ตอนที่ 4
สวนภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตกแต่งไปด้วยต้นคริสมาสต์ต้นใหญ่ มีไฟประดับสวยงาม ถัดไปไม่ไกลเป็นสระว่ายน้ำ มีแขกเหรื่อไม่ถึงสิบห้าคนเป็นแขกของเจ้าสัวทรงศักดิ์กับคุณชื่นจิตผู้เป็นภรรยา กับอีกหนึ่งหนุ่มคือชนะกานต์ คนที่ปารมีเพิ่งรู้จักเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ และมาร่วมงานนี้ในฐานะคู่ควงของตติยา
ปารมีได้แต่ยิ้ม ผู้ชายคนนี้เป็นคนละคนกับที่หล่อนเห็นเมื่อคืนหรือเปล่า
ตติยาเป็นเพื่อนสนิทของหล่อนก็จริง แต่หญิงสาวยังมีเพื่อนอีกกลุ่มที่คบหากันและมักไปเที่ยวยามค่ำคืนด้วยกัน โดยที่ปารมีไม่ได้ไปด้วยเพราะหล่อนไม่ชอบเที่ยวกลางคืน แม้จะดื่มเป็นบ้างเมื่อมีโอกาสแต่ก็ไม่ใช่สายดื่มหรือเที่ยวกลางคืน จึงไม่แปลกที่จะเห็นตติยาควงหนุ่มไม่ซ้ำหน้าโดยที่หล่อนไม่รู้จักมักคุ้นมาก่อน
อาหารเป็นแบบบุฟเฟต์ที่ทุกคนสามารถเลือกตักเองได้แล้วต้องการ ปารมีหยิบอาหารสามสี่อย่างใส่จานแล้วเดินไปนั่งตรงข้ามกับธนัฐที่หยิบเครื่องดื่มมานั่งรอก่อนแล้ว
“กินแค่นั้นหรือนัฐ” มองเห็นจานที่มีแค่อาหารสองอย่างหญิงสาวจึงถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ผมยังไม่หิว อีกอย่างวันนี้ชิมขนมมาเยอะจนอิ่มจะแย่อยู่แล้ว”
ปารมีหัวเราะ เป็นแบบนั้นจริงๆ วันนี้ธนัฐชิมขนมแทบจะทุกอย่างที่หล่อนกับตติยาทำ
“เด็กๆ อยากออกไปเต้นรำกันหน่อยไหม หนูมี่อยากเต้นรำหน่อยไหมลูก”
“มี่เต้นไม่ค่อยถนัดเลยค่ะคุณป้า ขอนั่งดูคุณป้ากับเพื่อนๆดีกว่าค่ะ”
เสียงเพลงคลาสสิคที่กำลังบรรเลง ปารมีมองเห็นว่าหลายคนเป็นคนที่มีชื่อเสียงตามหน้าสื่อสังคม หลายคู่ที่กำลังเต้นรำอย่างสนุกสนาน
“ให้ตานัฐพาเต้นสิหนูมี่ ตานัฐแกอย่าเอาแต่นั่งเฉย เป็นคนอยากให้จัดแล้วเอาแต่นั่งนิ่งได้ยังไงเพื่อนตัวเองก็ไม่มาสักคน”
“โธ่คุณแม่ พวกนั้นมันเห็นนัดอื่นดีกว่าผมไง ขอผมกินอาหารแปบเดียวนะมี่ เดี๋ยวพาไปเต้นรำ”
คุณชื่นจิตส่ายหน้า รู้สึกขัดใจทุกทีที่บุตรชายเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อเล่น แต่ถึงจะท้วงติงกันกี่ครั้งเจ้าตัวก็ไม่รู้สึกรู้สา แถมปารมีเองก็ยังทำหน้ายิ้มๆไม่ได้สนใจอะไร
“ดี งั้นป้าไปก่อนนะหนูมี่ ตามสบายนะจ๊ะ”
คุณชื่นจิตที่เดินจากไปพร้อมแก้วแชมเปญในมือ เพียงครู่เดียวสองหนุ่มสาวตติยากับชนะกานต์ก็เดินมานั่งร่วมโต๊ะ
“อีกเดี๋ยวฉันก็จะออกไปกับคุณกานต์นะมี่ แกจะออกไปพร้อมกันไหม”
“เดี๋ยวๆ เจ๊จะเอามี่ไปไหน”
“เอ้า ก็พามี่ไปส่งน่ะสิ”
“ให้มี่นอนที่นี่ก็ได้นี่เจ๊ ดึกแล้วด้วย” ธนัฐเอ่ยแย้ง
“ดึกอะไรไอ้นัฐนี่ยังไม่ห้าทุ่มด้วย แล้วอีกอย่าง... ฉันจะไม่กลับมานอนที่บ้านเข้าใจ๊?” ปลายประโยคตติยาเอ่ยกระซิบข้างหูผู้เป็นน้องชาย
ความหมายก็คือ จะให้ปารมีนอนที่นี่ได้ยังไง ในเมื่อหล่อนกำลังจะใช้ปารมีเป็นข้ออ้างในการออกไปนอนข้างนอก
ธนัฐกลอกตา แล้วหันไปสบตากับปารมี ช่วงเวลาอันแสนสั้นที่เขาจะได้อยู่กับปารมีกำลังจะหมดลงแล้วอย่างนั้นหรือ
ส่วนปารมีนั้นได้แต่ก้มหน้าลงแล้วยิ้มกับตัวเอง
หล่อนที่อยู่ตรงกลางจะไปทำอะไรได้ นอกจากยอมเดินไปลาเจ้าบ้านแล้วออกไปกับตติยาและชนะกานต์ โดยมีสายตาขุ่นๆของธนัฐมองตามจนลับสายตา
“ขอบใจนะมีมี่ รักแกที่สุดเลย แฮปปี้นิวเยียร์จ้ะ แล้วเจอกันอาทิตย์หน้านะเพื่อนรัก” ตติยาที่ส่งเพื่อนรักถึงหน้าประตูแล้วสวมกอดคนเป็นเพื่อนเอาไว้แน่น
“ฉันก็รักแก แฮปปี้นิวเยียร์ เที่ยวให้สนุกจ้ะ”
“แฮปปี้นิวเยียร์นะครับคุณมี่”
“แฮปปี้นิวเยียร์ค่ะคุณกานต์”
โบกมือลาคนทั้งสองแล้วปารมีก็ไขกุญแจเข้าไปในร้าน ก่อนจะล็อคประตูแล้วขึ้นไปบนห้องนอน
อดรู้สึกเสียดายเล็กๆไม่ได้ที่ไม่ได้อยู่ที่นั่นต่อ ธนัฐก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน หากก็ต้องยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงใบหน้าของเขาตอนที่รู้ว่าหล่อนต้องกลับ เจ้าตัวทั้งคงขุ่นเคืองและโมโหพี่สาวไม่น้อย แต่ก็ทำอะไรไปไม่ได้มากไปกว่าเหลือบมองหล่อนแล้วถอนหายใจ
อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะหมดเวลาของปีนี้แล้ว ปารมีเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้แล้วเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
กลับออกมาก็เห็นหน้าจอโทรศัพท์สว่างเพราะสายเรียกเข้า
ก้มหน้าลงมองก็เห็นเป็นชื่อธนัฐจึงรีบกดรับด้วยใจที่เต้นระรัวขึ้น
“ว่าไงนัฐ”
“มี่ ลงมาเปิดประตูให้ผมหน่อย” เสียงทุ้มที่เอ่ยมาตามสายทำให้คนที่คิดว่าต้องเหงาคนเดียวในคืนสิ้นปีเผยยิ้มออกมาแล้วรีบเดินไปยังหน้าต่างด้านหน้า
ธนัฐถอยหลังพ้นชายคาแล้วเงยหน้าขึ้นมาพลางโบกมือให้
“ออกมาได้ยังไง” หล่อนเอ่ยถามขณะมองธนัฐล็อคประตู
“บอกว่ามาหามี่”
“หะ? จะบ้าหรือไงนัฐ” หล่อนร้องเสียงหลงเบิกตาโตมองเด็กหนุ่มอย่างเหลือเชื่อ
ธนัฐไหวไหล่เดินเข้ามาโอบสองแขนไปรอบตัวของปารมี
“บ้าตรงไหนครับ ผมก็บอกว่ายังอยากฉลองกับเจ๊นิ้งกับมีมี่อยู่เลย คุณแม่ก็แค่โบกมือไล่ ไม่เห็นว่าอะไร”
ปารมีกลอกตา ธนัฐช่างไหลลื่นเสียจริง
“เซี้ยวจริง”
ธนัฐหัวเราะเบาๆ
“ผมอยากอยู่กับมี่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำไป” เขาว่าพลางรั้งร่างบอบบางให้เข้ามาแนบชิดโน้มตัวลงโอบกอดไว้ แล้วเกยคางไว้กับไหล่บอบบางของอีกฝ่าย
เสียงพลุที่ดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มปล่อยแขนออกแล้วจูงมือบางให้เดิมตามไปยังประตูกระจกใส จากไกลๆ พลุหลากสีกำลังพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“แฮปปี้นิวเยียร์นะมี่”
“แฮปปี้นิวเยียร์จ้ะ”
สบตากันแล้วต่างก็เห็นเพียงความสว่างไสวในดวงตาของกันและกัน
“กลับไปห้องตัวเองได้แล้วนัฐ” ปารมีลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน ปล่อยให้เด็กหนุ่มนอนเหยียดยาวบนเตียงมาได้ครู่หนึ่งได้แล้ว เมื่อเห็นว่าถึงเวลานอนจึงจำใจต้องลุกขึ้นมาบอกอีกฝ่าย
แต่ธนัฐกลับยังนอนเตะแคงมา ตาปรือมองคนตัวเล็กที่ยืนเท้าสะเอวนิ่ง
“ผมขอนนอนด้วยนะคืนนี้ ขี้เกียจลุกแล้ว” เสียงของเขางัวเงียเต็มที
“ไม่ได้นะนัฐ”
จะเพราะเสียงแข็งๆหรือเพราะใบหน้าเคร่งๆก็ไม่รู้ แต่ธนัฐก็ยอมลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ หย่อนเท้าลงจากเตียงแล้วลุกขึ้นมายืนตรงหน้าคนตัวเล็กที่ยังคงเท้าสะเอวมองมา
“ขอกอดหน่อย” สองแขนยื่นออกมา
ปารมีมองใบหน้าอ้อนๆนั้นแล้วยิ้มออกมา ยอมเดินเข้าไปในอ้อมแขนของธนัฐ ยอมให้เขากอดไว้ครู่หนึ่งแล้วถอยออก
“ฝันดี”
ธนัฐยิมสบตากลมโตที่จ้องมองเขาแล้วอดใจไม่ไหวก้มลงประทับเรียวปางบางกับปากอิ่มนุ่มนิ่มอย่างรวดเร็วแล้วถอนออก
ปารมีเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงก่ำ
“ฝันดีครับ”