“หล่อนจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไรยะ! ยายปีศาจ... โรคจิต ...วิปริต- โอ๊ย!!!” คลาร่าสะดุ้งเมื่อจู่ ๆ คลื่นความเจ็บปวดระลอกใหม่ปะทุตั้งแต่หัวจรดเท้า หญิงสาวนั่งตัวเกร็ง มือบีบไหล่แมรี่แน่นพลางควบคุมจังหวะหายใจหลังเริ่มคุ้นเคยกับความเจ็บปวดกระทั่งพอตั้งสติหาทางรับมือกับความรู้สึกเฉียบพลันนี้ได้ โชคดีที่อาการทรมานในครั้งนี้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวของความเจ็บปวดที่ดึงเธอกลับจากภวังค์เส้นแบ่งความเป็นกับความตาย เธอจึงสามารถรับมือได้โดยไม่ต้องลงไปนอนลิ้งเกลือกกับพื้น “บ้าเอ๊ย!”
“ก็บอกแล้วว่าให้พยายามอยู่นิ่ง ๆ ” แมรี่สั่นหัว วางมือบนแผลที่หน้าท้องคลาร่า แม้จะไม่รู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ กระนั้นหญิงสาวก็พอเดาได้ว่าฝ่ายนั้นกำลังใส่ปรสิตเข้ามาเพิ่ม “เธอรู้ไหมว่าตัวเองอยู่ในสภาพไหนตอนที่ฉันมาเจอน่ะ” แมรี่ขัดก่อนที่คลาร่าจะทันขัดขืน “เชื้อโรคลามใกล้ถึงสมอง อวัยวะภายในล้มเหลวเกือบทั้งหมด ตอนนั้นร่างกายเธอส่วนใหญ่เป็นซอมบี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ฉันคงไม่ต้องย้ำถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้หรอกใช่ไหม”
“กลายเป็นซอมบี้ไปแล้วงั้นหรือ แต่... เป็นไปได้ยังไงกัน” พอมาพิจารณาคำพูดอีกฝ่ายดี ๆ แล้ว คลาร่าก็ตระหนักว่าหากสิ่งที่แมรี่ว่าเป็นความจริง ก็หมายความว่า... “ไม่หรอก ไม่ เป็นไปไม่ได้ ไม่เคยมีซอมบี้หน้าไหนกลับเป็นมนุษย์ได้อีก เคยมีความพยายามในการทดลองเรื่องนี้แล้ว อย่างน้อยก็ตามที่ลือกันในหมู่ผู้รอดชีวิต”
“แล้วพวกผู้รอดชีวิตเคยพูดเกี่ยวกับการมีตัวตนของพวกฉันหรือเปล่าล่ะ” แมรี่ย้อนถาม
“ไม่... ไม่มี”
“ไม่ใช่แค่ฉัน พวกฉันต่างหาก”
คลาร่าสบตาแมรี่ เธอลืมไปเสียสนิทว่าห้องขังชั้นใต้ดินอาคารบลูสกายบิลดิ้งไม่ได้มีห้องเดียว การที่พบแค่แมรี่ข้างล่างบดบังความจริงว่ายังคงมีตัวประหลาดน่าสะพรึงอีกอย่างน้อย 12 ตัวเพ่นพ่านอยู่ที่ไหนสักแห่งข้างนอกนั่น(ถ้าพวกมันไม่ได้ถูกย้ายไปขังที่อื่นหรือโดนทำลายไปแล้วก็นะ) ที่น่าสงสัยก็คือเหตุใดจึงไม่มีใครได้ยินเรื่องของตัวประหลาดเหล่านี้มาก่อนเลยล่ะ เพราะพวกมันหลบซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียนงั้นหรือ การกลายพันธุ์ของพวกมันเป็นแบบเดียวกับแมรี่ที่สามารถแฝงเป็นส่วนหนึ่งท่ามกลางกลุ่มผู้รอดชีวิตใช่ไหม หรือเพราะคนที่ล่วงรู้ถึงการมีตัวตนของพวกมันล้วนถูกกำจัดจนหมดสิ้นกันแน่
“ไม่เคยได้ยิน” คลาร่าส่ายหน้าช้า ๆ
“จริง ๆ ฉันอยากพาเธอออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดมากกว่า แต่ในเมื่อสภาพของเธอยังไม่พร้อม” แมรี่ขยับมานั่งข้างคลาร่า ดึงมือขวาเธอไปกุมหลวม ๆ ค่อย ๆ สอดนิ้วเข้ามาประสานกับเธอ หัวคิ้วหญิงสาวขมวดหากันเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว แววตาแมรี่ชัดเจนว่าหล่อนจมสู่ห้วงความคิดไปแล้วเรียบร้อย “คิดว่าน่าจะพอมีเวลาไขความสงสัยให้เธอได้บ้าง”
หล่อนดูไม่เหมือนสัตว์ประหลาดเท่าไหร่ แต่เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่าง ๆ ในโลกพิกลพิการนี่ต่างหาก คลาร่าชำเลืองมองใบหน้าด้านข้างของสาวพังก์แมรี่ ในบางมุม หล่อนงดงามไร้ที่ติ แบบเดียวกับรูปถ่ายตามโซเชียลนั่นแหละ สวยก็จริงทว่าผิดธรรมชาติเอามาก ๆ ทว่าบางมุม หล่อนดูเจนโลกและเข้าอกเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง กระนั้นกลับแฝงความเย็นชา ราวกับเบื่อหน่ายต่อการมีชีวิตอยู่
“เอาเรื่องไหนก่อนดีล่ะ ฉันมั่นใจว่าบิ๊กเจกับลูซินด้าน่าจะหนีขึ้นไปสำเร็จ พวกเขามีโอกาสในตอนที่ขี้มูกฌาคส์ทุ่มกำลังทั้งหมดสู้กับฉัน”
“ขอโทษนะ ขี้มูกฌาคส์หรือ” คลาร่ากะพริบตา ทำหน้าราวกับไม่แน่ใจกับสิ้นที่ได้ยิน
“มันเป็นชื่อเล่นที่พวกเราตั้งให้ต้นไม้บัดซบนั่น ถ้าเรียกหรูหราสักหน่อยตามนักวิจัยก็แบคคัสเซอร์วัสมาลัสหรือบ่าวผู้ชั่วร้ายของแบคคัส” แมรี่อธิบาย “ป่านนี้เธอคงปะติดปะต่อได้แล้วว่าที่ที่เจอฉันครั้งแรกคือห้องวิจัยเพื่อสร้างสายพันธุ์ใหม่ แต่ด้วยจุดประสงค์อะไรฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เอาเป็นว่าตัวทดลองทั้งหมดมีอยู่ด้วยกัน 13 คน โปรเจคจูปิเตอร์แข็งแกร่งที่สุดทั้งทางกายภาพและความสามารถในการทำลายล้าง โปรเจคไอซิสที่เปลี่ยนมนุษย์เป้าหมายให้เป็นซอมบี้ชั้นต่ำได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้ แล้วก็ไอ้ตัวที่กำลังพยายามหาทางฆ่าพวกเราอยู่ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นผลงานของโปรเจคไดโอนีซัส ซึ่งความสามารถของไอ้โรคจิตนั่นเป็นการสร้างพืชกลายพันธุ์ได้จากทุกส่วนของร่างกาย ครั้งหนึ่งเจ้านั่นเคยแคะขี้มูกป้ายหน้ากากผู้คุม ขี้มูกเกิดเป็นพืชกลายพันธุ์แล้วฆ่าเจ้าหน้าที่ตายไปสักครึ่งศูนย์วิจัยได้มั้งกว่าจะหาวิธีจัดการกับมันได้ และเพราะชื่อเดิมก่อนถูกจับมาทดลองของโปรเจคไดโอนีซัส คือ ฌาคส์ พวกเราเลยเรียกต้นไม้ระยำนี่ว่าขี้มูกฌาคส์ไงล่ะ”
“หมายความว่าเจ้าตัวที่โจมตีพวกเราครั้งนี้เป็นเพื่อนของเธองั้นหรือ”
แมรี่มีสีหน้ารังเกียจ “เพื่อนเรอะ ขอเถอะ ไม่มีใครทำใจชอบไอ้เวรตะไลนั่นลงหรอก ยิ่งพวกฉันด้วยนะ เรียกว่าฉันกับมันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเลยจะถูกกว่า เผลอ ๆ ที่คราวนี้ต้นไม้เส็งเคร็งรีบตื่นมาไล่ล่าพวกเราอาจเพราะมันรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ” หล่อนถอนหายใจ
“งั้นนี่ก็แสดงว่าเรากำลังเผชิญอยู่กับศัตรูที่ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ธรรมดาทั่วไป ...เหมือนกันกับเธอสินะ” คลาร่านิ่วหน้า อยากจะถามต่อว่า ‘พวกเราจะไม่เป็นไรใช่ไหม’ แต่ก็พูดไม่ออก สถานการณ์เห็นได้ชัดว่าย่ำแย่ ก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมรยางค์พวกนั้นถึงไม่โจมตีเข้ามาเสียที ทว่าการที่มันเบียดเสียดแน่นหนาขนาดนี้ พวกเธอก็ไม่มีทางกลับขึ้นไปได้อยู่ดี นอกจากนี้คลาร่ายังไม่รู้ชะตากรรมของบิ๊กเจกับลูซินด้าอีกด้วย แมรี่ใช้คำว่า ‘ฉันมั่นใจ’ ตอนพูดถึงคนทั้งสองว่า ‘น่าจะ’ ขึ้นไปถึงข้างบนได้ ง่าย ๆ ก็คือกระทั่งหล่อนก็ไม่รู้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับคู่สามีภรรยากันแน่
ที่สำคัญปัญหาใหญ่อีกเรื่องก็มีร่างกายของเธอ คลาร่าตระหนักถึงสภาพของตัวเองในเวลานี้เป็นอย่างดีต่อให้ไม่มีแมรี่คอยบอกให้อยู่นิ่ง ๆ หรือสงบสติอารมณ์ก็ตาม พอผลของอะดรีนาลีนในเลือดเริ่มจางลง ทุกการเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็จะสร้างความเจ็บปวดประหนึ่งถูกกรีดเฉือนให้กับอวัยวะภายในทุกชิ้นเท่าที่นึกออกซึ่งบ่งชี้ให้เห็นความเสียหายในระดับที่ปกติควรนอนหยอดน้ำเกลือไปแล้ว หญิงสาวเข้าใจว่าที่ความรู้สึกเจ็บค่อนข้างเลื่อนลอยอยู่บ้างน่าจะเป็นผลจากบรรดา ‘สิ่งที่เธอพยายามไม่นึกถึง’ ซึ่งแมรี่ใส่เข้ามาในตัวเธอ ถ้าหล่อนพูดความจริงนะ ก็แปลความได้ว่าเจ้าสิ่งที่เธอพยายามไม่นึกถึงเหล่านี้กำลังรักษาเครื่องในใกล้เน่าของเธออย่างเต็มที่อยู่
คลาร่าเคยเห็นผู้รอดชีวิตกลายร่างเป็นซอมบี้ต่อหน้าต่อตามาแล้ว ชายคนนั้นถูกทำร้ายสาหัสทว่าก็สามารถหนีจากฝูงซอมบี้ที่ตั้งใจจะควักสมองเขาออกมากินเป็นมื้อบ่ายได้ คลาร่ากับคนอื่น ๆ ไปเจอเขาซึ่งตอนนั้นช่องอกเปิดเป็นรูโหว่เห็นปอดยุบพองได้ถนัดตา เชื้อซอมบี้ทำให้เขามีชีวิตรอดทั้งที่เป็นไปไม่ได้ แต่การเสื่อมสภาพเนื่องจากกลายพันธุ์ได้สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัส ยกตัวอย่างเช่นปอดคู่นั้นเป็นต้น มันพองขึ้นเกือบเท่าตัวในลักษณะคล้ายเนื้องอกแข่งกันโตจากนั้นจึงปริแตกปล่อยเลือดสีม่วงดำผสมกับน้ำหนองเขียวอมเหลืองผ่านทางริ้วบาดแผลจำนวนมาก อาการขั้นต่อไปได้แก่การฝ่อหลังระบายน้ำเลือดน้ำหนองออกมาจนหมดแล้ว ทำให้ปอดขนาดปกติกลายเป็นก้อนเหี่ยว ๆ ดำ ๆ ขนาดหนึ่งฝ่ามือมีหนอนพยาธิสีแดงชอนไชสนุกสนาน ถึงตอนนั้นสมองของชายคนนั้นก็คงเหลือประมาณกำปั้นแล้วละ เขาคลุ้มคลั่ง เปลี่ยนเป็นซอมบี้โดยสมบูรณ์
กระบวนการนั้นเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่น่าจะถึง 15 วินาทีด้วยซ้ำ ถ้าถามว่าทำไมตอนนั้นเธอถึงรอจนหมอนั่นกลายเป็นซอมบี้แล้วจึงค่อยลงมือกำจัดทิ้ง คำตอบง่าย ๆ ก็หนีไม่พ้นการที่เธอกับพวกไม่เคยเห็นรายละเอียดสยดสยองขนาดนี้จะจะมาก่อน เพราะงั้นเลยมัวแต่ตื่นตระหนกตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูกนั่นเอง
“ไม่ ถึงจะถูกวิจัยจากที่เดียวกันแต่ก็ไม่เหมือนกันหรอก” แมรี่ส่ายหน้า “ไม่มีตัวทดลองโปรเจคไหนเหมือนกัน ฉันไม่มีความสามารถในการสร้างลูกสมุนแบบฌาคส์ อีกอย่าง ที่เราเจออยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่ฌาคส์ด้วย อย่างน้อยก็ไม่ใช่เจ้าโรคจิตนั่นมาเอง ขี้มูกฌาคส์ที่นี่น่าจะถูกทิ้งไว้นานแล้วสังเกตจากการที่มันฝังรากทั่วทั้งหอสมุด บ้าเอ๊ย! ฉันน่าจะรู้นะ รากไม้เต็มกำแพงขนาดนี้ แถมยังความรู้สึกพิลึกน่ารังเกียจอีก ทั้งหมดนี่ก็บอกชัด ๆ อยู่แล้วว่าต้องเป็นฝีมือมันแน่”
“เจ้า... เอ่อ ฌาคส์อะไรนั่น ...ดูเหมือนจะหลบรอดจากการรับรู้ของเธอได้ใช่ไหม”
“ถึงจะเจ็บใจก็เถอะ แต่ก็ใช่ ฌาคส์เกลียดพวกฉันมาก ตัวฉันน่ะถือว่าไม่เท่าไหร่เพราะการกลายพันธุ์ไม่ได้อยู่ในระดับที่คุกคามมันได้ ทว่าเบซิลน่ะคนละเรื่องกันเลย”
“เบซิล?” คลาร่าเอ่ยเสียงสูงเป็นเชิงถาม
“บาซิลิโอ เซอวาส โปรเจคจูปิเตอร์น่ะ เขาคือพี่ใหญ่ของพวกฉัน หนึ่งในสามตัวอันตรายที่สุดของตัวทดลองทั้งหมด เขากับฌาคส์เป็นคู่อาฆาตกัน ดังนั้นการกลายพันธุ์ของฌาคส์เลยเป็นไปเพื่อรับมือกับเบซิลโดยเฉพาะ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือความสามารถการหลบรอดจากการรับรู้ของพวกฉัน” แมรี่อธิบาย
“ที่บอกว่าเธอไม่ได้อยู่ในระดับคุกคามฌาคส์ได้นี่หมายความว่า...”
“โชคดีแล้วที่ครั้งนี้เราเจอแค่สมุนของมัน ถ้าต้องเผชิญหน้ากันตรง ๆ ละก็ ฉันคนเดียวเอามันไม่อยู่แน่ แต่อย่าเพิ่งไปกังวลเรื่องนั้นเลย เวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดคือฟื้นฟูร่างกายของเธอต่างหาก”
แมรี่เปลี่ยนจากนั่งข้าง ๆ ไหล่พิงกัน ขยับหันตัวมาหาเธอ จากนั้นโน้มลงตรวจสอบบาดแผลที่ท้องหญิงสาว คลาร่ากลั้นใจก้มมองตามแม้จะกลัวเหลือเกินว่าต้องเห็นสิ่งที่ตนพยายามไม่นึกถึงชอนไชผุดดำผุดว่ายอย่างกระตือรือร้น กระนั้นความอยากรู้อยากเห็นกลับมีอำนาจเหนือกว่า
เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีน้ำตาลตัวเก่าเปรอะเลือดเป็นวงกว้างขึ้นมาถึงหน้าอก ชายด้านซ้ายขาดหายไปไม่แน่ใจว่าเพราะการโจมตีของรากไม้หรือโดนแมรี่ฉีกออกระหว่างให้ความช่วยเหลือกันแน่ หน้าท้องมีกล้ามจาง ๆ ประดับด้วยแผลเละ ๆ น่าเกลียดเหมือนถูกเสียบด้วยลิ่มซ้ำ ๆ กันสักสี่หรือห้าหนเริ่มตกสะเก็ด ข่าวดีคือมันไม่มีสิ่งที่เธอพยายามไม่นึกถึงให้เห็นอีกต่อไป
แต่ว่าตกสะเก็ดแล้วเนี่ยนะ
“ฉันหมดสติไปนานแค่ไหน” คลาร่ารีบถาม
“นับจากตอนที่ฉันฉีกดอกไม้ออกจากหน้าเธอจนถึงพามาที่นี่ก็สัก... สิบห้านาทีได้มั้ง”
“ความสามารถของเธอคืออะไรกันแน่ การแปลงร่าง พลังเสียงกรี๊ด แล้วก็นี่หรือ” คลาร่าชี้แผลที่ท้อง หลีกเลี่ยงการพูดถึงสิ่งที่เธอพยายามไม่นึกถึงสุดชีวิต
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ กับใช่” แมรี่ย้ายจากหน้าท้องมายังลำคอหญิงสาว ไม่รู้ว่าหล่อนกำลังดูอะไรอยู่กันแน่ถึงได้จับศีรษะคลาร่าให้บิดไปทางซ้ายนิดหน่อย จากนั้นก็ยื่นหน้ามาส่งเสียงอืม ๆ ใกล้ ๆ หู เธอถึงกับนั่งเกร็งตัวเพราะต้องอดทนกับความรู้สึกจั๊กจี้จากลมหายใจที่รดต้นคอ “รู้แล้วอย่าไปบอกใครล่ะ แต่ความสามารถจริง ๆ ของฉันมีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือการกิน สองได้แก่การควบคุมการกลายพันธุ์ด้วยปรสิตวิวัฒน์”
“การกิน ...หรือ”
“ถูกต้อง ดูนี่นะ” แมรี่เหยียดแขนขวาจนสุดพร้อมกางมือออก ตอนนั้นเองกำแพงรยางค์พลันสั่นระริก จากที่เคลื่อนไหวเป็นคลื่นเอื่อยเฉื่อย อยู่ ๆ รยางค์ห้าเส้นก็แยกตัวจากรยางค์อื่นแล้วรวมร่างกันใหม่กลายเป็นก้อนเนื้อน่าเกลียดราวผลไม้ที่เกิดจากเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตงอกห้อยต่องแต่งบนกำแพงรยางค์ ก้อนเนื้ออยู่ในสภาพกลุ่มก้อนหน้าตาเหมือนหัวใจมนุษย์ขนาดใหญ่ได้ไม่นานนัก มันก็เปลี่ยนรูปร่างอีกครั้ง คราวนี้กลายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กสักหกเจ็ดขวบที่ห่างไกลจากความเป็นมนุษย์ที่สุด เพราะตั้งแต่หัวจรดเท้าของหล่อนแท้จริงแล้วคือก้อนเนื้อสีม่วงแดงที่กำลังเต้นตุบ ๆ นั่นเอง
“นั่นมันปีศาจอะไรน่ะ!?!” คลาร่าร้องกรี๊ด
“ปีศาจนั่นก็คือสิ่งที่ฉันกินเข้าไปไงล่ะ” แมรี่โบกมือ แล้วเด็กหญิงก้อนเนื้อก็คืนสภาพเป็นรยางค์เลื้อยกลับไปรวมตัวกับกำแพงตามเดิม “ฉันสามารถดึงเอาการกลายพันธุ์ของสิ่งที่กินมาปรับใช้กับตัวเองได้ รยางค์พวกนั้นมาจากดอกไม้ที่โจมตีเธอนั่นแหละ เนื่องจากฉันกินมัน ฉันเลยสร้างสิ่งที่คล้ายกับสมุนของฌาคส์ออกมาช่วยรับมือกับรากไม้พวกนั้น สร้างเป็นกำแพงป้องกันห้องนี้ทั้งห้อง ไม่งั้นป่านนี้เธอคงกลายเป็นซอมบี้ไปแล้วเพราะไม่มีพื้นที่สำหรับให้พักฟื้น”
คำพูดของแมรี่ทำให้คลาร่านึกถึงการต่อสู้ระหว่างหล่อนกับโซลิด มัสเซิลที่อาคารบลูสกายบิลดิ้งทันที เธอจำได้ว่าตอนนั้นตัวประหลาดแมรี่เปลี่ยนแขนตัวเองเป็นแบบเดียวกับศัตรู ...หลังจากเลียเลือดของโซลิด มัสเซิลเข้าไปแล้ว
“ที่ต่างกันคือ ฌาคส์ใช้การสร้างสัตว์ประหลาดตัวใหม่ ส่วนฉันดึงเอาส่วนหนึ่งของร่างกายออกมาใช้ เพราะงั้นรยางค์ของฉันเลยมีขีดจำกัดต่างจากรากไม้พวกนั้น” ปลายนิ้วเย็นลูบไล้ก่อนจิกเล็บกับดวงหน้า ฉับพลันคลาร่าสะดุ้งโหยงจากความรู้สึกเปียกชื้นและอาการเจ็บแปล๊บที่ใบหู เธอหันขวับดึงตัวออกห่างเท่าที่ร่างกายพัง ๆ จะทำได้ ก่อนจะพบกับแมรี่กำลังเอียงคอจ้องเธอด้วยนัยน์ตากลมโตเรืองวาวในเงาสลัว ยิ้มแสยะเห็นเขี้ยวสองซี่ยื่นสัมผัสเรียวปากอิ่ม สีชมพูอ่อนหวานถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยเลือดหยดเล็ก ๆ ที่ไหลจากคมเขี้ยว
คลาร่าที่กำลังจะโวยวายชะงักจากสีของเลือดหยดนั่น ถ้าเข้าใจไม่ผิด นั่นเป็นเลือดของเธอ แต่เลือดมนุษย์บ้านไหนเป็นสีม่วงเข้มแบบนี้กัน
“อืมมม เริ่มดีขึ้นแล้วละ” แมรี่เลียริมฝีปาก เก็บเลือดที่เหลือเข้าไป “แต่ยังรสชาติเหมือนพวกเนื้อเน่าอยู่”
“จำเป็นต้องกัดด้วยหรือ” คลาร่าคลำรอยกัดที่ใบหู สัมผัสนั้นทั้งเละเทะและเปียกชุ่ม
“มันอดไม่ได้น่ะ” แมรี่แลบลิ้น ชัดเจนว่าเป็นการแอ๊บน่ารักอย่างจงใจ
คลาร่าเลิกคิ้ว ยายนี่... คิดจะกวนประสาทกันสินะ
“เลือดของฉัน” เธอพยายามไม่ใส่ใจกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นในอก “มันเป็นสีม่วง”
“สีม่วงสวย ๆ แบบตอนนี้ถือว่าดีแล้ว” แมรี่ใช้สองมือบีบแก้มเธอยกขึ้นลง “เทียบกับเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า สีเลือดเธอจางลงเยอะเลย”
“นี่คือความสามารถควบคุมการกลายพันธุ์ที่เธอพูดถึงงั้นหรือ”
“ด้วยปรสิตวิวัฒน์” แมรี่ต่อให้
“ฉันอุตส่าห์ไม่พูดแล้วเชียวนะ!” คลาร่าถลึงตา แมรี่หัวเราะคิกคัก
“ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเขาจะสลายไปเองหลังจากเธอกลับมาแข็งแรงดีแล้ว” สาวพังก์แมรี่ยังคงบีบ ๆ ดัน ๆ หน้าคลาร่าต่อไป “เธออาจเข้าใจว่านี่เป็นการรักษามนุษย์ที่ติดเชื้อกลายพันธุ์ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่หรอกนะ ไม่มีวิธีย้อนกระบวนการสำหรับซอมบี้กับสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ตัวไหน ๆ ทันทีที่พวกมันกลายพันธุ์อย่างสมบูรณ์แล้วก็จะเป็นแบบนั้นตลอดไป ไม่ก็กลายพันธุ์ต่อไปอีก”
“ฉันทำได้มากที่สุดแค่ยับยั้งขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงด้วยการลดความรุนแรงของการกลายพันธุ์ลง” แมรี่พูดต่อ “พวกนักวิจัยศึกษาความสามารถนี้ของฉันอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ชัดเจนว่ามันไม่น่าดึงดูดพวกเขาเท่าไหร่เพราะปรสิต- โทษที เพราะส่วนหนึ่งของฉันมีขีดจำกัดในการใช้งาน ตรงที่ฉันต้องปรับแต่งพวกเขาให้เข้ากับลักษณะอาการของเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง ไหนจะต้องคอยจับตาดูการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดอีก ที่สำคัญพวกเขาไม่สามารถแยกห่างจากฉันได้นานนัก และทันทีที่พวกเขาตาย พวกเขาก็จะสลายไป ไม่หลงเหลือสภาพการกลายพันธุ์ใด ๆ อยู่เลย จะเอามาพัฒนาเป็นวัคซีนก็ไม่ได้ จะว่าเป็นการรักษาก็พูดได้ไม่เต็มปาก สุดท้ายงานค้นคว้าเกี่ยวกับตัวฉันก็ถูกแช่แข็ง เป็นตัวทดลองไร้ค่าที่สุดของศูนย์วิจัย”
“ฉันอาจนึกอยากปลอบใจเธอขึ้นมาบ้างนะ” คลาร่าเอ่ยเสียงอู้อี้ ก่อนปัดมืออีกฝ่ายทิ้ง “ถ้าเธอจะหยุดปู้ยี่ปู้ยำหน้าฉันสักที”
“โอ๋ ขอบคุณนะ เธอช่างใจดีจริง ๆ ฉันรู้สึกซาบซึ้งเหลือเกิน” แมรี่เอียงคอ แนบแก้มกับหลังมือที่ประสานกันของตน เป็นการทำท่าทางน่ารักอย่างจงใจ “แต่ฉันไม่เคยใส่ใจความคิดเห็นของเด็กเนิร์ดเห่ย ๆ พวกนั้นสักนิด ความสามารถไร้ค่าแล้วยังไงล่ะ ใครกันที่พอรู้ตัวว่าจะต้องกลายเป็นซอมบี้แล้วมาร้องห่มร้องไห้ขอให้ช่วยยับยั้งการกลายพันธุ์ให้ ก็ไอ้คนที่วิจัยฉันนั่นแหละ”
“ฉันไม่... ฉันแค่พูดว่าอาจจะอยากเท่านั้น เอ้อ! ช่างมันเถอะ” คลาร่านวดแก้มที่ดูจะเหลว ๆ มากกว่าปกตินิดหน่อย(คงคิดไปเองมากกว่า!) “แล้วเธอทำยังไงกับนักวิจัยที่มาขอความช่วยเหลือหรือ”
“กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้น ฉันเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกลายพันธุ์ของยายปากเสียนั่น ทำให้สมองยังคงความเป็นมนุษย์อยู่ แต่ร่างกายเป็นซอมบี้ 100%”
“เธอ... ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ”
“ที่รัก ขอเถอะ ชื่อก็บอกอยู่ว่าควบคุมการกลายพันธุ์ แน่สิว่าฉันทำได้” แมรี่ฉีกยิ้มชั่วร้ายที่คนเห็นแล้วหนาวสะท้านไปทั้งตัว ยิ่งกับคลาร่าที่โดนจู่โจมล่วงหน้าด้วยคำว่า ‘ที่รัก’ ด้วยนะ
อยู่ ๆ คลาร่าก็กลืนน้ำลายอย่างลำบาก “เธอคงไม่ทำแบบนั้นกับฉันหรอกใช่ไหม”
“ฉันไม่มีวันทำสิ่งที่ขัดต่อความต้องการของเธอ” แมรี่ตอบหนักแน่น “หรือแม้แต่ฉกฉวยโอกาสที่เธอจะได้ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง”
“เดี๋ยวก่อนนะ นี่เธอจะทำอะไร คิดจะกัดฉันอีกเรอะ!” คลาร่ากะพริบตาปริบ เธอได้กลิ่นเผ็ดร้อนของสมุนไพรคุ้นจมูก จากนั้นก็ผงะเมื่อตระหนักว่าขณะที่ไม่ทันรู้ตัว ยายตัวประหลาดในร่างมนุษย์ก็ยื่นหน้ามาใกล้ในระยะเกินกว่าคนทั่วไปคุยกันเสียแล้ว หญิงสาวเริ่มตาลายนิดหน่อยจากรอยยิ้มชวนเสียวสันหลังซึ่งติดมาจากโฉมหน้าตอนเป็นปีศาจกระหายเลือด
“โทษที อดไม่ได้น่ะ”
“หยุดเลยนะยะ” คลาร่ากัดปากตัวเอง หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น “ถ้าโดนเธอกัดบ่อย ๆ ฉันก็ขาดทุนแย่สิ”
“ขาดทุน? พูดถึงอะไรน่ะ”
“เลือดของฉันไง ค่าตอบแทนสำหรับงานคุ้มกันที่เธอล้มเหลวโดยสิ้นเชิง”
“ล้มเหลวงั้นหรือ แต่ตอนนี้เธอก็ยังมีชีวิตอยู่นี่นา”
“แต่เลือดฉันเป็นสีม่วงเข้มเลยนะ มนุษย์ที่ไหนมีเลือดสีนี้กัน”
“โอเค ไม่กัดก็ไม่กัด” แมรี่ทำปากยื่น กระนั้นก็ไม่ยอมถอยไปสักที
“ถ้าจะไม่กัดแล้วก็ถอยไปสักทีสิ” คลาร่ารีบพูด ความคิดว่าตัวเองที่ใกล้เป็นซอมบี้เต็มทีอาจส่งกลิ่นแปลก ๆ น่ารังเกียจออกไปก็ได้ซึ่งจู่ ๆ ก็แวบเข้ามาในสมองทำให้เธอเสียความมั่นใจ ทั้งรู้สึกงี่เง่ากับการที่ตัวเองต้องมาเสียความมั่นใจกับอะไรแบบนี้ด้วย “ถอยไปได้แล้ว ชิ่ว ๆ ”
“โอเค”
“...ถ้าโอเคแล้วก็ทำสิยะ” คลาร่าขมวดคิ้ว เนื่องจากอย่างเดียวที่เกิดขึ้นคือแมรี่ฉวยมือซ้ายเธอไปบีบคลึง นิ้วเรียวลูบไล้ผ่านระหว่างซอกนิ้ว กลางฝ่ามือจนถึงข้อมือ ขณะเดียวกันทั้งสองต่างจ้องตากันเขม็ง ไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายละสายก่อน กระนั้นกับคลาร่าแล้ว เธอไม่ได้มองว่านี่เป็นการแข่งขันแม้แต่นิดเดียว เธอเข้าใจว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตตกสำรวจแมรี่กำลังหาเรื่องทรมานเธอมากกว่า
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแฮะแต่ไหงอยู่ ๆ ถึงกดดันขนาดนี้เนี่ย
“เอ่อ เธอคงไม่ได้จะ...” หลังจากค้างในท่าจ้องหน้าประชิดอยู่นานสองนาน ในที่สุดคลาร่าก็เกิดความคิดพิลึกพิลั่นขึ้นมาอย่างหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ยิ่งยากขึ้นไปอีกที่จะทำเป็นสงบนิ่งทั้งที่ภายในไม่ได้เป็นเช่นนั้นสักนิด
“อะไรหรือ” แมรี่กระซิบถาม
“ปะ เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”
แมรี่วางมือลงบนเอวเธอ คลาร่ากระตุกเล็กน้อยจากสัมผัสเย็น ๆ ที่ไม่คาดฝันนี้ จู่ ๆ เธอก็อดรนทนไม่ได้อีกต่อไป ต้องชิงหลับตาปี๋ทันที
ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แมรี่ไม่ขยับ เธอเองก็ไม่ขยับ เว้นแต่ว่ามนุษย์ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนพิเศษสามารถกลั้นหายใจได้ไม่นานเท่าไหร่ คลาร่าผู้ถูกโอบล้อมด้วยความมืดได้แต่นั่งฟังเสียงหัวใจตัวเองจนสติแตกพลันลืมตาโพลง อ้าปากรีบสูดหายใจเข้าไปบรรเทาอาการแสบร้อนในอกก่อนจะขาดใจตาย
ประกายตาสีน้ำเงินเข้มวาวโรจน์ วินาทีนั้นเธอตระหนักว่าแมรี่อาจกำลังตั้งใจจะทำบางอย่างที่ ‘ชั่วร้าย’
“อะ-” คลาร่าร้องออกมาได้แค่นั้น ก่อนที่ระยะห่างสุดท้ายจะสูญหายไปเมื่ออีกฝ่ายยื่นหน้ามางับริมฝีปากล่างของเธอ ความเจ็บปวดนั้นประหนึ่งเข็มเล่มเล็ก ๆ ทิ่มแทง นั่นไม่ใช่การทำร้ายอย่างจริงจังหรอกเนื่องจากแมรี่ถอนเขี้ยวออกเกือบจะทันที ถึงกระนั้นหล่อนก็ไม่ได้ปล่อยเธอแต่อย่างใด ยายตัวประหลาดเปลี่ยนมาคุกเข่านั่งคร่อมหันหน้าหาเธอ เรือนกายผอมกระชับปราดเปรียวอีกนิดก็จะแนบชิดกันแล้ว แมรี่ประคองศีรษะหญิงสาวให้เงยขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือยึดไม่ให้หนีไปไหนได้ จากนั้นโน้มลงมาคลอเคลียด้วยริมฝีปาก แลบลิ้นออกมาเลียบาดแผลสด ๆ ร้อน ๆ ตวัดกินเลือด