บทที่ 2 : ค่ายศัตรู
เมื่อความหนาวเย็นซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก ซูเข่อซินรู้สึกตัวอีกครั้งพร้อมความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย แขนขาหนักอึ้ง ลมหายใจแต่ละครั้งติดขัดและเจ็บแปลบกลางหน้าอกจนต้องฝืนกลั้นไว้ไม่ให้ครางออกมา
ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ส่องสลัว เธอเห็นเพดานผ้าใบสีหม่น ขอบผ้าขยับไหวเบาๆตามแรงลม เสียงจังหวะเดินพร้อมเพรียงด้านนอก
ข้อมือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้านหน้า ถุงมือที่สวมไว้ถูกถอดไปเสียตอนไหนไม่อาจรู้ทำให้เชือกหยาบที่รัดแน่นจนผิวหนังถลอกเลือดซึม ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นขึ้นเมื่อขยับเพียงเล็กน้อยตอกย้ำว่าสิ่งเธอเผชิญก่อนหน้านี้เป็นความจริง และเธอยังไม่ได้ออกไปจากสถานการณ์นั้น
หญิงสาวก้มมองร่างกายของตนเอง เสื้อผ้าที่สวมใส่เช่นชาวบ้านทั่วไปยังคงเป็นตัวเดิม หากเพิ่มเติมคือเลือดจากบาดแผลที่สีข้างถูกพันไว้ลวกๆ แต่เลือดยังซึมออกมาไม่หยุด
ร่างนี้…บาดเจ็บหนักกว่าที่เธอคิด
ประตูกระโจมถูกเปิดออกโดยไม่มีการส่งสัญญาณ ลมหนาวพัดวูบเข้ามาพร้อมเงาร่างสูงใหญ่
ซูเข่อซินเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ
ใครคนนั้นเปลี่ยนจากชุดเกราะเป็นเสื้อคลุมสีเข้มเรียบง่าย แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย
ใบหน้าคมคายสงบนิ่ง ดวงตาคมลึกจับจ้องมาที่เธอราวกับกำลังประเมินสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่คน
แต่เป็น สถานการณ์
ทหารสองนายก้าวเข้ามายืนประจำตำแหน่งโดยไม่ต้องรอคำสั่ง ประตูกระโจมปิดลง ความเงียบเข้าปกคลุมในทันที
“แม่ทัพหลินเยี่ยนแห่งแคว้นชิงอัน” เสียงของเขานิ่ง เรียบ ไม่สูงไม่ต่ำ เป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคยกับการออกคำสั่งมากกว่าการสนทนา
“บอกข้าหน่อยเถิด ว่าเหตุจลาจลวันนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ”
ซูเข่อซินสูดลมหายใจลึก ความเจ็บที่สีข้างแล่นวาบขึ้นมาทันทีจนต้องกัดฟันกลั้นไว้
สายตาของเธอเผลอเลื่อนไปหยุดที่ใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้า บุรุษผู้มีอำนาจกดทับบรรยากาศทั้งกระโจมไว้เพียงลำพัง
เขาเอ่ยนามของเธอราวกับรู้จักดีว่าเธอเป็นใคร
แม่ทัพหลินเยี่ยนแห่งแคว้นชิงอัน…
ถ้อยคำนั้นสะกิดบางอย่างในความคิด ภาพเลือนรางเริ่มเชื่อมต่อกันอย่างเชื่องช้า ตำแหน่ง แคว้น ชื่อ
ข้อมูลที่ปรากฎเพียงน้อยนิดที่เธอเคยอ่าน สถานการณ์หนึ่งเคยวิเคราะห์ในฐานะ ประวัติศาสตร์ กำลังถูกดึงออกมาใช้งาน
ทว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นจริง
แคว้นชิงอัน ปรากฎเพียงเสี้ยวย่อหน้าในบันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นใหญ่อย่าง แคว้นหย่งเหอ
แคว้นชิงอันเป็นแคว้นขนาดเล็ก ชายแดนไม่มั่นคง ถูกบันทึกไว้เพียงในฐานะ ผู้พ่ายแพ้
ถ้าคนตรงหน้าเป็นคนที่กำลังสงสัย เช่นนั้นแม่ทัพหญิงชื่อหลินเยี่ยนยิ่งไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้
ความคิดยังคงสับสนและไม่ชัดเจนนักว่าเขาจะเป็นคนที่เธอกำลังคิด แต่ที่แน่ใจ ชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้าคงไม่ใช่เพียงผู้คุมสอบสวนธรรมดา แต่ยากจะคาดเดาว่าเขาเป็นใครหรือดำรงตำแหน่งใดในหน้าประวัติศาสตร์หย่งเหอ
ย้อนคิดไปในบันทึกชื่อของแม่ทัพหลินเหยี่ยนไม่มีปรากฎผ่านตามากนัก ซูเข่อซินไม่แน่ชัดว่าจุดจบของแม่ทัพหญิงคนนี้จะจบลงอย่างไร
แต่ที่แน่ชัดแก่ใจ สถานการณ์ตอนนี้อย่างไรเสียก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน
ดังนั้นถ้าเธอตอบผิดแน่นอนว่าคงไม่เหลือโอกาสให้พูดอีก
“ถ้าฉัน เอ่อ ข้าจะบอกว่าข้าฟื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด ท่านจะเชื่อหรือไม่” นางเอ่ยเสียงแหบเบา
ดวงตาของเจิ้นเป่ยอ๋องหรี่ลงเพียงเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่ช่วงแขน แรงกดดันทำให้อากาศรอบตัวแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าไม่เชื่อ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าเน้นชัด
กระนั้นก็ทำให้ซูเข่อซินต้องกลืนน้ำลายดังเอือก เกือบสะดุ้งเพราะลำคอเจ็บแปลบ
เธอส่ายหน้าเบาๆ การเคลื่อนไหวเพียงนิดทำให้มึนงงจนต้องหยุดนิ่ง
คำตอบนี้ไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่กระมัง
งั้นเอาใหม่
“ข้าจำอะไรไม่ได้”
“ข้าไม่เชื่อ”
“ข้าพูดจริงๆ ข้าฟื้นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้เลย ตอนที่ท่านเดินเข้ามาท่านก็น่าจะเห็นว่าข้าแทบไม่ได้ป้องกันตัวอะไรเลย”
ชายหนุ่มเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาคมของเขายังหรี่มองอย่างพิจารณา
หากไม่ทันได้แม้กะพริบตา ปลายดาบที่ถูกดึงจากฝักของนายทหารที่ยืนอยู่ไม่ไกลจอคอของเธออีกครั้ง
แผลที่ไม่ได้ถูกดูแล รอยเลือดแห้งเกรอะกรังถูกสะกิดให้เลือดไหลอีกครั้ง
ซูเข่อซินใจหายวาบขนลุกเกรียว ไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย เพราะหากขยับเพียงนิดดาบเล่มนั้นคงไม่ลังเลจะจ้วงลึกเข้าไปมากกว่านี้
“แม่ทัพหลินเยี่ยน” เจิ้นเป่ยอ๋องเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
น้ำเสียงยังคงเรียบสนิทอย่างน่าชื่นชม ไม่แปลกใจเลยหากดาบเล่มนี้จะปลิดชีวิตเธออย่างเงียบเชียบเพียงวินาที
“เจ้าเคยบัญชาการทัพสามหมื่น เคยใช้เล่ห์กลจนกองทัพของข้าแตกพ่ายในหุบเขาเฟิงหยา”
สายตาคมกริบไล่พิจารณาท่าทีของนางไม่ต่างจากการอ่านกระดานหมาก
พอๆกับที่สมองของซูเข่อซินกำลังประมวลคำพูดของเขาอย่างสับสน
“คนเช่นนั้น จะหมดสติจนจำอะไรไม่ได้ง่ายๆหรือ”
ซูเข่อซินหลับตาแน่นเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะลืมขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง
หัวใจของเธอเต้นระทึกเกินกว่าจะควบคุมได้ ร่ำๆจะเป็นลมล้มพับไปอีกครั้ง
“ข้าไม่รู้ว่าหลินเยี่ยนที่ท่านกล่าวถึงเป็นเช่นไร ตะ แต่ข้าขอยืนยันว่าข้าจำอะไรไม่ได้จริงๆ ต่อให้ท่านฆ่าข้าตายไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่ข้าจะบอกท่านได้” เธอพูดช้าๆพยายามอย่างยิ่งที่จะระวังถ้อยคำทุกคำ
“ความตายของเจ้าไม่มีประโยชน์อันใดต่อข้าเลยแม่ทัพหลินเยี่ยน แต่การมีชีวิตอยู่ของเจ้าต่างหากที่ข้าต้องการ”
เอาเข้าไป ซูเข่อซินเกือบจะทำท่ากลอกตา
แต่เธอจะเอาชิวิตรอดไปจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร แม้คนตรงหน้าจะบอกว่าไม่ได้ต้องการให้เธอตาย
คำพูดเช่นนี้ในอดีตไม่ได้หมายถึงความเมตตา หากเป็นการประกาศว่า ชีวิตของเธอกำลังจะถูกนำไปต่อรอง มากกว่าจะถูกปลิดทิ้ง
คนตรงหน้าอาจไม่คิดฆ่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยเธอไป
การชิงไหวชิงพริบเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ทว่าที่ไม่คาดหมายมากกว่าคือเธอหลุดมาในอดีตที่ว่าจริงๆ
ภาพเครื่องมือสอบสวนที่เคยอ่านผ่านในเอกสารโบราณผุดวาบขึ้นมาในความคิด ทั้งโซ่เหล็ก คำให้การที่ถูกบังคับ และความจริง ที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ตามความต้องการของผู้มีอำนาจที่เหลืออยู่
ทว่า ก่อนที่ความคิดนั้นจะลากยาวออกไป ประโยคหนึ่งของเขาก็ย้อนกลับมาสะกิดใจ
เคยใช้เล่ห์กลจนกองทัพของข้าแตกพ่ายในหุบเขาเฟิงหยา
ซูเข่อซินขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
หุบเขาเฟิงหยา ย่อหน้าสั้นๆในบันทึกประวัติศาสตร์ศึกที่แคว้นชิงอัน ชนะอย่างไม่สมศักดิ์ศรี
และกองทัพที่พ่ายแพ้… คือกองทัพของเจิ้นเป่ยอ๋อง
ดวงตากลมเบิกกว้าง เรื่องราวเริ่มปะติดปะต่อมากขึ้นแม้จะยังขาดหาย
ถ้าคนตรงหน้าเป็นทหารของกองทัพเจิ้นเป่ยอ๋อง เช่นนั้นเขาย่อมไม่ใช่แม่ทัพธรรมดา
แต่เป็น…
ซูเข่อซินสะอึก มองคนตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระวังมากกว่าเดิม เพิ่มเติมคือความกลัวจนขนหัวลุก
เจิ้นเป่ยอ๋องคือพระอนุชาของฮ่องเต้หย่งเหอ และเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกองทัพชายแดนนับแสนไว้ในมือ
อำนาจของเขามากพอจะทำให้ราชสำนักไม่อาจมองข้าม
เจิ้นเป่ยอ๋อง บุรุษที่ประวัติศาสตร์จารึกว่าเป็นกบฏในบั้นปลายชีวิต
บ้าน่า!
คนตรงหน้าเธอจะเป็น ดาบจันทร์โลหิต จริงๆหรือ
เธอไม่ใช่คนบาป ซูเข่อซินมั่นใจว่าเธอแทบไม่เคยทำร้ายใคร แต่แล้วก็เริ่มไม่แน่ใจว่าการขุดค้นประวัติศาสตร์ของเธออาจเคยไปกระทบกับชีวิตใครเข้าบ้างกระมัง จนอาจกลายเป็นบาปที่ทำให้เธอต้องหลุดเข้ามาในอดีต เผชิญหน้ากับกบฏผู้โหดเหี้ยมในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้เป็นเจ้าของดาบจันทร์โลหิตที่ไม่เคยปราณีศัตรู
“ท่านคือ… เจิ้นเป่ยอ๋องเช่นนั้นหรือ”
เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมหรี่แคบลง สายตาเย็นเฉียบกวาดผ่านร่างของนางอย่างช้าๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังประเมินศัตรูคนหนึ่งใหม่
ความเงียบที่เกิดขึ้นหนักอึ้งกว่าคำตอบใดๆ
“น่าสนใจ” เขากล่าวในที่สุด น้ำเสียงเรียบจนจับอารมณ์ไม่ได้
“แม่ทัพหลินเยี่ยนแห่งแคว้นชิงอัน ท่านช่างน่าสนใจจริงๆ”
เขาเดินเข้ามาใกล้อีกก้าว ระยะห่างลดลงจนซูเข่อซินรับรู้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างชัดเจน
แต่แววตากร้าวของเขาไม่น่าจะสนใจเธอในเชิงนั้นกระมัง…
ซูเข่อซินหดคอ
“ในหมู่ศัตรูของข้ามีไม่กี่คนที่รู้ตำแหน่งข้าได้ถูกต้อง”
สายตาของเขาหยุดนิ่งที่ใบหน้านาง ราวกับกำลังรื้อค้นบางสิ่งจากสีหน้าและลมหายใจ
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่อ้างว่า ‘จำอะไรไม่ได้’”
ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย ท่าทางนั้นไม่ได้ดูคุกคามแต่กลับทำให้หัวใจของซูเข่อซินเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม