ตุลา(ไม่)อ่อนโยน

ตอนที่ 5: ตอนที่ 4. หนุ่มโรงงานแบบไหนทำไมดูเท่ห์ ดูดีไปหมดแบบนี้นะ!

👁️ 3 อ่าน
22px

          แม้จะแปลกที่แต่เพราะความอ่อนเพลียทำให้ขวัญข้าวหลับสนิท แต่ที่เธอหลับนั้นไม่ใช่ในห้องนอน แต่เป็นห้องนั่งเล่นและมีแมวอ้วนกลมนอนอยู่ใกล้กัน

            ชายหนุ่มเจ้าของบ้านยืนมองภาพเบื้องหน้าอย่างงุนงง หรือเพราะเขาไม่อนุญาตให้เธอเอาแมวไปนอนด้วย เธอก็เลยออกมานอนกับแมวแบบนี้ เขายื่นมือไปหมายจะปลุกแต่ก็เปลี่ยนใจ หันไปเขียนโน้ตสั้นๆ แล้วเดินไปติดที่ตู้เย็น เดินกลับมาอีกทีก็เห็นคนตัวเล็กงัวเงียลุกขึ้นมาแล้ว

            “พี่ตุลย์...”  เธอเรียกเหมือนไม่มั่นใจว่าเป็นเขา

            “พี่จะไปทำงานแล้ว อยู่บ้านดีๆล่ะ”

            “ค่ะๆ”  เธอยังลืมตาไม่เต็มที่แต่ก็พอมองเห็นร่างสูงโปร่งที่สวมเสื้อช็อปสีเทา ตรงอกเสื้อเหมือนจะปักชื่อบริษัท

            “พี่จดเบอร์โทรที่โรงงานไว้ให้ เผื่อมีธุระด่วน อยู่ในโรงงานบางทีพี่ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือแล้วก็กุญแจสำรอง ถ้าออกไปข้างนอกก็ล็อกบ้านดีๆ เข้าใจนะ”

            “ค่ะ”  เธอก็ยังคงพยักหน้ารับอย่างมึนงงอยู่ เมื่อคืนเธอเป็นห่วงเจ้าฟูฟูเลยย่องออกมาดูเจ้าแมวอ้วนที่อยู่ในกรง และก็จริงอย่างที่คิด ดูมันไม่ค่อยชอบใจที่ต้องนอนในกรงนัก แรกทีเดียวแค่คิดว่าจะอุ้มแมวมานอนเล่นปลอบขวัญให้มันหายกลัว แต่ไปๆมาๆ หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

            “พี่ไปล่ะ”  โดยไม่รู้ตัว มือใหญ่เอื้อมไปลูบหัวหญิงสาวเบาๆ แล้วยิ้มขบขัน

            ขวัญข้าวเห็นรอยยิ้มของเขาแล้วก็รู้สึกแปลกๆในอก เห็นเขาหยิบแว่นกันแดดออกมาสวมแล้วเดินออกไปใส่รองเท้านอกบ้าน กระทั่งได้ยินเสียงรถออกไปแล้วเธอจึงได้สติ ยกมือขึ้นแตะศีรษะตัวเอง เมื่อครู่เขาลูบหัวเธอเหรอ?  หญิงสาวยังรู้สึกเหมือนกึ่งในกึ่งตื่นจนหันมาสบตากับเจ้าแมวอ้วนที่ร้องเหมียวๆ คล้ายบอกว่าหิวแล้วทำให้เธอได้สติ

            ก็ไหนคุณน้ารัศมีบอกว่าลูกชายเป็นหนุ่มโรงงาน หนุ่มโรงงานแบบไหนทำไมดูเท่ห์ ดูดีไปหมดแบบนี้นะ!

            หญิงสาวส่ายหน้าไปมา แล้วนึกขึ้นได้ว่าตัวเองคงอยู่ในสภาพไม่น่ามองนัก เขาถึงได้กลั้นหัวเราะแบบนั้น ช่างเถอะ ไหนๆ เขาก็เคยเห็นเธอสภาพร้องไห้ขี้มูกย้อยมาแล้วนี่ ขวัญข้าวลุกขึ้นแล้วเดินไปเทอาหารเม็ดใส่ชามให้เจ้าฟูฟูแล้วจัดการเก็บอึร่อนทรายของมันให้เรียบร้อย  จึงไปจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แม้น้ำท่วมแต่ทางมหาวิทยาลัยยังจัดการเรียนแบบออนไลน์ ขวัญข้าวไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในห้องนอนจึงยกโน้ตบุ๊ตออกมานั่งเรียนที่ห้องนั่งเล่น และเมื่อเจ้าของบ้านไม่อยู่ เธอก็ปล่อยให้เจ้าแมวอ้วนกลมออกมาเดินเล่นในห้อง

            “ห้ามออกไปข้างนอกนะ”

ขวัญข้าวบอกเจ้าแมวหางเจ็บ แล้วกลับมาเตรียมเรียนออนไลน์ แต่เห็นเจ้าอ้วนหันมาสบตาด้วยเล็กน้อย เธอก็อดคิดถึงคนที่บอกว่าไม่ชอบแมว แต่ยอมหยุดงานเพื่อพาแมวไปหาหมอไม่ได้  เขาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเธอแต่เขาจบคณะวิศวะ ส่วนเธอเรียนคณะมนุษยศาสตร์ ด้วยความชอบด้านภาษาจึงเลือกเรียนคณะนี้   เธอไม่ได้สนิทกับเขาอย่างที่น้ารัศมีคาดหวังนัก แม่ของเธอกับน้ารัศมีเป็นเพื่อนรักกัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แม่ของเธอมีปัญหาชีวิตหย่าร้างกับพ่อ แม่กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและพาเธอมาเช่าบ้านอยู่ใกล้กับน้ารัศมี แต่ตอนนั้นตุลาไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าอีกจังหวัด นานๆจะมากรุงเทพฯเจอกันที พอได้ยินว่าเขากลับมาอยู่กรุงเทพฯ ก็พอดีกับแม่ได้งานใหม่ย้ายบ้านกันอีก แต่ถึงอย่างนั้น แม่กับน้ารัศมีก็ยังติดต่อกันเรื่อยๆ มีโอกาสก็นัดพบกันที เธอได้ยินน้ารัศมีพูดบ่อยๆ ว่าอยากให้ลูกสองคนสนิทกันเหมือนที่แม่ๆ สนิทกัน แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ชายจะให้มาสนิทสนมกับเด็กผู้หญิงอย่างเธอก็คงไม่สะดวกใจนัก

            เมื่อตอนที่น้ารัศมีรู้ว่าเธอสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ ยังฝากฝังให้ พี่ตุลย์ มาดูแลเธอ แต่เขาเองก็เพิ่งเข้าทำงานประจำได้ไม่นาน เธอก็ไม่กล้ารบกวนอะไรเขา การตัดสินใจมาใช้ชีวิตคนเดียวเป็นเรื่องที่เธอเตรียมใจไว้แล้ว เธอจึงไม่รู้สึกโกรธหรือน้อยใจอะไร แต่ในวันที่เดือดนร้อนเขายอมเสียเวลามารับ อย่างน้อยก็นับว่ามีน้ำใจอยู่มากทีเดียว

หญิงสาวเผลอยกมือขึ้นลูบผมตัวเอง  นึกถึงสัมผัสที่เขาทิ้งไว้ก่อนจะออกไปทำงาน คงแค่เอ็นดูและทำไปเพราะคำสั่งของน้ารัศมี เจ้าแมวน้อยตัวอวบเดินเข้ามาคลอเคลีย  ขวัญข้าวมองแล้วยื่นมือไปเกาคางให้เบาๆ เธอกับเจ้าแมวนี้ก็คงไม่ต่างกัน  ไม่ควรหวั่นไหวกับความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รับ  เพราะถึงเวลาก็ต้องกลับไปอยู่ในที่ๆ เป็นของเธอ

            ตุลาขับรถไปทำงานด้วยความเคยชิน ระยะทางสิบหกกิโลไปกลับรวมสามสิบสองกิโลแม้จะสิ้นเปลื้องน้ำมันรถอยู่ไม่น้อย แต่เขาเป็นคนอยู่ติดที่ ถ้าชินกับที่ไหนแล้วก็ไม่อยากจะเปลี่ยน บ้านหลังนี้เดิมทีเป็นบ้านของปู่ย่า  ช่วงวัยรุ่นเขาเคยมาอยู่ที่บ้านนี้เพราะปู่ย่าไม่มีลูกหลานคนอื่นมาอยู่เป็นเพื่อน ส่วนพ่อก็ยุ่งกับกิจการที่ลงทุนไปไม่น้อย และเขาเองก็ไม่ชอบชีวิตในกรุงเทพฯ แต่เมื่อปู่ย่าเสีย เขาก็กลับไปอยู่ที่กรุงเทพฯ และกลับมาเรียนที่นี่ในระดับปริญญาตรี   ที่ผ่านมาได้ยินแม่พูดเรื่อง ข้าวจี่ จนเบื่อ ทั้งที่ไม่ได้เจอกัน เขาไม่ชอบอะไรที่ถูกวางแผนให้ต้องทำตาม แม่อยากให้ลูกสนิทกันเหมือนที่แม่ๆ เป็นเพื่อนรักกัน แต่เขาเป็นผู้ชายจะให้ไปเล่นอะไรกับเด็กผู้หญิงได้เล่า

            อืม...แต่ถ้าเล่นแบบผู้ใหญ่ก็ได้อยู่นะ

            ชายหนุ่มสายหน้าไปมาแรงๆ นั้นลูกสาวของเพื่อนแม่นะ เป็นคนที่แม่หวงอย่างกับลูกในไส้ ถ้าทำอะไรเกินเลยคงทำให้ผู้ใหญ่มองหน้ากันไม่ติดแน่ๆ  น้ำคงท่วมไม่กี่วันเหมือนทุกปีนั้นแหละ ประเดี๋ยวเธอกับเจ้าแมวอ้วนนั้นก็กลับไปอยู่ที่ของเธอแล้ว

            ชายหนุ่มจอดรถเรียบร้อยก็ตรงไปกินข้าวที่โรงอาหาร ปกติเขากินข้าวเช้าและเที่ยงที่นี้เป็นประจำ วันนี้เป็นห่วงเด็ก เอ่อ ไม่ใช่สิ ลูกสาวของเพื่อนแม่อยู่บ้าน แต่คนมาอยู่หอคนเดียวคงดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว แต่พอนึกถึงหน้างัวเงียของเธอแล้วเขาก็เผลอยิ้มอย่างไม่รู้ตัว

            “อะไรกัน แค่กินข้าวนี้ต้องยิ้มหน้าบานเลยเหรอ”  

เสียงเพื่อนร่วมงานทักทำให้ตุลาขมวดคิ้ว  เขายิ้มตอนไหนกันล่ะ?

“รอบนี้น้ำท่วมหนักเลย มีคนลางานหลายคนเพราะไม่สะดวกมาทำงาน”  เพื่อนอีกคนพูดขึ้นแล้วนั่งกินข้าวข้างกัน

“ดูจากคลิปที่แชร์กันมา ถนนตัดขาดหลายเส้น ถ้าเขื่อนยังไม่หยุดการระบายน้ำ คงน้ำท่วมกันอีกเป็นอาทิตย์เลย”

“ให้ครึ่งเดือนเลยรอบนี้ เอาเฉพาะแถวมหาวิทยาลัยนะ พวกพื้นที่รับน้ำนานเป็นเดือนแน่ๆ เสียดายที่นาเสียหายหนักเหมือนกัน ข้าวกำลังออกรวงเลย”

“ว่าแต่ได้ยินว่าโรงงานเราก็จะไปมอบถุงยังชีพอะไรด้วยนะ”

“ก็ดีสิ ช่วยๆกันไป”

ตุลานิ่งไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้ตามข่าวละเอียดนัก ข่าวโทรทัศน์ช่องหลักแทบไม่มีอยู่แล้ว ต้องติดตามจากข่าวช่องท้องถิ่น เขาหยิบมือถือมาเปิดอ่านข่าวดูแล้วก็อดเป็นกังวลไม่ได้ ยัยเด็กนั้นเอาเป้มาใบเล็กนิดเดียว คงเอาเสื้อผ้ามาแค่ไม่กี่ชุด ถ้าต้องอยู่บ้านเขาจนน้ำลด เสื้อผ้าคงไม่พอใส่  ถ้างั้นซื้อของสดเข้าบ้านไว้หน่อยดีกว่า เอ...ทำกับข้าวเป็นไหมนะ หรือเขาควรจะโทรสั่งให้ไปส่งที่บ้านดี

“ทำหน้าเครียดจัง หรือที่บ้านโดนน้ำท่วมไปด้วย”

“บ้านผมไม่โดน แต่คนรู้จักโดน”  เขาตอบแล้วรีบจัดการข้าวราดแกงของตัวเองให้เสร็จ ต้องไปแจ้งขอลาหยุดงานอีก

“อ้าว จะรีบเข้าโรงงานแล้วเหรอ”

“พอดีจะไปฝ่ายบุคคล ว่าจะขอลางานวันศุกร์นะ”  ตุลาเอ่ยตอบแล้วรีบลุกขึ้นไปทันที  เพื่อนแผนกเดียวกันมองแผ่นหลังของคนตัวสูงแล้วก็หันมาคุยกันเอง

“เป็นลูกเจ้าของโรงงานต้องลางานด้วยเหรอวะ กูนึกว่าอยากทำอยากหยุดวันไหนก็ได้”

“เฮ้ยๆ อย่าพูดดังไป ไอ้คุณตุลย์มันไม่ชอบให้ใครมองว่าเป็นลูกเจ้าของโรงงานแล้วได้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่นอยู่”

เพื่อนร่วมแผนกพยักหน้าให้กันแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย ใครจะมีอภิสิทธิ์ยังไงไม่รู้ แต่งานดีเงินดี แถมสวัสดิการก็ดีอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ต้องกอดไว้แน่นๆ เลยทีเดียว.

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!