ตุลา(ไม่)อ่อนโยน

ตอนที่ 3: ตอนที่2. ลูกชายของเพื่อนแม่

👁️ 7 อ่าน
22px

ขวัญข้าวจำได้ดีว่าเจอหน้าลูกชายของเพื่อนแม่กี่ครั้ง เจอกันครั้งแรกตอนที่เธออายุสิบขวบ เขายื่นหน้ามาใกล้แล้วใช้มือดึงแก้มสองข้างแรงๆ จนเธอร้องไห้จ้าไปฟ้องแม่  เจอครั้งต่อมาก็กระตุกผมเปียของเธอ เจออีกครั้งก็บีบจมูก กลายเป็นว่าทุกครั้งที่เจอ เธอจะหลบอยู่หลังแม่หรือไม่ก็น้ารัศมีไม่ให้เขามารังแกได้อีก

            หลังจากย้ายบ้านก็ไม่ค่อยได้เจอกันอีก เธอไม่ค่อยได้พบ พี่ตุลย์ บ่อยนัก เพียงแต่แม่กับน้ารัศมีนัดเจอกันที เธอก็พลอยรับรู้เรื่องของเขาไปด้วย เธอไม่ได้อยากติดตามข่าวเขาเลยสักนิด ก็แค่น้ารัศมีชอบเปิดมือถือให้ดูว่าลูกชายคนเดียวโตขึ้นแค่ไหน

            เรือท้องแบนพาผู้โดยสารมาถึงปากซอยอย่างปลอดภัย นักศึกษาชายสองคนแยกย้ายไปตามทางของตน  ตุลาลงจากเรือก่อนแล้วฉวยสัมภาระของหญิงสาวมาถือไว้เองเพื่อให้เธอได้ก้าวลงจากเรือได้อย่างสะดวก แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นห่วงตะกร้าแมวมากกว่าตัวเอง เขาบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดแล้วเหวี่ยงเป้สีชมพูของขวัญข้าวขึ้นคล้องไหล่เพื่อให้มืออีกข้างว่างยื่นไปรับตะกร้าสีเขียวใส่แมว

            “ค่อยๆ ลง เดี๋ยวตกน้ำไปจะลำบากให้คนต้องไปงมขึ้นมา”

            อาร์มปรายตามองเพื่อนซี้แล้วกลั้นขำ ไอ้หมอนี้เป็นพวกปากร้ายแต่ใจดี เขาเห็นสีหน้าหญิงสาวไม่ค่อยดีนักจึงยื่นมือไปให้เธอจับเพื่อทรงตัวลงมาจากเรือ

            “ไม่ต้องรีบครับ” อาร์มพูดอย่างอารมณ์ดี จับมือนุ่มนิ่มประคองเธอลงมายืนบนพื้นอย่างปลอดภัย

            “ขอบคุณค่ะพี่...”

            “พี่อาร์มค่ะ เป็นเพื่อนรักของไอ้ตุลย์มัน มีอะไรเรียกใช้ได้นะ ไม่ต้องเกรงใจนะคะ”  อาร์มพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน

            “ว่างขนาดนั้นเชียว”  ตุลาส่ายหน้าไปมาในความหน้ามึนของเพื่อนสนิท

            “ถ้าน้องข้าวจี่ต้องการ พี่ก็ว่างได้เสมอ”   อาร์มหัวเราะร่วน  “ชื่อข้าวจี่ใช่ไหม ชื่อน่ารักดี”

            “ค่ะ”  ขวัญข้าวพยักหน้ารับแล้วยกมือไหว้ขอบคุณเขาอีกครั้ง

            “ชื่อเหมือนหมาข้างบ้าน”

            “ไอ้ตุลย์”   อาร์มลากเสียงยาว ไหนบอกไม่คิดอะไรแต่นี้มันออกแนวหวงแล้วนะ

            “เรียกทำไมกลัวลืมชื่อกูเหรอ” ตุลากระตุกยิ้มที่มุมปาก “ขอบใจมาก เอาไว้คราวหน้าเลี้ยงเบียร์ก็แล้วกัน

            “เออๆ ถ้าน้อยกว่าลังไม่ต้องเรียกกูนะ” อาร์มพูดพลางหัวเราะก่อนส่งยิ้มโปรยเสน่ห์ให้หญิงสาวตากลม “แล้วเจอกันนะครับ น้องข้าวจี่”

            ขวัญข้าวเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ตามมารยาท เห็นคนตัวสูงหิ้วตะกร้าแมวเดินนำไปที่รถกระบะโฟร์วิลสีดำที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก เธอก็รีบวิ่งตามทันที เขาเปิดประตูแล้วแล้ววางเป้กับตะกร้าแมวไว้ที่เบาะนั่งด้านหลัง แต่หญิงสาวรีบคว้าตะกร้าไว้ก่อน

            “ขอนั่งกับแมวได้ไหมคะ”

            “ถ้าเธอนั่งข้างหลังพี่ก็กลายเป็นคนขับรถนะสิ”  ตุลาขมวดคิ้ว

            “แล้ว...”   หญิงสาวทำตาปริบๆ ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี

            “นั่งหน้าสิ” ตุลาโคลงศีรษะไปมาแล้วเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ เขามองหญิงสาวร่างผอมบางอย่างแปลกใจ ทำไมตอนเด็กๆ ถึงได้อ้วนนักนะ ตอนนี้เจ้าก้อนกลมๆ หายไหนหมด

            หญิงสาวจัดแจงวางตะกร้าแมวตรงพื้นด้านล่าง รถของเขากว้างมากสามารถวางตะกร้าได้สบายๆ เธอปลอบใจเจ้าแมวที่ส่งเสียงร้องแทบตลอดเวลาแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเกรงใจ

            “มันจะร้องแบบนี้ตลอดทางหรือเปล่า”

            “ขอโทษนะคะ น้องคงกลัว”  ขวัญข้าวหน้าเสียกลัวเขารำคาญและไล่แมวไป

            “ช่างเถอะ” เขายักไหล่แล้วสตาร์ทรถ “ถนนเส้นหลักถูกน้ำท่วม เราต้องอ้อมไปอีกเส้นนะ ไกลหน่อยแต่ไม่ต้องฝ่ารถติดและน้ำท่วมเข้าเมืองกัน”

            “ค่ะ”

            “หิวหรือเปล่า กินอะไรมาหรือยัง”  ตุลาขับรถออกมาใช้ด้วยความระมัดระวัง ถนนบางช่วงมีน้ำขัง บางช่วงแห้งสนิท เมื่อเช้าเขาขับรถอ้อมอีกอำเภอหนึ่งเลยทีเดียวแต่ก็ดีกว่าเสียเวลากับรถติดที่ต่างคนต่างพยายามจะไปจุดหมายของตน

            “ตอนเช้ากินขนมปังกับนมมาแล้วค่ะ” 

            “ถ้างั้น พ้นเส้นน้ำท่วมแล้ว เจอร้านอาหารจะแวะกินข้าวก็แล้วกัน พี่อยู่บ้านคนเดียวที่บ้านเลยไม่ค่อยมีของสดอะไร เอ่อ...เมื่อวานแม่พี่ก็โทรมาบอกตอนพี่เลิกงานพอดี พี่ยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องให้เราเลย”

            “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวข้าวจี่ทำเองได้”  เห็นเขาพูดดีด้วย หญิงสาวก็เริ่มผ่อนคลายลง แต่เจ้าแมวยังคงส่งเสียงร้อง เธอจึงเปิดฝาตะกร้าแล้วยื่นมือลูบหัวแมว

            “ฟูฟู เป็นเด็กดี อย่างอแงนะ หรือว่าเจ็บแผล”

            “แมวเจ็บเหรอ”  ตุลาถามพลางปรายตามองแมวในตะกร้า

            “ค่ะ น้องหางเป็นแผลค่ะ น่าจะเป็นมานานแล้วจนติดเชื้อ”

            “หือ? ไม่ใช่แมวของเราเหรอ”  เขาถามอย่างแปลกใจ หญิงสาวส่ายหน้าแทนคำตอบ

            “แมวหนีน้ำท่วมมาติดอยู่ที่หอค่ะ”  เธอตอบแล้วปิดฝาตะกร้าลง “คนอื่นๆ ย้ายออกไปแล้ว จะทิ้งแมวไว้ก็เป็นห่วง เลยต้องเอามาด้วยค่ะ แต่...ข้าวจี่บอกคุณน้ารัศมีแล้วนะคะ คุณน้าก็อนุญาตให้พาแมวไปด้วยได้ค่ะ”

            “ไม่เห็นแม่พูดสักคำว่ามีแมวมาด้วย”  ตุลาบ่นงึมงำ แม่ก็รู้ว่าเขาเคยถูกแมวกัดแผลลึกต้องเย็บตั้งสามเข็ม แล้วนี่ให้เขามาดูแลทั้งคนทั้งแมวอีก แม่หนอแม่ เห็นเขาว่างมากหรือไงนะ

            “แต่ข้าวจี่บอกคุณน้าแล้วจริงๆนะคะ” เธอยืนยันกลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าโกหก

            “อื้ม รู้แล้ว” เขาพยักหน้ารับ “มิน่าถึงบอกว่าหาโรงแรมที่พักไม่ได้ ที่แท้มีแมวมาด้วย”

            “โรงแรมอะไรหรือคะ”  คราวนี้หญิงสาวงุนงง อาทิตย์ที่แล้วเริ่มมีประกาศเตือนเรื่องการระบายน้ำออกจากเขื่อน เธออยู่ที่นี่มาสองปีแล้ว ปีที่แล้วก็ประกาศแบบนี้แต่น้ำไม่ท่วมหนักขนาดนี้ ที่จริงก็คิดจะออกมาหาห้องพักรายวันอยู่แต่ติดปัญหาที่เธอทิ้งเจ้าแมวฟูฟูไม่ลง เธอปรึกษากับแม่หลังจากนั้นคุณน้ารัศมีก็โทรมาพูดคุยสอบถาม และตกลงให้เธอไปพักที่บ้านในตัวเมืองชั่วคราวจนกว่าทุกอย่างจะเป็นปกติ ซึ่งเธอคิดว่าคงไม่กี่วัน

            “แมวหางเจ็บต้องหาหมอไหม”  เขาถาม ถึงไม่ชอบแมวแต่จะทำเป็นไม่สนใจก็ไม่ได้

            “ค่ะ...”  เธอพูดเสียงเบาแล้วลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย “แล้วก็ต้องซื้อกระบะทรายแมวกับทรายแมวแล้วก็อาหารแมวด้วย”

            “อื้ม บอกก่อนแบบนี้ก็ดีจะได้ซื้อของก่อนเข้าบ้าน”  เขาขับรถออกพ้นเขตของมหาวิทยาลัยแล้ว ถนนเป็นปกติดี แต่อ้อมเส้นนอกเมืองแบบนี้ใช้เวลาชั่วโมงเศษ หากใช้เส้นทางปกติก็เพียงแค่ยี่สิบนาที แต่เพื่อเลี่ยงน้ำท่วมเขาจึงมาเส้นทางนี้  “ถึงแม่จะอนุญาตให้เอาแมวมาอยู่ด้วยได้ แต่ห้ามปล่อยแมวเดินไปมานะ ห้ามปีนป่ายทำผ้าม่านพังไม่ได้เด็ดขาด”

            “เข้าใจแล้วค่ะ คุณน้าบอกว่ามีกรงพับได้อยู่ในห้องเก็บของค่ะ”

            “อืม น่าจะยังอยู่นั้นแหละ มันเคยเป็นกรงหมามาก่อน แต่หมาตายไปนานแล้วล่ะ”  ตุลามองเห็นร้านอาหารข้างหน้าก็เอ่ยปากถาม “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม หรือมีอะไรที่กินไม่ได้หรือเปล่า”

            “ไม่แพ้อาหารค่ะ พี่ตุลย์กินอะไร ข้าวจี่ก็กินแบบเดียวกันได้ค่ะ” 

            เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ว่าง่ายๆ แบบนี้ค่อยคุยกันง่ายหน่อย เขาเปิดไฟเลี้ยวแล้วจอดรถที่ร้านอาหารริมทางแต่บรรยากาศดี

            “ก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้านนี้อร่อยมากนะ”

            “แต่ข้าวจี่อยากกินข้าว...”

            “แล้วเมื่อกี้บอกว่าพี่กินอะไรก็กินเหมือนพี่ไง”

            “ก็นึกว่าจะจอดร้านที่เพิ่งผ่านมานี่...”

            “แล้วจะกินไหม ก๋วยเตี๋ยวนะ”

            “เลือกได้ไหมล่ะคะ”

            “ข้าวเปล่ากับเกาเหลาล่ะ”

            “ได้ค่ะ”

            “งั้นร้านนี้แหละ”

            ตุลาดับเครื่องรถทันทีที่สรุปได้ลงตัว ขวัญข้าวไม่กล้าทิ้งเจ้าแมวไว้ในรถจึงหิ้วตะกร้าตามร่างสูงเข้าไปด้านใน ชายหนุ่มเห็นคนตัวเล็กหิ้วตะกร้าแมวเอียงไปข้างหนึ่งก็นึกสงสาร เขาหยุดรอเธอเดินเข้ามาใกล้แล้วฉวยตะกร้าแมวไปถือเสียเอง

            “หนักเหมือนกันนะเนี้ย”

            “สามจุดหกกิโลกรัมค่ะ”

            “ชั่งน้ำหนักด้วยเหรอ”

            “จับแมวยืนบนที่ชั่งน้ำหนักของคนไงค่ะ”

            “เป็นแมวจรยังไงอ้วนจริง”

            “แมวจรหรือมีเจ้าของก็ไม่รู้”  ขวัญข้าวพึมพำแล้วเดินไปนั่งด้านใน “ข้าวจี่ประกาศตามหาเจ้าของแมวอยู่นะคะ แต่ยังไม่มีใครติดต่อมาเลยค่ะ”

            “อืม”

            เขาพูดแค่นั้นแล้ววางตะกร้าลงข้างตัวหญิงสาว เขานั่งลงแล้วหยิบกระดาษบนโต๊ะมาเขียนรายการอาหารที่ต้องการโดยไม่ดูเมนู เสร็จแล้วจึงยื่นกระดาษให้อีกฝ่าย

            “กินอะไรก็เขียนเอา”

            “มาบ่อยหรือคะ”  ขวัญข้าวถามเพราะเห็นเขาดูคุ้นเคยกับร้านนี้

            “ก็...มันอร่อยนะ”   อร่อยนะเรื่องจริง แต่คนที่เคยคิดว่าเป็นคนพิเศษชอบมากินที่นี่ ต่อให้ไกลจากบ้านเขาเป็นสิบกิโล เขาก็ขับรถพาเธอคนนั้นมากินได้ แต่พอรู้ว่าสถานะของตัวเองเป็นอะไร เขาก็ไม่ได้มาร้านนี้อีก

            หญิงสาวดูรายการอาหารแล้วจดอย่างไม่เกรงใจ เพราะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาหลายวัน เธอเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ออกมาจากหอพัก ยังดีที่มีอาหารแมวอยู่ เธอเองก็ไม่ได้เลี้ยงแมว แต่ซื้ออาหารแมวใส่ถุงเล็กๆ ติดตัวเอาไว้เวลาเจอแมวจรจะได้ให้อาหารได้

            ตุลารับกระดาษแผ่นเล็กจากมือหญิงสาว เขาปรายตามองเล็กน้อยแล้วยิ้มมุมปาก  คงจะหิวจริงๆ เขาเดินเอารายการอาหารไปให้แม่ครัวด้วยตัวเองแล้วหยิบขนมสองสามถุงและน้ำผลไม้สองขวดติดมือกลับมาด้วย

            “รองท้องหน่อยไหม”

            “ไม่เป็นไรค่ะ รอกินข้าวทีเดียวเลยดีกว่า”

            “เรียนปีไหนแล้ว ทำไมยังอยู่หอในอีก”

            “ปีสองแล้วค่ะ ก็คิดอยู่ว่าปีหน้าจะย้ายไปอยู่หอนอก”

            “แล้วทำไมมีผู้ชายอยู่ล่ะ”

            “ผู้ชาย? อ้อ...สองคนนั้นเหรอคะ เขาก็อยู่หอชายนั้นแหละค่ะ แต่พี่ๆ หน่อยกู้ภัยให้เรามารอที่จุดเดียวกัน ข้าวจี่จะไปหอชายก็ลำบาก สองคนนั้นเลยมารอที่นี่เป็นเพื่อนกัน”

            “สรุปว่าไม่ได้รู้จักกัน”

            “ใช่ค่ะ”

            ไม่รู้ทำไมตุลาถึงรู้สึกโล่งใจชอบกล ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งก๋วยเตี๋ยวและเกาเหลารวมถึงข้าวเปล่าก็ถูกยกมาวางตรงหน้า ขวัญข้าวสั่งลูกชิ้นลวกจิ้มมาเพิ่ม เธอกินอาหารอย่างหิวโหยราวกับท้องไม่เคยย่อยเม็ดข้าวมาหลายวัน

            “ค่อยๆกินเดี๋ยวก็สำลักเอาหรอก”

            “ก็หิวนี่คะ กินแต่มาม่าตั้งหลายวัน”

            ได้ยินแบบนี้แล้วตุลาเลยเข้าใจได้ ทำไมเธออยากกินข้าว เขาก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เขาปล่อยให้เธอกินอาหารของตัวเองและไม่ได้ชวนคุยอะไรอีก ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง คนตัวเล็กก็กวาดอาหารตรงหน้าเกลี้ยง

             “แวะซื้อของใช้ของแมวแล้วเข้าบ้านก่อน ใกล้ๆ บ้านพี่มีคลินิกรักษาสัตว์ค่อยพาแมวไปหาหมอ”

            “ได้ค่ะ”

            ได้กินอิ่มก็อารมณ์ดีขึ้น ใบหน้าสวยจึงระบายยิ้มกว้าง ลูกชายของเพื่อนแม่คนนี้ ปากร้ายไปสักหน่อย แต่จริงๆ ก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยค่ะ พออารมณ์ดีขึ้นขวัญข้าวจึงได้มองเขาเต็มตา เขาอายุมากกว่าห้าปี ตัดผมรองทรงดูเรียบร้อยแต่ยังเห็นต่างหูเล็กๆ ที่ข้างซ้าย จำได้ว่าครั้งหนึ่งคุณน้ารัศมีเปิดรูปในมือถือให้เธอดู เขาเคยทำผมสีขี้เถ้าขัดใจผู้เป็นแม่นัก อืม ถ้าจำไม่ผิด เขาเคยเจาะคิ้วด้วยนี่นะ

            “จ้องหน้าพี่แบบนี้มีอะไรหรือเปล่า” เขาถามแล้วเรียกพนักงานมาคิดเงินค่าอาหาร  ขวัญข้าวรีบหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาแต่ชายหนุ่มโบกมือห้ามไว้ก่อน

            “มื้อนี้พี่เลี้ยง เก็บตังค์ไว้เลี้ยงแมวก็แล้วกัน”

            “เอ่อ...ขอบคุณค่ะ”

            เอาเถอะ เพื่อแมวแล้วต้องทำหน้าหนาไว้ก่อน ยังไงต้องรบกวนเขาอยู่ดี ไม่รู้ว่าน้ำท่วมรอบนี้จะกี่วันกันนะ.

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!