ดาบจันทร์โลหิต

ตอนที่ 2: บทที่ 1 : บรรทัดที่หายไป

👁️ 59 อ่าน
22px

บทที่ 1 : บรรทัดที่หายไป

กระดาษเก่าไม่เคยไร้เสียง ซูเข่อซินเชื่อเช่นนั้น เพียงแต่มันเลือกจะพูดกับคนที่พร้อมฟัง

แสงโคมไฟในห้องคลังเอกสารสาดลงบนโต๊ะไม้ยาว เผยให้เห็นต้นฉบับเล่มหนึ่งที่ถูกวางแยกออกจากกองเอกสารอื่นอย่างระมัดระวัง กระดาษบางจนเห็นเส้นใย หมึกเจือจาง และมีคราบสีเข้มฝังลึกอยู่ในเนื้อกระดาษ

คราบนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าใช่สีหมึก แต่คลับคล้ายเป็นรอยเลือดเสียมากกว่า

ประสบการณ์บอกเธอเช่นนั้น

หญิงสาวในชุดเสื้อสีฟ้าอ่อนกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้มนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะ ปลายนิ้วที่สวมถุงมือแตะขอบกระดาษอย่างแผ่วเบา การเคลื่อนไหวทุกครั้งช้าและแม่นยำ ราวกับกลัวว่าความจริงบางอย่างจะพังทลายลงเพียงเพราะแรงกดที่มากเกินไป

ชื่อที่เขียนไว้บนหน้าปกจางเลือน ทว่าก็ยังอ่านได้ชัด

ดาบจันทร์โลหิต

นี่ไม่ใช่ชื่อของอาวุธ หากเป็นฉายาของบุรุษผู้หนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์ เขาคืออ๋องผู้ทรยศ

แม่ทัพใหญ่ที่ยกกองทัพก่อกบฏ บุรุษที่ถูกประหารเพราะหักหลังราชสำนัก

เอกสารเกี่ยวกับเขามีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นราชโองการ รายงานศึก คำพิพากษา และถ้อยคำประณามที่ถูกคัดลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกฉบับล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน

เขาผู้นั้นมีกองกำลังในมือ มีอำนาจเหนือแคว้นทั้งปวง และเขาเลือกที่จะทรยศ

ประวัติศาสตร์สรุปเช่นนั้น แต่ต้นฉบับเล่มนี้แตกต่างออกไป ถ้อยคำดูระมัดระวัง ประโยคยืดยาวราวกับผู้เขียนพยายามอธิบายบางอย่างให้พ้นจากกรอบที่ประวัติศาสตร์กำหนดไว้ ไม่เร่งรัด ไม่ตัดสิน หากเหมือนต้องการให้ผู้อ่าน คิดตาม

ซูเข่อซินไล่สายตาลงมาทีละบรรทัด ทีละหน้า พยายามไม่ให้ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งถึงหน้าสุดท้าย

หญิงสาวขมวดคิ้ว เมื่อบรรทัดสุดท้ายของบันทึกฉบับนี้หยุดกลางประโยค

หมึกขาดหาย พู่กันดูราวกับถูกยกขึ้นอย่างกะทันหัน

ดาบจันทร์โลหิตมิได้คิดกบฏ หากแต่…

“แต่อะไรกัน…” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง

ก่อนจะปล่อยให้ทั้งห้องงียบงัน ความสงสัยใคร่รู้วิ่งวนสับสนในความความคิด

ไม่ใช่เพราะประโยคไม่สมบูรณ์ แต่เพราะมันไม่ควรจบเช่นนี้ คนที่เขียนบันทึกเช่นนี้ย่อมไม่มีทางหยุดกลางความคิด เว้นแต่จะไม่มีโอกาสเขียนต่อเสียมากกว่า

อะไรบางอย่างทำให้เธอคิดไปแบบนั้น

ปลายนิ้วแตะแผ่วเบาลงบนตำแหน่งที่หมึกจางผิดปกติ ในวินาทีนั้น แสงโคมเหนือศีรษะสั่นไหว

หัวใจซูเข่อซินเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ ลมหายใจเริ่มติดขัดพร้อมกับแสงสว่างรอบกายพร่าเลือน ทันใดนั้นคล้ายโลกเริ่มหมุนคว้างเชื่องช้าก่อนจะทวีความเร็ว เพียงพริบตาความมืดก็กลืนทุกอย่างไป

 

เสียงโห่ร้องดังระงมท่ามกลางควันไฟ กลิ่นไหม้คละคลุ้งในอากาศ

ซูเข่อซินสะดุ้งตื่น ย่นคิ้วทันทีเมื่อได้ยินเสียงโลหะกระทบกัน เสียงตะโกนสั่งการ และเสียงกรีดร้อง

หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่ง ตากลมเบิกตากว้างก่อนจะขยับกายไปด้านหลัง หากก็ต้องย่นใบหน้าเพราะความเจ็บร้าวทั่วกาย

ใจเธอเต้นแรงกับภาพตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียง ทุกอย่างชัดเจนเกินไปจนไม่มีทางเป็นเพียงภาพหลอน

หรือหากจะเป็นความฝัน ฝันนี่ก็คงจะเหมือนจริงจนเกินไป

หญิงสาวกวาดสายตาที่ยังพร่าเลือนเล็กน้อย เหนือศีรษะของเธอไม่ใช่เพดาน แต่เป็นท้องฟ้าสีหม่นที่ถูกควันบดบัง พื้นใต้กายแข็งเย็นและหยาบ

มือบางที่ยังคงสวมถุงมือแตะลงไปบนพื้นนั้น เธอก้มลงมือพื้นใต้ฝ่ามือ ไม่ใช่พื้นกระเบื้องเรียบ หากเป็นหินที่เต็มไปด้วยฝุ่นและคราบสกปรก

หญิงสาวฝืนลุกขึ้นยืน เสียงโหวกเหวกดังรอบด้าน ผู้คนวิ่งหนีกันอลหม่าน ม้าศึกแตกตื่น เปลวไฟลุกไหม้กับเสียงเหล็กกระทบยังคงดังไม่ขาด

ภาพโกลาหลตรงหน้าแปลกประหลาดราวกับเป็นหนึ่งในฉากละครกลางมหรสพขนาดใหญ่

อาคารบ้านเรือน การแต่งกายของผู้คนที่วิ่งผ่านไปมาที่ปรากฎตรงหน้าไม่ใช่ในยุคสมัยของเธอ

ทว่า…คล้ายสนามรบในสมัยโบราณหลายร้อยปี

“ถอย! ถอยไปทางปีกซ้าย!”

เสียงตะโกนดังผ่านหูเป็นภาษาที่คุ้นเคยจนน่าประหลาด ร่างหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไป เสื้อเกราะเปื้อนเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

การฆ่าฟันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีใครสนใจว่าใครเป็นใคร

“หลบไป!”

เสียงเตือนดังใกล้เกินกว่าจะตั้งตัว แรงกระแทกจากด้านข้างผลักร่างของเธอล้มลงกับพื้นหิน ภาพตรงหน้าหมุนคว้าง เลือดสาดผ่านใบหน้า ร้อน สด และจริงเกินกว่าจะเป็นภาพฝันอีกแล้ว

ร่างใหญ่โตนั้นล้มลงตรงหน้า ธนูปักทะลุอกซ้าย ดวงตาของเขาเบิกค้างก่อนจะแน่นิ่งไป

ลมหายใจของซูเข่อซินสั่นถี่ ตาเธอเบิกกว้าง

เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ เสียงตะโกนโหวกเหวกดังไม่หยุด เธอถอยหลังโดยไม่รู้ตัวจนแผ่นหลังชนกับรถเข็นไม้เก่าล้อแตก มีผ้าหยาบคลุมกองของบางอย่างไว้

สัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวที่ยังทำงานอยู่ผลักดันให้เธอก้มตัวลงหลบหลังรถเข็นอย่างลนลาน ลมหายใจขาดเป็นช่วงเพราะพยายามกลั้นเสียงไว้

ในหัวของเธอจู่ๆก็ปรากฎภาพจากต้นฉบับเก่าซ้อนทับขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ

บรรทัดที่ขาดหาย เหตุการณ์ที่ไม่มีคำอธิบาย

หรือว่า…

เงาร่างของใครบางคนทอดผ่านพื้นหินใกล้จุดที่เธอซ่อนตัวอยู่ ซูเข่อซินกลั้นหายใจ มือกำแน่น

ซู่เข่อซินคือนักวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์ เธออยู่กับเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาค่อนชีวิตก็จริง แต่เรื่องเช่นนี้ควรเป็นเพียงอดีต นิยายย้อนยุคสักเรื่อง หรือไม่ก็เป็นซีรีย์ที่กำลังโด่งดังเท่านั้นไม่ใช่หรือ

มันไม่ควรเป็นสิ่งที่เธอกำลังเผชิญในตอนนี้ มือบางที่ยังคงสวมถุงมือสั่นเทาเมื่อยกขึ้นมองในระยะใกล้ คราบฝุ่นไม่ควรเป็นสีแดงฉาน สดและกลิ่นคาว

ประวัติศาสตร์ไม่มีควรช่องว่างให้ปาฏิหาริย์ ควรมีเพียงความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล

ทว่า กลิ่นคาวเลือดยังคงอยู่ ความเย็นของพื้นหินยังซึมผ่านเสื้อผ้านั้นกำลังบอกว่านี่คือความจริง

เธอหรี่ตาเล็กน้อย มองลอดผ่านซี่ไม้ของรถเข็น เงาร่างนั้นขยับออกไป เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออก ลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกปล่อยออกมาอย่างสั่นเทา

สายตาของเธอเลื่อนไปยังถนนเบื้องหน้า ตรงนั้นท่ามกลางควันไฟและเสียงศึก มีชายคนหนึ่งยืนอยู่

ร่างกายสูงใหญ่ เสื้อเกราะของเขาเปื้อนเลือดไม่ต่างจากคนอื่น ดาบในมือสะท้อนแสงไฟวาบวูบ เขายืนนิ่ง ไม่เหมือนผู้ที่กำลังหลงอยู่ในความโกลาหล หากราวกับเป็นศูนย์กลางของมัน

หัวใจของซูเข่อซินเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

ดาบจันทร์โลหิต ชื่อนั้นผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ

ชื่อที่ไม่ใช่ในฐานะกบฏ หากเป็นบุรุษในประวัติศาสตร์ที่เธอกำลังให้ความสนใจ

และในวินาทีนั้นเอง ซูเข่อซินรู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้หลงทางในอดีต แต่อาจกำลังยืนอยู่กลางเรื่องราวที่บรรทัดหนึ่งถูกลบหายไปจากประวัติศาสตร์

ยังไม่ทันได้คิดหรือจินตนาการอื่นใด ปลายผ้าขาดออกจากกันพร้อมกับวัตถุเย็นเฉียบก็จ่อเข้าที่ลำคอ

คมดาบเฉือนผิวบางเพียงนิดจนเลือดซึมออกมาเป็นเส้นบาง ๆ ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านต้นคอ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นจากด้านหลัง

“อย่าขยับ” น้ำเสียงนั้นนิ่ง เรียบ และไม่เปิดโอกาสให้ต่อรอง

ซูเข่อซินหยุดหายใจโดยอัตโนมัติ ปลายนิ้วที่กำชายเสื้อหยุดชะงัก ความวุ่นวายรอบตัวเหมือนถูกตัดขาด เหลือเพียงแรงกดของดาบและการรับรู้ว่าคนที่อยู่ด้านข้างไม่ใช่ทหารธรรมดา

“ถอดผ้าคลุม” คำสั่งสั้นๆ ดังขึ้นอีกครั้ง

มีดาบเล่มอื่นขยับเข้ามาใกล้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ล้อมวงโดยไม่ต้องมีใครตะโกนสั่ง ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีระเบียบ ราวกับนี่ไม่ใช่การปราบจลาจล แต่เป็นการกวาดล้างที่เตรียมไว้แล้ว

ซูเข่อซินค่อยๆ ยกมือขึ้นตามคำสั่ง รับรู้ตอนนั้นเองว่าเธอมีผ้าคลุมสีดำคลุมไว้บนศีรษะ ส่วนหนึงของผ้าถูกผลายดาบสะบั้นทิ้งไปแล้ว มือบางดึงผ้าคลุมศีรษะออกอย่างช้าๆ แสงไฟจากคบเพลิงสาดลงบนใบหน้า

ในวินาทีนั้น แรงกดของดาบเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ จำได้

“เป็นเจ้า”

น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยหากมากพอให้เธอรับรู้

ซูเข่อซินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก สมองคิดเวียนวนว่าเธอเป็นใคร คนพวกนี้ถึงจำเธอได้

หัวใจของเธอเต้นแรง ปลายดาบกดแน่นขึ้นจนเลือดไหลซึมมากกว่าเดิม

“รนหาที่เองแท้ๆ เอาตัวไป!”

คำสั่งเพียงคำเดียว ทหารรีบเข้ามาควบคุมร่างของเธออย่างชำนาญ เชือกเส้นหยาบรัดข้อมือแน่น ความเจ็บแล่นขึ้นทันที

ซูเข่อซินถูกผลักให้เดินไปข้างหน้า ท่ามกลางคบเพลิงและสายตานับสิบคู่เธอไม่เห็นใบหน้าของชายคนนั้นชัดเจน มีเพียงเงาสูงใหญ่ที่อยู่บนหลังม้าตัวใหญ่เดินนำหน้าขบวนอยู่ไม่ไกล

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!