"ตกลงครับ... ผมจะไปเป็นเชฟให้คุณ"
ประโยคตอบรับหลุดรอดจากริมฝีปากของผม ท่ามกลางบรรยากาศอับชื้นของห้องเช่าซอมซ่อ นัยน์ตาสีรัตติกาลของประธานบริษัทหนุ่มทอดมองมา นิ่งงันและทรงอำนาจ มุมปากหยักลึกขยับยกขึ้นเพียงเสี้ยวมิลลิเมตร บ่งบอกความพึงพอใจต่อผลลัพธ์การเจรจา
"ภาคิน เอาเอกสารออกมา"
อัศวินหันไปออกคำสั่งกับเลขาหนุ่มที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่บริเวณกรอบประตู ภาคินก้าวเข้ามาภายในห้อง มือขวาปลดล็อกกระเป๋าเอกสารหนังแท้สีดำขลับ ดึงแฟ้มพลาสติกใสบรรจุกระดาษขนาดเอสี่พิมพ์ตัวอักษรเป็นระเบียบออกมาสองฉบับ
"เราจำเป็นต้องใช้พื้นที่สำหรับเซ็นสัญญาครับคุณน่านฟ้า" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ กวาดสายตามองรอบห้องแคบแคบที่ปราศจากชุดโต๊ะรับแขก
ผมพยักหน้ารับคำ หมุนตัวเดินไปมุมกำแพง ดึงโต๊ะญี่ปุ่นขาพับทำจากไม้อัดเคลือบพลาสติกลอกร่อนออกมา กางขาโต๊ะทั้งสี่ตั้งลงบนพื้นกระเบื้องยาง ขาโต๊ะฝั่งซ้ายสั้นกว่าปกติ ส่งผลให้หน้าโต๊ะกระดกไปมา ผมต้องพับกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าสอดรองใต้ขาโต๊ะเพื่อปรับสมดุล ก่อนจะดึงเศษผ้าขี้ริ้วชุบน้ำหมาดๆ มาเช็ดฝุ่นผงบนผิวน้ำตาลซีดจนสะอาดตา
"เชิญทางนี้ครับ"
ผมผายมือไปยังโต๊ะเตี้ยกึ่งกลางห้อง
ภาพเบื้องหน้าสร้างความย้อนแย้งขั้นสุด มหาเศรษฐีผู้สวมชุดสูททักซิโด้ตัดเย็บประณีตมูลค่าหลักแสน ย่อเข่านั่งขัดสมาธิบนพื้นกระเบื้องยางหน้าโต๊ะญี่ปุ่นขาโยกเยก ภาคินวางแฟ้มเอกสารและปากกาหมึกซึมด้ามสีทองเงาวับลงบนโต๊ะ
"นี่คือสัญญาจ้างงานเบื้องต้นครับ" อัศวินใช้นิ้วชี้เคาะลงบนแผ่นกระดาษ "อ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อนจรดปากกา ฉันไม่ชอบเอาเปรียบใคร"
ผมหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ดึงแผ่นกระดาษเข้ามาใกล้สายตา กลิ่นหมึกพิมพ์ใหม่เอี่ยมปะทะจมูก ไล่สายตาอ่านข้อความทีละบรรทัด สัญญาว่าจ้างระบุตำแหน่ง 'เอ็กซ์คลูซีฟเชฟส่วนตัว'
ตัวเลขระบุเงินเดือนประทับตราอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษ... หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วนต่อเดือน ไม่รวมสวัสดิการที่พัก อาหาร และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด สิทธิพิเศษข้อถัดมาระบุชัดเจนว่า 'นายจ้างรับผิดชอบค่าเล่าเรียนและค่าดูแลบุตรบุญธรรมของผู้รับจ้างแบบเต็มจำนวน'
ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระดอนชนซี่โครงรัวเร็ว ตัวเลขและสวัสดิการพุ่งทะลุเพดานมาตรฐานวงการอาหารไปไกลลิบ ทว่าสัญชาตญาณเชฟมืออาชีพดึงสติสัมปชัญญะของผมกลับมา ผมละสายตาจากตัวเลข เลื่อนขึ้นสบประสานนัยน์ตาคมกริบของผู้ว่าจ้าง
"สวัสดิการและค่าตอบแทนสูงมากครับ... แต่ผมมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการเซ็นสัญญาฉบับนี้"
ภาคินเบิกตากว้าง ขยับกรอบแว่นตาด้วยความตื่นตระหนก ลูกหนี้สลัมที่เพิ่งรอดพ้นจากการถูกกระทืบ กลับกล้าต่อรองเงื่อนไขกับประธานอัครเดชโภคิน กรุ๊ป
"ว่ามาสิ" อัศวินพิงแผ่นหลังกับขอบเตียงฟูก นั่งรอรับฟังข้อเสนอด้วยท่าทีผ่อนคลาย
"ข้อแรก ผมขอสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการพื้นที่ห้องครัวทั้งหมด คุณไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายการเลือกซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำอาหารของผม ข้อสอง..." ผมชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นประกอบการอธิบาย "ในเมื่อคุณจ้างผมไปรักษารสชาติอาหารและเยียวยาอาการเบื่ออาหารของคุณ เมนูในแต่ละวันผมจะเป็นคนกำหนดเอง คุณต้องรับประทานสิ่งที่ผมปรุง ห้ามปฏิเสธหรือสั่งอาหารจากแหล่งอื่นมาทดแทนเด็ดขาด หากคุณตกลงตามนี้ ผมถึงจะจรดปากกา"
ถ้อยคำฉะฉานหนักแน่น สลัดคราบคนสู้ชีวิตทิ้งสิ้น เหลือเพียงวิญญาณหัวหน้าเชฟผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์หน้าเตาไฟ
อัศวินกระตุกมุมปาก รอยยิ้มพึงพอใจประดับบนใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มมิได้โกรธเคืองต่อความโอหัง ทว่ากลับชื่นชมความมั่นใจของคนตรงหน้า
"ฉันตกลง... ภาคิน ร่างเอกสารแนบท้ายตามเงื่อนไขของเขาให้เรียบร้อย"
"รับทราบครับท่านประธาน" เลขาหนุ่มรับคำสั่งรวดเร็ว
"ปะป๊าฮะ ปากกาแท่งนี้สวยจังเลย" หมูหยองที่นั่งเงียบอยู่ข้างกาย เอื้อมมือป้อมไปแตะด้ามปากกาหมึกซึมสีทองบนโต๊ะญี่ปุ่น นัยน์ตากลมโตเป็นประกายความอยากรู้อยากเห็น
อัศวินเลื่อนมือไปหยิบปากกาด้ามนั้น ส่งยื่นให้เด็กน้อย
"อาวินให้ยืมจับครับ แต่หมูหยองต้องเอาไปให้ปะป๊าเซ็นชื่อตรงนี้นะ" ชายหนุ่มชี้ปลายนิ้วลงบนช่องว่างท้ายกระดาษ
หมูหยองรับปากกามาถือไว้ด้วยความระมัดระวัง สองมือประคองส่งต่อให้ผมราวกับสิ่งของล้ำค่า ผมรับปากกาหมึกซึมมาจรดลงบนแผ่นกระดาษ สัมผัสความลื่นไหลของหัวหมึกตวัดเขียนลายเซ็นชื่อ 'น่านฟ้า' ลงไปด้วยน้ำหนักมือที่มั่นคง เสียงกระดาษเสียดสีกันดังกังวานท่ามกลางความเงียบ สัญญาผูกมัดชีวิตบทใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
"เรียบร้อยครับ" ผมดันแฟ้มเอกสารกลับไปตรงหน้าภาคิน
"เก็บสัมภาระของนายซะ พรุ่งนี้แปดโมงตรง รถของบริษัทจะมารับที่หน้าปากซอย" อัศวินดันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นละอองที่อาจติดบนกางเกงสูท ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองเด็กน้อย "เจอกันพรุ่งนี้นะครับหมูหยอง"
"เจอกันฮะอาวิน!" เด็กน้อยโบกมือหยอยๆ ส่งรอยยิ้มแฉ่ง อัศวินและภาคินก้าวเดินออกจากห้องพัก ทิ้งกลิ่นน้ำหอมสปอร์ตจางๆ เอาไว้เบื้องหลัง
แสงแดดยามรุ่งอรุณทอประกายอาบไล้หลังคาสังกะสีของชุมชนแออัด ผมตื่นขึ้นมาก่อนนาฬิกาปลุก จัดการพับเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบเก่าที่ซิปแตกไปแล้วหนึ่งฝั่ง ข้าวของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง มีเพียงสมุดบันทึกเล่มเล็ก ตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลนุ่นทะลักของหมูหยอง และอุปกรณ์ทำอาหารชิ้นใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวานเท่านั้นที่ถูกนำติดตัวไป
ผมอุ้มหมูหยอง มือซ้ายหิ้วกระเป๋าใบย่อม ก้าวเท้าลงบันไดปูนเปลือย ป้าสร้อย แม่ค้าร้านขายของชำชั้นล่างชะเง้อคอมองผ่านลูกกรงเหล็กดัด
"อ้าว ไอน่าน มึงจะพาลูกไปไหนแต่เช้าวะ หอบกระเป๋าด้วย หนีหนี้เสี่ยตงเหรอ"
"ผมได้งานใหม่แล้วครับป้า ต้องย้ายไปอยู่กินที่ทำงานเลย ขอบคุณป้าที่คอยแบ่งขนมให้หมูหยองนะครับ"
ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ ตัดจบบทสนทนา สาวเท้ามุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่หน้าปากซอย
แปดโมงตรงไร้ความคลาดเคลื่อน รถตู้เอนกประสงค์คันยักษ์สีดำขลับ กระจกติดฟิล์มทึบ แล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาท โลโก้แบรนด์รถยนต์หรูหราสะท้อนแสงแดดวับวาว บานประตูสไลด์อัตโนมัติเลื่อนเปิดออก ภาคินในชุดสูทสากลก้าวลงมาช่วยรับกระเป๋าสัมภาระ
"เชิญด้านในเลยครับคุณน่านฟ้า"
ผมประคองหมูหยองก้าวขึ้นบันไดรถ สอดตัวเข้าไปภายในห้องโดยสารระดับเฟิร์สคลาส เบาะหนังแท้สีเบจนุ่มสบายโอบรับแผ่นหลัง แอร์เย็นฉ่ำพ่นละอองความสดชื่น กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศภายในรถหอมละมุน ปราศจากกลิ่นควันไอเสีย
บานประตูเลื่อนปิดสนิท ตัดขาดสรรพเสียงวุ่นวายของโลกภายนอกทิ้งสิ้น ล้ออัลลอยบดเบียดพื้นถนนราดยาง เคลื่อนตัวมุ่งหน้าออกจากย่านเสื่อมโทรม หมูหยองเบิกตากว้าง สองมือเกาะขอบหน้าต่างกระจก มองทัศนียภาพตึกรามบ้านช่องที่เปลี่ยนผ่านจากหลังคาสังกะสี สู่ตึกคอนกรีต และตึกระฟ้าใจกลางเมือง
ผมทิ้งศีรษะพิงพนักเบาะ หลับตาลงซึมซับความสงบเงียบ ชีพจรเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ชีวิตใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ
เวลาผ่านไปเกือบสี่สิบนาที พาหนะคันหรูแล่นเลี้ยวลดความเร็ว ซุ้มประตูเหล็กดัดสีดำขนาดมหึมาลวดลายวิจิตรเปิดอ้าต้อนรับ ป้อมยามรักษาความปลอดภัยตั้งตระหง่านสองฝั่ง รถตู้ขับเคลื่อนผ่านแนวต้นสนอินเดียที่ปลูกเรียงรายสองข้างทางยาวเหยียด สนามหญ้าสีเขียวขจีถูกตัดแต่งเรียบกริบประดุจพรมกำมะหยี่ น้ำพุหินอ่อนทรงโรมันตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลางลานกว้าง พ่นสายน้ำกระทบแสงแดดเกิดเป็นรุ้งกินน้ำจางๆ
คฤหาสน์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิกสีขาวสะอาดตา ปรากฏแก่สายตา โครงสร้างสถาปัตยกรรมเน้นกระจกบานยักษ์รับแสงธรรมชาติ ความโอ่อ่าและหรูหราสะกดลมหายใจของผมให้สะดุดกึก นี่มิใช่บ้านพักอาศัย ทว่ามันคืออาณาจักรส่วนตัวของผู้ทรงอิทธิพล
รถตู้จอดเทียบหน้ามุขทางเข้าหลัก พนักงานรับใช้สวมชุดยูนิฟอร์มเสื้อสีขาวกระโปรงสีดำ ยืนตั้งแถวรอรับอย่างเป็นระเบียบ ภาคินเลื่อนเปิดประตู ผมอุ้มหมูหยองก้าวลงมาประทับส้นเท้าบนพื้นหินอ่อนขัดเงา
บานประตูกระจกอัตโนมัติเปิดออก บุรุษร่างสูงใหญ่ก้าวเท้าออกมาต้อนรับ อัศวินในเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ ปราศจากสูทสากลรัดกุม ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีครีมพับแขนถึงข้อศอก จับคู่กับกางเกงสแล็กสีน้ำตาลอ่อน โครงหน้าคมคายสวมแว่นตากรอบใส ปรับลุคประธานบริษัทให้ดูผ่อนคลายและเข้าถึงง่ายดายขึ้น
"เดินทางมาเหนื่อยไหมครับ" เสียงทุ้มเอ่ยถาม สายตาทอดมองมายังเด็กน้อยในอ้อมแขนผม
"หมูหยอง สวัสดีอาวินสิครับ"
"สวัสดีฮะอาวิน! บ้านอาวินใหญ่จังเลยฮะ!" เด็กน้อยประนมมือไหว้ สอดส่ายสายตามองเพดานสูงลิบและแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับกลางโถงรับแขก
อัศวินส่งรอยยิ้มบางเบา เอื้อมมือมาลูบกลุ่มผมของเด็กน้อย ก่อนจะหันมาสบตากับผม
"ภาคินจะพาหมูหยองไปดูห้องพักและห้องของเล่นระหว่างที่เราคุยงานกัน... ตามฉันมาสิ ฉันจะพาไปดูสมรภูมิใหม่ของนาย"
ผมพยักหน้ารับ วางหมูหยองลงบนพื้น ภาคินจูงมือเด็กน้อยเดินแยกไปอีกทิศทาง ผมก้าวเดินตามแผ่นหลังกว้างของอัศวิน ลัดเลาะผ่านโถงทางเดินกว้างขวาง ภาพวาดศิลปะราคาแพงประดับผนังตลอดเส้นทาง กลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้สดในแจกันลอยปะทะจมูก
ชายหนุ่มหยุดยืนหน้าบานประตูไม้สักบานคู่ขนาดยักษ์ ฝ่ามือหนาผลักบานประตูเปิดกว้าง
มวลอากาศเย็นฉ่ำปะทะผิวหน้า ผมก้าวเท้าข้ามธรณีประตู นัยน์ตาเบิกกว้าง กล้ามเนื้อรอบดวงตาตึงเครียด อาการตื่นตะลึงฉายชัดบนใบหน้า
พื้นที่เบื้องหน้าคือห้องครัวระดับเวิลด์คลาส ขนาดกว้างขวางเทียบเท่าอพาร์ตเมนต์ทั้งชั้น พื้นปูด้วยกระเบื้องหินอ่อนสีดำสลับขาว ไอส์แลนด์เตรียมอาหารท็อปหินอ่อนสีขาวคาร์รารายาวเหยียดตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลาง เหนือไอส์แลนด์แขวนโคมไฟเพดานดีไซน์โมเดิร์นส่องแสงสว่างครอบคลุมทุกพื้นที่
ผนังฝั่งซ้ายติดตั้งชุดเตาแก๊สอุตสาหกรรมสเตนเลสสตีลหกหัวเตา พร้อมเตาแม่เหล็กไฟฟ้าฝังเรียบเนียน เครื่องดูดควันสเตนเลสพลังแรงสูงตั้งตระหง่านเหนือเตาไฟ ตู้อบไฟฟ้าแบบคอมบิสตีมเมอร์ ซูวี และไมโครเวฟฝังผนังเรียงรายเป็นระเบียบ
ฝั่งขวาคือโซนตู้เย็นวอล์กอินขนาดยักษ์ บานประตูกระจกใสเผยให้เห็นวัตถุดิบจัดเก็บแยกหมวดหมู่ ตู้แช่ไวน์และตู้ดรายเอจเนื้อตั้งเคียงคู่กัน อุปกรณ์เครื่องครัว หม้อ กระทะ มีดเชฟแบรนด์เนมระดับโลก ถูกจัดวางบนชั้นวางแม่เหล็กติดผนังสะท้อนแสงไฟวับวาว
นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนทำอาหาร สวรรค์ที่เชฟทุกคนใฝ่ฝันถึง
ผมก้าวส้นเท้าเข้าไปใกล้ไอส์แลนด์ ฝ่ามือลากไล้สัมผัสความเย็นเยียบของพื้นผิวหินอ่อน สลับกับลูบคลำเคาน์เตอร์สเตนเลสเกรดอาหาร สัมผัสความเรียบลื่นไร้รอยต่อ กลิ่นสเตนเลสสะอาดสะอ้านเตะจมูก เลือดในกายสูบฉีดพลุ่งพล่าน สัญชาตญาณคนหน้าเตาไฟถูกปลุกให้ลุกโชนรุนแรง
"อุปกรณ์ทั้งหมดในห้องนี้ นายมีสิทธิ์ใช้งานเต็มที่ วัตถุดิบในตู้แช่ถูกสั่งนำเข้ามาใหม่เมื่อเช้า ขาดเหลืออะไรให้แจ้งแม่บ้าน" อัศวินยืนกอดอกพิงกรอบประตู ทอดสายตามองปฏิกิริยาของผม
"หรูหรากว่าครัวโรงแรมห้าดาวที่ผมเคย... เอ่อ ที่ผมเคยเห็นในทีวีอีกครับ" ผมรีบกลืนประโยคที่เกือบหลุดรอดเผยอดีตชาติลงคอ สูดอากาศเข้าปอดลึก
"คุณบอกว่าคุณมีอาการเบื่ออาหารใช่ไหมครับ" ผมหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนายจ้าง สลัดความประหม่าทิ้งสิ้น สวมบทบาทหัวหน้าเชฟผู้กุมอำนาจ
"ใช่ ฉันกินอะไรไม่ลงมาเป็นปีแล้ว อาหารหรูหราราคาแพงแค่ไหนก็รู้สึกจืดชืดและน่าสะอิดสะเอียน" ชายหนุ่มตอบกลับตามตรง
"ถ้าอย่างนั้น เพื่อเป็นการทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ และเพื่อทดสอบว่ากระเพาะอาหารของคุณยังรับรสชาติได้ดีแค่ไหน... มื้อเช้าวันนี้ ให้ผมเป็นคนจัดการนะครับ"
อัศวินพยักหน้า ยอมถอยหลังก้าวออกจากพื้นที่ทำอาหาร นั่งลงบนเก้าอี้สตูลทรงสูงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ฝั่งตรงข้าม
ผมสาวเท้าตรงไปยังห้องแช่เย็นวอล์กอิน ผลักบานประตูเปิดออก ไอความเย็นจัดพ่นปะทะใบหน้า ชั้นวางอัดแน่นด้วยเนื้อวากิวเอไฟฟ์ ล็อบสเตอร์ หอยเชลล์โฮตาเตะ และทรัฟเฟิล ทว่าสำหรับมื้อเช้าปลุกน้ำย่อย ผมต้องการความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง
สายตากวาดมองชั้นวางไข่ไก่เกรดพรีเมียมเปลือกสีน้ำตาลอ่อน หยิบออกมาสี่ฟอง คว้าเบคอนรมควันชิ้นหนา เนยฝรั่งเศสก้อนโต ขนมปังบริยอชก้อนนุ่ม และเลมอนสดหนึ่งลูกติดมือออกมา
ผมวางวัตถุดิบลงบนไอส์แลนด์หินอ่อน เริ่มต้นปฏิบัติการรังสรรค์เมนู เอกส์เบเนดิกต์ อาหารเช้าคลาสสิกที่วัดฝีมือการคุมไฟและการทำซอสของเชฟ
บิดวาล์วเปิดเตาแม่เหล็กไฟฟ้า วางกระทะสเตนเลสลงไป นำเบคอนรมควันชิ้นหนาลงทาบ เสียงฉ่าดังขึ้นทันที ไขมันเบคอนละลายส่งกลิ่นหอมรมควันไม้โอ๊กฟุ้งกระจายทั่วห้องครัว ผมพลิกเบคอนจนสุกกรอบเกรียมสีน้ำตาลแดง ตักขึ้นพักไว้บนกระดาษซับมัน
ดึงมีดเชฟด้ามจับถนัดมือ หั่นขนมปังบริยอชหนาสองนิ้ว นำไปนาบลงบนกระทะใบเดิม ซึมซับไขมันเบคอนและกลิ่นรมควันจนผิวขนมปังกรอบเหลืองทอง
ขั้นตอนปราบเซียนเริ่มต้นขึ้น ซอสฮอลแลนเดซ ผมแยกไข่แดงสองฟองใส่ชามแก้วทนความร้อน วางซ้อนบนหม้อน้ำเดือดพล่าน ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาประทับก้นชาม มือขวาจับตะกร้อสเตนเลสตีไข่แดงรัวเร็ว ปลายนิ้วอีกข้างค่อยๆ รินเนยละลายอุ่นจัดลงไปเป็นสายเล็กๆ การกะจังหวะต้องแม่นยำ หากน้ำร้อนเกินไปไข่จะสุกเป็นก้อน หากเทเนยเร็วไปซอสจะแยกชั้น
ผมขยับข้อมือตีส่วนผสมไม่หยุดพัก จนของเหลวรวมตัวกันเป็นซอสเนื้อเนียนละเอียดสีเหลืองนวลข้น บีบน้ำเลมอนสดลงไปตัดความเลี่ยน ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยป่น ซอสฮอลแลนเดซรสชาติเปรี้ยวอมหวานมันสมบูรณ์แบบ
ตั้งหม้อน้ำอีกใบ เติมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ใช้ทัพพีคนน้ำเดือดให้เป็นน้ำวนพายุไซโคลน ตอกไข่ไก่สดหย่อนลงไปกึ่งกลางกระแสน้ำ ไข่ขาวม้วนตัวห่อหุ้มไข่แดงเป็นก้อนกลมสวยงาม จับเวลาสามนาทีเป๊ะ ตักโพชเอ้กขึ้นพักสะเด็ดน้ำ
ผมประกอบร่างมื้ออาหาร วางขนมปังบริยอชกรอบนอกนุ่มในลงบนจานกระเบื้องสีดำสนิท ทาบทับด้วยเบคอนรมควันแผ่นหนา วางโพชเอ้กเนื้อเด้งดึ๋งลงบนยอด ปิดท้ายด้วยการราดซอสฮอลแลนเดซสีเหลืองทองเยิ้มฉ่ำปกคลุมทั่วก้อนไข่ โรยพริกไทยดำบดและพาร์สลีย์สับละเอียดประดับตกแต่ง
"เรียบร้อยครับ เอกส์เบเนดิกต์ มื้อเช้าต้อนรับการทำงานวันแรก" ผมยกจานอาหารควันฉุย เดินอ้อมเคาน์เตอร์ไปวางลงตรงหน้าอัศวิน พร้อมมีดและส้อมเงินแวววาว
อัศวินทอดสายตามองจานอาหารตรงหน้า กลิ่นหอมของเนย เบคอน และเลมอนผสมผสานกันลงตัว กระตุ้นต่อมน้ำลายให้ทำงานหนัก ชายหนุ่มหยิบมีดและส้อมเงินขึ้นมา กดปลายมีดหั่นลงกึ่งกลางโพชเอ้ก
ทันทีที่คมมีดกรีดผ่านเนื้อไข่ขาว ไข่แดงยางมะตูมสีส้มสดไหลทะลักออกมาเยิ้มผสมกับซอสฮอลแลนเดซ ซึมซาบลงสู่เนื้อเบคอนและขนมปังบริยอชด้านล่าง ภาพทางสายตาสะกดให้เขาต้องกลืนน้ำลายลงคอ
ชายหนุ่มตักส่วนผสมทุกเลเยอร์รวมกันในคำเดียว ส่งเข้าโพรงปาก
ฟันกรามบดเคี้ยวรับรสชาติ ความกรอบของขนมปังปะทะความเค็มหอมของเบคอน ความนุ่มละมุนของไข่แดง และความเปรี้ยวอมมันของซอสฮอลแลนเดซ ทุกองค์ประกอบสอดประสานกันไร้ที่ติ รสชาติแตกซ่านกระจายทั่วปุ่มรับรส กระเพาะอาหารที่เคยต่อต้าน กลับเปิดรับและเรียกร้องต้องการคำต่อไป
อัศวินหลับตาลง ซึมซับรสชาติมื้ออาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบหลายปี ส้อมคันเดิมถูกจ้วงตักคำที่สองและสามเข้าปากต่อเนื่อง จังหวะการรับประทานที่เคยเชื่องช้าแปรสภาพเป็นรวดเร็ว
ผมยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์หินอ่อน ทอดสายตามองผลงานการรังสรรค์ของตนเอง มุมปากขยับยิ้มบางเบา อาการเบื่ออาหารของมหาเศรษฐีหนุ่ม ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของอดีตเอ็กซ์คลูซีฟเชฟ
จานกระเบื้องสีดำว่างเปล่าในเวลาไม่ถึงสิบนาที อัศวินวางมีดและส้อมลง ซับริมฝีปากด้วยกระดาษเช็ดปาก ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบประสานสายตากับผม นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายความพึงพอใจขั้นสูงสุด
"ยินดีต้อนรับสู่คฤหาสน์อัครเดชโภคิน... เชฟน่านฟ้า"
เสียงทุ้มเอ่ยราบเรียบ ทว่าหนักแน่น สัญญาณเริ่มต้นของการทำงานในอาณาจักรแห่งนี้ ได้เบิกม่านขึ้นเต็มบริบูรณ์ ภายใต้รสชาติของซอสฮอลแลนเดซและกลิ่นควันเบคอน