ความเงียบที่โรยตัวอยู่บริเวณหน้าห้องพักหมายเลข 778-900-X เป็นความเงียบที่ชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะพัดถล่ม
ผมยืนตัวแข็งทื่อ มือทั้งสองข้างประคองจานพลาสติกที่บรรจุ 'ไข่เจียวหมูสับ' สีเหลืองทองอร่ามซึ่งกำลังส่งควันกรุ่นและกลิ่นหอมหวนระดับทำลายล้าง ท่ามกลางวงล้อมของทหารยามหกนายที่จ้องมองจานในมือผมด้วยสายตาหิวโหยราวกับฝูงหมาป่าที่ไม่ได้กินเนื้อมาแรมเดือน
น้ำลายของสิบเอกวอล์คเกอร์หยดแหมะลงบนพื้นเหล็กดัง ติ๋ง ทำลายความเงียบนั้นลงอย่างสิ้นเชิง
"ส่ง... ส่งมันมาให้ฉัน..."
สิบเอกร่างยักษ์ครางเสียงแหบพร่า มือหนาที่สวมถุงมือยุทธวิธีค่อยๆ ยื่นออกมาช้าๆ ราวกับถูกมนต์สะกด ดวงตาของเขาเบิกโพลง ไม่กะพริบเลยแม้แต่วินาทีเดียว ลูกน้องอีกห้าคนที่เหลือก็เริ่มขยับตัวตาม สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความหอมของน้ำปลาหมักและน้ำมันหมู กำลังทำให้พวกเขาสูญเสียการควบคุม
"ดะ... เดี๋ยวสิครับพี่ทหาร! ใจเย็นๆ! ของร้อนๆ แบบนี้รุมแย่งกันเดี๋ยวก็หกหมดหรอก!"
ผมร้องห้ามเสียงหลง ค่อยๆ ก้าวถอยหลังกลับเข้าไปในห้องแคปซูลทีละก้าว สมองแล่นจี๋พยายามหาทางออก นี่ผมเพิ่งข้ามเวลามาพันปีเพื่อมาโดนทหารรุมทึ้งแย่งไข่เจียวตายงั้นเหรอ!? ไอ้อนุสาวรีย์พ่อครัวมันต้องจารึกชื่อผมไว้แบบไหนเนี่ย!
"ฉันบอกให้ส่งมา!!"
พลทหารซุนที่อายุน้อยที่สุดดูจะคุมสติตัวเองไม่อยู่แล้ว เขาพุ่งพรวดเข้ามาหาผม มือทั้งสองข้างตะปบเข้าที่ขอบจานพลาสติกอย่างรุนแรง
"เฮ้ย! ระวัง!"
ผมพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่แรงของทหารที่ผ่านการฝึกมานั้นมากเกินกว่าที่พ่อครัวผอมแห้งอย่างผมจะสู้แรงไหว จานพลาสติกเอียงวูบ ไข่เจียวหมูสับที่สมบูรณ์แบบกำลังจะร่วงหล่นลงสู่พื้นสกปรก!
แต่ทว่า...
วี้ดดดดดดดดดดดดดดด!!
เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของเซกเตอร์ 7 ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอาณานิคม แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าบนเพดานโถงทางเดินเปลี่ยนเป็นสีแดงกะพริบวาบๆ พร้อมกับเสียงประกาศจากระบบ AI ส่วนกลางที่เย็นชาและไร้อารมณ์
[แจ้งเตือนภัยคุกคามระดับ SSS... ตรวจพบความผันผวนของพลังงานจิตขั้นวิกฤต... ขอให้พลเมืองทุกท่านอยู่แต่ในเคหสถาน... แจ้งเตือนภัยคุกคามระดับ SSS...]
วินาทีที่สิ้นเสียงประกาศ อุณหภูมิในโถงทางเดินก็ลดฮวบลงอย่างเฉียบพลัน ความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุเข้าไปถึงกระดูกสันหลังแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ มันไม่ใช่ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่มันคือ 'จิตสังหาร' ที่หนาหนักจนแทบจะจับต้องได้
พลทหารซุนที่กำลังจะแย่งไข่เจียวชะงักกึก ร่างของเขาแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง มือที่กำลังยื่นมาสั่นระริก ก่อนจะค่อยๆ หดกลับไป สิบเอกวอล์คเกอร์และทหารคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน ความหิวโหยที่เคยครอบงำดวงตาถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ใบหน้าของพวกเขากลายเป็นสีซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลอาบแก้มทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ
ผมประคองจานไข่เจียวกลับมาไว้ในมือได้สำเร็จ หันไปมองพวกทหารด้วยความงุนงง
"เกิดอะไรขึ้น..."
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงรองเท้าบูตทหารกระทบพื้นเหล็กดังก้องกังวานมาจากปลายทางเดิน จังหวะการก้าวเดินนั้นหนักแน่น สม่ำเสมอ แต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ทุกครั้งที่รองเท้าคู่นั้นกระทบพื้น ผมรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองถูกบีบรัดตามไปด้วย
เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงไฟสีแดงกะพริบวูบวาบ เมื่อร่างนั้นเดินพ้นจากความมืดเข้าสู่แสงสว่าง ลมหายใจของผมก็สะดุดกึก
ผู้ชายคนนั้น... สูงทะลุหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรอย่างแน่นอน รูปร่างสมส่วนเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดเครื่องแบบทหารสีดำสนิทขลิบทอง บนบ่าประดับด้วยยศ 'จอมพล' ที่ส่องประกายวาววับ เสื้อคลุมสีดำยาวสะบัดพลิ้วไปตามจังหวะการเดินราวกับปีกของมัจจุราช
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาอย่างไร้ที่ติ หล่อชนิดที่ว่าดาราซูเปอร์สตาร์ในยุค 2026 ยังต้องยอมสยบ สันกรามคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน แต่สิ่งที่สะกดสายตาที่สุดคือดวงตาสีทองอำพันคู่คม... ดวงตาที่ดุดัน เย็นชา และในขณะเดียวกันก็ดูบ้าคลั่งราวกับพายุที่กำลังจะระเบิดออกมา
"ทะ... ท่านจอมพล..." สิบเอกวอล์คเกอร์คุกเข่าลงกับพื้นแทบจะในทันที เสียงสั่นเครือจนฟังไม่ได้ศัพท์ ทหารยามคนอื่นๆ ทรุดตัวลงหมอบกราบกับพื้นเหล็กอย่างลนลาน ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสบตาผู้มาเยือน
จอมพล 'เซธ' ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพพันธมิตรดวงดาว ฉายาเทพสงครามไร้พ่าย... นั่นคือข้อมูลที่แล่นเข้ามาในหัวผมจากความทรงจำของร่างเดิม ผู้ชายคนนี้คือตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในจักรวรรดิอวกาศ เป็นคนที่มีอำนาจล้นฟ้า สั่งทำลายดวงดาวได้ด้วยการขยับนิ้วเพียงครั้งเดียว!
แต่ตอนนี้ สภาพของท่านจอมพลผู้ยิ่งใหญ่กลับดูไม่ปกติเลยสักนิด
เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและขมับของเขา ดวงตาสีทองอำพันมีเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำพาดผ่าน ลมหายใจที่พ่นออกมาหอบถี่และหนักหน่วง มือหนาที่สวมถุงมือหนังสีดำข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับตัวเองแน่น ราวกับกำลังพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดแสนสาหัสที่อยู่ภายใน
Overload Syndrome (กลุ่มอาการโอเวอร์โหลด) ...
มันคือโรคประจำตัวของมนุษย์สายพันธุ์พิเศษระดับ S Class ที่มีประสาทสัมผัสไวกว่าคนปกติหลายร้อยเท่า เมื่อพวกเขาต้องรับข้อมูล กลิ่น เสียง และแสงสว่างจากโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากเกินไป สมองจะเกิดการโอเวอร์โหลด ข้อมูลจะตีกันจนเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง และถ้าหากไม่ได้รับการระงับประจุประสาทให้ทันท่วงที พวกเขาอาจจะคลุ้มคลั่งและทำลายล้างทุกสิ่งรอบตัวได้!
และดูเหมือนว่า ตอนนี้จอมพลเซธกำลังอยู่ในจุดวิกฤตขั้นสูงสุด!
"เสียง... หนวกหู..."
เซธเค้นเสียงลอดไรฟัน เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นสะท้านไปด้วยความทรมานและโทสะ เขาเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจกวาดล้างโจรสลัดอวกาศ และแวะมาตรวจตราความเรียบร้อยที่เซกเตอร์ 7 แต่สภาพแวดล้อมที่แออัด เสียงเครื่องจักรที่ดังหึ่งๆ และกลิ่นสารเคมีที่เหม็นอับของสลัมแห่งนี้ ได้เร่งปฏิกิริยาโอเวอร์โหลดในสมองของเขาให้ปะทุขึ้นเร็วกว่ากำหนด
เขาพยายามค้นหายาระงับประสาทในกระเป๋าเสื้อ แต่ความปวดร้าวที่แล่นริ้วไปตามเส้นประสาททำให้มือของเขาสั่นจนควบคุมไม่ได้ จิตสังหารที่แผ่ออกมาเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทหารยามที่หมอบอยู่บนพื้นเริ่มหายใจไม่ออก บางคนถึงกับตาเหลือกค้างเพราะทนรับแรงกดดันจากพลังจิตของจอมพลไม่ไหว
ผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตูห้องแคปซูล ถอยหลังไปจนแผ่นหลังชิดกับกรอบประตู ผมอยากจะวิ่งหนี แต่ขามันก้าวไม่ออก ความกลัวจับขั้วหัวใจเมื่อเห็นแววตาบ้าคลั่งของมัจจุราชสีดำที่กำลังยืนโอนเอนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร
แต่ในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังจะเลวร้ายลงไปกว่านี้...
ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศส่วนกลางก็พัดโชยมา หอบเอากลุ่มควันสีขาวบางๆ และ 'กลิ่นหอม' ของไข่เจียวหมูสับทอดน้ำปลา ลอยไปปะทะเข้ากับจมูกที่ไวต่อสัมผัสของจอมพลเซธอย่างจัง
ชะงัก...
ร่างสูงใหญ่ที่กำลังจะคลุ้มคลั่งหยุดชะงักไปในพริบตา ดวงตาสีทองอำพันที่เบิกกว้างด้วยความทรมานค่อยๆ หรี่ลง เส้นเลือดที่ปูดโปนตามขมับค่อยๆ ยุบตัวลงช้าๆ จิตสังหารที่รุนแรงราวกับพายุทอร์นาโดเมื่อครู่ สลายหายไปในอากาศราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เซธสูดลมหายใจเข้าลึก... ลึกมาก ลึกจนหน้าอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามขยายออก
ท่ามกลางคลื่นข้อมูลนับล้านที่ตีกันวุ่นวายในสมอง ท่ามกลางกลิ่นเหม็นคาวของโลหะและสารเคมีที่น่าสะอิดสะเอียน จู่ๆ ก็มี 'กลิ่นแปลกประหลาด' แทรกซึมเข้ามา มันเป็นกลิ่นที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต
มันไม่มีความบริสุทธิ์แบบอาหารสังเคราะห์ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความ 'โกลาหล' (Chaos) ของโครงสร้างโมเลกุลที่สลับซับซ้อน กลิ่นของไขมันสัตว์ กลิ่นของพืชพรรณบางชนิด และกลิ่นเค็มๆ ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ความโกลาหลของกลิ่นนี้ กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้าไป 'รีเซ็ต' ระบบประสาทที่กำลังโอเวอร์โหลดของเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์!
อาการปวดหัวรุนแรงมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ความรู้สึกโปร่งสบายและเงียบสงบเข้ามาแทนที่
เซธลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขากลับมาเยือกเย็นและทรงอำนาจดั่งเดิม เขากวาดสายตามองไปรอบๆ โถงทางเดิน ก่อนที่สายตาคมกริบราวกับพญาเหยี่ยวจะหยุดชะงักลงที่... ผม
เป๊ะ...
เราสบตากันอย่างจัง ผมรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตเข้าที่กลางอกเมื่อเห็นดวงตาสีทองคู่นั้นจ้องมองมา ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป ออร่าความหล่อและความน่าเกรงขามของเขามันพุ่งกระแทกตาจนผมแทบจะลืมวิธีหายใจ
ตึก... ตึก... ตึก...
เซธก้าวเดินตรงดิ่งมาหาผม ทหารยามที่หมอบอยู่บนพื้นรีบคลานหลีกทางให้อย่างลนลาน เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม ห่างกันเพียงแค่คืบเดียว ความสูงที่ต่างกันเกือบยี่สิบเซนติเมตรทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองเขากลายเป็นไอ้ลูกหมาตัวจ้อยไปถนัดตา
เงาของเขาทาบทับลงมาบังแสงไฟนีออนจนมิด กลิ่นหอมเย็นๆ เหมือนกลิ่นโอโซนหลังฝนตกผสมกับกลิ่นโลหะจางๆ ลอยมาจากตัวเขา มันเป็นกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่เซ็กซี่และดุดันมาก
"สิ่งนั้น..."
เซธเอ่ยปากพูดเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ แหบพร่านิดๆ แต่น่าฟังจนขนลุกซู่ เขาไม่ได้มองหน้าผม แต่มองต่ำลงไปที่จานพลาสติกในมือผม
"คะ... ครับ?" ผมถามกลับเสียงสั่น พยายามควบคุมมือไม่ให้ทำจานสั่นเป็นเจ้าเข้า
"สิ่งก้อนสีเหลืองที่อยู่ในมือของนาย... มันคืออะไร?" เขาถามซ้ำ สายตาจับจ้องไปที่ไข่เจียวหมูสับราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในจักรวาล
"เอ่อ... ขะ... ไข่เจียวครับ ไข่เจียวหมูสับทอดน้ำปลา" ผมตอบตะกุกตะกัก ชื่ออาหารที่แสนจะธรรมดาในอดีต กลับฟังดูเป็นภาษาต่างดาวในยุคนี้
"ไข่... เจียว..." เซธพึมพำทวนคำ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับกำลังค้นหาข้อมูลในคลังสมองอัจฉริยะของเขา "มันส่งกลิ่น... ที่สามารถระงับอาการโอเวอร์โหลดของฉันได้... ฉันไม่เคยเจอสสารที่มีคุณสมบัติทางเคมีแบบนี้มาก่อน"
เขาค่อยๆ ยื่นมือที่สวมถุงมือหนังสีดำออกมา ปลายนิ้วแตะลงบนขอบจานพลาสติกเบาๆ
"ฉันขอ... ทดสอบสสารนี้ได้ไหม?"
คำขอมันดูสุภาพนะ แต่น้ำเสียงและการจ้องมองของเขามันเหมือนการออกคำสั่งที่ถ้าปฏิเสธคือตายสถานเดียว!
"ดะ... ได้ครับ ท่านเชิญทดสอบ... เอ้ย เชิญชิมได้เลยครับ" ผมรีบยื่นจานไปให้ตรงหน้า พร้อมกับหยิบส้อมพลาสติกที่ใช้ตีไข่เมื่อกี้ ยื่นส่งให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา
เซธรับส้อมไปถือไว้ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เล็กน้อย เหมือนคนที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์ทานอาหารแบบโบราณ เขามองไข่เจียวหมูสับตรงหน้าอย่างพิจารณา ควันบางๆ ยังคงลอยกรุ่นขึ้นมาปะทะจมูกโด่งเป็นสันของเขา
เขาใช้ส้อมตัดขอบไข่เจียวที่กรอบเกรียมที่สุดออกมาหนึ่งคำเล็กๆ ชิ้นไข่สีเหลืองทองที่มีหมูสับติดมันแทรกอยู่ถูกยกขึ้นระดับสายตา ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ส่งมันเข้าปาก...
กริบ...
ความเงียบครอบงำทั่วทั้งโถงทางเดินอีกครั้ง ทหารยามหกนายที่หมอบอยู่บนพื้นแอบช้อนตามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง จอมพลเซธผู้สูงส่ง ผู้ที่รับประทานแต่อาหารสังเคราะห์ระดับพรีเมียมที่ปรุงโดยหุ่นยนต์ AI ชั้นสูงในวังหลวง กำลังยืนกิน 'ก้อนสีเหลือง' ประหลาดๆ จากมือของเด็กสลัม!
วินาทีที่ไข่เจียวสัมผัสกับลิ้นของจอมพลหนุ่ม...
กร้วม...
เสียงขอบไข่ที่ทอดจนกรอบแตกออกในโพรงปาก ความร้อนของน้ำมันที่ซึมซับอยู่ในเนื้อไข่กระจายตัวออก ตามมาด้วยรสสัมผัสที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนตลอดชีวิตยี่สิบแปดปี!
มันคือความนุ่มละมุนของไข่ที่ฟูฟ่อง ตัดกับความหนึบหนับของเนื้อหมูสับติดมันที่สุกกำลังดี รสเค็มกลมกล่อมที่เกิดจากการหมักของน้ำปลาธรรมชาติ ผสมผสานกับความเผ็ดร้อนบางๆ ของพริกไทย และความหวานของต้นหอม ทุกอย่างมันผสมปนเปกันอย่างไม่เป็นระเบียบ แต่มันกลับสร้าง 'ความสมดุล' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดบนปลายลิ้น!
เซธเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย รูม่านตาของเขาขยายออก ส้อมพลาสติกในมือหยุดชะงัก
ข้อมูลรสชาติที่ซับซ้อนนับล้านโมเลกุลพุ่งตรงเข้าสู่สมองส่วนรับรสของเขาราวกับคลื่นสึนามิ แต่มันไม่ใช่คลื่นที่ทำลายล้าง มันคือคลื่นแห่งความอบอุ่นที่เข้าไปชะล้างความตึงเครียด กวาดล้างความบอบช้ำจากอาการโอเวอร์โหลดจนหมดจด ความรู้สึกเหมือนได้เอนหลังลงบนเตียงนุ่มๆ ในวันที่เหนื่อยล้า ความรู้สึกของการได้รับการ 'ปลอบประโลม' อย่างแท้จริง
อร่อย... อร่อยเกินไป... อร่อยจนอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้!
"อึก..."
เสียงกลืนอาหารลงคอดังชัดเจนในความเงียบ เซธหลับตาลง ซึมซับรสสัมผัสที่หลงเหลืออยู่ในลำคอ ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากกระเพาะอาหารไปยังปลายเท้าและปลายนิ้ว ใบหน้าที่เคยดุดันและตึงเครียด บัดนี้กลับดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้าจางหายไป
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีทองอำพันคู่นั้นไม่ได้มีแววตาของมัจจุราชอีกต่อไป มันเปล่งประกายวาววับไปด้วยความประหลาดใจ และ... ความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด
เขาไม่พูดอะไรสักคำ แต่พฤติกรรมหลังจากนั้นเป็นตัวบ่งบอกทุกอย่าง
เซธใช้ส้อมตักไข่เจียวหมูสับคำที่สองเข้าปาก... ตามด้วยคำที่สาม... คำที่สี่... จังหวะการกินของเขาเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากที่ค่อยๆ ชิมอย่างระมัดระวัง กลายเป็นการจ้วงตักอย่างตะกละตะกลามแต่ยังคงความสง่างามไว้ได้ (คนหล่อทำอะไรก็ดูดีไปหมดจริงๆ)
ผมยืนอ้าปากค้าง มองภาพจอมพลผู้ยิ่งใหญ่กำลังยืนโซ้ยไข่เจียวฝีมือผมอย่างเอาเป็นเอาตายกลางโถงทางเดินสลัม ไม่ถึงหนึ่งนาที ไข่เจียวฟูๆ ชิ้นโตก็หายวับไปกับตา เหลือทิ้งไว้เพียงคราบน้ำมันบนจานพลาสติกเปล่าๆ
"หมดแล้วเหรอ?"
เซธชะงักส้อมที่กำลังจะขูดก้นจาน เขามองจานเปล่าด้วยสายตาเสียดายอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะหันมาสบตาผมอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่การมองเศษฝุ่นในสลัม แต่มันคือการมอง 'สมบัติล้ำค่า' ที่เขาเพิ่งค้นพบ
"นาย..." เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นช้าๆ "ชื่ออะไร?"
"ขะ... ข้าวจ้าวครับ" ผมตอบเสียงสั่นๆ "นายข้าวจ้าว"
"ข้าวจ้าว..." เซธทวนชื่อผมเบาๆ รสชาติของชื่อนี้ดูเหมือนจะถูกใจเขาไม่น้อย "ไข่เจียวจานนี้ นายเป็นคนทำงั้นเหรอ?"
"ครับ... ผมทอดเองกับมือเลย" ผมยืดอกขึ้นนิดๆ ความภูมิใจในฐานะเชฟเริ่มกลับมา แม้จะยังแอบกลัวรัศมีของเขาอยู่บ้างก็ตาม
"นายรู้ไหมว่าสสารที่นายสร้างขึ้นมา มันมีผลกระทบต่อระบบประสาทของฉันมากแค่ไหน" เซธยื่นจานพลาสติกเปล่าคืนให้ผม ก่อนจะล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีดำขลิบทองออกมาซับริมฝีปากเบาๆ "มันระงับอาการโอเวอร์โหลดของฉันได้หมดจด ภายในเวลาไม่ถึงสองนาที... สิ่งที่แม้แต่ยาระดับท็อปของสถาบันโภชนาการยังทำไม่ได้"
"เอ่อ... มันก็แค่ไข่เจียวธรรมดาๆ นะครับท่าน" ผมเกาหัวแกรกๆ
"สำหรับนายมันอาจจะธรรมดา แต่สำหรับฉัน... และสำหรับจักรวรรดินี้... มันคือปาฏิหาริย์"
เซธก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอีกก้าว ระยะห่างของเราตอนนี้แทบจะหายใจรดกัน ผมต้องเงยหน้าคอตั้งบ่าเพื่อสบตากับเขา กลิ่นโอโซนจากตัวเขาผสมกับกลิ่นควันไข่เจียวจางๆ สร้างบรรยากาศแปลกประหลาดที่ทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะ
"พันโทอลัน!"
เซธตะโกนเรียกเสียงดังกังวาน ทันใดนั้น ทหารหนุ่มผมสีทองในชุดเครื่องแบบรัดรูปก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากมุมทางเดิน เขาก้าวฉับๆ เข้ามาทำวันทยหัตถ์อย่างแข็งขัน
"ครับผม! ท่านจอมพล!"
"จัดการจ่ายหนี้สินทั้งหมดที่มีในระบบของ 'นายข้าวจ้าว' คนนี้ซะ" เซธสั่งการเสียงเรียบ ราวกับกำลังสั่งให้ไปซื้อลูกอมหน้าปากซอย "แล้วเตรียมยานรบหุ้มเกราะระดับ A เปิดใช้เส้นทางพิเศษกลับไปที่ยานแม่ 'เอจิส' ทันที"
"รับทราบครับท่าน!" พันโทอลันรับคำสั่งโดยไม่ถามเหตุผลสักคำ ก่อนจะหันมากดหน้าจอโฮโลแกรมที่ข้อมืออย่างรวดเร็ว
"ดะ... เดี๋ยวครับ! จ่ายหนี้? หนี้ห้าล้านเครดิตของผมเนี่ยนะ!?" ผมร้องเสียงหลง ตกใจจนแทบจะทำจานหลุดมือ "ท่าน... ท่านจะจ่ายให้ผมทำไมครับ!? เราเพิ่งเคยเจอกัน ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ!"
เซธก้มหน้าลงมาหาผม ริมฝีปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก... เป็นรอยยิ้มที่หล่อกระชากวิญญาณ แต่ก็แฝงไปด้วยความเผด็จการอย่างร้ายกาจ
"บนโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ข้าวจ้าว..." นัยน์ตาสีทองของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผม "ฉันซื้ออิสรภาพของนายด้วยเงินห้าล้าน... และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป..."
เขาจับข้อมือซ้ายของผมที่ยังสวมกำไลทวงหนี้อยู่ ยกขึ้นมาตรงหน้า
ติ๊ด!
[การชำระหนี้เสร็จสิ้น! ยอดหนี้คงเหลือ: 0 เครดิต]
[สถานะ: ไท่เป็นอิสระ]
"นายคือ 'เชฟส่วนตัว' ของฉัน... และนายต้องตามฉันขึ้นยานเอจิส... เดี๋ยวนี้"
ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนแมลงวันยุคอวกาศบินเข้าไปทำรังได้
พระเจ้าช่วย! นี่ผมแค่ตื่นมาทอดไข่เจียวใบเดียว... ทำไมจู่ๆ ถึงได้โดนจอมพลปีศาจเปย์หนี้ห้าล้าน แล้วอุ้มขึ้นยานอวกาศไปซะล่ะวะเนี่ย!!
ชีวิตสู้กลับแบบนี้... พ่อครัวตามสั่งรับมือไม่ทันว้อยยยย!!