22px

กระทะเหล็กหล่อใบใหม่ประเดิมการใช้งานบนเตาแก๊สปิกนิก เปลวไฟสีน้ำเงินแลบเลียก้นกระทะจนเกิดไอร้อนระอุ ผมหั่นหมูสามชั้นส่วนที่มีเนื้อสลับไขมันเป็นชิ้นกะทัดรัด โยนลงปะทะพื้นผิวโลหะ เสียงน้ำมันในชั้นผิวหมูแตกตัวดังฉ่า กลิ่นคาวเลือดสดจางหาย แทนที่ด้วยกลิ่นเนื้อย่างเกรียมไฟ ตะหลิวสเตนเลสผัดคั่วชิ้นหมูจนไขมันละลายเยิ้มออกมาเคลือบก้นกระทะ ชิ้นหมูสามชั้นหดตัว ขอบด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองและกรอบเกรียม

ผมใช้กระชอนตักชิ้นหมูพักไว้บนตะแกรง รินน้ำมันหมูส่วนเกินออกเหลือเพียงเคลือบก้นกระทะ โยนกระเทียมสับหยาบและพริกขี้หนูสวนสีแดงสดลงไปคั่ว กลิ่นฉุนจัดจ้านของพริกและกระเทียมลอยฟุ้งปะทะจมูก บังคับให้ต้องจามออกมาติดกันสองครั้ง หมูหยองที่นั่งวาดรูปเล่นด้วยดินสอสีแท่งสั้นบนพื้นกระเบื้องยาง ไอค่อกแค่ก ยกมือป้อมขึ้นปิดจมูก

"ฉุนหน่อยนะลูก ป๊าทำหมูคั่วพริกเกลือให้กิน รับรองว่ากรอบอร่อย"

ผมหรี่วาล์วเตาแก๊สลง เทหมูสามชั้นที่พักไว้กลับลงไปคลุกเคล้า ปรุงรสด้วยเกลือป่น น้ำตาลทรายนิดหน่อยตัดความเค็ม และพริกไทยขาวบด ผัดคั่วให้เครื่องปรุงเกาะติดชิ้นหมูทุกอณู ต้นหอมซอยถูกโรยปิดท้าย สีเขียวสดตัดกับสีเหลืองทองและสีแดง สร้างมิติทางสายตาชวนหิว ผมตักหมูคั่วพริกเกลือพูนจานกระเบื้องสีขาว วางเคียงคู่ข้าวสวยร้อนควันฉุย

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูเหล็กดัดหน้าห้องดังสนั่นหวั่นไหว ทำลายจังหวะการจัดเตรียมจานอาหาร แรงกระแทกส่งผลให้บานประตูไม้อัดด้านในสั่นสะเทือน ฝุ่นผงบนขอบวงกบตกลงมาสู่พื้น เศษปูนกะเทาะร่วงหล่น

"ไอ้น่านฟ้า! มึงอยู่ข้างในกูรู้ เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"

เสียงแหบพร่าเจือความคุกคามตะโกนก้องทะลุเข้ามา หมูหยองกระโดดสุดตัว ดินสอสีในมือร่วงหล่นกลิ้งหลาไปใต้ตู้เสื้อผ้า เด็กน้อยวิ่งถลันเข้ามาซุกซ่อนตัวหลังท่อนขาของผม สองมือเล็กเกาะกุมกางเกงวอร์มแน่นหนา ฟันน้ำนมขบกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด ร่างกายสั่นเทาประดุจลูกนกเปียกฝน

ผมดันจานอาหารไปไว้ด้านในสุดของเคาน์เตอร์ปูน เอื้อมมือหยิบมีดเชฟเหล็กกล้าคาร์บอนสูงด้ามจับถนัดมือที่เพิ่งซื้อมาใหม่ กระชับด้ามมีดไว้ในมือขวา สันมีดสะท้อนแสงสว่างวาววับ ฝ่ามือซ้ายดันแผ่นหลังลูกชายให้ถอยร่นเข้าไปในซอกหลืบระหว่างตู้เสื้อผ้ากับผนังห้อง

"หมูหยอง ซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ ห้ามส่งเสียง ห้ามออกมาจนกว่าป๊าจะเรียก เข้าใจไหม"

เด็กน้อยพยักหน้ารัว หยาดน้ำตาใสเอ่อคลอเบ้าตา

ปัง! โครม!

คราวนี้ไม่ใช่การใช้กำปั้นทุบตี แรงถีบมหาศาลกระแทกเข้าที่บานประตู บานพับสนิมเขรอะหลุดออกจากวงกบ ประตูไม้อัดเปิดผางกระแทกผนังห้องด้านใน ชายฉกรรจ์สามคนในชุดเสื้อยืดรัดรูปอวดรอยสักเต็มท่อนแขนก้าวเข้ามาภายในพื้นที่ซอมซ่อ อวลไปด้วยกลิ่นบุหรี่ราคาถูกและกลิ่นเหงื่อเปรี้ยว

ชายหัวโล้นร่างใหญ่สุดยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้า รอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่านคิ้วซ้าย ริมฝีปากคาบบุหรี่ที่ยังไม่ดับ สอดส่ายสายตามองสภาพห้อง ก่อนจะหยุดเป้าหมายลงที่ร่างกายของผม

"กูส่งข้อความมาเตือนแล้วนะไอ้น่านฟ้า วันนี้ครบกำหนดดอกเบี้ยก้อนใหม่ มึงเตรียมเงินไว้พร้อมหรือยัง"

ชายหัวโล้นพ่นควันสีเทาขุ่นออกจากปาก ลอยวนปะทะใบหน้าผม

"ฉันยังไม่มีก้อนใหญ่ขนาดนั้น ขอเวลาฉันหาเงินก่อน"

ผมกดเสียงให้ทุ้มต่ำและราบเรียบที่สุด บังคับข้อมือขวาไม่ให้สั่นไหว ปลายมีดเชฟชี้ตกลงพื้น แฝงนัยยะการป้องกันตัว

"มึงขอเวลามาเป็นเดือนแล้ว! เสี่ยตงไม่ใจดีกับพวกผลัดหนี้ มึงไม่มีเงิน ก็ส่งตัวอีรินเมียมึงมาขัดดอก"

"ฉันบอกพวกนายไปร้อยรอบแล้ว ว่าผู้หญิงคนนั้นหนีไปกับชู้แล้ว ตามหาตัวเอาเองสิ"

ชายร่างผอมสูงด้านหลังก้าวขึ้นมาแทรก ยิ้มแสยะโชว์ฟันเหลืองอ๋อย

"เมียหนี ก็เหลือลูกนี่หว่า... เด็กหน้าตาจิ้มลิ้มแบบนี้ ส่งไปขายพวกเศรษฐีรสนิยมแปลกๆ น่าจะได้ราคาคุ้มดอกเบี้ยอยู่"

เส้นเลือดขมับเต้นตุบ ฟันกรามขบเข้าหากันจนปวดร้าว สัญชาตญาณความเป็นพ่อพุ่งทะยานบดบังความหวาดกลัว ผมตวัดแขนขวาขึ้น ระดับปลายมีดเชฟชี้ตรงไปยังลำคอของชายร่างผอม

"ใครกล้าแตะต้องลูกฉัน กูกรีดคอหอยแน่ เข้ามาสิ!"

สรรพนามสบถกร้าวตามสัญชาตญาณดิบ ชายสามคนมองหน้ากันแล้วประสานเสียงขบขัน การกระทำของผมเปรียบเสมือนหมาจูขู่ราชสีห์ในสายตาพวกมัน

"มึงคิดว่ามีดเล่มเดียวจะกันพวกกูสามคนได้เหรอวะ จัดการมัน!"

ชายหัวโล้นออกคำสั่ง สองลูกสมุนถลันตัวพุ่งเข้าใส่ ผมเบี่ยงตัวหลบกำปั้นหนักหน่วงที่ชกตรงมายังใบหน้า ยกท่อนแขนซ้ายขึ้นตั้งการ์ดปัดป้อง ทว่าแรงปะทะกระแทกให้ก้าวถอยหลังเสียหลัก ชายร่างผอมฉวยจังหวะเตะสกัดข้อพับเข่า ผมทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นกระเบื้องยาง ความปวดร้าวแล่นแปลบขึ้นมาถึงสะโพก

มีดเชฟในมือขวาถูกตวัดข่มขู่เฉือนผ่านเสื้อยืดของคนตรงหน้า ขาดเป็นรอยยาว เลือดซึมรอยขีดข่วนบางเบา ชายร่างผอมสบถลั่น ยกเท้าถีบเข้าที่ชายโครงขวาของผมเต็มแรง จังหวะการหายใจสะดุดกึก ความจุกเสียดลามเลียทั่วช่องท้อง กระเด็นล้มกลิ้งไปชนขอบเคาน์เตอร์ปูน

"ปะป๊า!"

หมูหยองร้องลั่น พุ่งตัวออกจากซอกตู้เสื้อผ้า วิ่งมากางแขนเล็กจิ๋วขวางหน้าผมไว้ นัยน์ตากลมโตสั่นระริก หยาดน้ำตาอาบแก้ม ทว่าสองเท้าหยัดยืนมั่นคง

"อย่าทำปะป๊า! ออกไปนะพวกใจร้าย!"

"หมูหยอง! กลับไปหลบเดี๋ยวนี้!"

ผมฝืนความเจ็บปวด เอื้อมมือไปดึงเอวลูกชายมาซุกไว้ใต้แผ่นอก โอบกอดร่างเล็กจิ๋วไว้แน่นหนา แผ่นหลังเปิดโล่งรับการโจมตี

ชายหัวโล้นก้าวเข้ามาใกล้ ยกฝ่าเท้าสวมรองเท้าผ้าใบสกปรกขึ้นสูง เตรียมกระทืบลงบนแผ่นหลังของผม ผมหลับตาแน่น กัดฟันรอรับความเจ็บปวด

พลั่ก! โครม!

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น ตามด้วยเสียงร่างคนลอยกระเด็นไปชนตู้เย็นเก่าจนล้มครืน ผมเปิดเปลือกตาขึ้น สอดส่ายสายตามองเหตุการณ์เบื้องหน้า ชายหัวโล้นที่เคยกางกร่าง บัดนี้นอนกองอยู่บนพื้นกระเบื้อง มือกุมหน้าท้อง บิดตัวงอเป็นกุ้งโดนความร้อน

ตรงกรอบประตูห้องเช่า ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ปรากฏตัว ชุดสูทอิตาลีสีน้ำเงินเข้มไร้รอยยับบดบังพื้นที่กรอบประตูจนมิด เนกไทสีเงินสะท้อนแสงไฟสลัว โครงหน้าคมคายดุดันยิ่งกว่ารูปปั้นเทพเจ้าสงคราม นัยน์ตาสีรัตติกาลแผ่รังสีคุกคามกดดันจนมวลอากาศในห้องลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบ

อัศวินก้าวรองเท้าหนังขัดมันวับเข้ามาภายในห้องเช่าซอมซ่อ ตามหลังด้วยชายหนุ่มสวมแว่นตากรอบเงิน และกลุ่มชายฉกรรจ์สวมสูทสีดำสนิทอีกสี่คน

ลูกสมุนสองคนที่เหลือเบิกตากว้าง ทิ้งระยะห่างจากผม ถอยร่นไปรวมกลุ่มกับลูกพี่ที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้นยืน

"พวกมึงเป็นใครวะ! กล้าดียังไงมาเสือกเรื่องหนี้สินของเสี่ยตง!"

ชายหัวโล้นถ่มน้ำลายปนเลือดลงพื้น ชี้นิ้วด่าทอผู้มาเยือน

อัศวินไม่แม้แต่จะปรายตามองคนพูด ชายหนุ่มกวาดสายตามองสภาพห้องครัว เตาแก๊สปิกนิก จานหมูคั่วพริกเกลือ ก่อนจะหยุดเป้าหมายลงที่ร่างของผมและเด็กน้อยที่นอนกอดกันอยู่บนพื้น

หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันร่องลึก สันกรามปูดนูนจากการขบกัด

"ภาคิน"

เสียงทุ้มต่ำหลุดรอดจากริมฝีปากราบเรียบ

"ครับท่านประธาน"

ชายสวมแว่นตากรอบเงินขยับตัวมาด้านหน้า ฝ่ามือล้วงสมาร์ตโฟนออกมากดรัว

"จัดการขยะพวกนี้ให้พ้นสายตาฉัน แล้วติดต่อหาคนชื่อเสี่ยตง บอกว่าอัครเดชโภคิน กรุ๊ป จะขอเคลียร์บัญชีหนี้สินทั้งหมดของนายคนนี้"

คำว่า 'อัครเดชโภคิน กรุ๊ป' เปรียบเสมือนประกาศิตสวรรค์ ชายฉกรรจ์ทวงหนี้ทั้งสามคนร่างกายแข็งทื่อ ผิวหน้ากร้านแดดซีดเผือด ชื่อตระกูลมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศก้องอยู่ในโสตประสาท พวกมันรับทราบดีว่าการล่วงเกินบุคคลระดับนี้ มีจุดจบเพียงการสูญหายไปจากแผนที่โลก

"ทะ... ท่านประธาน พวกผมไม่รู้เรื่อง พวกผมแค่ทำตามคำสั่งลูกพี่"

ชายร่างผอมตะกุกตะกัก ก้าวเท้าถอยหลังชนกำแพง

"โยนพวกมันออกไป"

อัศวินสั่งการซ้ำ ชายสวมสูทสีดำทั้งสี่คนพุ่งตัวเข้าประชิด ล็อกแขนล็อกคอแก๊งทวงหนี้ ลากตัวออกไปพ้นกรอบประตูห้องเช่า เสียงร้องขอความเมตตาและเสียงลากรองเท้าผ้าใบดังห่างออกไปเรื่อยๆ ตามโถงทางเดิน

ห้องเช่าแคบแคบกลับมาสงบเงียบอีกครา มีเพียงเสียงลมหายใจหอบเหนื่อยของผมดังก้องแข่งกับเสียงพัดลมเพดาน

อัศวินก้าวเนิบนาบเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าผม รูปร่างสูงใหญ่บดบังแสงไฟนีออนเหนือศีรษะ ทอดเงาดำทาบทับลงบนพื้นที่ผมนั่งอยู่ กลิ่นน้ำหอมสปอร์ตราคาแพงผสมกลิ่นไม้ซีดาร์ลอยปะทะจมูก ขับไล่กลิ่นเหม็นอับของห้องเช่าจนสิ้น

ชายหนุ่มย่อเข่าลงจรดพื้นกระเบื้องยาง สายตาคมกริบสำรวจรอยฟกช้ำบนท่อนแขนและชายโครงของผม ก่อนจะเลื่อนไปมองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของหมูหยอง

มือหนาภายใต้แขนเสื้อสูทเนื้อดี ยื่นออกมาเบื้องหน้า

"ลุกไหวไหม"

ถ้อยคำเรียบง่าย ปราศจากการปรุงแต่ง ผมจดจ้องฝ่ามือแกร่ง สลับกับมองโครงหน้าผู้ชายที่เพิ่งโยนเงินหมื่นบาทให้ผ่านแอปพลิเคชันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขาตามสืบประวัติและบุกมาถึงสลัมแห่งนี้ไวปานพายุ

ผมสูดอากาศเข้าปอด คลายวงแขนที่โอบกอดลูกชายออก ดันหมูหยองให้ยืนขึ้น ก่อนจะวางฝ่ามือของตนเองทาบทับลงบนมือของอัศวิน ความร้อนจากฝ่ามือหนาถ่ายทอดผ่านชั้นผิวหนัง สัมผัสถึงความสากของรอยด้านบริเวณโคนนิ้ว

อัศวินออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ตัวของผมก็หยัดยืนขึ้นเต็มความสูง ความปวดร้าวบริเวณชายโครงยังคงส่งสัญญาณเตือน ผมนิ่วหน้าเล็กน้อย มือขวาละจากฝ่ามือเขามากุมสีข้าง

"ขอบคุณครับ... ที่ช่วยพวกเราไว้"

ผมเอ่ยเสียงแหบพร่า สบประสานสายตากับมหาเศรษฐีตรงหน้า

"คุณคือโพลาร์แบร์ใช่ไหม"

"ใช่"

อัศวินตอบรับไร้ความลังเล สายตาของเขามิได้จับจ้องที่ผม ทว่าเลื่อนผ่านลาดไหล่ไปยังเคาน์เตอร์ปูนเปลือยด้านหลัง

"หมูคั่วพริกเกลือนั่น... เสร็จหรือยัง"

คำถามผิดบริบทกระชากสติผมให้สะดุด ผมหันหลังกลับไปมองจานอาหารที่เพิ่งรังสรรค์เสร็จสิ้น หมูสามชั้นทอดกรอบคั่วพริกกระเทียมสีสันจัดจ้าน กลิ่นหอมยังคงลอยกรุ่น

"สะ...เสร็จแล้วครับ"

"ฉันหิว"

ประธานบริษัทหมื่นล้านยืนกอดอก ทอดสายตามองจานอาหารราคาถูกในห้องเช่ารูหนู

"ถ้าไม่รังเกียจ ช่วยจัดใส่จานให้ฉันชิมสักหน่อยได้ไหม ถือเป็นค่าตอบแทนที่ฉันช่วยไล่หมาบ้าพวกนั้นไปให้"

ผมกะพริบตาถี่ๆ สติสัมปชัญญะประมวลผลการร้องขอ ชายผู้สวมสูทราคาแพงกว่าค่าเช่าห้องของผมทั้งปี กำลังยืนกรานจะรับประทานอาหารบนเคาน์เตอร์ปูนสกปรก

"ได้ครับ... แต่ห้องผมไม่มีโต๊ะกินข้าวนะครับ มีแต่พื้นตรงนี้"

ผมชี้มือไปยังพื้นที่ว่างหน้าทีวีจอพับ

"ไม่เป็นไร"

อัศวินปลดกระดุมเสื้อสูทออก ถอดมันพาดทิ้งไว้บนพนักเก้าอี้พลาสติกสีแดง ปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตสองเม็ด พับแขนเสื้อขึ้นเหนือข้อศอก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อท่อนแขนแข็งแกร่งและนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรู ชายหนุ่มก้าวเดินไปหย่อนตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นกระเบื้องยาง ท่ามกลางความตกตะลึงของผมและภาคินที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาในห้อง

"ท่านประธานครับ! พื้นมันสกปรกนะครับ!"

ภาคินร้องเสียงหลง ถลันตัวจะเข้ามาห้ามปราม

"เงียบเถอะภาคิน สั่งลูกน้องนายไปรอหน้าตึก ฉันจะกินข้าว"

คำสั่งเด็ดขาดตัดจบบทสนทนา ภาคินจำใจถอยร่นออกไปยืนเฝ้าหน้าประตูห้อง

ผมจัดการตักข้าวสวยร้อนๆ สองจาน โปะทับด้วยหมูคั่วพริกเกลือพูนๆ เสิร์ฟพร้อมช้อนสแตนเลสและส้อมสังกะสี วางจานหนึ่งลงบนพื้นตรงหน้าอัศวิน อีกจานวางให้หมูหยองที่นั่งแหมะอยู่ข้างเคียง

"ทานเลยครับคุณวิน"

ผมเรียกชื่อตามที่เคยได้ยินในข่าวแวดวงธุรกิจ

อัศวินจับช้อนส้อม ตักข้าวและชิ้นหมูสามชั้นเข้าปาก เคี้ยวอาหารเชื่องช้า ฟันกรามบดสัมผัสความกรอบของหนังหมู ความนุ่มของชั้นไขมัน ความเผ็ดร้อนของพริกขี้หนู และความเค็มกลมกล่อมของเกลือ รสชาติกระแทกปุ่มรับรส กระตุ้นความอยากอาหารที่ตายด้านให้ตื่นตัว

ช้อนที่สองและสามถูกตักเข้าปากต่อเนื่อง จังหวะการเคี้ยวเร็วขึ้น ไร้มาดนักธุรกิจผู้เคร่งขรึม

"อร่อยใช่ไหมฮะ อาวิน!"

หมูหยองที่เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ เอ่ยถาม เจรจาสนิทสนมตามประสาเด็กที่เห็นคนแปลกหน้ากินของอร่อยเหมือนตนเอง สรรพนาม 'อาวิน' หลุดออกมาจากริมฝีปากเล็กจิ๋ว

อัศวินหยุดช้อน สบตาเด็กน้อยวัยสามขวบ

"อร่อยครับ... หมูหยองกินเยอะๆ นะ"

ฝ่ามือหนาเอื้อมไปลูบกลุ่มผมชี้ฟูของเด็กน้อย หมูหยองไม่หดคอหนี ซ้ำยังเอียงศีรษะรับสัมผัส

ผมยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ปูน ทอดสายตามองภาพมหาเศรษฐีนั่งขัดสมาธิกินข้าวบนพื้นห้องเช่าเคียงคู่ลูกชายของผม จานข้าวผัดหมูคั่วพริกเกลือพร่องลงรวดเร็ว

ภายหลังจัดการอาหารจนเกลี้ยงจาน อัศวินวางช้อนส้อมลง ดึงกระดาษทิชชูม้วนราคาถูกมาซับริมฝีปาก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายหนุ่มล้วงนามบัตรสีดำขลิบทองออกจากกระเป๋ากางเกง ยื่นส่งมาตรงหน้าผม

"หนี้สินสี่แสนบาทของนาย ฉันเคลียร์ให้จบแล้วตั้งแต่นาทีนี้"

ผมรับนามบัตรมาถือไว้ เบิกตากว้างกับตัวเลขหนี้สินมหาศาลที่ถูกลบเลือนรวดเร็วปานเวทมนตร์

"นายติดหนี้ฉันสี่แสนบาท น่านฟ้า"

อัศวินก้าวเข้ามาประชิด ลมหายใจร้อนรินรดหน้าผากผม

"ฉันไม่ต้องการเงินคืน... แต่ฉันต้องการตัวนาย"

ผมเงยหน้าสบตากับเขา คิ้วขมวดมุ่น

"หมายความว่ายังไงครับ ต้องการตัวผม?"

"ฉันเป็นโรคเบื่ออาหารขั้นรุนแรง อาหารของนายคือสิ่งเดียวที่ฉันกลืนลงคอได้ในรอบปี"

นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองมา อัดแน่นด้วยจุดประสงค์ชัดเจน

"เก็บข้าวของซะ พรุ่งนี้เช้าภาคินจะเอารถมารับ นายกับลูกต้องย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์ของฉัน ไปเป็นเชฟส่วนตัวให้ฉัน แลกกับหนี้สินสี่แสน และอนาคตที่ดีของเด็กคนนี้"

ข้อเสนอบนพื้นที่ซอมซ่อ ไร้สัญญาเอกสาร มีเพียงคำพูดของชายผู้กุมชะตาชีวิต ผมก้มมองหมูหยองที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้น สลับกับมองนามบัตรในมือ

ทางเลือกมีไม่มากนัก แสงสว่างปลายอุโมงค์เปิดกว้างรับอดีตเชฟพ่อหม้ายลูกติดให้เดินก้าวเข้าไป

"ตกลงครับ... ผมจะไปเป็นเชฟให้คุณ"

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!