บทที่ 5 : พิษในราตรี
กลิ่นคาวเลือดยังไม่จางจากกระโจม
หมอหลวงเร่งจัดการบาดแผลของเจิ้นเป่ยอ๋องอีกครั้ง คราวนี้ละเอียดกว่าเดิม แผลถูกเปิดออกใหม่ภายใต้แสงตะเกียงสั่นไหว เศษโลหะเล็กเพียงปลายเล็บถูกคีบออกมาจากเนื้อ
“มีเศษศรหักค้างอยู่จริง…” หมอหลวงพึมพำ เสียงสั่นเล็กน้อย
กู่เหยียนยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงสายตาจับจ้องร่างที่เพิ่งฟื้นคืนชีพ
ลมหายใจของแม่ทัพใหญ่แห่งหย่งเหอยังแผ่ว ทว่าสม่ำเสมอกว่าเมื่อครู่
เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกเป็นครั้งแรกโดยไม่รู้สึกถึงแรงกดทับนับตั้งแต่กลับถึงค่าย
“อย่าให้เรื่องนี้เล็ดลอดออกจากค่ายจนกว่าท่านอ๋องจะฟื้น” เขาสั่งเสียงต่ำ
คำสั่งนั้นไม่ได้เคร่งเครียดอย่างก่อนหน้าแต่มันหนักแน่นกว่าเดิม สายตาคมหันไปยังร่างบางที่ล้มหมดสติอยู่ข้างเตียง
“แล้วนางเล่า” หมอหลวงเอ่ย
กู่เหยียนคุกเข่าลงช้าๆ พลิกไหล่นางให้หงายขึ้น
ใบหน้าเล็กซีดเผือด ริมฝีปากไร้สีผิดปกติเหงื่อชื้นเต็มหน้าผาก
“ชีพจร…” หมอหลวงแตะข้อมือนางแล้วชะงัก
"แปลก”
"แปลกอย่างไร”
"ไม่ใช่พิษรุนแรง แต่เหมือนถูกพิษอ่อนๆ สะสมไว้ก่อนหน้านี้” ชายสูงวัยพึมพำ
กู่เหยียนขมวดคิ้ว
แม่ทัพหลินเยี่ยนถูกจับตัวมาหลายวัน ถูกขัง แผลถูกพันไว้ลวกๆ โดยไม่ได้ใส่ยาใดๆ อย่างที่ควรจะเป็น นางไม่ควรจะโดนพิษใด
หรือว่าพิษนั้น…
สายตาของเขาคมขึ้นเล็กน้อย
“ดูแลนาง” เขาสั่งสั้นๆ
หมอหลวงเลิกคิ้ว
“ท่านรองแม่ทัพ”
“นางยังมีประโยชน์” กู่เหยียนตอบเรียบ
แต่ในใจเขารู้ดีมันไม่ใช่เพียงเรื่องประโยชน์ คนที่กล้าแนบริมฝีปากกับคนที่ถูกคิดว่าใกล้ตายต่อหน้าดาบที่พร้อมฟาดลงสองเล่ม ไม่ใช่คนธรรมดา
ลมกลางคืนพัดผ้ากระโจมไหวเบาๆ
บนเตียง เจิ้นเป่ยอ๋องขยับนิ้วเล็กน้อย เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆกระตุก เสียงแผ่วต่ำดังออกมาราวกับลมหายใจ
“…อย่า…”
กู่เหยียนก้มลงใกล้
“ท่านแม่ทัพ”
เปลือกตาเจิ้นเป่ยอ๋องค่อยๆ เปิดออกเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ภาพแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานกระโจม แต่เป็นเงาร่างหนึ่งนอนหมดสติอยู่ข้างเตียง
หญิงสาวที่ควรเป็นศัตรู
“อย่าให้…นางตาย…” เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน
กู่เหยียนชะงัก
คำสั่งแรกหลังฟื้นจากความตายไม่ใช่ถามถึงมือสังหาร ไม่ใช่ถามถึงราชโองการ
แต่เป็นเรื่องของศัตรูที่ทำให้เจิ้นเป่ยอ๋องเคียดแค้นมาจนถึงทุกวันนี้
ความรู้สึกหนักอึ้งขึ้นอีกครั้ง คืนนี้ค่ายหย่งเหอไม่ได้สูญเสียแม่ทัพใหญ่แต่ได้ตัวแปรใหม่เข้ามาแทน
และประวัติศาสตร์… เริ่มเบี่ยงเบนทีละเส้นบางๆ โดยไม่มีใครทันสังเกต
เสียงลมพัดผ้ากระโจมเสียดสีกันเบาๆ ทหารยามเดินตรวจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ภายในกระโจมอีกหลังหนึ่ง ซูเข่อซินนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้หยาบ
หมอหลวงให้ยาขับพิษอ่อนๆ ไว้ก่อนจากนั้นก็เร่งกลับไปเฝ้าเจิ้นเป่ยอ๋อง
ร่างบางเริ่มขยับเล็กน้อย ตอนแรกเป็นเพียงความหนาว จากนั้นความหนาวแปรเป็นร้อนวูบวาบเหมือนเลือดในกายกำลังไหลสวนทาง
ลมหายใจเริ่มถี่ เปลือกตากระตุก
ภาพเลือนรางผุดขึ้นในความคิด เสียงเหล็กกระทบกัน ควันไฟอบอวลจนแทบหายใจไม่ออก มองอะไรแทบไม่เห็น ทว่ายังได้ยินเสียงลูกศรที่พุ่งทะลุอากาศ
ไม่ใช่ความทรงจำของเธอหรอก แต่เป็นของหลินเยี่ยน
ร่างกายของซูเข่อซินเริ่มสั่น ปลายนิ้วซีดขาว ริมฝีปากอิ่มไร้สี
พิษที่คั่งค้างอยู่ในบาดแผลเก่าอาจถูกกระตุ้นจากความเหนื่อยล้า หรือจากแรงกดหน้าอกอย่างรุนแรงเมื่อครู่
เหงื่อเย็นไหลตามขมับ
“อึก…” เสียงครางเบาๆ หลุดจากลำคอ
ทว่าทหารยามด้านนอกไม่ได้ยิน แต่ในกระโจมใหญ่เยื้องกัน เจิ้นเป่ยอ๋องลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
เขายังอ่อนแรงแต่สติกลับมาชัดเจนขึ้นกว่าก่อน
ความรู้สึกแน่นในอกยังหลงเหลือราวกับหัวใจเพิ่งถูกบีบอัดอย่างรุนแรง เขาจำได้เพียงภาพเลือนราง
มือเล็กๆ กดลงบนอกกับลมหายใจอุ่นที่ส่งผ่านเข้ามา สายตาคมหรี่ลง เสียงบางอย่างดังแทรกผ่านความเงียบ
ไม่ใช่เสียงทหาร ไม่ใช่เสียงลม แต่เป็นเสียงไอแห้งสั้นๆ จากกระโจมอีกด้าน
กู่เหยียนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงเงยหน้าทันที
“ได้ยินหรือไม่”
เสียงไอดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักกว่าเดิม กู่เหยียนก้าวออกจากกระโจมโดยไม่รอคำสั่ง
ภายในกระโจมเล็ก ซูเข่อซินกำลังเกร็งตัวสองมือกำผ้าห่มแน่น เส้นเลือดใต้ผิวซีดขาวเห็นชัดขึ้นผิดปกติ
นางพึมพำเบาๆไม่เป็นภาษา กายบางเย็นเฉียบ
กู่เหยียนขมวดคิ้ว
หมอหลวงถูกเรียกตัวอีกครั้งอย่างเร่งด่วน
ชายสูงวัยตรวจชีพจรแล้วสีหน้าเปลี่ยนไป
“พิษที่แทรกอยู่เดิมเริ่มเคลื่อนไหว” เขาพึมพำ
“แต่ไม่ใช่พิษชนิดเดียวกับท่านอ๋อง”
“ท่านหมอหมายความเช่นไร”
“นางอาจถูกวางยามาก่อนถูกจับตัวมา”
หรือไม่ พิษนั้นอาจเป็นสิ่งที่สะสมมานานในกายของหลินเยี่ยน
ซูเข่อซินหายใจสะดุดอีกครั้งสติเริ่มเลือนราง ในห้วงความมืดเสียงหนึ่งดังชัดขึ้นอย่างประหลาด
เสียงทุ้มต่ำ เย็น และนิ่ง
“เจ้ายังตายไม่ได้”
เสียงที่ดังในห้วงคำนึง เป็นเสียงที่ดังมาจากที่แสนไกล ทว่าจิตใต้สำนึกที่ยังชัดเจนซูเข่อซินกลับแน่ใจว่าเป็นเสียงของเจิ้นเป่ยอ๋อง
ร่างบางขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น
แสงจากตะเกียงส่องผ่านม่านผ้าจนพร่ามัว ซูเข่อซินกะพริบตาช้าๆ หลายครั้งกว่าภาพตรงหน้าจะค่อยๆ ชัดเจน
เพดานกระโจม...
หญิงสาวถอนหายใจแผ่ว ยังอยู่ที่เดิมสินะ...
ความทรงจำก่อนหมดสติค่อยๆ ไหลย้อนกลับมา ทั้งการกดหน้าอก การเป่าลมหายใจ และเสียงหมอหลวงที่ร้องว่าชีพจรกลับมาแล้ว
อย่างน้อย...เขาก็รอด
ซูเข่อซินพยายามยันตัวลุก แต่ทันทีที่ออกแรง ความเจ็บจากบาดแผลทั่วร่างก็แล่นวาบจนต้องสูดลมหายใจลึก
ม่านกระโจมถูกเปิดออกพอดี
รองแม่ทัพกู่เหยียนก้าวเข้ามาพร้อมหมอหลวง สีหน้าของทั้งสองยังเรียบนิ่งเช่นเดิม
หมอหลวงเดินเข้ามาตรวจชีพจร ก่อนพยักหน้าเบาๆ
“พิษในกายเจ้าสงบลงชั่วคราวแล้ว แต่ยังต้องพักฟื้นอีกระยะ”
ซูเข่อซินขมวดคิ้ว
“พิษ?”
“ก่อนหน้านี้ร่างกายเจ้ามีพิษสะสมอยู่แล้ว หากเมื่อคืนไม่ฝืนใช้แรง อาจยังไม่ออกฤทธิ์เร็วถึงเพียงนี้”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น
เธอไม่รู้เลยว่าพิษนี้เป็นของหลินเยี่ยน หรือเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้
กู่เหยียนยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ท่านอ๋องฟื้นแล้ว”
ซูเข่อซินชะงัก
เร็วกว่าที่คิด...
อย่างน้อยประวัติศาสตร์ก็ยังไม่เปลี่ยน
เธอแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ประโยคถัดมาของกู่เหยียนกลับทำให้หัวใจเต้นแรงอีกครั้ง
“ท่านอ๋องรับสั่งให้พาเจ้าไปพบ”
“เดี๋ยวนี้?”
“เดี๋ยวนี้”
ซูเข่อซินมองสีหน้าของรองแม่ทัพแล้วก็รู้ทันทีว่า ต่อให้ปฏิเสธก็คงไม่มีประโยชน์
หญิงสาวลุกลงจากเตียงช้าๆ
หมอหลวงมองนางด้วยแววตาเป็นห่วงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นถ้วยยาสีดำให้
“ดื่มเสียก่อน อย่างน้อยจะช่วยกดพิษไว้ได้”
ซูเข่อซินรับถ้วยยามาอย่างลังเล ก่อนเงยหน้าดื่มจนหมด ความขมแล่นติดปลายลิ้นจนต้องนิ่วหน้า
กู่เหยียนหมุนตัวเดินนำออกจากกระโจมโดยไม่พูดอะไรอีก
ทหารยามสองข้างทางต่างหันมามองนางเป็นตาเดียว สายตาเหล่านั้นไม่เหมือนเมื่อวาน ยังมีความระแวง...
แต่กลับมีบางอย่างปะปนอยู่
บางที...อาจเป็นความสงสัย หรืออาจเป็นความเคารพต่อคนที่เพิ่งช่วยชีวิตเจิ้นเป่ยอ๋องไว้
เมื่อเดินมาถึงกระโจมใหญ่ กู่เหยียนยกมือเปิดม่าน ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ท่านอ๋อง แม่ทัพหลินเยี่ยนมาถึงแล้ว”
ซูเข่อซินสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวเข้าไปภายในกระโจม
กลิ่นสมุนไพรยังคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ
เจิ้นเป่ยอ๋องเอนกายพิงหัวเตียง สีหน้ายังซีดจากการเสียเลือด แต่ดวงตาคมคู่นั้นกลับแจ่มชัดกว่าคืนก่อนมาก
ทันทีที่เห็นนาง เขาก็กวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังพิจารณาคนที่เพิ่งพบเป็นครั้งแรก
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้น
“พิษในตัวเจ้า...ได้รับมาจากที่ใด”
ซูเข่อซินชะงัก
เธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหลินเยี่ยนไปรับพิษมาจากไหน สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงเม้มริมฝีปากแน่น
ตอบก็อันตราย ไม่ตอบ...อาจอันตรายยิ่งกว่า
“ว่ายังไง”
หญิงสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจำใจเอ่ยตอบ
“ข้าไม่รู้...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ข้าไม่รู้ว่าได้รับพิษมาตั้งแต่เมื่อใด”
ดวงตาคมของเจิ้นเป่ยอ๋องยังคงจับจ้องนางไม่วาง ราวกับกำลังแยกแยะทุกถ้อยคำ ทุกสีหน้า และทุกลมหายใจ
ภายในกระโจมตกอยู่ในความเงียบ
เจิ้นเป่ยอ๋องไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงทอดสายตามองนางนิ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากริมฝีปากนั้น
ซูเข่อซินถูกมองเสียจนรู้สึกอึดอัด ชายผู้นี้ไม่จำเป็นต้องยกดาบขึ้นมาข่มขู่ เพียงสายตาเย็นเยียบก็ทำให้คนตรงหน้ารู้สึกเหมือนถูกจับมัดไว้ทั้งร่าง
“เจ้าโกหก” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆไม่ดัง แต่หนักแน่นจนทำให้หัวใจของซูเข่อซินกระตุกวูบ
“ข้าไม่ได้โกหก” เธอปฏิเสธเร็ว
“เช่นนั้นก็ปิดบัง”
หญิงสาวชะงัก ต่างกันตรงไหน...
“เจ้าจำเรื่องก่อนถูกจับไม่ได้”
เธอพยักหน้าหงึกหงักมองเขาไม่หลบตา
“หรือไม่ก็ไม่ยอมพูด”
หญิงสาวกระแอมจนเกือบกลายเป็นสำลัก
ผู้ชายคนนี้จะให้เธอตอบอย่างไร จะบอกหรือว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หลินเยี่ยนคนเดิม แต่เป็นนักวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์จากอีกพันกว่าปีข้างหน้าหรืออย่างไร
แล้วต่อให้พูดออกไปคนพวกนี้คงคิดว่าเธอเสียสติซะมากกว่า หรือไม่ก็สั่งประหารเสียเดี๋ยวนี้
เจิ้นเป่ยอ๋องมองท่าทีของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เจ้ารู้จักวิธีช่วยชีวิตที่หมอหลวงไม่เคยเห็น รู้ว่าบาดแผลควรตรวจลึกกว่าที่เห็น และเจ้าก็รู้ว่า...ข้าไม่ควรตายในคืนนี้”
ประโยคสุดท้ายทำให้ซูเข่อซินเผลอเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคมสบเข้ากับดวงตาของนางพอดี
เขาเห็น... เห็นปฏิกิริยาเพียงเสี้ยววินาทีนั้น
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” น้ำเสียงยังคงราบเรียบ
แต่ยิ่งราบเรียบเท่าไร กลับยิ่งกดดันมากขึ้นเท่านั้น
ซูเข่อซินสูดลมหายใจเข้าลึก
“ข้า...เพียงคาดเดา”
“คาดเดา?”
“ก็ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ หากลอบสังหารเพียงครั้งเดียวแล้วสำเร็จง่ายดาย คนที่ประสงค์เอาชีวิตท่านคงไม่ต้องรอถึงวันนี้กระมัง” นางตอบไปตามสิ่งที่คิดได้ในขณะนั้น
เจิ้นเป่ยอ๋องยังคงมองนางไม่วางตา
“เหตุผลเจ้าฟังขึ้นทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่เชื่อ”
ซูเข่อซินรู้สึกเหมือนเหงื่อเย็นไหลลงมาตามแผ่นหลัง
คนคนนี้... น่ากลัวกว่าที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้เสียอีก
เขาไม่ได้จับผิดจากคำพูดแต่จับผิดจากสีหน้า จากจังหวะการหายใจและจากสายตาของนาง
“เจ้ารู้บางสิ่งเกี่ยวกับข้า” เขาพูดช้าๆ
“สิ่งนั้น...ไม่ใช่สิ่งที่แม่ทัพหลินเยี่ยนควรรู้”
ซูเข่อซินกำชายเสื้อแน่น ประโยคนั้นแทงตรงเข้ากลางใจ
ใช่... หลินเยี่ยนไม่ควรรู้แต่ซูเข่อซินรู้ เพราะเธอเคยอ่านบันทึกชีวิตของบุรุษผู้นี้มานับครั้งไม่ถ้วน
เคยอ่านแม้กระทั่งคำพิพากษาที่ตัดสินให้เขาเป็นกบฏ เคยอ่านบันทึกการประหาร
เคยอ่าน...
ซูเข่อซินสะดุ้ง
ประโยคสุดท้ายเกือบหลุดออกจากปาก โชคดีที่หยุดไว้ได้ทัน
เจิ้นเป่ยอ๋องหรี่ตาลง
“เจ้าจะพูดสิ่งใด”
หญิงสาวรีบส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร”
“เมื่อครู่เจ้าเอ่ยว่า 'เคยอ่าน...'”
หัวใจของซูเข่อซินแทบหยุดเต้น เธอกัดริมฝีปากแน่น
คนผู้นี้... ประสาทสัมผัสช่างดีเยี่ยมสมกับเป็นแม่ทัพใหญ่ ราชสำนักเกรงกลัว
หญิงสาวกำลังคิดหาคำแก้ตัว เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอก
ม่านกระโจมถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
นายทหารผู้หนึ่งคุกเข่าลงทันที
“ท่านอ๋อง”
เจิ้นเป่ยอ๋องละสายตาจากซูเข่อซิน
“มีเรื่องใด”
นายทหารยกกระบอกไม้ไผ่ผนึกตรามังกรขึ้นด้วยสองมือ สีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง
“ราชโองการด่วนจากเมืองหลวงมาถึงแล้ว”