ผมแค่จะสตรีมทำอาหารเลี้ยงลูก แต่ท่านประธานคนนั้นช่วยหยุดเปย์ก่อนได้ไหมครับ

ตอนที่ 1: ตื่นขึ้นมาเป็นปะป๊า... กับไข่ข้นก้นตู้เย็น

👁️ 24 อ่าน

กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นเหล้าเหม็นหืนโชยเข้าจมูกเป็นสิ่งแรกที่ปลุกผมให้ตื่นจากความมืดมิด

ความรู้สึกหนักอึ้งที่ศีรษะราวกับมีใครเอาค้อนปอนด์ขนาดใหญ่มาทุบซ้ำๆ ลงบนขมับทำให้ผมต้องนิ่วหน้าด้วยความทรมาน คอแห้งผากราวกับกลืนผงทรายลงไป ผมพยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิง ค่อยๆ ลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นมองภาพเบื้องหน้า... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานสีขาวสะอาดตาที่ประดับด้วยโคมไฟระย้าในคอนโดหรูย่านใจกลางเมืองของผม แต่กลับเป็นเพดานไม้เก่าๆ ที่มีรอยปลวกแทะและคราบน้ำฝนซึมเป็นวงกว้าง สีที่หลุดร่อนตกลงมาเกลื่อนพื้นบ่งบอกถึงสภาพที่ขาดการดูแลมานานนับปี

ที่นี่ที่ไหน?

คำถามแรกผุดขึ้นมาในหัวท่ามกลางความสับสน ผมจำได้แม่นยำว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ตัวเองยังสวมชุดเชฟสีขาวสะอาดตา กำลังยืนสั่งการอยู่หน้าเตาไฟที่ลุกโชน เร่งเคลียร์ออเดอร์มื้อค่ำรอบดึกในห้องครัวที่วุ่นวายของโรงแรมระดับห้าดาว ผมคือ 'เชฟปกรณ์' เอ็กซ์คลูซีฟเชฟที่อายุน้อยที่สุดและกำลังเป็นที่จับตามองในวงการอาหาร แต่ความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมงไม่ได้พักผ่อน ประกอบกับความเครียดจากความสมบูรณ์แบบที่ผมยึดถือ ทำให้จู่ๆ หน้าก็มืดวูบ โลกทั้งใบหมุนคว้าง แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลงไปพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อผมของลูกมือในครัว

แล้วทำไม... ทำไมตอนนี้ผมถึงมานอนกองอยู่บนฟูกบางๆ ในห้องเช่ารูหนูที่สภาพไม่ต่างอะไรจากรังโจรแบบนี้ได้?

ผมพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายนี้กลับหนักอึ้งและไร้เรี่ยวแรงอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความปวดเมื่อยจากการยืนทำอาหารนานๆ แต่มันคือความอ่อนล้าของคนที่ใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วงและดื่มแอลกอฮอล์จนเกินขนาด ทันใดนั้นเอง อาการปวดแปลบก็แล่นจี๊ดขึ้นมาที่ขมับ พร้อมกับความทรงจำนับไม่ถ้วนที่ไม่ใช่ของผม ไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ทับซ้อนกันจนผมต้องยกมือขึ้นกุมหัว

...น่านฟ้า... นั่นคือชื่อของร่างนี้ ชายหนุ่มวัย 26 ปี อดีตเด็กช่างยนต์ที่เคยมีอนาคตไกล ฝีมือดีจนอาจารย์ทาบทามให้ไปทำงานในศูนย์รถยนต์ใหญ่ แต่ชีวิตกลับต้องพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าเพราะหลงระเริงไปกับวงจรสีเทา... เขาติดพนันออนไลน์ขั้นรุนแรง ผลาญเงินเก็บทุกบาททุกสตางค์จนหมดเกลี้ยง หนี้สินเงินกู้นอกระบบท่วมหัวจนโดนตามทุบตี ภรรยาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาทนความตกระกำลำบากและนิสัยที่เปลี่ยนไปไม่ไหว ตัดสินใจหนีไปกับชายคนใหม่ ทิ้งเขาไว้กับซากปรักหักพังของชีวิต...

และที่สำคัญที่สุด... ทิ้งภาระชิ้นใหญ่เอาไว้ให้เขาเผชิญหน้าเพียงลำพัง

"ฮึก... ปะ...ปะป๊า..."

เสียงสะอื้นแผ่วเบาที่ดังแว่วมาจากมุมห้องอันมืดมิด กระชากสติของผมให้หลุดออกจากห้วงความทรงจำอันเลวร้าย ผมหันขวับไปมองตามต้นเสียงนั้นทันที

ภาพที่เห็นทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของผมกระตุกวูบ ที่ซอกตู้เสื้อผ้าไม้เก่าๆ มีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งนั่งกอดเข่าคุดคู้พยายามหดตัวให้เล็กลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เด็กผู้ชายตัวน้อยผิวพรรณมอมแมม สวมเสื้อยืดคอย้วยสีซีดที่เก่าจนสกรีนลายการ์ตูนลอกหลุด ร่างกายของแกผอมแห้งจนเห็นกระดูกไหปลาร้าปูดโปนออกมานอกคอเสื้อ แขนขาเล็กเรียวราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักลงได้ทุกเมื่อ แต่สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดคือ ดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาสีใส กำลังจ้องมองมาที่ผมด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

เด็กคนนั้นสะดุ้งเฮือกจนตัวโยนเมื่อเห็นผมขยับตัวลุกขึ้น ร่างเล็กสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำที่ไร้ที่พึ่ง ปากเล็กๆ ที่แห้งผากจนลอกเป็นขุยขยับเม้มเข้าหากันแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะละล่ำละลักเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

"หนู... หนูขอโทษครับปะป๊า หนูไม่ได้ตั้งใจทำเสียงดัง... อย่าตีหมูหยองเลยนะ... ฮึก"

ทันทีที่สิ้นประโยคนั้น ภาพความทรงจำอันเลวทรามของเจ้าของร่างเดิมก็ผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ ภาพของน่านฟ้าที่กำลังเมามายไร้สติ เงื้อมมือทุบตีและตะคอกใส่เด็กน้อยตรงหน้าเพียงเพราะหงุดหงิดที่เสียพนัน หรือเพียงเพราะเด็กร้องไห้หิวข้าว รอยช้ำเป็นจ้ำๆ ตามแขนเล็กๆ นั่นคือผลงานความระยำของร่างที่ผมกำลังสิงสู่อยู่

ไอ้ชาติชั่วเอ๊ย!

ผมสบถด่าเจ้าของร่างนี้ในใจอย่างอดไม่ได้ ผมโกรธจนแทบคลั่ง ทำไมสวรรค์ถึงเล่นตลกกับชีวิตผมขนาดนี้ เชฟบ้างานที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการสร้างสรรค์อาหารชั้นเลิศอย่างผม ให้ตายแล้วดันมาเกิดใหม่ในร่างของไอ้ขยะสังคม ที่แม้แต่ลูกในไส้ของตัวเองยังดูแลไม่ได้ มิหนำซ้ำยังทำร้ายร่างกายและจิตใจเด็กบริสุทธิ์แบบนี้วะ!

ความโกรธเกรี้ยวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย แต่เมื่อผมกะพริบตาและเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาของ 'น้องหมูหยอง' สายตาที่มองผมราวกับมองมัจจุราช ผมก็รู้ว่าผมไม่สามารถแสดงท่าทีคุกคามใดๆ ออกมาได้อีก ผมต้องรีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับอารมณ์พลุ่งพล่าน กดความเกลียดชังที่มีต่อร่างนี้ลงไปให้ลึกสุดใจ และปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนและคุกคามน้อยที่สุดเท่าที่ใบหน้าซูบซีดนี้จะทำได้

ผมค่อยๆ ขยับตัวลงจากฟูกนอนช้าๆ พยายามไม่ทำเสียงดังให้เด็กตกใจ ชูสองมือขึ้นข้างลำตัวอย่างช้าๆ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้อีกฝ่ายเห็นว่าผมไม่มีอาวุธและไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย

"เฮ้... เจ้าหนู ฟังนะ" ผมพยายามดัดเสียงแหบพร่าและแห้งผากของตัวเองให้ดูนุ่มนวลและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้คอจะเจ็บแสบก็ตาม "ป๊าไม่ตีหนูแล้ว... ไม่ต้องกลัว"

ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น แต่เด็กน้อยก็ยังคงมองผมด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ น้ำตายังคงไหลอาบแก้มตอบๆ คู่นั้น ร่างกายเล็กๆ ยังคงสั่นสะท้านไม่หยุด ความบอบช้ำทางจิตใจที่สะสมมานานไม่อาจลบเลือนได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ

ผมตัดสินใจหยุดการเคลื่อนไหว นั่งขัดสมาธิลงกับพื้นเย็นเฉียบเพื่อรักษาระยะห่าง ไม่ให้แกเกร็งไปมากกว่านี้ ผมจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่แสนเศร้านั้น แล้วถามคำถามที่คิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับการมีชีวิตรอดในตอนนี้

"หิวไหม?"

คำถามสั้นๆ นั้นเหมือนไปสะกิดโดนจุดอ่อนไหว ร่างเล็กสะดุ้งน้อยๆ มือป้อมๆ ที่เปื้อนฝุ่นยกขึ้นมากุมหน้าท้องที่แบนราบของตัวเองโดยอัตโนมัติราวกับเป็นสัญชาตญาณการป้องกันตัว ปากเล็กๆ ขยับเม้มเข้าหากันแน่นเหมือนจะปฏิเสธตามความเคยชินที่ถูกคนเป็นพ่อสั่งห้ามไม่ให้ร้องขออาหารเวลาที่เขาอารมณ์ไม่ดี

"ห...หนู... หนูไม่..."

โครก...

เสียงท้องร้องที่ประท้วงดังลั่นออกมาท่ามกลางห้องเช่าเงียบๆ เป็นคำตอบที่ชัดเจนและซื่อสัตย์ที่สุด น้องหมูหยองหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู รีบก้มหน้าซุกซ่อนใบหน้าลงกับหัวเข่าของตัวเองด้วยความอับอายและหวาดกลัวว่าเสียงท้องร้องจะทำให้พ่อโมโห

ผมถอนหายใจยาวออกมา ไม่ใช่เพราะรำคาญหรือโกรธเคือง แต่เป็นเพราะความรู้สึกเวทนาที่บีบรัดจับใจ เด็กตัวแค่นี้ต้องทนหิวมานานแค่ไหนกัน? ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องเพื่อหาสิ่งที่ช่วยประทังชีวิต เดินตรงไปยังโซนที่อยู่หลังห้อง... ถ้าจะเรียกซากอารยธรรมที่มีแค่เตาแก๊สปิกนิกเก่าๆ ขึ้นสนิม กับตู้เย็นสีขาวที่บัดนี้กลายเป็นสีเหลืองหม่นและมีคราบดำเกาะติดว่า 'ครัว' ได้น่ะนะ

ผมเอื้อมมือไปดึงประตูตู้เย็นออกดู สภาพภายในว่างเปล่าและเย็นชืดจนน่าใจหาย ไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีผักสด ไม่มีแม้แต่นมกล่อง มีเพียงขวดน้ำเปล่าพลาสติกที่เหลือน้ำอยู่แค่ครึ่งขวด ไข่ไก่ใบเล็กจิ๋วสองฟองที่วางแหมะอยู่ในช่องประตูตู้ซึ่งดูจากสภาพแล้วน่าจะใกล้หมดอายุเต็มที และขวดซอสปรุงรสฝาดำที่เหลือคราบน้ำซอสติดอยู่แค่ก้นขวดเท่านั้น

ผมละสายตาจากตู้เย็น หันไปมองที่เคาน์เตอร์กระเบื้องแตกๆ โชคยังดีที่สายตาเหลือบไปเห็นหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเก่า ผมรีบเปิดฝาออกดู พบว่ามีข้าวสวยสีหม่นๆ เย็นชืดเหลืออยู่ก้นหม้อประมาณหนึ่งทัพพีใหญ่ๆ ข้าวที่แข็งกระด้างจับตัวเป็นก้อนบ่งบอกว่ามันถูกทิ้งไว้ข้ามคืนโดยไม่ได้เสียบปลั๊กอุ่น

"โอเค..." ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางม้วนแขนเสื้อยืดสีดำสกปรกๆ ของตัวเองขึ้นจนถึงข้อศอก เตรียมพร้อมสำหรับการลงมือ "ในฐานะอดีตเอ็กซ์คลูซีฟเชฟ การทำอาหารด้วยวัตถุดิบแค่นี้มันหยามกันชัดๆ ... แต่เอาวะ เพื่อปากท้อง"

ถึงแม้กระทะในโรงแรมระดับมิชลินจะถูกเปลี่ยนเป็นกระทะอะลูมิเนียมก้นดำปี๋ และวัตถุดิบนำเข้าชั้นเลิศจะถูกแทนที่ด้วยไข่ใกล้เน่ากับซอสติดก้นขวด แต่สัญชาตญาณความเป็นเชฟในสายเลือดมันเรียกร้อง อาหารทุกจานคือศิลปะ และความสุขของคนกินคือรางวัลสูงสุด

ผมหยิบกระทะเก่าๆ ใบนั้นมาล้างน้ำลวกๆ แล้วตั้งลงบนเตาแก๊สปิกนิก จัดการเปิดวาล์วและกดจุดไฟที่ติดบ้างไม่ติดบ้างจนเกิดประกายไฟสีน้ำเงินวาบขึ้นมา ระหว่างรอให้กระทะร้อน ผมจัดการตอกไข่ไก่สองฟองลงในถ้วยพลาสติก เหยาะซอสปรุงรสที่เหลืออยู่น้อยนิดลงไปเพียงสามหยดเพื่อไม่ให้เค็มจนเกินไป ใช้ส้อมตีไข่แดงและไข่ขาวให้เข้ากันจนเกิดฟองอากาศเล็กๆ ผสมผสานกันเป็นเนื้อเดียว

ไม่มีน้ำมัน... ในครัวบัดซบนี่ไม่มีน้ำมันพืชสักหยด ช่างมัน! ไข่ไก่มีไขมันธรรมชาติซ่อนอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ถ้าคุมอุณหภูมิความร้อนของกระทะให้พอดี ก็พอจะเนรมิตเมนูนี้ให้รอดไปได้

ผมใช้ช้อนขูดข้าวเย็นชืดที่จับตัวเป็นก้อนลงไปผัดในกระทะที่เริ่มร้อนเพื่อไล่ความชื้น เสียงฉ่าเบาๆ ดังขึ้นเมื่อข้าวสัมผัสกับความร้อน ผมใช้เทคนิคการกระดกกระทะและขยี้ข้าวอย่างรวดเร็วเพื่อให้เมล็ดข้าวร่วนซุยและแยกตัวออกจากกัน แม้จะไม่มีน้ำมัน แต่ความร้อนของกระทะที่สัมผัสกับเมล็ดข้าวโดยตรงกลับช่วยดึงเอาความหอมของ 'กลิ่นคั่วกระทะ' หรือ 'กลิ่นกระทะไหม้' (Wok Hei) ออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ ผมตักข้าวผัดแห้งๆ ที่เริ่มส่งกลิ่นหอมกรุ่นใส่ลงในจานพลาสติกใบเก่า

ต่อมาคือขั้นตอนสำคัญที่เป็นทีเด็ด... ผมปรับลดวาล์วเตาแก๊สให้อ่อนลงจนสุด สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเทไข่ที่ตีเตรียมไว้ลงไปในกระทะที่ยังมีความร้อนสะสมอยู่

ซู่...

เสียงไข่กระทบความร้อนดังขึ้นเบาๆ ผมจับหูกระทะเอียงไปมาอย่างรวดเร็ว คอยใช้ตะหลิวไม้คนไข่เป็นวงกลมจากขอบเข้าสู่ตรงกลางอย่างเบามือและเป็นจังหวะ เพื่อให้ไข่สุกแค่พอเป็นวุ้นๆ เคลือบเนื้อกระทะ ระวังอย่างยิ่งยวดไม่ให้ไข่สัมผัสความร้อนนานจนสุกกระด้าง ผมอาศัยเพียงความร้อนที่หลงเหลืออยู่ในตัวกระทะทำให้ไข่มีเนื้อสัมผัสที่เยิ้ม ละมุน และนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสภาพและอุปกรณ์ที่จำกัดขั้นสุดแบบนี้

กลิ่นหอมละมุนของไข่ที่สุกกำลังดี ผสมผสานกับกลิ่นหอมอวลของซอสปรุงรส แม้จะเป็นเมนูไข่เจียวแบบง่ายๆ ที่ไร้เนื้อสัตว์ราคาแพง แต่เพราะมันถูกปรุงขึ้นด้วยทักษะระดับปรมาจารย์และความใส่ใจอย่างเต็มเปี่ยม กลิ่นหอมยั่วน้ำลายนั้นจึงเริ่มตลบอบอวลลอยฟุ้งไปทั่วทั้งห้องแคบๆ ขจัดกลิ่นอับชื้นไปจนหมดสิ้น

ผมเหลือบหางตาไปมองที่มุมห้อง ก็เห็นเจ้าก้อนแป้งที่เคยขดตัวด้วยความกลัว ตอนนี้กลับค่อยๆ ยืดคอขึ้นมองมาทางครัวด้วยความสนใจ จมูกเล็กๆ รั้นๆ ฟุดฟิดดมกลิ่นหอมที่ลอยมาปะทะหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ สายตาจ้องมองกระทะในมือผมไม่กะพริบ

ผมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก จัดการราดแผ่นไข่ข้นสีเหลืองนวลที่เยิ้มกำลังดีลงบนภูเขาข้าวสวยร้อนๆ ในจาน แม้หน้าตาของมันจะไม่ได้สวยหรู มีผักชีโรยหน้า หรือจัดวางบนจานเซรามิกเคลือบทองเหมือนในโรงแรมระดับห้าดาว แต่นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดและสะอาดที่สุดที่ผมจะสามารถมอบให้เด็กคนนี้ได้ในเวลานี้

ผมถือจานข้าวร้อนๆ ที่ส่งควันฉุย เดินกลับไปหาหมูหยองที่มุมห้อง ค่อยๆ คุกเข่าลงตรงหน้าเพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน แล้วยื่นจานข้าวพร้อมช้อนสั้นๆ ไปให้ตรงหน้า

"กินซะ... วันนี้มีแค่นี้ พรุ่งนี้ป๊าสัญญาว่าจะหาอะไรดีๆ กว่านี้มาให้กิน"

เด็กน้อยมองจานข้าวไข่ข้นสลับกับมองหน้าผมตาโตด้วยความตกตะลึง ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าชายที่เคียดแค้นและดุร้ายมาตลอด จะลุกขึ้นมาทำอาหารหน้าตาน่าทานและพูดจาดีด้วยแบบนี้ มือเล็กๆ ที่เปื้อนฝุ่นและยังคงสั่นเทาค่อยๆ เอื้อมมาหยิบช้อนรับไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ

หมูหยองตักข้าวคำแรกขึ้นมาเป่าลมเบาๆ ก่อนจะส่งเข้าปาก

วินาทีที่รสสัมผัสแรกแตะลงบนลิ้น ดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตาก็เบิกกว้างขึ้นไปอีก รสชาติเค็มปะแล่มๆ ที่กลมกล่อมจากซอสปรุงรส ผสมผสานกับความนุ่มละมุนจนแทบละลายในปากของไข่ข้น และกลิ่นหอมคั่วกระทะของเมล็ดข้าว มันคือรสชาติของ 'อาหาร' ที่แท้จริง รสชาติที่แกไม่เคยได้สัมผัสมานานแสนนาน

"อื้อ..."

น้องหมูหยองครางในลำคอเบาๆ เริ่มเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ จนแก้มตอบๆ นั้นพองออก แล้วจู่ๆ น้ำตาหยดใสก็ไหลพรากอาบสองแก้มร่วงหล่นลงมาบนหลังมืออีกครั้ง แต่คราวนี้ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป

"ฮึก... อร่อย... ปะป๊า... อร่อยจังเลยฮะ... ฮือออ"

เด็กน้อยร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจทั้งหมดไปพร้อมกับการรีบตักข้าวเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน เหมือนคนที่อดอยากกลางทะเลทรายแล้วเจอบ่อน้ำ ภาพเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังกินข้าวเคล้าน้ำตาด้วยความหิวโหยนั้น ทำเอากำแพงความเข้มแข็งของผมพังทลาย ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายบีบรัดจนเจ็บหนึบไปหมด

ผมตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า นี่ไม่ใช่ความรู้สึกตกค้างของไอ้น่านฟ้าคนเดิม... แต่มันคือความรู้สึกของผม ของเชฟปกรณ์ ลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ทนเห็นเด็กตัวเล็กๆ สายเลือดบริสุทธิ์ต้องมาเผชิญกับเรื่องเลวร้ายและอดอยากแบบนี้ไม่ได้

ผมเอื้อมมือที่สั่นน้อยๆ ของตัวเองออกไปลูบศีรษะเล็กๆ ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงนั่นอย่างเบามือที่สุด สัมผัสได้ถึงความสะดุ้งเกร็งของร่างเล็กในวูบแรกที่มือผมสัมผัสโดนตัว แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เมื่อแกรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและปราศจากเจตนาร้าย เจ้าตัวเล็กก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงและยอมให้ผมลูบหัวแต่โดยดี

"ค่อยๆ กิน ไม่ต้องรีบ ไม่มีใครมาแย่งหนูหรอก" ผมกระซิบปลอบโยน มองดูพวงแก้มเปื้อนน้ำตาที่กำลังขยับเคี้ยวอาหารอย่างมีความสุข

ผมยืนมองดูเด็กน้อยกินข้าวไข่ข้นจานนั้นจนหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่นาที ไม่เหลือแม้แต่ข้าวสักเม็ดเดียว ความรู้สึกบางอย่างที่เรียกกันว่า 'สัญชาตญาณความเป็นพ่อ' เริ่มก่อตัวและหยั่งรากลึกลงในใจผมอย่างเงียบๆ

ช่างหัวอดีตเอ็กซ์คลูซีฟเชฟหรูหราอะไรนั่นไปก่อนเถอะ ผมบอกกับตัวเองในใจ ตอนนี้ผมไม่ใช่เชฟปกรณ์อีกต่อไปแล้ว ผมคือนายปกรณ์ในร่างของ 'น่านฟ้า' พ่อของไอ้หนูหมูหยองคนนี้

และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมขอสาบานด้วยชีวิต... ผมจะไม่ยอมให้ลูกชายของผมต้องอดอยาก หิวโหย หรืออยู่อย่างหวาดกลัวแบบนี้อีกต่อไป!

หลังจากทานอาหารเสร็จ ผมพาหมูหยองไปล้างหน้าล้างตาให้สะอาดขึ้น รอจนกระทั่งเจ้าก้อนแป้งเริ่มตาปรือ หนังตาตกด้วยความง่วงงุนและความเหนื่อยล้าจากการร้องไห้มาอย่างหนัก ผมช้อนอุ้มร่างเล็กที่เบาหวิวราวกับปุยนุ่น (จนน่าใจหาย) ไปวางลงบนที่นอนฟูกเก่าๆ จัดแจงดึงผ้าห่มผืนบางมาห่มคลุมอกให้ แกหลับไปแทบจะทันทีที่หัวถึงหมอน

เมื่อจัดการดวงใจดวงใหม่เสร็จ ผมเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือหน้าจอร้าวๆ ที่วางทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาตรวจสอบสถานะปัจจุบันของตัวเอง เลื่อนดูยอดเงินคงเหลือในแอปพลิเคชันธนาคาร... ตัวเลขที่โชว์เด่นหราคือ 25.00 บาทถ้วน เลื่อนแถบแจ้งเตือนลงมา ก็พบกับข้อความทวงหนี้นอกระบบที่ส่งมาข่มขู่สารพัดรูปแบบอีกเพียบ

ผมแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่มีแสงไฟสลัวของเมืองหลวง

"เอาสิ... ชีวิตบัดซบให้มันถึงที่สุดไปเลย"

นิ้วเรียวของผมเลื่อนไปปัดหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่แอปพลิเคชันสตรีมมิ่งยอดฮิตโลโก้สีแดงสด ผมกดเปิดมันขึ้นมา จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในหน้าจอมืดมิด ใบหน้าที่ปรากฏคือใบหน้าที่ดูซูบซีด อิดโรย แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ายังมีเค้าโครงความหล่อเหลาเอาการซ่อนอยู่ ผิวขาว จมูกโด่ง รับกับริมฝีปากบาง ถ้ารู้จักดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ รูปลักษณ์นี้แหละคืออาวุธชั้นดี

ในเมื่อชีวิตใหม่นี้ไม่มีต้นทุน ไม่มีเส้นสาย ไม่มีเงินทุนหนาๆ สิ่งเดียวที่ผมมีติดตัวข้ามภพข้ามชาติมา ก็คือ 'รสมือ' และทักษะระดับมาสเตอร์พีซที่สั่งสมมาทั้งชีวิต

"พรุ่งนี้เจอกันชาวโลก... เดี๋ยวเชฟน่านฟ้าคนนี้ จะโชว์ให้ดูว่าการทำอาหารของจริงมันเป็นยังไง"

รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มในห้องเช่ารูหนู การเดินทางครั้งใหม่เพื่อทวงคืนความสุขและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นที่สุดให้เจ้าก้อนแป้ง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!