ภายในห้องเช่าขนาดเท่ารูหนู กลิ่นหอมฉุนของพริกขี้หนูสวนและกระเทียมสับที่ถูกคั่วจนเหลืองทองในกระทะเหล็ก กำลังทำหน้าที่เป็นน้ำหอมปรับอากาศชั้นดี
หลังจากกลับมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ผมก็ไม่รอช้าที่จะจัดการกับวัตถุดิบชั้นเลิศที่เพิ่งถลุงเงินโดเนทก้อนแรกซื้อมา หมูสามชั้นที่ถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ถูกนำไปรวนในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ จนน้ำมันหมูตามธรรมชาติค่อยๆ ซึมออกมา เสียงเดือดปุดๆ ของไขมันที่ทำปฏิกิริยากับความร้อนดังต่อเนื่อง หนังหมูเริ่มพองฟูและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบน่ารับประทาน จากนั้นผมจึงตักน้ำมันส่วนเกินออกจนเกือบหมด แล้วสาดกระเทียมสับหยาบๆ กับพริกขี้หนูสวนสีแดงสดลงไปคั่วรวมกัน
วินาทีที่พริกและกระเทียมปะทะกับความร้อนจัด ควันสีขาวบางๆ ก็ลอยพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมฉุนกึกที่เตะจมูกอย่างจัง มันเป็นความฉุนที่แสบจมูกแต่น่าหลงใหลตามแบบฉบับอาหารไทยรสจัดจ้าน
"ปะป๊า... จามแล้วฮะ แง้... ฮัดชิ้ว!"
เจ้าก้อนแป้งหมูหยองที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก เอามือป้อมๆ ปิดจมูกพรางหัวเราะคิกคัก เพราะกลิ่นพริกมันช่างเย้ายวนใจจนเด็กน้อยต้องจามออกมาไม่หยุด น้ำตาใสๆ รื้นขึ้นมาที่หางตาเพราะความเผ็ดร้อนที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวเล็กก็ไม่ยอมถอยห่างจากหน้าเตา ยังคงชะเง้อคอมองของอร่อยในกระทะตาไม่กะพริบ
"อดทนหน่อยครับลูกชาย ทีเด็ดมันอยู่ที่ตรงนี้" ผมยิ้มกว้างพลางสะบัดกระทะโชว์สกิลเชฟระดับโลก เทหมูสามชั้นที่ทอดจนหนังกรอบฟูลงไปคลุกเคล้ากับพริกเกลือ เสียง ซ่า! ของน้ำมันที่ทำปฏิกิริยากับเครื่องปรุงส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทางเดินหอพัก
ผมเหยาะเกลือป่นและน้ำตาลทรายปลายช้อนลงไปเพื่อตัดรสชาติให้กลมกล่อม ความเค็ม ความหวาน และความเผ็ดร้อนเคลือบไปบนชิ้นหมูสามชั้นกรอบๆ ทุกชิ้นอย่างทั่วถึง กลิ่นของมันตอนนี้ทรงอานุภาพมากพอที่จะทำให้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าห้องต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างแน่นอน
ผมตักหมูคั่วพริกเกลือที่เสร็จสมบูรณ์ลงในจาน สีสันของเนื้อหมูสีทองตัดกับสีแดงของพริกและสีเขียวของต้นหอมซอยช่างดูสมบูรณ์แบบ ผมจัดการเช็ดขอบจานให้สะอาดหมดจดตามมาตรฐานเชฟภัตตาคาร
ผมกำลังจะกดเปิดสตรีมรอบเย็นตามที่สัญญาไว้กับแฟนคลับ แต่ทว่า...
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ ดังรัวจนห้องสะเทือน ผมชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปกดสมาร์ตโฟน คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันทันที
เสียงเคาะนั้นไม่ได้มาแบบเกรงอกเกรงใจ แต่มันหนักหน่วงและดุดันราวกับคนเคาะกำลังรีบร้อนหรือโมโหจัด บรรยากาศอบอุ่นในห้องครัวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมแทนที่เสียงหัวเราะของหมูหยอง หัวใจของผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม สมองเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด
ใครวะ? หรือว่าเจ้าหนี้ไอ้น่านฟ้าร่างเดิมจะมาทวงเงิน?
ภาพจำอันเลวร้ายของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาในหัว ภาพของกลุ่มชายฉกรรจ์รอยสักเต็มตัวที่เคยพังประตูเข้ามาทวงหนี้พนัน ทุบข้าวของจนพังพินาศ และข่มขู่ว่าจะเอาตัวลูกชายไปขายเพื่อขัดดอก ความกลัวในอดีตผสมปนเปกับสัญชาตญาณความเป็นพ่อในปัจจุบัน ทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบ
ผมรีบคว้าตะหลิวเหล็กมาถือมั่นไว้ในมือเหมือนอาวุธคู่กาย พร้อมกับกวักมือเรียกหมูหยองให้มาหลบข้างหลัง ตะหลิวอันแค่นี้อาจจะสู้มีดหรือปืนไม่ได้ แต่ถ้าใครหน้าไหนมันกล้าแตะต้องลูกผม มันคงต้องโดนตะหลิวเจาะกะโหลกกันบ้างล่ะ
"หมูหยอง ไปแอบหลังตู้เย็นก่อนลูก ถ้าป๊าไม่เรียกห้ามออกมานะ" ผมกระซิบเสียงเครียด ดันหลังเล็กๆ ของลูกชายให้เข้าไปหลบในมุมอับที่ปลอดภัยที่สุดในห้อง
หมูหยองพยักหน้ารัวๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อครู่ซีดเผือดลงด้วยความหวาดผวา เด็กน้อยรีบวิ่งไปขดตัวอยู่หลังตู้เย็นเก่าๆ สองมือยกขึ้นปิดหูแน่นราวกับรู้ดีว่ากำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ภาพนั้นยิ่งทำให้ผมโกรธแค้นไอ้พวกเจ้าหนี้นอกระบบจับใจ
ผมเดินไปที่ประตู สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกระชากประตูเปิดออกกว้าง เตรียมพร้อมจะปะทะคารม (หรืออาจจะปะทะตะหลิว) เต็มที่
"บอกแล้วไงว่าหนี้จะรีบคืนให้..."
คำพูดทุกอย่างติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อภาพตรงหน้าไม่ใช่ชายฉกรรจ์ชุดดำหน้าดุอย่างที่คิด
ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ตะหลิวในมือที่ง้างเตรียมพร้อมฟาดค่อยๆ ลดระดับลงอย่างงงงวย
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีกรมท่าตัดเย็บประณีตยืนอยู่ตรงนั้น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงโชยเข้าจมูกกลบกลิ่นหมูคั่วพริกเกลือของผมจนมิด ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นระดับโลก ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มจ้องมองผมด้วยแววตานิ่งสนิท
ผู้ชายคนนี้ดูโดดเด่นและแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมอันเสื่อมโทรมของสลัมแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง ราวกับมีคนตัดต่อภาพของเทพบุตรกรีกมาแปะไว้หน้าห้องเช่ารูหนู นาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่โผล่พ้นปลายแขนเสื้อเชิ้ตสะท้อนแสงไฟสลัวทางเดินจนแสบตา ทรงผมที่เซตมาอย่างเนี้ยบไม่มีที่ติ และออร่าความทรงอำนาจที่แผ่กระจายออกมา ทำให้ผมถึงกับก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
แต่ที่ตลกคือ... เขากำลังยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดจมูกพรางทำท่าจะจามออกมา
ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูดุดันเมื่อครู่ เหยเกเล็กน้อยเพราะกลิ่นพริกขี้หนูคั่วที่ลอยไปปะทะหน้าอย่างจัง เขาพยายามกลั้นจามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษามาดขรึมๆ เอาไว้ ซึ่งมันดูขัดกับภาพลักษณ์นักธุรกิจพันล้านของเขาอย่างบอกไม่ถูก
"ที่นี่... ห้องของสตรีมเมอร์น่านฟ้าใช่ไหม?" เสียงทุ้มเข้มฟังดูภูมิฐานจนผมเผลออึ้งไปครู่หนึ่ง
น้ำเสียงของเขาน่าฟังมาก มันทุ้มต่ำและมีจังหวะการพูดที่แสดงออกถึงความคุ้นเคยกับการออกคำสั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ดูเย่อหยิ่งจนเกินไป
"เอ่อ... ใช่ครับ คุณเป็นใคร?" ผมลดตะหลิวในมือลง แต่ยังไม่ไว้ใจ แม้เขาจะดูไม่เหมือนพวกทวงหนี้ แต่คนแปลกหน้าที่แต่งตัวหรูหรามาโผล่หน้าห้องเช่าซอมซ่อในเวลาแบบนี้ มันก็ดูน่าสงสัยไม่ต่างกัน
ชายคนนั้นไม่ตอบ แต่เขากลับมองข้ามไหล่ผมเข้าไปในห้อง สายตาของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่เจ้าก้อนแป้งที่กำลังแอบโผล่หน้ากลมๆ ออกมาจากหลังตู้เย็น
คงเพราะเห็นว่าไม่มีเสียงตะโกนด่าทอหรือเสียงทุบตี หมูหยองจึงค่อยๆ ชะเง้อหน้าออกมาดูสถานการณ์ ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมกริบของผู้มาเยือนอย่างจัง
"นั่น... หมูหยองเหรอ?" ชายแปลกหน้าเอ่ยถาม น้ำเสียงที่เคยราบเรียบเมื่อครู่ดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
"ฮะ?" ผมงงหนักกว่าเดิม "คุณรู้ชื่อลูกผมได้ไง?"
ผมขยับตัวบังวิสัยทัศน์ของเขา สัญชาตญาณหวงลูกทำงานอัตโนมัติ ผู้ชายคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงรู้จักชื่อลูกชายของผม? หรือว่าจะเป็นพวกแก๊งลักพาตัวเด็กที่มาในคราบเศรษฐี?
คนตรงหน้าค่อยๆ ลดมือที่ปิดจมูกลง เขาจ้องมองผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะพึมพำเบาๆ "คุณบอกเองว่าถ้าอยากกินจริง... ต้องมาขออนุญาตผู้ช่วยคุณก่อน"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขความกระจ่างทั้งหมด สมองของผมประมวลผลอย่างรวดเร็ว... คำพูดแบบนี้... ประโยคกวนประสาทที่ผมเพิ่งพิมพ์ตอบกลับใครบางคนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน... ยูสเซอร์เนมในแอปที่โดเนทเงินให้ผมถึงหนึ่งหมื่นบาท...
"คุณหมีขั้วโลก?!... เอ๊ย! คุณ Polar Bear เหรอครับ?!" ผมโพล่งออกมาอย่างลืมตัว เสียงดังจนสะท้อนก้องไปทั้งทางเดิน
อัศวินขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้หัวใจผมกระตุกไปวูบหนึ่ง "ชื่อจริงผมคือ อัศวิน... และผมก็ไม่ได้อยากชิมแค่ในหน้าจอจริงๆ อย่างที่บอก"
พระเจ้าช่วย... มหาเศรษฐีสายเปย์ในอินเทอร์เน็ตคนนั้น มีตัวตนอยู่จริง แถมยังบุกมาถึงหน้าห้องเช่ารูหนูของผมเพียงเพราะอยากชิมหมูคั่วพริกเกลือเนี่ยนะ! นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน!
ผมยืนอึ้ง มองสลับระหว่างท่านประธานสุดเนี้ยบที่ดูยังไงก็ไม่เข้ากับสลัมแห่งนี้เลยสักนิด กับหมูคั่วพริกเกลือในกระทะที่ควันยังโขมงอยู่ สภาพห้องของผมตอนนี้มีแต่กลิ่นควัน ข้าวของเครื่องใช้ก็เก่าซอมซ่อ แอร์ก็ไม่มี มีแค่พัดลมเพดานที่หมุนดังเอี๊ยดอ๊าด มันไม่ใช่สถานที่ที่คนระดับเขาควรจะมายืนอยู่เลยแม้แต่วินาทีเดียว
"ปะป๊า... คุณยักษ์หล่อๆ คนนี้ใครเหรอครับ?" หมูหยองเดินเตาะแตะออกมาเกาะขาผม แววตาที่มองอัศวินไม่ได้มีความกลัว มีแต่ความสงสัยล้วนๆ
คำเรียกว่า 'คุณยักษ์หล่อๆ' ทำเอาอัศวินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ด้วยส่วนสูงที่เกินร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรและไหล่ที่กว้างขวาง ทำให้เขาดูเหมือนยักษ์ใจดีในสายตาของเด็กวัยสามขวบ
อัศวินย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากับเด็กน้อย แววตาคมกริบนั้นอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด "ไม่ใช่ยักษ์ครับ... เรียกว่าอาวินก็ได้"
เขาไม่รังเกียจที่จะคุกเข่าลงบนพื้นทางเดินที่ฝุ่นเกรอะกรังเพียงเพื่อให้ได้คุยกับเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด ท่าทางแข็งกร้าวแบบนักธุรกิจถูกแทนที่ด้วยความนุ่มนวลอย่างประหลาด
"อาวิน..." หมูหยองทวนคำพรางเอียงคอ "อาวินอยากกินหมูของปะป๊าเหรอครับ?"
"ครับ ถ้าอาขอแบ่ง... หมูหยองจะให้ไหม?" อัศวินถามกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ดวงตากลมโตของเด็กน้อยราวกับถูกดึงดูด
เจ้าก้อนแป้งนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองผมแล้วหันกลับไปหาแขกผู้มาเยือน "ให้ก็ได้ครับ... ปะป๊าทำอร่อยที่สุดเลยนะ แต่อาวินต้องกินข้าวเยอะๆ นะครับ ห้ามเหลือ!"
คำขู่ฟ่อๆ ของเด็กวัยสามขวบที่ห้ามผู้ใหญ่กินข้าวเหลือ ช่างดูน่ารักน่าชังจนคนฟังอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มกว้างออกมา
อัศวินหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้ห้องแคบๆ ดูสว่างขึ้นมาถนัดตา เขายื่นมือหนาไปลูบกลุ่มผมนุ่มของหมูหยองเบาๆ ซึ่งเจ้าก้อนแป้งก็ไม่ได้หลบเลี่ยง ซ้ำยังเอียงคอรับสัมผัสนั้นอย่างคุ้นเคย ราวกับรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยจากผู้ชายคนนี้
ผมเกาหัวตัวเองแกรกๆ อย่างทำตัวไม่ถูก "เอ่อ... ท่านประธานครับ ห้องผมมันรกหน่อยนะ แล้วอาหารก็... แค่เมนูพื้นๆ คุณจะกินได้จริงเหรอ?"
ผมพยายามหาทางออกให้เขา เพราะดูจากเสื้อผ้าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้ว ถ้าเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในห้องผมทำกางเกงเขาเปื้อน ผมคงไม่มีเงินจ่ายค่าซักแห้งให้แน่ๆ
"ผมเดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อชิมมัน... คุณเชฟจะไม่ต้อนรับแขกหน่อยเหรอ?" อัศวินเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม แววตาของเขาจริงจังและไม่มีร่องรอยของการล้อเล่นเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
คำว่า ‘คุณเชฟ’ ที่ออกจากปากเขาทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อนวูบวาบ มันเป็นคำสรรพนามที่ผมคุ้นเคยมาตลอดชีวิตในอดีต แต่พอมาอยู่ในร่างนี้และได้ยินมันจากปากผู้ชายที่ทรงเสน่ห์คนนี้ มันกลับทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะไปอย่างควบคุมไม่ได้
ผมถอนหายใจยาว ในเมื่อเจ้าของเงินหมื่นอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่ จะไล่กลับไปก็คงจะดูเนรคุณเกินไปหน่อย
"เออๆ ... เข้ามาครับ แต่เตือนก่อนนะว่าในห้องมันร้อน แอร์ก็ไม่มี มีแต่พัดลมส่ายไปส่ายมาเนี่ยแหละ"
ผมขยับตัวหลีกทางให้เปิดกว้างขึ้น ผายมือเชิญแขกวีไอพีเข้าไปในห้องอย่างเสียไม่ได้
ผมหลีกทางให้ท่านประธานผู้สูงส่งก้าวเท้าเข้าสู่โลกอันจำกัดของผม โดยหารู้ไม่ว่าการก้าวเข้ามาของเขาในวันนี้ จะเปลี่ยนชีวิตของคุณพ่อลูกอ่อนอย่างผมไปตลอดกาล
การทานอาหารร่วมโต๊ะกันครั้งแรกระหว่างอดีตเชฟที่ตกอับกับมหาเศรษฐีสายเปย์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกลิ่นหอมของอาหารและความอบอุ่นของครอบครัว...