บทที่ 6 : ราชโองการ
หลังจากพักรักษาตัวอยู่ในค่ายชายแดนหลายวัน อาการบาดเจ็บของเจิ้นเป่ยอ๋องดีขึ้น แม้บาดแผลจากดาบและพิษจะยังไม่หายสนิท แต่ก็เพียงพอให้เดินทางกลับเมืองหลวงได้
ระหว่างนั้น ซูเข่อซินในฐานะเชลยหลินเยี่ยนยังคงถูกคุมขังอย่างเข้มงวด
ภายหลังราชโองการจากเมืองหลวงถูกส่งมาถึง กองทัพทั้งค่ายก็เริ่มเตรียมเคลื่อนพลกลับโดยมิรอช้า
เจิ้นเป่ยอ๋องมีคำสั่งเพิ่มกำลังอารักขาตลอดเส้นทางกลับเมืองหลวง ทหารม้าหน่วยหน้า หน่วยหลัง และกองกำลังคุ้มกันด้านข้างถูกจัดวางอย่างรัดกุมกว่าทุกครั้ง
ไม่มีผู้ใดทราบว่าการลอบปลงพระชนม์ครั้งก่อนจะเกิดขึ้นซ้ำอีกหรือไม่ และไม่มีผู้ใดกล้าประมาท
เชลยศึกสำคัญอย่างแม่ทัพหลินเยี่ยนถูกล่ามโซ่ตรวนทั้งข้อมือและข้อเท้า ก่อนนำตัวขึ้นรถม้าคุมขังซึ่งมีทหารอารักขาแน่นหนาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ผลัดเปลี่ยนกำลังเฝ้ายามตลอดยี่สิบสี่ชั่วยาม
ตลอดการเดินทาง ซูเข่อซินแทบไม่มีโอกาสได้เห็นผู้คนภายนอก นอกจากภาพผ่านช่องหน้าต่างแคบ ๆ ของรถม้า
กลางวัน...ขบวนทัพเคลื่อนผ่านภูเขา ป่าไม้ และเมืองเล็กเมืองน้อยที่เพิ่งสงบจากไฟสงคราม
กลางคืน...เสียงฝีเท้าม้า เสียงเกราะกระทบกัน และเสียงทหารผลัดเวรดังไม่เคยขาด
แม้ยามหยุดพัก ทุกทิศทางก็เต็มไปด้วยทหารถือหอกยืนเฝ้า ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้รถม้าคุมขังของเธอ แม้แต่หมอหลวงยังต้องได้รับคำสั่งจากกู่เหยียนจึงจะเข้ามาตรวจอาการได้
ซูเข่อซินสังเกตเห็นว่ากองทหารมิได้เพียงระวังศัตรูจากภายนอก หากแต่ยังระแวดระวังผู้คนของตนเอง ราวกับหวาดเกรงว่าจะมีผู้คิดร้ายแฝงตัวอยู่ในกองทัพ
เห็นได้ชัดว่าเหตุลอบปลงพระชนม์เจิ้นเป่ยอ๋องครั้งนั้น ได้ทำให้ทุกคนตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ยิ่งขบวนทัพเข้าใกล้เมืองหลวง บรรยากาศยิ่งกดดัน ราวกับกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่สนามรบอีกแห่งหนึ่ง...
สนามรบที่ไม่มีคมดาบ หากเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของผู้คนในราชสำนัก
ซูเข่อซินถอนหายใจยาว พลางก้มมองโซ่ตรวนที่พันธนาการข้อมือและข้อเท้าของตน ก่อนยกยิ้มขื่นอย่างจนปัญญา
เสียงอ่านราชโองการยังดังก้องอยู่ในหู
“เจิ้นเป่ยอ๋องมีคุณูปการปราบแคว้นชิงอัน สร้างความสงบแก่ชายแดน สมควรกลับเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าและถวายรายงานการศึกด้วยตนเอง
อนึ่ง ได้ทรงทราบเหตุลอบปลงพระชนม์ระหว่างกองทัพเคลื่อนพล จึงมีพระบัญชาให้เพิ่มกำลังอารักขาตลอดเส้นทางกลับเมืองหลวง ทหารรักษาพระองค์และกองม้าหลวงจงร่วมคุ้มกัน ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ขบวนโดยมิได้รับอนุญาต ผู้ใดฝ่าฝืน ให้ลงโทษสถานหนักโดยไม่ต้องรอพระบรมราชวินิจฉัย
สำหรับเชลย หลินเยี่ยน แม่ทัพแห่งแคว้นชิงอัน ให้ควบคุมตัวมายังเมืองหลวงพร้อมกองทัพ ห้ามประหาร ห้ามปล่อยตัว และห้ามผู้ใดสอบสวนโดยพลการ จนกว่าจะมีพระบรมราชวินิจฉัย
ผู้ใดขัดราชโองการ ถือเป็นการขัดพระราชประสงค์ มีโทษสถานหนัก"
หญิงสาวแค่นหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ดูท่า...ตัวเธอคงยังมีประโยชน์ต่อฮ่องเต้แห่งหย่งเหออยู่บ้าง มิฉะนั้นคงไม่ออกพระราชโองการให้รักษาชีวิตเชลยศึกอย่างเข้มงวดถึงเพียงนี้
หรือบางที...อาจเป็นเพราะแคว้นชิงอันยังไม่ยอมจำนนโดยสมบูรณ์
หลินเยี่ยนในฐานะแม่ทัพผู้บัญชาการ ย่อมเป็นหมากสำคัญที่สามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการเจรจากับอีกฝ่าย
หากเธอเป็นหลินเยี่ยนตัวจริง เวลานี้คงกำลังครุ่นคิดหาทางหลบหนี หรือไม่ก็หาวิธีกลับไปยังแคว้นของตน
ทว่า... เธอไม่ใช่หลินเยี่ยน
เธอเป็นเพียงซูเข่อซิน นักวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์ผู้หลงเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีผู้นี้
เรื่องการวางกลศึก การบัญชาทัพ หรือการชิงไหวชิงพริบในราชสำนัก เธอแทบไม่มีความรู้เลย
แต่สิ่งที่พอจะวิเคราะห์ได้จากบันทึกประวัติศาสตร์ที่เคยศึกษามา กลับทำให้หัวใจค่อย ๆ จมดิ่ง
หากหย่งเหอใช้ตัวหลินเยี่ยนเป็นเงื่อนไขในการเจรจากับแคว้นชิงอัน และอีกฝ่ายยอมรับข้อเสนอ...
ชะตากรรมของหลินเยี่ยนคงไม่พ้นถูกส่งกลับในฐานะเชลย ถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพ หรือเลวร้ายที่สุด...อาจถูกประหารเพื่อสังเวยความพ่ายแพ้ของแคว้น
แต่หากการเจรจาล้มเหลว... หย่งเหอก็คงไม่มีเหตุผลใดต้องไว้ชีวิตเชลยศึกอย่างหลินเยี่ยนอีก
ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร... ปลายทางของหลินเยี่ยนก็ดูจะมีเพียงความตายเท่านั้น
หญิงสาวหลับตาลงช้า ๆ พลางทอดถอนใจ มองไม่เห็นหนทางรอด...แม้แต่น้อย
เมื่อขบวนเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง ข่าวชัยชนะเหนือแคว้นชิงอันก็แพร่สะพัดไปทั่วนคร
ประชาชนสองข้างทางต่างคุกเข่าต้อนรับกองทัพผู้มีชัย
เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง
“เจิ้นเป่ยอ๋องทรงพระเจริญ!”
“หย่งเหอทรงพระเจริญ!”
แต่เสียงเหล่านั้นกลับไม่ทำให้สีหน้าของเจิ้นเป่ยอ๋องเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
สายตาของเขายังคงเย็นชาราวกับรู้ดีว่า... ศึกที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้น
รุ่งเช้าวันถัดมาราชสำนักเปิดประชุมใหญ่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเข้าประจำตำแหน่งอย่างพร้อมเพรียง
เจิ้นเป่ยอ๋องถวายรายงานการศึกอย่างละเอียด ตั้งแต่การตีแตกกองทัพชิงอัน การจับตัวหลินเยี่ยน ตลอดจนเหตุลอบสังหารระหว่างเดินทางกลับ
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบงัน ฮ่องเต้ประทับฟังโดยไม่ตรัสแทรกแม้แต่คำเดียว เมื่อรายงานสิ้นสุดพระองค์จึงรับสั่งว่า
“เจิ้นเป่ยอ๋องสร้างคุณูปการใหญ่หลวงแก่แผ่นดิน สมควรได้รับพระราชทานรางวัล”
ขุนนางทั้งหลายพร้อมใจกันถวายเสียงแสดงความยินดี
บางคนกล่าวสรรเสริญ บางคนกลับก้มหน้าเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า ภายใต้บรรยากาศอันสงบของท้องพระโรง มีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องเจิ้นเป่ยอ๋องด้วยความหมายที่ยากจะคาดเดา
เมื่อการประชุมดำเนินมาจนเกือบสิ้นสุด ขุนนางหลายคนเตรียมถอยออกจากตำแหน่ง
แต่แล้ว...
ฮ่องเต้กลับยกพระหัตถ์ขึ้นช้า ๆ
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
แม้แต่เจิ้นเป่ยอ๋องยังเงยพระพักตร์ขึ้นเล็กน้อย
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปยังเจิ้นเป่ยอ๋อง ก่อนจะเหลือบมองหลินเยี่ยนซึ่งยังคงคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรง
“แคว้นชิงอันพ่ายแพ้แล้ว แต่การรวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่ง มิอาจอาศัยเพียงคมดาบ”
พระองค์ทอดพระเนตรไปทั่วท้องพระโรง ก่อนตรัสต่ออย่างช้า ๆ
“ตราบใดที่ผู้คนทั้งสองแผ่นดินยังแบ่งแยกกัน ความสงบก็เป็นเพียงชั่วคราว”
ขุนนางหลายคนเริ่มเหลือบมองหน้ากันบางคนคล้ายคาดเดาพระราชประสงค์ได้เลือนราง ขณะที่บางคนยังคงนิ่งเงียบ
ฮ่องเต้จึงตรัสต่อ
“เพื่อยุติความแตกแยกระหว่างสองแผ่นดิน และลดการนองเลือดในภายภาคหน้า...”
พระองค์เว้นช่วงเพียงอึดใจก่อนรับสั่งด้วยพระสุรเสียงหนักแน่น
“เราจะให้หลินเยี่ยนเข้าพิธีสมรสกับเจิ้นเป่ยอ๋อง”
เพียงประโยคเดียว... ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน
เจิ้นเป่ยอ๋องเงยพระพักตร์ขึ้นทันที สีพระพักตร์ที่สงบนิ่งมาตลอดปรากฏร่องรอยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก
ซูเข่อซินซึ่งคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงถึงกับเบิกตากว้าง ความคิดในสมองราวกับหยุดนิ่ง
เป็นไปได้อย่างไร...
เดิมทีการสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแผ่นดิน ย่อมต้องเป็นองค์หญิง พระราชธิดา หรือเชื้อพระวงศ์
ส่วนหลินเยี่ยน... แม้จะเป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียง แต่ก็เป็นเพียงขุนนางผู้หนึ่งเหตุใดฮ่องเต้จึงเลือกนาง แต่ก่อนที่นางจะทันได้คิดต่อ...
ฮ่องเต้ก็ตรัสต่อ
“นับแต่นี้ นางจะเข้าสู่จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง...ในฐานะชายารอง”
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบสนิทราวกับแม้แต่เสียงลมหายใจก็พลันเลือนหาย
ชายารอง... คำเพียงสองคำ ทำให้ซูเข่อซินเข้าใจทุกอย่างในทันที
ที่แท้... การสมรสครั้งนี้ มิใช่การเชิดชูเกียรติหลินเยี่ยนแต่เป็นการกำหนดฐานะของนางเสียใหม่ จากแม่ทัพผู้เคยบัญชากองทัพนับแสนกลายเป็นเพียงสตรีในจวนอ๋องผู้หนึ่ง แม้แต่กู่เหยียนยังนิ่งงัน
ส่วนขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างมองหน้ากันด้วยความไม่อยากเชื่อ
หลายคนเริ่มกระซิบกระซาบเบา ๆ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านพระราชดำรัสเพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าฮ่องเต้มิได้ทรงพระราชทานรางวัลแก่เจิ้นเป่ยอ๋องหากกำลังวางหมากตัวสำคัญลงบนกระดานการเมือง
ทันใดนั้น...เจิ้นเป่ยอ๋องก้าวออกมาหนึ่งก้าว ก่อนคุกเข่าลง
“ฝ่าบาท”
ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเงียบกริบอีกครั้ง
“หลินเยี่ยนเป็นแม่ทัพแห่งแคว้นชิงอัน อีกทั้งเพิ่งถูกจับเป็นเชลยศึก”
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม
“การรับนางเข้าสู่จวน เกรงว่าจะก่อให้เกิดเสียงครหาและความไม่สงบในหมู่ขุนนาง ขอฝ่าบาทโปรดทรงพิจารณาใหม่ด้วยเถิดพะยะคะ”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมายังพระอนุชาของพระองค์ ก่อนตรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบนิ่ง
“เราพิจารณาถี่ถ้วนดีแล้วหรือเจ้าจะขัดความประสงค์ของเรา”
คำถามเพียงประโยคเดียว... ทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงเย็นยะเยือก
เจิ้นเป่ยอ๋องนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มพระพักตร์ลง
“กระหม่อม...มิกล้า”
ฮ่องเต้พยักพระพักตร์เพียงเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้” พระสุรเสียงนั้นไม่ดังนักแต่กลับหนักแน่นดุจไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ซูเข่อซินก้มมองพื้นเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย นางเคยคิดว่าปลายทางของหลินเยี่ยนมีเพียงความตาย
แต่บัดนี้... ดูเหมือนชะตากรรมที่รออยู่อาจซับซ้อนยิ่งกว่าความตายเสียอีก