สภาพภายในห้องเช่าที่ดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อมีผู้ชายตัวสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตรในชุดสูทราคาเหยียบแสนมายืนอยู่กลางห้อง
มันเป็นความรู้สึกที่อึดอัดแต่ก็แปลกประหลาดในเวลาเดียวกัน ห้องเช่าสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ปกติก็แทบจะไม่มีพื้นที่ให้เดินสวนกันอยู่แล้ว ยิ่งพอมารวมกับไหล่กว้างๆ และรัศมีตลบอบอวลไปด้วยอำนาจของท่านประธานอัศวินแห่งอัครเดชโภคิน กรุ๊ป พื้นที่ในห้องก็ดูเหมือนจะหดเล็กลงไปอีกเท่าตัว กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความสุขุมลอยมาปะทะจมูกผม มันเป็นกลิ่นที่บอกชัดเจนถึงฐานะและรสนิยมที่เหนือระดับ ช่างขัดกับกลิ่นอับชื้นของกำแพงห้องและกลิ่นควันจากเตาแก๊สปิกนิกอย่างสิ้นเชิง
อัศวินมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยสายตาราบเรียบ เขาไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขา "ไม่ชิน" กับการต้องมานั่งบนเก้าอี้พลาสติกที่มีรอยร้าวเล็กน้อย
สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองตั้งแต่รอยคราบน้ำฝนบนเพดาน ตู้เย็นสีขาวที่กลายเป็นสีเหลืองหม่น ไปจนถึงพัดลมเพดานที่หมุนส่ายไปมาพร้อมกับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ เขาไม่ได้เบือนหน้าหนีหรือเอามือปิดจมูกเหมือนเศรษฐีในละครหลังข่าว แต่ความเกร็งของกล้ามเนื้อไหล่และท่วงท่าการยืนที่ระมัดระวังตัว ก็พอจะทำให้ผมเดาออกว่า นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้มาก้าวเท้าเหยียบในสถานที่ที่เรียกว่า ‘สลัม’ อย่างเต็มรูปแบบ
ผมลอบถอนหายใจ รีบเดินไปลากโต๊ะญี่ปุ่นพับได้ตัวเตี้ยที่ขามันแอบโยกนิดๆ ออกมาตั้งตรงกลางพื้นที่ว่างที่พอจะเหลืออยู่ คว้าผ้าขี้ริ้วที่ซักจนสะอาดมาเช็ดถูซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อความมั่นใจ
"นั่งก่อนครับท่านประธาน แต่อย่าทิ้งน้ำหนักเยอะนะ ผมกลัวเก้าอี้มันจะสู้ชีวิตไม่ไหว" ผมพูดติดตลกพลางเช็ดโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยให้สะอาดที่สุด
ผมพยายามทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้ด้วยอารมณ์ขันแบบฝืดๆ อัศวินปรายตามองเก้าอี้พลาสติกสีแดงที่ผมเลื่อนไปให้ มันเป็นเก้าอี้แถมฟรีจากการซื้อน้ำอัดลมครบโหลเมื่อหลายปีก่อน สภาพของมันมีรอยร้าวที่พนักพิง และสีก็ซีดจางจนดูไม่ออกว่าเคยเป็นสีแดงสดมาก่อน
อัศวินพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอดเสื้อสูทตัวนอกออกพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ พับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นถึงศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งและนาฬิกาหรูที่ราคาอาจจะซื้อหอพักนี้ได้ทั้งตึก
ท่าทางการพับแขนเสื้อของเขามันช่างดูสง่างามและเชื่องช้า ราวกับกำลังถ่ายแบบลงนิตยสาร เส้นเลือดที่ปูดนูนขึ้นมาตามท่อนแขนแข็งแรงบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่ประธานบริษัทที่เอาแต่นั่งโต๊ะเซ็นเอกสารไปวันๆ แต่เป็นคนที่ดูแลสุขภาพและออกกำลังกายอย่างหนัก นาฬิกาเรือนทองคำขาวที่สะท้อนแสงไฟนีออนสลัวๆ ทำเอาผมต้องรีบเบือนหน้าหนี เพราะกลัวว่าแสงสะท้อนจากความรวยมันจะทิ่มตาเอา
"เรียกผมว่าวิน... เหมือนในแชทเถอะ" เขาบอกเสียงนิ่ง
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูก มันไม่ใช่คำสั่ง แต่เหมือนเป็นการร้องขอให้ผมลดช่องว่างระหว่างเราลง
"ครับคุณวิน... งั้นรอแป๊บนะ ผมขอจัดจานก่อน"
ผมตอบรับสั้นๆ รู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมานิดๆ กับคำว่า 'เหมือนในแชท' เพราะมันดันทำให้ผมนึกไปถึงข้อความกวนประสาทที่ผมเพิ่งส่งไปหาเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมรีบหมุนตัวหนีซ่อนใบหน้าที่เริ่มเห่อแดง เดินกลับไปหลบหลังเคาน์เตอร์ครัวแคบๆ ของตัวเอง
ผมหันกลับไปที่เตาปิกนิก ตัก หมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ ที่ยังร้อนระอุใส่จาน สีของหมูที่ทอดจนเหลืองกรอบตัดกับสีแดงของพริกและสีเขียวของต้นหอมซอย กลิ่นหอมฟุ้งของกระเทียมเจียวคั่วเกลือทำให้คนตัวโตที่นั่งอยู่โถงกลางห้องถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
สัญชาตญาณความเป็นเชฟของผมกลับมาทำงานอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ผมบรรจงตักหมูสามชั้นที่ผ่านการคั่วจนรีดน้ำมันออกจนหมด เหลือเพียงเนื้อสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน ลงบนจานกระเบื้องสีขาวสะอาดตา เกล็ดเกลือสีขาวเล็กๆ และน้ำตาลทรายที่ละลายเคลือบชิ้นหมูดูเปล่งประกายเมื่อสะท้อนกับแสงไฟ พริกขี้หนูสวนสีแดงสดและกระเทียมสับที่เจียวจนเหลืองทองถูกโรยทับลงไปด้านบน ปิดท้ายด้วยต้นหอมซอยสีเขียวสดเพิ่มความสวยงามและมิติของรสชาติ
กลิ่นหอมของมันทรงอานุภาพมาก ผมหางตาไปเห็นอัศวินขยับตัวยุกยิกบนเก้าอี้พลาสติก ลูกกระเดือกบนลำคอแกร่งของเขาขยับขึ้นลงช้าๆ เป็นสัญญาณทางกายภาพที่หลอกกันไม่ได้ว่า เขากำลัง 'หิว' และกำลังกลืนน้ำลายลงคอ
ผมยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะในใจ จัดการคดข้าวสวยหอมมะลิที่หุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ ควันฉุยใส่ถ้วยเล็กๆ สามใบ
ผมวางจานหมูคั่วพริกเกลือลงตรงกลางโต๊ะญี่ปุ่น ตามด้วยถ้วยข้าวสวยร้อนๆ สามถ้วย พร้อมกับช้อนสแตนเลสธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เงางามเหมือนช้อนเงินในภัตตาคารหรู แต่ผมกล้าการันตีเรื่องความสะอาด
หมูหยองที่แอบดูสถานการณ์อยู่หลังตู้เย็น เมื่อเห็นว่าอาหารพร้อมแล้วและดูเหมือน 'คุณยักษ์' จะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เจ้าก้อนแป้งก็ค่อยๆ เดินเตาะแตะออกมาจากที่ซ่อน กลิ่นหอมของหมูสามชั้นคั่วพริกเกลือทำเอาเด็กน้อยลืมความหวาดกลัวไปจนหมดสิ้น
"อาวินกินเยอะๆ นะครับ อันนี้อร่อยม้ากมาก!" หมูหยองทำหน้าที่โฮสต์ที่ดี เด็กน้อยขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ อัศวินราวกับลืมความเขินอายไปหมดสิ้น
หมูหยองปีนขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งเก่าๆ ข้างๆ ท่านประธานมาดขรึม สองมือกุมประสานกันไว้บนตัก ดวงตากลมโตเป็นประกายจ้องมองชิ้นหมูในจานตาไม่กะพริบ แต่ด้วยมารยาทที่ผมพร่ำสอนไว้ แกจึงไม่กล้าตักอาหารก่อนที่แขกผู้ใหญ่จะลงมือ
ผมเลื่อนถ้วยข้าวไปตรงหน้าอัศวิน พรางพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เขาเริ่มทานได้
อัศวินมองจานอาหารตรงหน้าด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย มือหนาหยิบช้อนขึ้นมาตักหมูสามชั้นหนึ่งชิ้นที่มีพริกและกระเทียมเกาะอยู่พูนๆ เข้าปาก...
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงพัดลมเพดานและเสียงลมหายใจลุ้นระทึกของผมกับหมูหยอง ผมจ้องมองทุกอากัปกิริยาของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่วางตา ประเมินผลงานของตัวเองผ่านปฏิกิริยาของคนชิม
วินาทีที่ฟันกระทบลงบนเนื้อหมู เสียง กรวบ ของหนังหมูที่กรอบสนิทดังก้องไปถึงหูผม รสชาติเค็มเผ็ดกำลังดีผสมกับความหวานของเนื้อหมูชั้นเลิศที่ผมเพิ่งไปสอยมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตระเบิดซ่านไปทั่วลิ้น
ผมเห็นหัวคิ้วเข้มของอัศวินกระตุกขึ้นเล็กน้อยในจังหวะที่เขาเคี้ยว ความกรอบของหนังหมูที่สู้ฟัน ตามมาด้วยความนุ่มชุ่มฉ่ำของชั้นไขมันที่ละลายในปาก รสเค็มนำจากเกลือป่นตัดกับความหวานประแล่มๆ และปิดท้ายด้วยความเผ็ดร้อนจัดจ้านของพริกขี้หนูสวนที่ตีขึ้นจมูก มันคือระเบิดความอร่อยที่ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติของการรับรส
อัศวินนิ่งไป... นิ่งจนผมเริ่มใจเสีย
เขาหยุดเคี้ยวไปชั่วขณะ หลับตาลงสนิท มือที่ถือช้อนค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ จนผมเริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมา
หรือว่าพริกมันเผ็ดไปวะ? หรือเนื้อหมูชิ้นนั้นมันจะเหนียว? ไม่สิ... ฝีมือระดับเชฟปกรณ์ไม่มีคำว่าพลาด หรือว่าลิ้นคนรวยๆ แบบเขาจะไม่ชินกับอาหารบ้านๆ รสจัดแบบนี้?
สารพัดคำถามประดังประเดเข้ามาในหัวของผม ความมั่นใจที่เคยมีเต็มเปี่ยมเริ่มลดฮวบลง
"เป็นไงครับ? เค็มไปเหรอ หรือว่าเผ็ดเกิน?" ผมถามหยั่งเชิง น้ำเสียงแอบมีความกังวลซ่อนอยู่นิดๆ
ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ ซึมซับรสชาติที่เขาไม่เคยสัมผัสมานาน... รสชาติของอาหารที่ทำเสร็จใหม่ๆ และเต็มไปด้วย ‘ชีวิต’ ไม่ใช่อาหารหรูหราเย็นชืดในงานสังคมที่เขาต้องปั้นหน้ากินไปวันๆ
สำหรับอัศวินแล้ว อาหารตรงหน้ามันไม่ใช่แค่วัตถุดิบราคาถูกที่นำมาผัดรวมกัน แต่มันคือศิลปะที่ถูกปรุงแต่งด้วยหัวใจ มันมีความร้อนแรง มีรสสัมผัสที่ชัดเจน มันเตือนให้เขารู้สึกตัวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ลิ้นที่เคยด้านชาและต่อต้านอาหารทุกชนิดจากความเครียดสะสม บัดนี้กำลังเปิดรับรสชาติอันแสนวิเศษนี้อย่างตะกละตะกลาม
อัศวินค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาคมกริบที่เคยมืดมนและเย็นชา บัดนี้กลับมีประกายความสว่างไสวพาดผ่าน
"อร่อย..." เขาตอบออกมาสั้นๆ แต่แววตาที่เงยขึ้นมาสบตาผมกลับเต็มไปด้วยความจริงจัง "อร่อยกว่าที่ผมคิดไว้มาก น่านฟ้า"
คำชมสั้นๆ แต่หนักแน่นและจริงใจขั้นสุด ทำเอาก้อนความกังวลในอกผมมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ผมรู้สึกเหมือนหัวใจพองโตจนคับอก ความภาคภูมิใจในวิชาชีพเชฟที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดเต้นเร่าขึ้นมาอีกครั้ง
ผมเผลอระบายยิ้มออกมาอย่างลืมตัว "แน่นอนสิครับ ผมบอกแล้วว่าผมเป็นของจริง"
ผมยืดอกขึ้นเล็กน้อย ตอบกลับด้วยความมั่นใจเกินร้อย รอยยิ้มกว้างที่ส่งไปให้เขาเป็นรอยยิ้มที่ปราศจากการเสแสร้งใดๆ มันคือรอยยิ้มของคนทำอาหารที่ได้เห็นคนกินมีความสุขกับผลงานของตัวเอง
"อาวินกินข้าวด้วยครับ เดี๋ยวปะป๊าเสียใจนะ" หมูหยองเอื้อมมือเล็กๆ ไปแตะแขนอัศวินเหมือนเป็นการเตือน
เสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าก้อนแป้งทำลายบรรยากาศเงียบงันระหว่างผมกับเขา หมูหยองชี้ไปที่ถ้วยข้าวสวยของอัศวินที่ยังไม่มีพร่องลงไปเลยสักนิด เด็กน้อยคงกลัวว่าถ้าอัศวินกินแต่กับข้าวแล้วปะป๊าจะดุเหมือนที่เคยดุตัวเอง
ประธานหนุ่มหันไปมองเจ้าก้อนแป้ง ก่อนจะทำสิ่งที่ผมไม่คาดคิด... เขาใช้ช้อนกลางตักหมูชิ้นที่ดูนุ่มที่สุดใส่จานข้าวของหมูหยอง
เขาเลือกชิ้นหมูที่ไม่มีพริกติดอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กตัวเล็กๆ จะไม่เผ็ด มือหนาที่คุ้นเคยกับการจรดปากกาเซ็นสัญญามูลค่าพันล้าน กำลังค่อยๆ วางชิ้นหมูลงบนข้าวสวยของเด็กน้อยในสลัมอย่างเบามือและอ่อนโยนที่สุด
"เราก็กินเยอะๆ จะได้โตไวๆ" อัศวินพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ละมุนจนผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
"ขอบคุณครับอาวิน!" หมูหยองยิ้มจนตาหยี เด็กน้อยยกมือไหว้ขอบคุณอย่างสวยงาม ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่องเป็นลูกชิ้น
ภาพตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด ผู้ชายที่ดูเย็นชาเหมือนหมีขั้วโลกคนนี้ กลับมีมุมที่ดูละมุนอ่อนโยนเมื่ออยู่กับเด็ก มื้ออาหารเรียบง่ายในห้องเช่ารูหนูจึงดำเนินไปท่ามกลางเสียงพูดแจ้วๆ ของหมูหยอง และบทสนทนาถามคำตอบคำระหว่างผมกับเขา
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อนี้มันไม่ได้หรูหรา ไม่ได้มีไวน์ชั้นเลิศ ไม่ได้มีแสงเทียนโรแมนติก มีเพียงแสงไฟนีออนสลัวๆ และเสียงพัดลมดังหึ่งๆ แต่กลับเป็นมื้ออาหารที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นอย่างที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตใหม่นี้
อัศวินไม่ใช่คนที่คุยเก่ง เขาเป็นผู้ฟังที่ดีมากกว่า เขาปล่อยให้หมูหยองเล่าเรื่องจินตนาการเรื่อยเปื่อยของเด็กสามขวบไปเรื่อยๆ โดยมีผมคอยขัดคอและแปลภาษาเด็กให้เขาฟังเป็นระยะๆ บางครั้งอัศวินก็จะพยักหน้ารับ หรือไม่ก็หลุดรอยยิ้มมุมปากออกมาให้เห็น ซึ่งนั่นก็มากพอแล้วที่จะทำให้บรรยากาศมันผ่อนคลาย
อัศวินกินข้าวไปถึงสองถ้วยเต็มๆ ซึ่งนั่นทำให้ผมภูมิใจมาก เพราะจากประวัติที่ผมรู้มา เขาเป็นโรคเบื่ออาหารขั้นรุนแรง
ผมลอบสังเกตเขาทุกครั้งที่เขาตักอาหารเข้าปาก วิธีการกินของเขาผู้ดีมาก ไม่มูมมาม ไม่ทำข้าวหกเลยสักเม็ด แต่ความเร็วในการตักข้าวและปริมาณที่พร่องไปนั้น เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเขาเอ็นจอยกับมื้อนี้มากแค่ไหน จากประธานบริษัทหนุ่มที่ใครๆ ก็ลือว่าทานอาหารได้แค่มื้อละไม่กี่คำ แต่วันนี้เขากลับขอเติมข้าวสวยถึงสองรอบ และจัดการหมูคั่วพริกเกลือจานใหญ่จนเกลี้ยงจาน ไม่เหลือแม้แต่กระเทียมเจียวสักชิ้น
เมื่อข้าวเม็ดสุดท้ายถูกกลืนลงคอ อัศวินหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับปากอย่างมีมารยาท เขาเอนหลังพิงเก้าอี้พลาสติกที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดเบาๆ ท่าทางผ่อนคลายลงกว่าตอนแรกที่ก้าวเข้ามาในห้องอย่างเห็นได้ชัด
"น่านฟ้า..." อัศวินวางช้อนลงหลังจากอิ่มหนำ "ผมมีข้อเสนอจะคุยกับคุณ"
สรรพนามที่เปลี่ยนไปและน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น ทำเอาผมชะงักมือที่กำลังจะเก็บจาน บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดของโลกธุรกิจในชั่วพริบตา
ผมเลิกคิ้วขึ้น "ข้อเสนอ? เรื่องสตรีมเหรอครับ?"
ผมคิดไปถึงเรื่องที่เขาอาจจะอยากเป็นสปอนเซอร์ หรืออยากให้ผมไปไลฟ์สตรีมโปรโมตสินค้าในเครือของบริษัทเขา
"ไม่ใช่แค่เรื่องสตรีม..." อัศวินจ้องมองผมด้วยสายตาคมกริบ "ผมอยากให้คุณไปทำอาหารให้ผมที่บ้าน... ทุกมื้อ"
ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผมราวกับฟ้าผ่า ผมกะพริบตาปริบๆ สมองพยายามประมวลผลคำว่า 'ทุกมื้อ' และ 'ที่บ้าน' ของเขาอย่างหนักหน่วง
"ฮะ?!... จ้างเป็นเชฟส่วนตัวเหรอ?" ผมโพล่งถามออกไปเสียงหลง ความตกใจทำให้ลืมรักษามาดไปเสียสนิท
"จะเรียกแบบนั้นก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องพาหมูหยองไปด้วย ผมเตรียมห้องไว้ให้พวกคุณแล้ว"
อัศวินพูดด้วยความมั่นใจ ราวกับว่าเขาได้วางแผนทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว เขาไม่ได้แค่มาเพื่อชิมอาหาร แต่นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือนสลัมแห่งนี้
ผมอึ้งจนพูดไม่ออก นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีก! จากพ่อลูกติดในสลัม กำลังจะได้ย้ายไปอยู่ในคฤหาสน์ท่านประธานเนี่ยนะ?
มันเป็นข้อเสนอที่บ้าบอที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา เศรษฐีระดับเขาจะจ้างเชฟมิชลินสตาร์กี่สิบคนมาทำอาหารให้กินที่บ้านก็ได้ แต่เขากลับเลือกสตรีมเมอร์หน้าใหม่ที่พักอยู่ในห้องเช่ารูหนู และแถมพ่วงเด็กกวนใจไปอีกหนึ่งคน นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย หรือว่าเขาจะเป็นพวกมีรสนิยมแปลกๆ?
ผมหรี่ตามองเขาอย่างระแวดระวัง แต่แววตาของอัศวินมีเพียงความจริงใจและแน่วแน่ ไม่มีวี่แววของความล้อเล่นหรือเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่เลย
"ปะป๊า... อาวินบอกว่ามีที่นอนใหม่ด้วยเหรอครับ? มีของเล่นไหม?" หมูหยองหันมาถามด้วยตาใสซื่อ
เจ้าก้อนแป้งที่นั่งเงียบฟังผู้ใหญ่คุยกันมาพักใหญ่ พอได้ยินคำว่า 'ห้องใหม่' ก็หูผึ่งทันที เด็กน้อยกระตุกชายเสื้อผมเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
อัศวินพยักหน้า "มีเยอะเท่าที่หมูหยองต้องการเลยครับ... ว่าไงครับน่านฟ้า คุณจะตกลงไหม?"
อัศวินหันไปตอบหมูหยองด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันกลับมากดดันผมด้วยสายตาคู่คมนั้นอีกครั้ง
ผมมองหน้าลูกชาย สลับกับมองหน้าชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลตรงหน้า ใจหนึ่งก็กลัวความวุ่นวาย แต่อีกใจหนึ่ง... ผมอยากให้ลูกได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้
ความลังเลก่อตัวขึ้นในใจ ถ้าผมตอบตกลง ผมจะได้หลุดพ้นจากนรกขุมนี้ หมูหยองจะมีสภาพแวดล้อมที่ดี มีที่นอนนุ่มๆ มีอาหารดีๆ กินครบทุกมื้อโดยที่ผมไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป และที่สำคัญที่สุด... ถ้าผมย้ายไปอยู่คฤหาสน์ของเขา พวกแก๊งทวงหนี้นอกระบบที่จ้องจะเอาชีวิตและขู่จะเอาลูกผมไปขาย ก็จะไม่มีทางตามหาพวกเราเจอได้อย่างแน่นอน การไปอยู่ภายใต้ร่มเงาของอัครเดชโภคิน กรุ๊ป คือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้ แต่ในขณะเดียวกัน การก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของคนรวยระดับนั้น มันหมายถึงการสูญเสียอิสรภาพและอาจจะต้องรับมือกับความวุ่นวายที่ผมคาดไม่ถึง และที่สำคัญ... ผมยังไม่ไว้ใจผู้ชายคนนี้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจใช้สิทธิ์ของการเป็นผู้ถูกเลือก
"ขอผมคิดดูคืนหนึ่งได้ไหมครับ? มันกะทันหันไปหน่อย"
ผมสบตาเขากลับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้เขาจะเป็นถึงท่านประธาน แต่ผมก็คือเชฟผู้มีศักดิ์ศรี ผมจะไม่ยอมถูกซื้อด้วยเงินง่ายๆ โดยไม่ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน
"ได้... แต่หวังว่าพรุ่งนี้เช้า ผมจะได้ยินคำตอบที่ทำให้ผมกับ ‘คุณหมี’ ในแชทไม่เสียใจนะ"
อัศวินยอมถอยให้หนึ่งก้าว แต่ก็ไม่วายทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ให้ผมหวั่นไหวเล่น
อัศวินทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาผมหน้าร้อนวูบ ก่อนจะลุกขึ้นสวมสูทและก้าวออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมนั่งจ้องจานหมูคั่วพริกเกลือที่ว่างเปล่าด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
แผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มหายลับออกไปจากประตูห้องเช่า ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมหรูหราที่ยังคงลอยวนเวียนอยู่ในอากาศ และข้อเสนอที่สั่นคลอนชีวิตของผมอย่างรุนแรง
นี่ผมกำลังจะโดน 'คุณหมี' ตกเข้าจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย!?
ผมยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง ก้อนเนื้อข้างในมันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกระเบียง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตกใจกับข้อเสนอ หรือเป็นเพราะรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของประธานหนุ่มคนนั้นกันแน่... แต่ที่แน่ๆ คืนนี้ผมคงนอนไม่หลับอย่างแน่นอน!