กวนเยวี่ยหลันได้ฟังที่เซียวอวี้ฉีเอ่ยวาจาเหน็บแนมก็อึ้งงันเหมือนมีอะไรติดคอพูดไม่ออกขึ้นมาชั่วขณะ นางถอนหายใจออกมาหนักๆ ในเมื่อไม่อาจหนีได้เช่นนั้นก็ลองดูสักตั้งเถอะ
เซียวอวี้ฉีนั่งหลังตรงอย่างสง่างาม พลางปรายตามองดูเด็กสาวที่นั่งคัดอักษรอย่างตั้งอกตั้งใจปราดหนึ่ง บางครั้งที่นางเขียนผิดไม้เรียวในมือของเขาก็จะฟาดลงมาที่มือของนางทันที บางทีนางเผลอนั่งชันเข่า เขาก็จะใช้ไม้ฟาดเข่านางเป็นระยะ
เดิมทีเขาคิดว่ากวนเยวี่ยหลันจะต้องทนไม่ไหว แต่กลับผิดคาด นางกลับตั้งใจคัดอักษรมากยิ่งขึ้น แม้ลายมือจะยังไม่ดีเท่าใดแต่ก็นับว่ามีการพัฒนาขึ้น และเขาเองก็มองออกว่านางกำลังอดทนอดกลั้นมากเพียงใด
“เอาล่ะ ดีมากใช้ได้เลย วันนี้พอแค่นี้ก่อน เจ้ากลับไปเถอะ”
กวนเยวี่ยหลันตอบรับคำเสียงเบาพลางส่งยิ้มให้เขา แต่พอเดินออกมาจนพ้นสายตา นางก็ก่นด่าเขาในใจไม่หยุด
บัดซบเอ๊ย เซียวอวี้ฉีคนสารเลว ชาตินี้เราเป็นศัตรูกัน!
กวนเสี่ยวถิงที่ยืนรอพี่สาวอย่างกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นว่ากวนเยวี่ยหลันออกมาแล้วนางก็โล่งใจ สภาพของพี่สาวเหมือนคนเพิ่งถูกทารุณกรรมมาหมาดๆ ผมเผ้ายุ่งเล็กน้อย มือก็แดง อีกทั้งยังเดินโซเซไปมาเหมือนจะหมดเรี่ยวแรงอย่างไรอย่างนั้น
“พี่หญิง ตายแล้ว เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้เล่า ท่านอ๋องทุบตีท่านมาหรือ?”
“ถิงถิงน้องเฮงซวย”
“หืม?”
“ข้าไม่มีแรงแล้ว เจ้าพาข้าไปที่ภัตตาคารกวนอิน หาของอร่อยกินที ข้าจะเป็นบ้าอยู่แล้ว!”
“ได้ๆ ข้าจะพาท่านไปเดี๋ยวนี้ อย่าเพิ่งคลุ้มคลั่งนะ มาๆ จิบสุราก่อน”
พูดจบแล้วกวนเสี่ยวถิงก็เปิดขวดสุราและกรอกใส่ปากพี่สาวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ประคองกันขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังภัตตาคารกวนอินทันที
เมื่อมาถึงกวนเยวี่ยหลันก็สั่งอาหารราวกับโหยหิวมาแปดชาติ ภัตตาคารกวนอินคือภัตตาคารของตระกูลกวน บิดาของนางเป็นเจ้าของ เดิมทีก่อนหน้านี้ท่านแม่เป็นคนดูแล แต่พอท่านแม่ตายจากไปนางซูก็เข้ามารับหน้าที่นี้ต่อ
“พี่หญิง ใจเย็นๆ ก่อนเถอะ ท่านกินขาหมูไปสองขาแล้วนะ!”
“ถิงถิงเจ้าเด็กบ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าต้องอดทนมากเพียงใด เจ้าดูมือข้า เขาตีมือข้า ไม่เพียงเท่านั้นยังตีเข่าข้าอีกด้วย อ๋องเฮงซวย ไม่ติดว่าเป็นอาจารย์ข้ากระโดดถีบไปนานแล้ว!”
“ท่านใจเย็นๆ สิ เบาเสียงหน่อย!”
“ก็ข้าโมโหนี่!”
กวนเยวี่ยหลันเอ่ยจบก็ยกสุราขึ้นมาดื่มจนหมดจอก เมื่อสุราไหลลงคอก็ทำให้นางรู้สึกชื่นใจไม่น้อยเลย กวนเสี่ยวถิงที่เห็นอย่างนั้นจึงสั่งให้คนไปหายามา จากนั้นก็ช่วยทายาที่มือให้พี่สาวของตนอย่างใส่ใจ กวนเยวี่ยหลันมองดูการกระทำของน้องสาว ก่อนจะยื่นมือมาลูบศีรษะกวนเสี่ยวถิงเบาๆ
“ขอบใจเจ้ามาก”
กวนเสี่ยวถิงขนลุกซู่ ก่อนจะจ้องพี่สาวตาเขม็ง
“ข้าขนลุกยิ่งนัก”
กวนเยวี่ยหลันกรอกตาไปมา ก่อนจะยกเท้าถีบเข้าไปที่ขาของกวนเสี่ยวถิงทีหนึ่ง แต่แทนที่กวนเสี่ยวถิงจะโกรธกลับหัวเราะชอบใจพลางบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่นางคุ้นชิน
กวนเยวี่ยหลันก่นด่าเซียวอวี้ฉีโดยไม่รู้เลยว่าที่ห้องข้างๆ กันนั้น เซียวอวี้ฉีกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่กับเซียวลู่เฟยอยู่พอดี
เซียวลู่เฟยเป็นบุตรชายคนโตของหลิงตี้เซียวฉยง ปีนี้อายุสิบสี่ปีแล้วกำลังเป็นหนุ่มน้อยใบหน้าหล่อเหลา เขายังมีน้องชายต่างมารดาคนหนึ่งนามว่าเซียวฉงจวิน ที่มีมารดาเป็นถึงกุ้ยเฟยที่มาจากตระกูลขุนนางเลื่องชื่อ ส่วนมารดาของเซียวลู่เฟยนั้นมาจากตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ที่มีอำนาจไม่แพ้กัน แคว้นต่งยึดถือตามธรรมเนียมเดิม บุตรชายคนโตย่อมได้ขึ้นครองราชย์ไม่ว่าจะเกิดจากสนมหรือฮองเฮาล้วนไม่มีข้อยกเว้น
นับว่าโชคดีที่สวีฮองเฮาให้กำเนิดเซียวลู่เฟย สถานะของเขาจึงสูงส่งและเป็นที่ยอมรับของเหล่าขุนนาง ซ้ำเซียวอวี้ฉียังช่วยสนับสนุนเขาอย่างเต็มกำลัง ทำให้ฝั่งของฉีกุ้ยเฟยไม่กล้าเหิมเกริมเพราะยังกริ่งเกรงอำนาจของเซียวอวี้ฉีอยู่
“เสด็จอา ข้าได้ยินเหมือนว่าสตรีห้องข้างๆ กำลังก่นด่าท่านอยู่นะ เพราะแคว้นต่งของเรามีท่านอ๋องเพียงคนเดียวคือท่าน ได้ยินว่าท่านไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่สำนักศึกษาหลีฟานสตรีนี่นา หรือนางจะเป็นศิษย์ของท่านกัน”
เซียวอวี้ฉีวางถ้วยชาในมือลง ก่อนจะหันมามองเซียวลู่เฟย
“นางอยากด่าก็ด่าไปเถอะ ข้าไม่สะทกสะท้านอยู่แล้ว ว่าแต่เจ้าเถอะ ร่ำเรียนไปถึงไหนแล้ว อย่าเอาแต่ออกมาเที่ยวเล่น หากยังไม่ได้เรื่องได้ราวอีก ข้าจะเป็นคนสั่งสอนเจ้าแทนเสด็จพี่เอง”
“โธ่เสด็จอา ข้าตั้งใจเรียนอยู่แล้ว แต่วันนี้ข้าเบื่อมากจึงอยากออกมาผ่อนคลายเสียหน่อย”
“มิใช่ว่ามาดักรอพบกวนเสี่ยวถิงหรอกหรือ?”
เมื่อถูกมองเจตนาออก เซียวลู่เฟยก็ถึงกับยิ้มหน้าแดง เขายกมือขึ้นเกาศีรษะตนเองก่อนจะเอ่ย
“ถูกเสด็จอามองออกเสียแล้ว”
เซียวอวี้ฉีเพียงยิ้มมุมปาก ดวงตาฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยเตือนหลานชายของตน
“หากเจ้าชอบนางก็จงทำให้เรื่องราวทุกอย่างชัดเจนมากกว่านี้ จริงสิ ข้าจำได้ว่ากวนเยวี่ยหลันชอบเจ้ามาตั้งแต่วัยเยาว์ หากไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังก็จงหาทางทำให้นางตัดใจแต่โดยเร็วเสีย”
เซียวลู่เฟยได้ฟังก็พยักหน้าช้า ๆ เมื่อคิดถึงกวนเยวี่ยหลันเขาก็รู้สึกจุกแน่นในอก เขาและนางพบกันบ่อยครั้ง นางมักจะติดตามแม่ทัพใหญ่กวนเผิงเข้ามาในวัง แม่ทัพใหญ่กวนเผิงเป็นอาจารย์ที่สอนวรยุทธ์ให้กับเขา เขามองนางเป็นเพียงสหายสนิท แต่นางกลับมีใจเกินเลยต่อเขา และเขาเองก็ไม่ได้ชอบนาง เขาชอบกวนเสี่ยวถิงมากกว่า
“หลานทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ ออกมานานแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวลู่เฟยพยักหน้า ก่อนจะเดินตามเซียวอวี้ฉีออกจากห้องอาหาร เมื่อพวกเขาสองคนออกมาจากห้อง ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำเอาชายหนุ่มทั้งสองถึงกับตกตะลึง
ยามนี้กวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงกำลังเดินกอดคอกันออกมาจากห้องอาหาร ใบหน้าของสตรีทั้งสองนางแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นพวกเขาสองคน กวนเยวี่ยหลันกลับหัวเราะร่าออกมา
“ถิงถิงน้องเฮงซวย ดูสิ เซียวลู่เฟยเนื้อคู่ของเจ้ามาแล้ว เจ้าอยากแต่งงานกับเขาหรือไม่ ข้าจะเป็นแม่สื่อให้ เอาไหม?”
“พี่หญิง ท่านพูดบ้าอะไรเนี่ย!”
“ไม่ต้องเขินอาย เซียวลู่เฟยมีใจให้เจ้าเช่นกัน เชื่อข้า โอ้นั่น...เซียวอวี้ฉีก็อยู่ด้วยหรือ ถิงถิงน้องรัก เจ้าอย่าได้เข้าใกล้เขาเชียว อย่ามองเขาด้วยสายตาหลงใหลเด็ดขาด เขาอายุยี่สิบกว่าแล้ว ถือว่าแก่แล้ว เหมาะจะเป็นลุงของพวกเรามากกว่า เจ้าเข้าใจหรือไม่ ไหนเจ้าลองเรียกลุงอ๋องสิ”
“เข้าใจแล้ว ลุงอ๋อง ลุงอ๋อง”
“เยี่ยมไปเลย ตาแก่เซียว ฮ่าๆ!”
เซียวอวี้ฉี “.........”
สองอาหลานถึงกับปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อได้เห็นสภาพเมาโซซัดโซเซของสตรีทั้งสองนาง เซียวอวี้ฉีปรายตามองกวนเยวี่ยหลันปราดหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการคนของตน
“อารักขาพวกนางกลับจวน”
องครักษ์รับคำแล้วทำตามคำสั่ง หลงจู๊ประจำภัตตาคารก็ให้คนงานหญิงมาช่วยประคองกวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงไปที่รถม้าอย่างรวดเร็ว เซียวลู่เฟยมองตามหลังสตรีทั้งสองไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
“ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่เคยเห็นพวกนางรักใคร่กันเลย ปกติเยวี่ยหลันเอาแต่ทุบตีก่นด่าเสี่ยวถิง แต่วันนี้พวกนางกลับมานั่งดื่มสุราด้วยกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เซียวอวี้ฉีไม่ตอบเพียงมองตามแผ่นหลังของสตรีทั้งสองไปจนลับสายตา ก่อนจะสั่งให้เซียวลู่เฟยตามตนกลับวังหลวงไปอย่างรวดเร็ว