กลิ่นเหม็นอับของเชื้อราฝังลึก ผสมคลุกเคล้ากลิ่นแอลกอฮอล์หมักหมม ลอยปะทะจมูกเป็นสิ่งแรกยามสติสัมปชัญญะเริ่มฟื้นคืน เปลือกตาอันหนักอึ้งประดุจถูกถ่วงด้วยหินผาขยับเปิดขึ้นเชื่องช้า แสงแดดสีส้มสาดทอผ่านรอยร้าวของกระจกบานเกล็ด ทาบทับลงบนพื้นกระเบื้องยางเหนียวเหนอะหนะ สภาพแวดล้อมเบื้องหน้าพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ ปรับโฟกัสจนเห็นคราบน้ำฝนวงใหญ่สีน้ำตาลเกาะกินพื้นที่ฝ้าเพดานไม้อัดเหนือศีรษะ
ความปวดร้าวแล่นริ้วจากขมับซ้ายลามลงสู่ท้ายทอย ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าสัมผัสความเย็นเยียบและสากกระด้างของพื้นห้อง ซากกระป๋องเบียร์บุบบี้และถุงพลาสติกบรรจุเศษอาหารบูดเน่ากองระเกะระกะอยู่มุมกำแพง สภาพห้องสี่เหลี่ยมแคบแห่งนี้ ห่างไกลจากเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมืองหลวงที่คุ้นชินลิบลับ
แฟ้มข้อมูลแปลกปลอมหลั่งไหลกระแทกโสตประสาท ภาพเปลวไฟร้อนระอุในห้องครัวระดับห้าดาว เสียงแก๊สระเบิดดังกึกก้อง สลับสับเปลี่ยนกับภาพวงไพ่พลาสติกในบ่อนสลัม เสียงสบถด่าทอ และภาพขวดเหล้าขาวล้มกลิ้ง
ปกรณ์ เอ็กซ์คลูซีฟเชฟประจำโรงแรมหรู ผู้จบชีวิตลงในกองเพลิงห้องเครื่อง ได้ตื่นลืมตาขึ้นมาอาศัยในร่างของ น่านฟ้า อดีตช่างยนต์วัยยี่สิบหกปี มนุษย์ผู้ทำลายล้างอนาคตตนเองด้วยการพนันออนไลน์ ก่อร่างสร้างตัวเลขหนี้สินนอกระบบจนล้นพ้น ภรรยาหอบเสื้อผ้าหลบหนีไปกับชายชู้ ทิ้งขว้างก้อนเนื้อสายเลือดเดียวกันเอาไว้ให้เผชิญชะตากรรมอดอยาก
ผมยันฝ่ามือลงบนพื้นกระเบื้อง ออกแรงผลักร่างกายท่อนบนให้ลุกขึ้นนั่ง กล้ามเนื้อทั่วทุกสัดส่วนปวดระบมคล้ายถูกเหล็กทุบตี รอยช้ำสีม่วงอมเขียวปรากฏชัดบนหน้าท้องและท่อนแขน ผลพวงจากการถูกแก๊งทวงหนี้รุมสกรัมเมื่อค่ำคืนก่อน
"ฮึก... ปะ...ปะป๊า..."
เสียงสะอื้นเบาหวิวคล้ายลูกนกแรกเกิด แทรกทะลวงโสตประสาท ผมหมุนคอหันขวับไปยังต้นตอของสรรพเสียง บริเวณซอกแคบระหว่างตู้เสื้อผ้าไม้อัดบวมน้ำกับกำแพงปูน ร่างเล็กจิ๋วของเด็กผู้ชายวัยสามขวบซุกตัวคุดคู้หลบซ่อนอยู่
เจ้าก้อนแป้งสวมเสื้อยืดคอย้วยสีเทาตุ่นหลวมโคร่ง กางเกงขาสั้นสีซีดจาง รูปร่างผอมเกร็งจนกระดูกไหปลาร้าดันเนื้อผ้า ท่อนแขนและท่อนขาลีบเล็กปรากฏรอยเขียวช้ำประปราย นัยน์ตากลมโตสุกสกาวสั่นระริกยามทอดมองมาที่ตัวผม ฟันน้ำนมซี่เล็กขบกัดริมฝีปากล่างแน่นจนห้อเลือด สองมือป้อมยกขึ้นกอดศีรษะป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ
"หนู... ขอโทษครับปะป๊า หนูไม่ได้ทำเสียงดัง... อย่าตีหมูหยองเลยนะฮะ..."
ถ้อยคำเว้าวอนสั่นพร่า กระชากก้อนเนื้อในอกซ้ายให้ปวดหนึบ ภาพความทรงจำของน่านฟ้าคนเก่าฉายซ้ำ ผู้ชายสารเลวที่เมามายไร้สติ คว้าไม้แขวนเสื้อพลาสติกฟาดฟันลงบนแผ่นหลังเล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า โทษฐานที่เด็กน้อยร้องไห้หิวข้าวรบกวนการนอนหลับ
ผมขบกรามแน่นจนสันกรามปูดนูน กำปั้นสอดประสานเข้าหากัน เล็บจิกลงบนฝ่ามือเพื่อสกัดกั้นความโกรธเกรี้ยวต่ออดีตเจ้าของร่าง สวะในคราบมนุษย์ผู้ทำร้ายได้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง
ผมสูดอากาศเข้าปอดลึก ปรับระดับเสียงให้ทุ้มต่ำและอ่อนโยน
"ป๊าไม่ตี... ออกมาเถอะครับ"
หมูหยองหดตัวลีบเล็กลงกว่าเดิม หยดน้ำตาใสกลิ้งหล่นจากหางตา ทะลักทลายอาบสองแก้มเปื้อนฝุ่น ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุดหย่อน ความหวาดกลัวฝังรากลึกจนมิอาจลบเลือนด้วยประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว
ผมขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาการวิงเวียนศีรษะเล่นงานจนต้องยกมือยันขอบตู้เสื้อผ้า ทิ้งระยะห่างเพื่อสร้างรัศมีความปลอดภัยให้เด็กชายตัวน้อย
โครก...
เสียงกระเพาะอาหารประท้วงดังกังวานแข่งกับเสียงมอเตอร์พัดลมเพดาน หมูหยองสะดุ้งตัวลอย สองมือป้อมเลื่อนมากุมหน้าท้องแบนราบ ซุกใบหน้าลงกับหัวเข่า ซ่อนเร้นความหิวโหยเอาไว้มิดชิด
ผมเบนทิศทางสายตา กวาดมองสำรวจพื้นที่ซอมซ่อ มุมห้องฝั่งขวาคือเคาน์เตอร์ปูนเปลือยสกปรก เตาแก๊สปิกนิกสีส้มลอกร่อนตั้งตระหง่านเคียงคู่ตู้เย็นรุ่นเก่าที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ ผมก้าวเดินตรงไปดึงบานประตูตู้เย็นเปิดออก
มวลอากาศเย็นชืดปะทะผิวหน้า ภายในช่องแช่ว่างเปล่ากลวงโบ๋ มีเพียงขวดน้ำพลาสติกบรรจุน้ำกรองครึ่งขวด ไข่ไก่ฟองเล็กจิ๋วสองฟองวางแหมะอยู่ตรงช่องประตู และซอสปรุงรสฝาดำเหลือติดก้นขวด ฝุ่นผงเกาะหนาเตอะบนชั้นวางกระจก
ผมย้ายเป้าหมายไปยังหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเก่า ขอบหม้อมีรอยไหม้เกรียมสีน้ำตาล ภายในบรรจุข้าวสวยเย็นชืดจับตัวเป็นก้อนแข็งเกรอะกรัง ขาดความชุ่มชื้น
ในอดีตกาล ผมคือเชฟระดับรางวัลประเทศ วัตถุดิบพรีเมียมจากทั่วมุมโลกถูกส่งตรงถึงหน้าเตาไฟ ทว่าในรุ่งอรุณแห่งชีวิตใหม่ ผมจำต้องงัดทักษะทั้งหมดมารับมือกับไข่ไก่สองฟองและข้าวแข็งก้นหม้อ เพื่อต่อลมหายใจให้ตนเองและลูกชาย
ผมดึงชายเสื้อยืดสีดำขึ้นเช็ดคราบเหงื่อบริเวณหน้าผาก มือซ้ายคว้ากระทะอะลูมิเนียมก้นบาง นำไปล้างคราบน้ำมันและฝุ่นผงใต้ก๊อกน้ำที่ไหลเอื่อย เช็ดจนแห้งสนิทด้วยเศษผ้าสะอาดเท่าที่พอจะค้นหาเจอ มือขวาบิดวาล์วเตาแก๊สปิกนิก เสียงลูกบิดหมุนดังแก๊กๆ เปลวไฟสีน้ำเงินแลบเลียก้นกระทะ
ปลายนิ้วหยิบไข่ไก่สองฟองขึ้นมา เคาะเปลือกไข่กระทบขอบชามพลาสติกสีฟ้าหม่นดังป๊อก เนื้อไข่ขาวและไข่แดงหยดทะลักลงสู่ก้นชาม ปราศจากเศษเปลือกไข่ร่วงหล่น ผมเหยาะซอสปรุงรสฝาดำลงไปสามหยด ใช้ส้อมสเตนเลสขึ้นสนิมตีไข่แดงและไข่ขาวจนฟูฟ่อง เสียงส้อมกระทบขอบชามดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอฉับไว
น้ำมันพืชขาดแคลน ปราศจากไขมันหล่อลื่น กระทะอะลูมิเนียมสะสมความร้อนจนควันสีขาวบางลอยกรุ่น ผมตักก้อนข้าวแข็งก้นหม้อลงไปปะทะพื้นผิวโลหะ
ซ่า!
เสียงความร้อนปะทะความชื้นดังกังวาน กลิ่นข้าวไหม้ไฟลอยแตะจมูก ตะหลิวไม้สับบี้ก้อนข้าวให้แตกกระจาย พลิกข้อมือกระดกกระทะให้เมล็ดข้าวสัมผัสอุณหภูมิถ้วนทั่ว เมล็ดข้าวสีขาวหม่นเปลี่ยนสภาพเป็นสีเหลืองอ่อน กลิ่นคั่วกระทะอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการผัดข้าวลอยฟุ้งกระจายขจัดกลิ่นอับของห้องเช่า ผมตักข้าวผัดร้อนฉ่าลงบนจานพลาสติกทรงกลม
ผมหมุนลูกบิดหรี่ไฟเตาแก๊สลงจนเหลือเพียงเปลวสีส้มริบหรี่ กระทะยังคงสะสมความร้อนจัดจ้าน ผมเทของเหลวสีเหลืองนวลที่ตีจนฟูฟ่องลงไปกึ่งกลางกระทะ
ซู่...
ไข่สัมผัสความร้อนจับตัวเป็นขอบบริเวณรอบนอก ผมเอียงข้อมือ บังคับให้ไข่ดิบไหลลาดไปตามพื้นที่ว่าง ตะหลิวไม้คนกวนจากขอบกระทะเข้าสู่แกนกลาง สร้างรอยจีบย่นให้ไข่ข้น เนื้อไข่สุกเพียงร้อยละเจ็ดสิบ คงความชุ่มฉ่ำและกึ่งสุกกึ่งดิบตามตำรับไข่ข้นสไตล์ฝรั่งเศส ปิดวาล์วแก๊ส อาศัยความร้อนที่หลงเหลืออยู่ประคองให้เนื้อไข่เซตตัว
ผมพลิกข้อมือ เทไข่ข้นเยิ้มฉ่ำทับลงบนภูเขาข้าวผัด กลิ่นหอมของซอสปรุงรสปะทะไฟตีตื้นขึ้นมาแตะจมูก ละอองความร้อนลอยกรุ่นเหนือจานอาหาร
หมูหยองชะเง้อลำคอมองลอดซอกตู้เสื้อผ้า จมูกรั้นขยับสูดดมกลิ่นหอม สองมือยังคงกอดเข่าแน่นหนา ทว่านัยน์ตาประกายความหิวโหยปิดบังไม่มิด
ผมประคองจานข้าวเดินตรงไปหา ย่อเข่าลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นกระเบื้องยาง วางจานพลาสติกและช้อนสังกะสีคันเล็กไว้กึ่งกลางระหว่างเรา
"กินซะ ป๊าทำเอง"
เด็กน้อยช้อนนัยน์ตามองจานข้าวสลับกับโครงหน้าของผม มือเล็กสั่นระริกค่อยๆ คลายออกจากหัวเข่า เอื้อมไปจับด้ามช้อนสังกะสี ตักข้าวคลุกไข่ข้นคำกะทัดรัดส่งเข้าโพรงปาก
ฟันน้ำนมซี่เล็กบดเคี้ยววัตถุดิบ รสสัมผัสของเนื้อไข่ที่นุ่มละมุนไหลลื่นลงลำคอ ความกลมกล่อมของซอสปรุงรสผสานกับกลิ่นคั่วกระทะของเมล็ดข้าว สร้างมิติรสชาติล้ำลึกเหนือกว่าวัตถุดิบราคาถูก
หยาดน้ำตาใสกลิ้งหล่นจากหางตาเด็กน้อย ทะลักทลายลงมาอาบสองแก้มอีกครา
"อร่อย... ฮึก อร่อยจังเลยฮะ"
หมูหยองร้องไห้โฮสุดเสียง ตักข้าวเข้าปากคำแล้วคำเล่า ข้าวผัดติดริมฝีปากและพวงแก้มมอมแมม เสียงสะอื้นสลับกับเสียงเคี้ยวอาหารดังคลอเคล้ากัน
ก้อนแข็งเหนียวหนืดรั้งขึ้นมาจุกบริเวณกึ่งกลางลำคอ ผมจดจ้องภาพเบื้องหน้า ฝ่ามือขวาเอื้อมไปแตะกลุ่มผมชี้ฟู เด็กน้อยสะดุ้งตัวลอยในคราแรก ทว่ากล้ามเนื้อค่อยๆ ผ่อนคลายลง ยามรับรู้ถึงสัมผัสอ่อนโยนที่ลูบคลำบนศีรษะ
"กินให้อิ่ม ไม่มีใครแย่งหนูหรอกครับ"
ผมประคองเวลารอคอยจนข้าวเม็ดสุดท้ายถูกกลืนลงคอ หมูหยองวางช้อนสังกะสีลง ลูบพุงกลมป้อมที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย เปลือกตาของเด็กวัยสามขวบเริ่มปรือหย่อนจากความอิ่มเอม ผมช้อนอุ้มร่างเบาหวิว พาก้าวเดินไปล้างหน้าล้างมือที่อ่างล้างจานสนิมเขรอะ นำผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดคราบซอสริมฝีปากสะอาดหมดจด
ผมวางร่างเล็กลงบนฟูกนอนยุบตัว ดึงผ้าห่มสีตุ่นมาคลุมทับแผงอก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอพัดพาความเหนื่อยล้าของเด็กน้อยให้จางหายเข้าสู่ห้วงนิทรา
ผมหมุนตัวกลับมาหยิบสมาร์ตโฟนหน้าจอแตกร้าวรอยบากตรงมุมขวาขึ้นมาตรวจสอบ แบตเตอรี่คงเหลือสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ปลายนิ้วแตะเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร ตัวเลข 25.50 บาท ปรากฏเด่นหราบนหน้าจอ
ผมสาวเท้าเข้าห้องน้ำ จัดการล้างหน้าแปรงฟันด้วยยาสีฟันหลอดบี้แบน น้ำประปาไหลเอื่อยบีบให้ต้องใช้เวลาชำระกายนานกว่าปกติ สวมเสื้อยืดสีขาวตัวเก่ากับกางเกงวอร์มสีเทา รูปลักษณ์ในกระจกเงาแตกร้าวสะท้อนภาพชายหนุ่มหน้าตาดีทว่าซูบผอม
ภารกิจแรกของวันคือการดิ้นรนหาเสบียงประทังชีวิต ยี่สิบห้าบาทในบัญชีไม่เพียงพอสำหรับซื้อข้าวกล่องราคาถูกสักมื้อ ผมก้าวเดินไปสำรวจตู้เสื้อผ้าใบเก่า รื้อค้นลิ้นชักชั้นล่างสุด พบเศษเหรียญสิบและเหรียญห้าตกหล่นซุกซ่อนอยู่ตามซอกมุม นับจำนวนรวมกันได้ห้าสิบบาทถ้วน ผมกำเหรียญโลหะเย็นเฉียบไว้ในมือ ตัดสินใจเก็บเงินยี่สิบห้าบาทในบัญชีไว้ยามฉุกเฉิน
ผมขยับฝ่ามือเขย่าลาดไหล่ปลุกหมูหยองให้ตื่น พาไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดที่ดูดีที่สุดในตู้ เสื้อยืดลายการ์ตูนสีฟ้ากับกางเกงขาสั้นสีดำ เด็กน้อยยังคงมีอาการหวาดระแวง ไม่กล้าสบประสานสายตา และมักจะหดคอหนียามผมเอื้อมมือเข้าไปใกล้ชิด
"ป๊าจะพาไปตลาด ไปซื้อของกินครับ"
เด็กน้อยพยักหน้ารับคำ เดินตามหลังต้อยๆ ระยะห่างระหว่างส้นเท้าของเราสองคน บ่งบอกถึงกำแพงความหวาดกลัวที่ยังตั้งตระหง่าน
ตลาดสดเช้าตรู่คลาคล่ำด้วยฝูงชน เสียงแม่ค้าพ่อค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นคาวปลาสดผสมกลิ่นผักใบเขียวลอยอบอวล ผมเดินจับจูงมือหมูหยองลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ มุ่งหน้าไปยังร้านขายของชำ
ผมคัดเลือกซื้อข้าวสารหอมมะลิถุงเล็ก ไข่ไก่ และน้ำมันพืชขวดจิ๋ว ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเศษเหรียญห้าสิบบาทถ้วนจ่ายให้แม่ค้า วัตถุดิบเหล่านี้คือต้นทุนก้อนสุดท้ายสำหรับการเสี่ยงโชคเริ่มต้นชีวิตใหม่
กลับถึงห้องเช่า ผมจัดการซาวข้าวหุงด้วยหม้อไฟฟ้าใบเก่า กลิ่นข้าวหอมมะลิหุงสุกใหม่ลอยปะทะจมูก ชวนให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ประท้วง หมูหยองนั่งกอดเข่ารออยู่มุมห้อง นัยน์ตากลมโตจับจ้องไปที่หม้อหุงข้าวตาไม่กะพริบ
พื้นที่ครัวซอมซ่อริมระเบียงแห่งนี้ จะผันเปลี่ยนเป็นสตูดิโอเปิดตัวเชฟน่านฟ้า
ผมจัดแจงทำความสะอาดเคาน์เตอร์ครัวปูนเปลือย นำผ้าชุบน้ำเช็ดคราบน้ำมันและฝุ่นผงจนสะอาดตา นำกล่องกระดาษลังมาตั้งซ้อนกันเป็นแท่นวางโทรศัพท์มือถือ ปรับมุมองศากล้องให้จับภาพเฉพาะเคาน์เตอร์ครัวและกระทะอะลูมิเนียม หลีกเลี่ยงการถ่ายติดสภาพห้องรอบข้าง
แสงสว่างจากหน้าต่างกระจกบานเกล็ดส่องกระทบเคาน์เตอร์ สร้างมิติแสงเงาพอใช้การได้ ผมตั้งค่าช่องสตรีมมิง พิมพ์ตัวอักษรตั้งชื่อช่องว่า 'เชฟน่านฟ้า' พร้อมคำอธิบายช่องสั้นๆ 'เปลี่ยนวัตถุดิบธรรมดาให้เป็นมื้ออาหารระดับภัตตาคาร'
ปลายนิ้วชี้กดปุ่มเริ่มถ่ายทอดสด ตัวเลขผู้เข้าชมเริ่มต้นที่ศูนย์ ผมสูดลมหายใจลึก รวบรวมสมาธิและวิญญาณคนหน้าเตาไฟ
"สวัสดีครับทุกคน ผมเชฟน่านฟ้า วันนี้ผมจะมาสอนทำเมนูไข่เจียวซูเฟล่สไตล์ฝรั่งเศส ด้วยไข่ไก่เพียงสองฟอง"
เสียงทุ้มต่ำและมั่นใจเปล่งผ่านไมโครโฟน แม้หน้าจอจะยังไร้ผู้ชม ผมดำเนินขั้นตอนตามแผนที่วางไว้ ตอกไข่ไก่สองฟองลงในชาม แยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกันเด็ดขาด
"เคล็ดลับความฟูนุ่มของซูเฟล่คือการตีไข่ขาวให้ตั้งยอดแข็ง เราจะใช้ส้อมตีไข่ขาวไปเรื่อยๆ จนกว่าเนื้อไข่จะเนียนละเอียดและเกาะตัวกัน"
เสียงส้อมกระทบชามพลาสติกดังเป็นจังหวะถี่กระชั้น กล้ามเนื้อท่อนแขนเกร็งรับน้ำหนัก ขยับข้อมือตีไข่ขาวไม่ยอมผ่อนแรง ผ่านไปห้านาที เนื้อไข่ขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นและฟูฟ่องขึ้น ผมเร่งความเร็วในการตีจนไข่ขาวตั้งยอดแข็ง ไม่ร่วงหล่นแม้นำชามคว่ำลง
"จากนั้นนำไข่แดงมาผสมกับซอสปรุงรสเล็กน้อย ตีให้เข้ากัน แล้วนำไปตะล่อมกับไข่ขาวที่ตีจนตั้งยอดแข็ง ต้องคอยประคองน้ำหนักมือเพื่อไม่ให้ฟองอากาศในไข่ขาวยุบตัว"
ผมใช้ช้อนค่อยๆ ตะล่อมไข่แดงเข้ากับไข่ขาว เนื้อไข่ผสมผสานกันเป็นสีเหลืองอ่อนนวลตา
ผมบิดวาล์วเปิดเตาแก๊ส ตั้งกระทะอะลูมิเนียม เทน้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย กลิ้งกระทะให้น้ำมันเคลือบผิวสัมผัสจนทั่ว
"รอจนกระทะร้อนจัด แล้วเทส่วนผสมไข่ลงไป ปรับเป็นไฟอ่อน ปิดฝากระทะทิ้งไว้ประมาณสามนาที ความร้อนจะทำให้ไข่ฟูขึ้นและสุกจากด้านล่าง"
ผมหาฝาหม้อเก่าๆ มาปิดครอบกระทะทิ้งไว้ ตัวเลขผู้เข้าชมบนหน้าจอขยับจากศูนย์เป็นห้าคน คอมเมนต์แรกปรากฏขึ้นบนจอกระจก
'ไข่เจียวอะไรวะ ต้องแยกไข่ขาวไข่แดงด้วย ลีลาเยอะจัง'
ผมกวาดสายตาอ่านคอมเมนต์แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"นี่คือเทคนิคการทำซูเฟล่ครับ มันจะทำให้ไข่เจียวมีความฟูนุ่มละมุนลิ้น แตกต่างจากไข่เจียวทั่วไปที่คุณเคยทานแน่นอนครับ"
เวลาผ่านไปสามนาที ผมเปิดฝาหม้อออก ควันสีขาวพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมหวน ไข่เจียวในกระทะฟูฟ่องหนานุ่ม ขอบไข่สีเหลืองทองกรอบเกรียม
"ขั้นตอนสุดท้ายคือการพับครึ่งไข่เจียว"
ผมใช้ตะหลิวไม้ค่อยๆ แซะขอบไข่เจียว พับครึ่งประกบเข้าหากัน เนื้อไข่ด้านในที่ยังกึ่งสุกกึ่งดิบไหลเยิ้มออกมาเล็กน้อย สร้างความน่ารับประทาน ทรวดทรงไข่เจียวโค้งมนสวยงามราวกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว
ผมตักไข่เจียวซูเฟล่ลงบนจานพลาสติกสีฟ้าหม่น
"เสร็จเรียบร้อยครับ ไข่เจียวซูเฟล่สไตล์ฝรั่งเศส ฟูนุ่มละมุนลิ้น ด้วยไข่ไก่เพียงสองฟอง"
ตัวเลขผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบคน คอมเมนต์เริ่มหลั่งไหลเข้ามา
'โห ฟูมาก น่ากินสุดๆ' 'ไม่เคยเห็นไข่เจียวหน้าตาแบบนี้มาก่อนเลย ทำยากไหมคะ' 'จานพลาสติกดูขัดตาไปหน่อย แต่ไข่เจียวน่ากินจริง'
ผมตอบคำถามผู้ชม อธิบายเทคนิคการตีไข่ขาวและการควบคุมไฟละเอียดลออ ความเป็นมืออาชีพและความรู้ด้านอาหารที่ถ่ายทอดออกมา ดึงดูดความสนใจผู้ชมให้อยู่ต่อ
หมูหยองชะเง้อลำคอมองจานไข่เจียวซูเฟล่ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายทำให้กระเพาะอาหารน้อยๆ ทำหน้าที่ประท้วงอีกครา ผมตัดไข่เจียวชิ้นเล็กเป่าลมจนคลายความร้อน ยื่นปลายช้อนป้อนเข้าโพรงปากเด็กน้อย
ฟันน้ำนมบดเคี้ยวเนื้อไข่เจียวที่ฟูนุ่มประดุจปุยเมฆ รสสัมผัสละลายบนลิ้น ความเค็มกลมกล่อมจากซอสปรุงรสกระจายซ่านไปทั่ว
"อร่อยไหมครับ"
เด็กน้อยพยักหน้ารัวๆ รอยยิ้มกว้างขวางปรากฏบนใบหน้าเปื้อนฝุ่น
การถ่ายทอดสดครั้งแรกจบลงด้วยยอดผู้ชมสูงสุดห้าสิบคน ยอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นสิบคน แม้จะเป็นตัวเลขที่น้อยนิด ทว่าสำหรับจุดเริ่มต้นในห้องเช่ารูหนูและวัตถุดิบราคาถูก นี่คือก้าวแรกที่สวยงาม
แสงอาทิตย์สีส้มแดงค่อยๆ ลาลับขอบฟ้าทิ้งความมืดมิดเข้าครอบคลุมห้องเช่าแคบๆ เสียงจอแจของชุมชนแออัดเบื้องล่างเริ่มเงียบสงบลง ผมจัดการเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หมูหยอง พาเด็กน้อยล้มตัวลงนอนบนฟูกเก่า ผ้าห่มผืนบางถูกดึงขึ้นมาคลุมทับแผงอก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอดังขึ้นในเวลาไม่นาน บ่งบอกว่าเด็กน้อยเข้าสู่ห้วงนิทรา
ผมเดินย่องหลบเลี่ยงพื้นที่ส่งเสียงดัง ทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นกระเบื้องยางพิงหลังกับกำแพงปูนเย็นเฉียบ ความมืดสลัวมีเพียงแสงไฟนีออนจากถนนสาดส่องลอดผ่านกระจกบานเกล็ด
ติ๊ง!
หน้าจอสมาร์ตโฟนสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด แสงสีขาวแยงตาจนต้องหรี่เปลือกตาลง แอปพลิเคชันข้อความเด้งเตือนรัวกระหน่ำ
'ไอ้น่านฟ้า กูให้เวลามึงอีกแค่วันเดียว ถ้าพรุ่งนี้มึงไม่มีเงินมาจ่ายดอก กูจะส่งลูกน้องไปพังประตูห้องมึง'
'ยืมเงินเสี่ยตงไปเล่นพนันแล้วชิ่งหรือวะ มึงเจอดีแน่ เตรียมตัวเอาเมียมึงมาขัดดอกได้เลย!'
ข้อความจากลูกน้องเสี่ยตง เจ้าหนี้นอกระบบขาใหญ่ประจำย่านนี้ ผมกวาดสายตาอ่านตัวอักษรบนหน้าจอ ฟันกรามขบเข้าหากันแน่น ผู้หญิงคนนั้นหนีไปกับชู้แล้ว จะไปลากคอมาจากแห่งหนใดก็เชิญตามสบายเถอะ
ทว่าปัญหาคือหนี้สินที่ร่างนี้ก่อไว้ ผมจำต้องหาทางจัดการมันให้จบสิ้นว่องไว ก่อนที่พวกทวงหนี้จะมาคุกคามถึงหน้าประตูห้องเช่าและเป็นอันตรายต่อลูกชาย ผมกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ ปล่อยให้ความมืดกลืนกินพื้นที่อีกครา
สายตาทอดมองผ่านความสลัวไปยังเตาแก๊สปิกนิกและกระทะอะลูมิเนียม พรุ่งนี้การสตรีมมิงจะต้องเรียกยอดคนดูและเงินโดเนทให้มากกว่านี้ เมนูข้าวผัดหน้าเตาไฟร้อนระอุ จะเป็นอาวุธชิ้นเดียวในการต่อกรกับอุปสรรคเบื้องหน้า