สีขาวคือสีสันของทุกสิ่งทุกอย่าง ห้องสังเกตการณ์ถูกตกแต่งด้วยสีสันเดียวได้แก่สีขาวด้วยแนวคิดการลดสิ่งกระตุ้นให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ไม่ว่าจะพื้นปูยาง ผนังกับเพดานคอนกรีตเสริมเหล็ก เฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรียบ ๆ ไร้ความหรูหราซึ่งมีแค่ชุดโต๊ะเก้าอี้จำนวนหกชุด แต่ละชุดประกอบด้วยโต๊ะกลมหนึ่งตัวกับเก้าอี้สองตัว ทุกอย่างล้วนราบเรียบและเจิดจ้าด้วยแสงขาวขนาดที่คนทั่วไปต้องสวมหน้ากากป้องกันแสงออกแบบพิเศษรูปร่างเหมือนหมวกครอบหัวสำหรับแข่งฟันดาบเสียก่อน
ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในห้องสังเกตการณ์มีเพียงตัวทดลองในชุดคนไข้สีขาวกับผู้คุมที่แต่งกายด้วยเครื่องป้องกันสีดำสนิทตั้งแต่หมวกครอบหัวติดตั้งเครื่องกรองอากาศที่กรองสารพิษได้เกือบทุกชนิดบนโลกนี้ หน้ากากป้องกันแสงจ้า ชุดแขนยาวขายาวรองเท้าคอมแบทเคฟลาร์กันกระสุน เปลวไฟและกรดเข้มข้น โดยผู้คุมทุกคนจะมีอาวุธติดตัวสองชนิดได้แก่กระบองไฟฟ้าแรงสูงจนสามารถฆ่าคนได้และปืนกลบรรจุกระสุนเจาะเกราะล็อครหัสดีเอ็นเอของผู้ใช้
เสียงหัวเราะคิกคักดังจากปากเปื้อนลิปสติกราวกับเด็กที่แอบขโมยเครื่องสำอางมาแต่งหน้าเล่นเป็นครั้งแรก เด็กสาววัยรุ่นผมยาวกระเซิงสีดำชื้น ๆ สกปรกพยายามกระชากกุญแจมือโลหะผสมที่สามารถพันธนาการเธอไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อครั้งแล้วครั้งเล่า สองสัปดาห์ก่อนหรืออาจน้อยกว่าไม่ก็มากกว่านั้น ก็ค่อนข้างบอกยากอยู่ถ้าต้องถูกขังในห้องสุดไฮเทคไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมานานนับปี อ้อ แล้วก็อย่าลืมการทรมานพวกนั้นด้วย เธอแน่ใจว่ารวม ๆ แล้วตนน่าจะหมดสติไปมากกว่า 300 หรือ 400 ครั้งเห็นจะได้ เรื่องของเรื่องก็คือ หลังจากมีอิสระสามารถฉีกพวกผู้คุมเป็นชิ้น ๆ ทุกครั้งที่มีโอกาสมาได้ตั้งนาน แต่ในที่สุดพวกที่เรียกตัวเองว่า ‘นักวิจัย’ ก็สามารถสร้างเครื่องสะกดพลังตัวทดลองได้สำเร็จ จากนั้นก็ประมาณสักสองอาทิตย์ที่แล้วนี่แหละที่พวกงั่งนั่นนำมาใช้กับเธอ
“หยุดยุกยิกสักที รำคาญโว้ย!” กระบองเหล็กฟาดศีรษะอย่างแรงจนแมรี่กระเด็นตกจากเก้าอี้ โดยไม่เปิดโอกาสให้หายใจหายคอ สิ่งที่ตามความเจ็บปวดมาติด ๆ คือปลายกระบองซึ่งสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงถึง 2000 โวลต์ทิ่มสีข้าง วินาทีต่อมาเสียงกรีดร้องของสาววัยรุ่นก็ดังก้องไปทั่วห้องสังเกตการณ์
“เฮ้ย พอได้แล้ว” ผู้คุมรหัส SMR-41 จับแขนผู้คุมที่กำลังช็อตแมรี่ด้วยความเมามัน
“อะไรวะ มันไม่ตายหรอกน่า ตัวประหลาดแบบนี้” ผู้คุมรหัส SMR-43 ตอบ ยังคงทิ่มกระบองไฟฟ้าค้างอยู่เช่นนั้น จ้องมองร่างผอมแห้งดิ้นกระตุกอย่างเลือดเย็น
“ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น ข้าว่าตอนนี้มันน่ารำคาญกว่าตอนเอาแต่กระชากกุญแจมือเยอะเลย” ผู้คุมรหัส SMR-41 บอก “เอ็งไม่คิดแบบนั้นหรือวะ”
นั่นไม่ใช่เสียงกรีดร้องทุกข์ทรมานเสียทีเดียว ท่าทางทุรนทุรายนั้นดูจะแฝงด้วยความสนุกสนาน เลือดสีดำคล้ำทะลักจากดวงตา รูหู จมูกและปาก แมรี่หัวเราะบ้าคลั่ง ลูกตาทำท่าราวกับจะถลนจากเบ้า ผิวหนังปรากฏรอยแตกเห็นประกายไฟวูบวาบข้างใต้ ภาพของร่างที่กระตุกแทบจะปะทุเป็นไฟได้แล้ว พื้นขาวสะอาดเปรอะโลหิตเข้ม เสียงหวีดแหลมก้องกังวานเสียดแทงถึงจิตวิญญาณ ทั้งหมดสร้างความสยดสยองให้แม้กระทั่งกับชายตัวโตติดอาวุธพร้อมเกราะสำหรับรับมือสัตว์ประหลาดเต็มอัตราศึก ผู้คุมรหัส SMR-43 กลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก รีบชักกระบองไฟฟ้ากลับ อาการปากดีก่อนหน้านี้อันตรธานไปจนหมดสิ้น
“ลุกขึ้นได้แล้ว” ผู้คุมรหัส SMR-41 ชิงเตะแมรี่ก่อนที่ความกลัวจะเล่นงานพวกเขามากไปกว่านี้
แมรี่ยังคงหัวเราะไม่หยุดขณะโซซัดโซเซลุกขึ้น ควันดำฟุ้งจากใต้ผิวหนังที่แตกเหมือนผืนดินแห้ง ๆ ชุดสีขาวไหม้เป็นรูเล็ก ๆ เปื้อนเป็นด่างดวงจากเลือดสีดำที่ซึมออกมา
“หยุดหัวเราะได้แล้ว!” ผู้คุมรหัส SMR-43 เงื้อกระบองเตรียมฟาดเธออีกครั้ง ทว่าคราวนี้เพื่อนร่วมงานรีบคว้าข้อมือเขาไว้เสียก่อน
“มันไม่หยุดหรอก ยิ่งฟาดก็ยิ่งบ้า เอ็งก็รู้”
“เออ นังขยะนี่เสียสติไปแล้ว” หากไม่ได้สวมหน้ากากอยู่ ผู้คุมรหัส SMR-43 คงถ่มน้ำลายใส่เด็กสาวตัวทดลองไปแล้ว เขาระบายอารมณ์ด้วยการตบหัวแมรี่ด้วยถุงมือแข็ง ๆ ไปอีกหนึ่งที
“ระวังหน่อย เขาห้ามไม่ให้สัมผัสกับตัวทดลองตรง ๆ นะ” ผู้คุมรหัส SMR-41 เตือน
“รู้แล้วน่า ก็สวมถุงมืออยู่นี่ไง”
“ไม่ใช่เว้ย! เขาหมายถึง-”
เสียงออดยาวหนึ่งครั้งขัดจังหวะบทสนทนาผู้คุมทั้งสอง ไฟสีแดงสว่างขึ้นก่อนประตูเข้าออกอีกฟากของห้องจะเปิดออก จากนั้นตัวทดลองหญิงหนึ่งคนตามด้วยผู้คุมชุดดำสองคนก็เดินเข้ามา
ตัวทดลองรายนี้เป็นสาวรุ่นราวคราวเดียวกับแมรี่ รูปร่างผอมสูง ผิวสีน้ำผึ้ง ผมสีน้ำตาลแดงรวบหางม้า นักวิทยาศาสตร์พวกนั้นเรียกหล่อนว่าโปรเจคไอซิส ทว่าภายในกลุ่มตัวทดลองด้วยกันต่างรู้จักหล่อนในชื่อโซเฟีย แคนเดลลาอันเป็นชื่อสมัยที่ยังไม่กลายเป็นตัวประหลาดเช่นตอนนี้ จุดเด่นของโปรเจคไอซิสหรือโซเฟียคือหล่อนจะถูกปิดตาตลอดเวลาด้วยแถบคาดโลหะผสมวัสดุเดียวกับกุญแจมือ ซึ่งแมรี่ได้ยินว่ามีไว้เพื่อสะกดความสามารถผ่านการจ้องมองของหล่อน
ผิดกับแมรี่ผู้บ้าคลั่ง โซเฟียเป็นเพียงเด็กสาวทั่วไปที่โชคร้ายต้องกลายมาเป็นตัวทดลองในการวิจัยวิปริตขัดต่อจริยธรรมทุกข้อบนโลกใบนี้
“อิจฉาหน่วยนั้นจังว่ะ” ผู้คุมรหัส SMR-43 บุ้ยใบ้ไปทางผู้คุมของโปรเจคไอซิสที่คอยใช้ปลายกระบองทิ่มหลังโซเฟียผู้หวาดกลัวให้เดินไปข้างหน้า “กฎไม่มีอะไรเข้มงวด แค่ต้องระวังไม่ให้ที่ปิดตาหลุดเท่านั้น ตัวทดลองก็อ่อนแอ ทุบแรง ๆ ใส่หน่อยก็ร้องไห้แล้ว ดีกว่านังขยะมาโซคิสม์นี่ตั้งเยอะ”
ไม่พูดเปล่า เท้ายังหวดหน้าแข้งแมรี่อีกต่างหาก เพื่อนร่วมงานของมันเห็นดังนั้นก็รีบใช้กระบองเกี่ยวคอเธอไว้ไม่ให้ตกเก้าอี้ “อย่าส่งเสียงน่ารำคาญอีกล่ะ ไม่งั้นข้าจะเอากระบองไฟฟ้ายัดปากแก”
แมรี่ส่งเสียงฮึมฮัมเพลง Do You Really Want To Hurt Me เบา ๆ ในลำคอ เงยหน้าส่งยิ้มแสยะให้ผู้คุมทั้งสองของตนและน่าจะทำให้พวกมันฝันร้ายไปอีกหลายปี
“อย่ามาจ้องหน้าพวกข้า!” ฝ่ามือตบหัวอย่างแรงอีกครั้ง แมรี่จึงเบนหน้าไปหาโซเฟียที่ถูกนำตัวมานั่งโต๊ะข้าง ๆ ทางขวามือ เธอส่งเสียงจิ๊จ๊ะสลับหัวเราะคิกคักเสียสติพลางโยกตัวไปมา พักหนึ่งก็สลับไปร้องเพลง You Spin Me Round ด้วยเสียงโทนต่ำ ทำเอาผู้คุมโปรเจคไอซิสหันมามอง กระแสความรังเกียจถึงกับทะลุผ่านหน้ากากปิดบังใบหน้ามาเลยทีเดียว ขณะที่ผู้คุมรหัส SMR ทั้งสองต่างส่ายหน้าด้วยความอับอาย
ต่อจากโปรเจคไอซิสก็เป็นโปรเจคจูปิเตอร์ ชายร่างยักษ์สูงสามเมตรครึ่งถูกนำตัวเข้ามาในห้องซึ่งจู่ ๆ ก็ดูแคบไปถนัดตา แรกเริ่มเดิมทีโปรเจคจูปิเตอร์หรือบาซิลิโอ เซอวาสไม่ใช่มนุษย์กล้ามปูแต่อย่างใด ที่จริงเขาเป็นหนุ่มเนิร์ดวัย 20 ต้นรูปร่างผอมแห้ง เป็นหอบหืดและกังวลเวลาคุยกับเพศตรงข้าม ทว่าผลการทดลองกลายพันธุ์ได้เปลี่ยนเขากลายเป็นตัวประหลาดไซซ์ยักษ์ที่แค่กล้ามแขนก็เท่ากับหัวคนสองหัวอัดรวมกันแล้ว บาซิลิโอมีผิวหนังสีเทาเมทัลลิคดูคล้ายโลหะทว่าให้ความรู้สึกยืดหยุ่นนุ่มนิ่มกว่า หนามแหลมยาวมากสุดสองฟุตงอกบนไหล่ทั้งสองข้างและทั่วแผ่นหลัง เขาคือหนึ่งในสามตัวทดลองที่จำเป็นต้องควบคุมสูงสุด หนึ่งกะของผู้คุมโปรเจคจูปิเตอร์ประกอบด้วยหน่วยเจ้าหน้าที่ 10 คนพร้อมอาวุธหนักคนละสามชนิด โล่กันแรงระเบิด เครื่องฉีดโฟมดับเพลิงและเครื่องดูดซับพลังงานไฟฟ้า ส่วนเครื่องพันธนาการก็จะมีมากกว่าตัวทดลองอื่น ปลอกคอ ตรวนข้อมือและข้อเท้าสะกดความสามารถพ่วงตุ้มเหล็กหนัก 500 กิโลกรัม(ทั้งหมดห้าลูกด้วยกัน) ส่งผลให้เวลาเดินเกิดเสียงลากโกร่งกร่างเอี๊ยดอ๊าดตลอดเวลา
บาซิลิโอมีที่นั่งแยกของตัวเองเป็นม้านั่งเหล็กกล้ากลางห้อง เขาทิ้งตัวลง ทำเอาห้องสั่นเล็กน้อย แมรี่แสยะยิ้มฆาตกรโรคจิตไปให้ฝ่ายนั้นที่ตอบกลับด้วยสีหน้าขมึงทึงเหมือนกำลังปวดท้องหนักกับเสียงคำรามต่ำ ๆ
“พระเจ้าช่วย ดูไอ้ยักษ์นั่นสิ เห็นกี่ทีก็สยองโคตร” ผู้คุมรหัส SMR-43 กระซิบกับผู้คุมรหัส SMR-41
ถ้าแค่นี้บรรยากาศในห้องสังเกตการณ์ยังตึงเครียดไม่พอ ตัวอันตรายตัวต่อไปที่ถูกนำเข้ามาได้แก่โปรเจคไดโอนีซัส เขาเป็นชายวัยเลขสามผมกระเซิงหนวดเคราครึ้มเหมือนคนไร้บ้านแม้จะสวมเสื้อผ้าสีขาวสะอาดก็ตาม ฌาคส์คือชื่อของหมอนี่ หากไม่นับโปรเจคเบเอลเซบูลแล้ว ตำแหน่งคนน่ารังเกียจที่สุดต้องยกให้หมอนี่ละ ฌาคส์มีนิสัยชอบถ่มน้ำลาย ส่วนผมกับหนวดเคราที่รุงรังก็ดูเหมือนจะให้กำเนิดแมลงเล็ก ๆ ออกมาได้มากมายทั้งที่ถูกจับอาบน้ำยาฆ่าเชื้อทุกวัน และต่อให้โกนออกจนไม่เหลือ วันต่อมาทั้งผมและหนวดก็จะงอกใหม่ดกหนากว่าเดิมกระทั่งนักวิจัยยังจนปัญญาจนต้องเลิกยุ่งกับมัน
ฌาคส์จ้องโซเฟียอย่างหื่นกระหายโดยไม่ละสายตาตั้งแต่เข้าประตูมาเลยทีเดียว ปากของเขามีสายเหล็กคาดไว้เพื่อกันไม่ให้ถ่มน้ำลาย เพราะใครจะรู้ว่าน้ำลายของหมอนี่ทำอะไรได้บ้าง
“ผู้คุมทุกท่าน กรุณาล็อคกุญแจมือตัวทดลองในการดูแลของคุณและตรวจสอบให้แน่ใจว่าแน่นหนาดีก่อนเสียงสัญญาณ” เสียงผู้ชายเย็นชาดังจากลำโพงรอบห้อง ผู้คุมรหัส SMR-43 คุกเข่าหยิบโซ่บนพื้นมาล็อคกับกุญแจมือตรึงแมรี่ให้ต้องอยู่แต่ในท่านั่งเท่านั้น ผู้คุมที่เหลือต่างก็ทำเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มของโปรเจคจูปิเตอร์ที่วุ่นวายกว่าทีมอื่น พวกเขาปกปิดความหวาดหวั่นได้ไม่มิดต่อให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ดีกว่าทีมอื่นก็ตาม
“เรากำลังจะเล่นสนุกกันใช่ไหม” แมรี่ในสภาพใบหน้าเปื้อนเลือดดำปี๋ถามผู้คุมของเธอ
“ใช่ เดี๋ยวเจ้าพวกหัวโตจะเข้ามาชำแหละสมองแกโดยไม่ใช้ยาสลบ” ผู้คุมรหัส SMR-43 ตอบ แต่หากมันต้องการเห็นความกลัวจากเธอก็ต้องผิดหวัง เนื่องด้วยแมรี่เพียงยักไหล่ จากนั้นก็กลับไปฮัมเพลงต่อ
ตอนนั้นเองที่ความวุ่นวายเกิดขึ้น ผู้คุมรหัส SMR ทั้งสองได้ยินเสียงตะโกนจากผู้คุมอีกทีมหนึ่ง พวกเขาหันไปเห็นผู้คุมรหัส DJL คนหนึ่งล้มกระแทกโต๊ะหงายหลังลงไปดิ้นกับพื้นโดยมีควันพุ่งจากหน้ากากติดฟิล์มดำที่เริ่มยุบเข้าไป ขณะที่ผู้คุมอีกคนของฌาคส์เปิดทำงานกระบองไฟฟ้ากำลังจะฟาดใส่เจ้าตัวการที่กำลังแคะจมูก ทว่าก่อนที่เขาจะทำสำเร็จ ฌาคส์ก็ดึงขี้มูกก้อนใหญ่ออกมาดีดใส่หน้ากากผู้คุมคนนั้นเสียก่อน ขี้มูกทำหน้าที่ราวกรดเข้มข้นเจาะแผ่นป้องกันใบหน้าเข้าไป
ห้องพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำจากแสงไฟฉุกเฉิน สัญญาณเตือนภัยดังสนั่นในทันทีทันใด ส่วนหนึ่งเพื่อโจมตีตัวทดลองด้วยคลื่นเสียง แต่ก็นั่นแหละ ทริคนี้หมดความขลังตั้งแต่การทดลองกลายพันธุ์ครั้งที่เจ็ดแล้ว ผู้คุมรหัส DJL ทั้งสองกลิ้งไปมาพร้อมกรีดร้อง ควันหนาทึบส่งกลิ่นเหม็นไหม้ฉีดทะลักผ่านรูหน้ากาก จากนั้นท่ามกลางความประหลาดใจและตื่นตระหนกของทุกคน จู่ ๆ กิ่งก้านสาขาอวบ ๆ ก็ระเบิดจากหมวกป้องกันของคนทั้งสอง เติบโตพรวดพราดประหนึ่งเพลิงลุกโหม
พวกเขากระตุกไม่หยุด เลือดสาดกระเซ็น กะโหลกของหนึ่งในนั้นหลุดติดกิ่งไม้ขนาดเท่าท่อนแขนออกมา แมรี่สาบานว่าเธอยังได้ยินเสียงร้องจากศีรษะซึ่งผิวหนังกับกล้ามเนื้อถูกกรดรุนแรงไหม้เละอยู่เลย กิ่งไม้แผ่สาขาอย่างรวดเร็ว รากชอนไชทะลุผ่านเกราะเคฟลาร์ ไม่นานนักก็สามารถแยกร่างคนทั้งสองออกเหลือแต่กองเลือดกับเศษเนื้อ
ความโกลาหลเริ่มขึ้นเมื่อผู้คุมทั้งหมดพร้อมใจกันหันไปรับมือกับต้นไม้ประหลาดสองต้นที่บิดไปมาราวกับสิ่งมีชีวิตไม่สมประกอบ ปืนกลระดมยิงจากทุกทิศทาง ต่อให้กระสุนเจาะทะลุลำต้นมากขนาดไหนก็ดูเหมือนจะช้าเกินไปอยู่ดี รากไม้แตกแขนงฝังลงกับพื้น และเมื่อทำเช่นนั้นได้มันก็ยิ่งเร่งอัตราการเติบโตอย่างคลุ้มคลั่ง ลำต้นสูงชะลูดกระแทกเพดานก่อนแทรกตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่ง แล้วกระจายตัวออกทุกทิศทางดั่งเชื้อโรคติดต่อ
กิ่งไม้ตวัดขวับฆ่าผู้คุมพร้อมกันทีเดียวสามคน หนึ่งตัวขาดครึ่งทันที หนึ่งศีรษะแตกมันสมองกระจาย และอีกหนึ่งปลิวไปเละติดกำแพงกลายเป็นอาหารให้กองทัพรากไม้ที่เลื้อยแทรกในกำแพงราวหนอนพยาธิ รากปลายแหลมประหนึ่งหอกเสียบทะลุทวารหนักผู้คุมอีกคน เติบโตแยกกิ่งก้านสาขาในร่างเขาแล้วขยายใหญ่ขึ้นจนตัวแตก อวัยวะภายในปลิวว่อน
หากเป็นเวลาปกติ ตอนนี้แมรี่คงนั่งหัวเราะชอบใจกับสิ่งที่เห็น เพียงแต่สายตาของฌาคส์ผู้น่าขยะแขยงที่มีต่อโซเฟียก่อนหน้านี้ทำให้เธอรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ ตัวทดลองแมรี่กระชากโซ่ที่รั้งระหว่างกุญแจมือกับพื้นหลายต่อหลายครั้ง บาดแผลจากการถูกโลหะผสมบางอย่างบาดข้อมือเจ็บปวดเหมือนถูกผ่าเอาเหล็กร้อนแดงฝังเข้ามา ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์พวกนั้นค้นพบอะไร สิ่งนี้ก็ทำร้ายเหล่าตัวทดลองได้ดียิ่ง แต่ถึงจะทรมานแค่ไหน เธอก็ไม่ยอมหยุด ไม่นับเรื่องที่ส่วนหนึ่งของเธอดูจะชอบความเจ็บปวดด้วยนะ
โซเฟียร้องเสียงหลงตอนที่โดนฌาคส์กระโจนทับ ประตูห้องสังเกตการณ์เปิดออกพร้อมกับเจ้าหน้าที่หน่วยจู่โจมระดับสูงบุกเข้ามาพร้อมอาวุธไฮเทคอย่างปืนความร้อนแล้วก็เครื่องยิงคลื่นโซนิคบูม ทว่าแมรี่ไม่สนใจเพราะถึงยังไงเจ้าพวกนั้นก็มีเพื่อนเล่นอย่างต้นไม้ปีศาจที่ตอนนี้แตกหน่อเป็นกี่ต้นแล้วก็ไม่รู้อยู่ ฌาคส์ใช้กุญแจมือกดลำคอบอบบางของตัวทดลองโปรเจคไอซิส ใช้คุณสมบัติต่อต้านการกลายพันธุ์ของมันเผาผิวหนังของหล่อน แมรี่เห็นมันพยายามเบียดอวัยวะพองใหญ่ตรงเอวของมันกับสะโพกโซเฟีย
เห็นได้ชัดว่าโซ่เส้นนั้นไม่ได้ใส่ส่วนผสมในการสะกดพลังตัวทดลองเข้าไปด้วยเนื่องจากแมรี่สามารถดึงมันขาดได้ในครั้งที่ 12 จากนั้นเธอก็ไม่รีรอรีบเหวี่ยงตัวกระโจนข้ามโต๊ะ ส่งฝ่าเท้ากระแทกกลางใบหน้าฌาคส์ อัดไอ้โรคจิตลอยไปชนต้นไม้ซึ่งเปรียบประหนึ่งลูกหลานของมัน(เพราะเกิดจากขี้มูก)
“นี่ไม่ใช่ที่สำหรับโรคจิตหื่นกามอย่างแก!” แมรี่ตะโกนแข่งกับเสียงปืนและเสียงโหยหวนของเหล่าผู้คุมกับเจ้าหน้าที่หน่วยจู่โจมระดับสูง
“นั่นพี่แมรี่หรือคะ?” โซเฟียถาม หันศีรษะไปมาเพื่อให้หูสามารถจับเสียงได้มากที่สุด
“ใช่แล้ว แม่หญิงอย่าได้กลัวไป ข้า-” แมรี่ดัดเสียงต่ำ สวมบทบาทประหนึ่งอัศวินหนุ่มผู้ยื่นมือช่วยหญิงสาวที่กำลังเดือดร้อน แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ระเบิดคลื่นเสียงก็กระแทกใส่จากด้านหลัง แมรี่รู้สึกเหมือนร่างกายแต่ละชิ้นส่วนทำท่าจะแยกจากกันให้ได้ กระนั้นโชคร้ายของเธอก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เมื่อกิ่งไม้แหลม ๆ สี่หรือห้ากิ่งนี่แหละพุ่งมาเสียบทะลุตัวพอดิบพอดี
ฌาคส์ถลึงตามองแมรี่แทบถลน ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันอยากพ่นคำสาปแช่งใส่เธอใจจะขาดแต่ก็ติดตรงที่ปิดปากนี่แหละ ทันทีที่มันลุกยืนได้ เจ้านั่นก็มุ่งตรงมาหาเธอพร้อมแววตามุ่งร้าย ขณะเดียวกัน ต้นไม้ปีศาจต้นที่เพิ่งจะตอบสนองต่อความอยากเข่นฆ่าแมรี่ของผู้ให้กำเนิดมันด้วยกิ่งแหลมเปี๊ยบก็เผยดอกไม้สีฟ้าสว่างเรืองรองท่ามกลางแสงสีแดง ลวดลายรอร์ชัคสีเลือดแบบที่ใช้ในการทดสอบจิตเภทให้ความรู้สึกข่มขวัญอย่างประหลาด
ฉิบหาย มันคงไม่ได้คิดจะเอาขี้มูกมาป้ายฉันหรอกนะ
เสียงคำรามดังขึ้นก่อนที่ฌาคส์จะเข้าถึงตัวเธอเล็กน้อย จากนั้นอุ้งมือเทอะทะก็คว้าตัวแมรี่ บีบเธอด้วยเรี่ยวแรงมากพอป่นกระดูกผู้คุมหน้าโง่พวกนั้นได้ง่าย ๆ บาซิลิโอคำราม กระชากตัวเธอหลุดจากกิ่งไม้ฝีมือฌาคส์ที่ปักคาจุดตายอย่างน้อยก็หนึ่งแห่ง
แมรี่ร่วงลงมากองหน้าทิ่มหมดสภาพบนพื้น
“ไม่บีบฉันให้เละไปเลยล่ะ” เธอบ่น
“โทษที” บาซิลิโอเอียงคอ สีหน้าโง่เง่าของเขาทำให้เธอกระอักเลือดออกมาจากการหัวเราะ
โซเฟียคลำทางตามเสียงมาถึงตัวแมรี่ในที่สุด มือนุ่มนิ่มของหล่อนสัมผัสถูกหลุมเลือดท่วมบนอกซ้ายทำเอาเธอสะดุ้งโหยงเพราะจั๊กจี้ “พี่แมรี่ พี่บาดเจ็บนี่นา!?!”
“เรื่องปกติน่า” แมรี่โบกมือ “แล้วก็หยุดจั๊กจี้ฉันได้แล้ว”
“แต่ฉันไม่ได้-” หล่อนดูงุนงง
“ถอยไป” บาซิลิโอตวาดไล่ฌาคส์ที่ไม่ยังไม่ยอมแพ้ ต้นไม้ประหลาดอย่างน้อยหกต้นที่ไม่ได้กำลังยุ่งกับการไล่ฆ่าเจ้าหน้าที่หน่วยจู่โจมสะบัดกิ่งหนา ๆ ไปมาอย่างข่มขู่ พวกมันคล้ายรอคำสั่งโจมตีบาซิลิโอจากบิดาผู้ให้กำเนิด
“ไม่ต้องห่วง พี่เบซิลจะฉีกแกเป็น 12 ซีก จากนั้นก็ขยี้ไอ้จ้อนแกจนเละยิ่งกว่ามะเขือเผาโดนรถทับบนทางด่วนซะอีก” แมรี่ตะโกนใส่ฌาคส์ บาซิลิโอหันมามองเธอแบบ ‘จำเป็นต้องพูดขนาดนั้นเลยหรือ’ “เฮ้ อย่ามัวแต่ทำหน้าซื้อบื้อสิ ฆ่ามันซะที อย่าปล่อยให้น้องสาวต้องคุยโวเก้อสิยะ โชว์ความเป็นพี่ชายที่แสนดีหน่อย!”