามได้อีกต่อไป สำหรับสาวครึ่งเสือแล้ว ภาพวับ ๆ แวม ๆ ของร่างกายขณะยังสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยชวนให้สติแตกได้ยิ่งกว่าเปลือยกันตรง ๆ เสียอีก อาร์เทมีสนี่ก็เหลือเกินจริง ๆ ทั้งที่สามารถใช้คำสั่งสวมใส่แต่งตัวให้เสร็จในชั่วพริบตาเดียวก็ได้ แต่กลับเลือกค่อย ๆ สวมเสื้อผ้าทีละชิ้นด้วยตัวเองเนี่ย จะแกล้งกันใช่ไหมยะ
“ไม่อีกแล้วล่ะ ก็เธอช่วยชีวิตพวกเราไว้นี่นา”
“อย่าเข้าใจผิดล่ะ ที่ข้ายื่นมือเข้าช่วยก็เพื่อตอบแทนที่พวกเจ้าเก็บข้ามาจากแม่น้ำเท่านั้น และการที่ข้ายังเดินทางกับพวกเจ้าก็เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกัน หากวันหนึ่งเงื่อนไขเปลี่ยนไป ข้าก็จะไปต่อตามเส้นทางของข้า ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้าอีก”
“เรื่องนั้น... ฉันเข้าใจดี” น้ำเสียงไทกะสลดลงเล็กน้อย ไม่สนใจกับเสียงเนื้อผ้าเสียดสีกันที่ชวนให้จิตใจเตลิดเปิดเปิงอีกต่อไป
“ฟังนะ ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจอย่างไร แต่ข้าก็ไม่ใช่ไดแอนาที่เจ้ารู้จักคนนั้น ข้าก็คือข้า อาร์เทมีส เพราะงั้นเลิกคิดเสียเถอะ”
“แต่... แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ทั้งนั้น” ไทกะรู้สึกว่าเสียงของอาร์เทมีสขยับมาอยู่ใกล้เหลือเกิน สาวครึ่งเสือพลันหันกลับไปทันที
จากนั้นก็ต้องตื่นตะลึง
ใบหน้าอาร์เทมีสอยู่ใกล้เสียจนสัมผัสลมหายใจร้อนระอุของกันและกันได้ ไทกะคล้ายตกอยู่ใต้มนตร์สะกด จับจ้องนัยน์ตาสีม่วงเข้มคู่นั้นอย่างเหม่อลอย ทำไมกันนะ ทั้งที่เป็นดวงตาคู่เดียวกัน แต่กลับให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ไดแอนาร้อนเร่าราวกับจะหลอมละลายเธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตน
ส่วนอาร์เทมีสกลับเยือกเย็นและเว้นระยะห่าง
ปลายนิ้วแตะริมฝีปากไทกะอย่างแผ่วเบาเพื่อห้ามปราม สาวครึ่งเสือสะดุ้งได้สติ พบว่าตนเกือบจะพุ่งเข้าไปจุมพิตอีกฝ่ายอีกแล้วโดยไม่รู้ตัว “ข้าไม่ใช่คนดีนักหรอก ตัวข้าเองก็ไม่ต่างจากบิดา ความรักของข้ามีมากมาย ต่อให้ดูจริงใจเพียงใดทว่าก็หาใช่ผู้เดียวไม่” อาร์เทมีสหยุดไปครู่หนึ่ง “ข้าไม่อาจกล่อมให้เจ้าเชื่อได้ว่าไดแอนาผู้นั้นรักเจ้าจากใจจริง แต่ข้ายืนยันได้ว่าเจ้านั่งอยู่ในใจนางมาตลอด”
นะ นี่ นี่ฉันกำลังถูกปฏิเสธงั้นหรือ แล้วด้วยเหตุผลบ้าอะไรกันเนี่ย ไทกะอ้าปากหวอจนอาร์เทมีสต้องดันคางขึ้นให้
“พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือจะข้าหรือไดแอนาก็ล้วนเป็นเสือผู้หญิง” อาร์เทมีสฉีกยิ้มกว้าง “ส่วนเจ้าน่ะเป็นแค่ลูกแมวตัวกระจ้อยร่อย”
“อะ อะไรนะ” ไทกะรู้สึกราวกับสมองตนกำลังละลาย
“แล้วก็อีกอย่าง” อาร์เทมีสลุกยืนขึ้น แววตาคล้ายกำลังสนุกสนานเต็มที่ “แม้ข้าจะชื่นชอบสาว ๆ มากแค่ไหน แต่เจ้าน่ะยังเป็นแค่ ‘เด็ก’ เท่านั้น และนี่ก็เลยเวลาเข้านอนของเด็กมามากแล้วด้วย เพราะงั้นรีบ ๆ กลับไปนอนไป๊ ชิ่ว ๆ ”
จนกระทั่งร่างสูงโปร่งผมสีเงินเดินนวยนาดหายไปจากสายตา สมองไทกะจึงค่อยรีบู๊ทกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง “ฉันไม่ใช่เด็ก! ถึงจะเห็นอย่างนี้แต่ฉันก็อายุยี่สิบสามแล้วนะยะ!!!”
เสียงเล็ก ๆ ของเด็กโลลิตัวปลอมดังก้องใต้ผืนฟ้าคืนเดือนมืด
1
อาร์เทมีสไม่รีบร้อนกลับไปยังแคมป์ที่ทุกคนรวมตัวกัน ความรู้สึกขมฝาดในใจพาเท้าทั้งสองออกห่างจากทะเลสาบ จนกระทั่งคิดว่าแยกตัวมาไกลพอแล้ว หญิงสาวก็กอดอก เงยหน้าจ้องไปยังท้องฟ้ามืดมิด ครุ่นคิดกับตัวเองเงียบ ๆ
สายลมพัดตึง หอบกลิ่นใบหญ้าแห้งกรอบและกลิ่นประหลาด ๆ ของลำต้นเลือดมังกรมาด้วย ความรู้สึกหนักอึ้งค่อย ๆ คลายลงทีละน้อย
นั่นเป็นตอนที่เธอสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันแสนคุ้นเคย
“ความจริงข้ารักเจ้านะ แต่เพราะข้านั้นหลายใจ ดังนั้นเราเลิกกันเถอะ” น้ำเสียงสดใสชวนนึกถึงงานรื่นเริงและความสุขทั้งมวลบนโลกดังขึ้นจากด้านหลัง “ท่านพี่มันนังสารเลวชั่วร้าย!”
อาร์เทมีสหันตามเสียงไปก็พบกับสาวน้อยวัยสิบแปดปีผู้มีเรือนผมสีทองอร่ามทิ้งตัวลงจากความว่างเปล่า ที่จริงจะเรียก ‘ทิ้งตัวลงมา’ ก็ดูไม่เข้ากับสภาพความเป็นจริงเท่าไหร่ หล่อนเหมือนลอยละล่องลงมามากกว่า เอื่อยเฉื่อยราวกับเมล็ดดอกทันโปโปะไม่ก็แมงกะพรุน สาวน้อยหาได้ใช้อุปกรณ์ใด ๆ ในการลอยตัว เป็นพลังจากสกิลล้วน ๆ
หล่อนมีรอยยิ้มสว่างไสวดั่งดอกทานตะวัน ผิวสีแทนหอมกรุ่นกลิ่นคาราเมลชวนน้ำลายสอ ดวงตาโตสองชั้นแบบหลบใน นัยน์ตาสีเขียวสดราวหน่ออ่อนฤดูใบไม้ผลิ หญิงสาวแต่งกายด้วยเสื้อกล้ามสีพีชหลวม ๆ สั้นระดับโชว์สะดือไว้ด้านนอกทับชุดทูนิควันพีซปกคอยูสีฟ้าพาสเทล เอวคอดกิ่วรัดด้วยเข็มขัดเงินฝังอัญมณีคาร์เนเลียนสีส้มระยิบระยับ บนศีรษะสวมหมวกเบเร่ต์สีฟ้าประดับเข็มกลัดรูปล้อเกวียนแกะสลักด้วยหินตาแมวสีชมพู รองเท้าส้นตึกสูงสี่นิ้วแบบรัดส้น
“ต่อให้เจ้าใช้สกิล ‘ปลดล็อคชั่วคราว’ คู่กับ ‘จำแลงกาย’ ก็เอาชนะข้าไม่ได้หรอก” หญิงสาวเอ่ยต่อในวินาทีที่ปลายเท้าสัมผัสกับพื้น ชายกระโปรงบางเบายกตัวพลิ้วไหวเล็กน้อย
ทว่าอาร์เทมีสหาได้มีเจตนาเช่นนั้น “ฟอร์จูน่า” เธอเรียก อีกฝ่ายยิ่งเผยรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ความจริงข้าชอบให้เรียกไทคีมากกว่า แต่ดูเหมือนผู้คนจะไม่ค่อยรู้จักภาคนั้นของข้าเท่าไหร่” ฟอร์จูน่ายักไหล่ ก้าวฉับ ๆ มาหยุดตรงหน้าอาร์เทมีส
ทั้งสองล้วนเป็นสาวงามแบบที่ไม่ว่าใครเห็นย่อมต้องตกหลุมรักในชั่วพริบตา แต่เมื่อมายืนเคียงกันแล้วก็จะเห็นความแตกต่างได้ว่า อาร์เทมีสจะค่อนข้างปราดเปรียวและแข็งแรงแบบสาวนักกีฬา ขณะที่ฟอร์จูน่าเป็นประเภทสาวน้อยบอบบางน่าทะนุถนอม จะจับแรงก็ไม่กล้า จะจุมพิตก็น่ากลัวว่าจะละลายได้
แต่ในความเป็นจริงอาร์เทมีสรู้ดีว่าในบรรดาเทพีบนโลกใบนี้คงหาใครอันตรายกว่ายายนี่ไม่เจออีกแล้ว
ใช่ ฟอร์จูน่าก็คือเทพีจากกรีกโรมันเช่นเดียวกับอาร์เทมีส ที่สำคัญหล่อนยังเป็นน้องสาวคนที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของเธออีกด้วย
เหตุที่อาร์เทมีสรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าเป็นเทพีได้ก็ด้วยรังสีอำนาจของผู้เป็นอมตะที่แผ่จากร่างอีกฝ่ายนั่นเอง จริงอยู่ที่เธอถูกริบพลังเทพเจ้าไปแล้วทว่าประสาทสัมผัสส่วนนี้ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ครบถ้วน ส่วนเหตุผลต่อมาที่ทำให้สามารถบอกได้ทันทีว่าหล่อนคือเทพีแห่งโชคชะตาฟอร์จูน่าก็ด้วยสัญลักษณ์กงล้อบนหมวก ยิ่งกว่านั้นยังมีเรื่องใบหน้าที่ชวนให้นึกถึงพี่ชายจอมป่วนของตนอย่างไรชอบกลอีกด้วย(ในเวอร์ชั่นชายงามนะ ไม่ใช่ตอนที่กลายเป็นไอ้หนุ่มวัยรุ่นหน้าสิวเขรอะหลังโดนสายฟ้าของซูสฟาดหน้าเข้าไป)
วงศ์วานเทพโดยเฉพาะผู้สืบเชื้อสายจากซูสทั้งหญิงและชายจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันราวหกถึงเจ็ดส่วน ซึ่งคุณลักษณะในส่วนนี้เรียกว่า ‘ความหน้าตาดีอย่างร้ายกาจ’
“ตั้งแต่ได้ยินชื่อ ‘สถาบันศึกษาฟอร์จูน่า’ ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าจะเป็นเจ้าหรือเปล่า” อาร์เทมีสขมวดคิ้ว บรรยากาศรอบตัวในยามนี้เป็นบรรยากาศของกาลเวลาที่ถูก ‘แช่แข็ง’ ทุกสรรพสิ่งล้วนหยุดนิ่ง ขณะเดียวกันบริเวณที่เทพีทั้งสองยืนอยู่นั้นสว่างไสวเรืองรองราวกับแสงไฟสปอร์ตไลท์ส่องลงมาจากสรวงสวรรค์ยังไงยังงั้น
ไม่น่าเชื่อว่าอาร์เทมีสจะได้มาเห็นสกิลโคตรของโคตรแรร์ระดับโกงเกมอย่างการหยุดเวลาด้วยตาตัวเองแบบนี้ ช่างสมเป็นสกิลของเทพีแห่งโชคชะตาเสียจริง!
“ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” จู่ ๆ ฟอร์จูน่าก็เข้าสวมกอดเธอ
“เจ้าไม่ต้องเสแสร้งหรอก” อาร์เทมีสส่ายหน้าอย่างระอา ทว่าก็ไม่ได้ขัดขืนอีกฝ่ายแต่อย่างใด “ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเจ้าไม่เคยเห็นใครหน้าไหนในสายตาทั้งนั้น ขนาดท่านพ่อก็ยังถูกเจ้าปั่นหัวซะจนไปต่อไม่ถูกตั้งหลายรอบ”
ฟอร์จูน่าซุกไซ้ใบหน้ากับทรวงอกอิ่มทั้งนุ่มทั้งหอม หัวเราะคิกคักพลางสูดกลิ่นกายหวาน ๆ ของพี่สาวตนอย่างไม่รู้จักพอ ในใจลึก ๆ นึกอยากกลืนกินพี่สาวคนสวยผู้นี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย “แหม ก็ความรักกับความเคารพมันใช่เรื่องเดียวกันซะที่ไหนล่ะ”
“ทำตัวดี ๆ หน่อย!” อาร์เทมีสหยิกหลังมืออีกฝ่ายที่พยายามเลื่อนลงต่ำไปยุ่มย่ามกับสะโพกด้านหลังของตน
“นี่ ทำไมท่านพี่ถึงปฏิเสธยายเสือผู้นั้นไปล่ะ ทั้งที่อุตส่าห์ได้มาเจอกันอีกครั้งแล้วแท้ ๆ ”
“เป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม” อาร์เทมีสคำรามลอดผ่านไรฟันที่ขบแน่น
“เกี่ยวกับข้าที่ไหนกัน คนที่ท่านควรโทษก็คือพ่อของท่านพี่ต่างหาก” ฟอร์จูน่ากลอกตาไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ “ส่วนข้าก็แค่รู้เท่านั้น แบบว่าข้าคือนางฟ้าโชคชะตาสุดเก๋กู้ดไงล่ะ โชคชะตาย่อมรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว”
“นั่นก็บิดาเจ้าด้วยเช่นกัน” อาร์เทมีสดีดหน้าผากอีกฝ่าย “และแน่นอนว่าข้าต้องคิดบัญชีทบต้นทบดอกทั้งหมดอยู่แล้ว ทั้งท่านพ่อแล้วก็เจ้าด้วยนั่นแหละ!”
“ท่านพี่ไม่คิดสานต่อกับยายเสือไทกะอีกแล้วหรือ หรือจะเรียกไทเก็นโทระดีล่ะ”
เทพีจันทราและจ้าวแห่งเหล่าพรานถลึงตาใส่อีกฝ่าย “ข้าไม่กินเด็ก!”
“ก็แค่อวตารในเกมเท่านั้น ตัวจริงของหล่อนแม้ไม่ถึงกับเรียกว่าเป็นสาวงาม แต่ก็มีเสน่ห์ไม่น้อยเชียวล่ะ ที่สำคัญหล่อนรักท่านพี่ม้ากกกมากกกเลยด้วย”
“หุบปาก!”
“อะไรกัน นี่ใช่ท่านพี่คนเดียวกับที่เมื่อก่อนตั้งสมาคมสาวหมีแห่งเอเธนส์แน่หรือเปล่าเนี่ย เจ้าลัทธิที่รวบรวมบรรดาเด็กสาวบริสุทธิ์มารับใช้ในวิหาร-”
“เจ้าพูดมากไปแล้ว” อาร์เทมีสบีบหน้าฟอร์จูน่า
“ก็มันจริงนี่” เทพีโชคชะตาพูดอู้อี้ “กองกำลังสาวงามของท่านพี่น่ะเคยเป็นที่กล่าวขวัญอย่างกว้างขวางในหมู่เทพหนุ่มกลัดมันเลยเชียวนะ ลือกันว่าสาว ๆ ทุกคนในนั้นเสร็จ-”
อาร์เทมีสเลิกบีบหน้าแล้วใช้สันมือฟาดหน้าผากสาวผมทอง “พอเลย!” น้ำเสียงดุดันเฉียบขาด “ถ้าเจ้ายังไม่หยุดพูดอีก ข้าจะไม่สนใจเจ้าแล้ว!”
“ท่านพี่จะทำแบบนั้นได้จริง ๆ หรือ” สีหน้าฟอร์จูน่าพลันสะท้อนความชั่วร้ายออกมา “ไม่ใช่ว่าที่ท่านพี่ดั้นด้นเดินทางมาถึงที่นี่ก็เพราะต้องการความช่วยเหลือจากข้าหรอกหรือ”
“นั่นมันก่อนที่ข้าจะแน่ใจว่าสถาบันศึกษาเป็นของเจ้า” อาร์เทมีสถอนหายใจ ถ้าจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าการทำสัญญากับปีศาจก็เห็นจะเป็นการดีลกับผู้ควบคุมโชคชะตานี่แหละ เรื่องนี้เธอเรียนรู้เป็นอย่างดีเลย
“ไม่ต้องห่วงหรอก ข้อเสนอของท่านพี่น่ะ ข้าช่วยได้แน่นอน ที่จริงแล้วการที่ข้าตั้งสถาบันศึกษาขึ้นมาก็เพื่อรอคอยการมาเยือนของท่านพี่เลยนะ”
บางอย่างในรอยยิ้มของฟอร์จูน่าทำให้อาร์เทมีสรู้สึกถึงลางร้ายชอบกล