MAKARI DESIRE 100 วันให้ฉันเป็นของเธอ

ตอนที่ 1: นาฬิกาที่ไม่มีใครมองเห็น

👁️ 48 อ่าน
22px

วันที่ 1 / 100

 

ในความฝัน ปาริชวิ่งเสมอ

ป่าทึบแปลกตา เงาดำโอบคลุมลงมาจากทุกด้าน เสียงฝีเท้าของบางสิ่งควบทะยานไล่หลังมาใกล้ขึ้นทุกขณะ จนเขาได้ยินมันหายใจรดต้นคอ แล้วร่างของเขาก็แตกออก ไม่ใช่เลือด ไม่ใช่เนื้อ แต่เป็นดวงพฤกษาแห้งที่ร่วงลงสู่ผืนน้ำใสนิ่ง จมหายไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับไม่เคยมีใครชื่อปาริชอยู่บนโลกมาก่อน

เขาลืมตาตื่นบนเตียงหลังร้านดอกไม้ หัวใจเต้นเร็ว แต่สีหน้ากลับนิ่งสนิทเหมือนคนที่ดูหนังเรื่องเดิมจนจำทุกฉากได้

กลิ่นธูปจางๆ จากวัดเก่าเยื้องร้านลอยมาตามลมค่ำ มันควรเป็นค่ำคืนธรรมดา ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันที่เขาอายุครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์

ปาริชลุกขึ้นเปิดไฟแล้วเดินไปยืนหน้ากระจกในห้องน้ำ มองเข้าไปที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเอง ภายนอกดูปกติ ทว่าลึกลงไปใต้กระดูกอก เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ขยับตัวช้าๆ อุ่นๆ เหมือนกลีบดอกไม้ที่หุบมาทั้งคืนค่อยๆ คลายตัวออกทีละกลีบ ทีละกลีบ จนบานเต็มดวงในที่สุด

ดวงพฤกษา

มันอยู่ในตัวเขามาตลอด แต่คืนนี้ คืนที่เขาก้าวข้ามเส้นยี่สิบห้า มันเพิ่งผลิกลีบแรกอย่างแท้จริง

“ตื่นแล้วสินะ” เขาพึมพำกับตัวเอง

“นับหนึ่งได้เลย”

หนึ่งร้อยวัน นั่นคือเวลาที่เหลือก่อนที่ร่างนี้จะหมดภพกลับเป็นดวงพฤกษา เหมือนในฝัน ร้อยวันคือสิ่งที่ทุกชาติเขาได้รับเท่ากัน ไม่มากไม่น้อย ยุติธรรมอย่างน่าหัวเราะ

แต่มือข้างที่กำแน่นอยู่ข้างลำตัวโดยไม่รู้ตัว บอกอีกอย่างหนึ่ง

ปาริชไม่ได้กลัวความตายในแบบที่คนทั่วไปกลัว เขากลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้น ‘ก่อน’ ความตายต่างหาก เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองคืออะไร มักรีผลตนสุดท้ายที่ถือกำเนิดจากสระอโนดาต สิ่งมีชีวิตที่นอนอยู่ก้นบึ้งของห่วงโซ่หิมพานต์ ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่เพราะ ‘บริสุทธิ์’ เกินไป

พลังในตัวเขาคือของหวานชั้นเลิศที่ผู้ล่าทุกเผ่าเฝ้ารอ ยิ่งใกล้วันหมดภพ กลิ่นยิ่งหอม ร่างกายก็ยิ่งอ่อนแอลง เหมือนนาฬิกาที่เดินถอยหลัง พร้อมระเบิดเวลาที่กำลังจะระเบิด

“ถูกสร้างมาเพื่อใช้แล้วทิ้ง” เขายิ้มเยาะให้เงาตัวเองในกระจกแจกัน “ความงามก็แค่ป้ายราคา”

ป้ายราคาที่แพงเกินไปสำหรับคนที่แค่อยากกิน และถูกเกินไปสำหรับคนที่อยากครอบครอง ชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกหนี

ลมกรรโชกหอบพัดทะลุเข้ามาในร้านจนแจกันแก้วสั่นกราว อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ และกลิ่นหวานบางอย่าง กลิ่นที่เพิ่งปลุกตัวขึ้นในกลางอกของเขา ก็ฟุ้งกระจายออกไปโดยไม่อาจกั้น

ไกลออกไป มีบางสิ่งบนท้องฟ้าได้กลิ่นนั้นแล้ว

♦ ♦ ♦

เหนือหลังคาตึกฝั่งตรงข้าม อากาศธาตุปริร้าวเป็นรอยเล็กๆ พระพายสูดลมหายใจเข้าลึก รับรู้ทุกกระแสลมที่พัดผ่านตั้งแต่ยอดไม้จนถึงพื้นดินไกลออกไปหลายร้อยเมตร จนกระทั่งจับจุดที่มาของกลิ่นหอมนั้นได้อย่างแม่นยำ หลับตาลงด้วยสีหน้าเคลิ้มสุข

“กลิ่นนี้...” เขาเอ่ยเบาๆ น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนกำลังรำลึกถึงคนรักเก่า “ดวงพฤกษาดวงใหม่... ตื่นแล้ว”

เขาลืมตา ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบสวนทางกับรอยยิ้มนุ่มนวลบนใบหน้า สายตาที่คมกริบเหมือนนกเหยี่ยวมองลงมายังร้านดอกไม้เล็กๆ เบื้องล่างได้ชัดเจนแม้จะอยู่ห่างออกไปไกล ไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียวขณะที่สแกนทุกการเคลื่อนไหว

‘ปาริชงั้นเหรอ’ เขาพึมพำ

“ชาตินี้เธอก็ยังหอมเหมือนเดิมเลยนะ”

การล่าที่ดีคือเหยื่อต้องไม่ทันรู้ตัว นั่นคือปรัชญาที่เขายึดถือมาหลายร้อยปี เขาไม่รีบ ไม่จำเป็นต้องรีบ เพียงอยากแวะมา ‘ทักทาย’ ตีตราเหยื่อไว้เนิ่นๆ ส่วนการเก็บเกี่ยว ต้องรอให้ดวงพฤกษาหมดภพเต็มที่เสียก่อน พลังจึงจะสมบูรณ์ที่สุด ความอยากที่ครุกรุ่นอยู่ตอนนี้... อดทนไว้

ในชั้นป่าที่ซ้อนทับ ร่างครุฑมหึมาของเขาเริ่มกางปีกพายุออกช้าๆ พระพายยกมือขึ้น ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว

สายฟ้าเส้นเล็กแปลบลงจากหมู่เมฆ และลมพายุก้อนหนึ่งก็พุ่งทะยานตรงไปยังร้านดอกไม้เบื้องล่าง

♦ ♦ ♦

เช้าของวันเกิดไม่ได้ต่างจากเช้าวันอื่นมากนัก

กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกพิกุลโชยมาตามลม แต่มันไม่ใช่กลิ่นของดอกพิกุลธรรมดา หากลองสูดหายใจลึกๆ จะพบกลิ่นอายความสดชื่นคล้ายหยาดน้ำค้างบริสุทธิ์ที่เจืออยู่จางๆ ซึ่งคนทั่วไปยากจะแยกออก

ปาริชปัดเศษใบไม้แห้งออกจากม้านั่งหน้าร้านดอกไม้ของป้าสมพร สายตาทอดมองข้ามถนนฝั่งตรงข้ามไปยังเจดีย์เก่าทรุดโทรมของวัดร้างท้ายเมือง

ชายเมืองอยุธยาในยามเช้ายังคงสงบเงียบ แต่ในความเงียบนั้น ปาริชกลับสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมแปลกประหลาดผ่านฝ่าเท้าที่วางแนบกับพื้นหิน เส้นใยรากที่มองไม่เห็นตอบสนองพลังที่แผ่ซ่านมาจากผืนดินและต้นไม้ใหญ่ ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้น

เขายกข้อมือซ้ายขึ้นมาดู ไม่มีอะไรบนนั้นนอกจากผิวเนียนละเอียดที่สะท้อนแสงแดดอ่อน แต่ลึกลงไปในกลางอก ดวงพฤกษาที่ผลิกลีบแรกเมื่อคืนยังแผ่ไออุ่นเบาๆ อยู่ เตือนว่านาฬิกาเริ่มเดินแล้ว

เริ่มแล้วสินะ ชาตินี้ก็ร้อยวันเหมือนเดิม

เขานึกในใจพลางเหยียดยิ้มบางที่มุมปาก ดวงตาคู่สวยฉายแววราบเรียบชาชินอย่างคนที่ผ่านโลกมามากกว่าอายุยี่สิบห้าปีในปัจจุบัน อายุของร่างนี้ ไม่ใช่ทั้งหมดที่เขาเคยมีชีวิต

“อ้าว ปาริช ตื่นเช้าจังเลยลูก” เสียงใจดีของป้าสมพรดังขึ้นพร้อมกับร่างท้วมที่เดินถือไม้กวาดออกมาจากในร้าน ป้าสมพรมองฝ่ามือเรียวของหลานบุญธรรมแล้วยิ้ม “วันนี้วันเกิดเราแท้ๆ ป้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องช่วยงาน นอนพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”

“ผมไม่เหนื่อยหรอกครับป้า” ปาริชหันไปยิ้มตอบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลทว่ามีระยะห่างที่มองไม่เห็นกั้นไว้ “ช่วยป้าจัดหน้าร้านเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมจะเข้าไปทำความสะอาดข้างในให้นะครับ”

ไม่เหนื่อยจริงๆ ครับป้า แค่กำลังนับว่าวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่ของวงจรที่ทำให้ผมเกิดมาเท่านั้นเอง

“เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย...” ป้าสมพรบ่นอุบด้วยความเอ็นดู พลางเดินไปที่กระถางต้นไม้ดินเผาหน้าร้าน ก่อนจะชะงักฝีเท้าแล้วเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

“เอ๊ะ? ปาริช มาดูนี่สิลูก ดอกไม้ในกระถางนี้มันบานได้ยังไงกัน สัปดาห์ก่อนป้าเห็นมันยังเป็นแค่ต้นแห้งๆ ใกล้ตายอยู่เลย แถมหน้าหนาวแบบนี้ดอกพุดไม่น่าจะบานสะพรั่งเต็มต้นขนาดนี้นะ”

ปาริชมองตามสายตาของป้าสมพร ดอกพุดสีขาวนวลกำลังเบ่งบานชูช่อส่งกลิ่นหอมฟุ้งผิดฤดูกาล ป้าสมพรได้แต่ยืนงงและทึ่งกับภาพที่เห็น ยิ้มกว้างคิดว่าเป็นเรื่องมงคลในวันเกิดปาริช

ทว่าปาริชรู้ดี ดอกไม้พวกนี้ไม่ได้บานเพราะปาฏิหาริย์ แต่เป็นเพราะดวงพฤกษาในตัวเขาที่เพิ่งตื่นขึ้นเมื่อคืน พลังชีวิตที่ไหลเวียนออกมาจึงกระตุ้นให้แมกไม้รอบกายตอบสนองมัน ดอกไม้พวกนี้คือ ‘เครื่องวัดนาฬิกาชีวิต’ ส่วนตัวที่เขาจดจำได้ดีจากทุกภพชาติ

บานสะพรั่งในวันแรก... เพื่อรอวันเหี่ยวเฉาแห้งตายเมื่อเวลาสิ้นสุด

เขาจำได้ลางๆ ถึงใบหน้าใครสักคนในหลายปีก่อน คนที่เคยยืนอยู่ตรงหน้าประตูร้านพร้อมดอกไม้ในมือ พูดอะไรสักอย่างที่ฟังดูจริงใจเกินไปจนน่ากลัว ปาริชจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอบกลับไปว่าอะไร รู้แค่ว่าคนคนนั้นไม่เคยกลับมาอีก เขาไม่เคยรอดูว่าจะจริงหรือไม่จริง เพราะการรอแล้วรู้คำตอบทีหลัง มันเจ็บกว่าการตัดจบไปก่อนเสมอ

ปาริชไม่ได้พูดอะไรนอกจากส่งยิ้มบางๆ ให้หญิงชรา ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของป้าสมพรคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังอยากใช้ชีวิตอยู่ในโลกชั้นดินนี้ แต่เขาก็ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเขาเป็นเพียง ‘มักรีผล’ สิ่งมีชีวิตก้นห่วงโซ่ที่เกิดมาเพื่อเป็นเหยื่อ มีค่าแค่ดวงพฤกษาที่ซ่อนอยู่ในร่าง

อาจไม่มีใครรักเขาจริงหรอก เขาบอกตัวเองแบบนั้นเสมอ ทุกคนที่เคยยิ้มให้ ที่เอ่ยปากหวาน สุดท้ายก็ไม่เคยอยู่นานพอให้เขาพิสูจน์ว่าคิดผิดหรือถูก เพราะเขาไม่เคยให้โอกาสนั้นกับใครเลยสักครั้ง

ร้อยวันก่อนหมดภพ เอาไว้ลิ้มลองร่างกายให้สาแก่ใจ พอดวงพฤกษาสุกได้ที่ ก็แค่กลืนกิน เพื่อเพิ่มพลังปราณให้ตัวเอง

ความงามของเขาไม่ใช่พร มันคือป้ายราคา และเขาก็ชินกับการถูกตีราคามาทั้งชีวิต

ขณะที่ปาริชกำลังจะหันหลังกลับเข้าประตูร้าน ลมสายหนึ่งก็พัดกรรโชกเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แรงพอที่จะทำให้ป้ายไม้หน้าร้านแกว่งไกวส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พร้อมกับกลิ่นอายสาปสางแปลกๆ ที่ลอยมาตามลม

ปาริชชะงักก้าวเท้า ดวงตาเรียวหรี่ลงทันที เขารู้สึกได้ถึงรอยต่อของมิติที่สั่นไหววูบหนึ่ง สัญชาตญาณความระแวงที่ฝังลึกในกระดูกกรีดร้องเตือนภัย

พวกมันรู้ตัวเร็วขนาดนี้เลยเหรอ

เขานึกในใจ กวาดสายตามองรอบตัวด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับแค่ชมอากาศยามเช้า เพราะการเผยความหวั่นไหวให้ศัตรูเห็น เลวร้ายยิ่งกว่าการคุกเข่าขอชีวิต

คนธรรมดาทั่วไปไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ แต่สำหรับปาริชที่สายตามองทะลุผ่านความลวงตาของมิติซ้อนได้ เขาเห็นเงาร่างทึมเทาของสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเกาะยอดเจดีย์เก่าฝั่งตรงข้าม นัยน์ตาของมันวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ

พญาครุฑ

ปาริชประเมินสถานการณ์ในหัวอย่างใจเย็น

กลิ่นดวงพฤกษาที่เพิ่งตื่นฟุ้งออกมาโดยไม่ตั้งใจ นั่นคือปัญหา กลิ่นล่อผู้ล่าได้ไกลกว่าปกติ และป้าสมพรกำลังยืนกวาดหน้าร้านอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว

เขาตัดสินใจช้าไม่ได้

“ป้าครับ” ปาริชเอ่ยเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไร “เดี๋ยวช่วยเข้าไปเปิดตู้เย็นให้หน่อยได้ไหมครับ ผมสั่งน้ำแข็งไว้แต่จำไม่ได้ว่าวางไว้ชั้นไหน”

“อ้าว จะเอาน้ำแข็งไปทำไมแต่เช้า” ป้าว่าพลางเดินเข้าร้านตามคำขอ เสียงบ่นยังลอยออกมา “เด็กคนนี้คิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้...”

พอเสียงฝีเท้าของป้าเลือนหายเข้าไปในร้าน ปาริชก็หันหน้ากลับมาตรงๆ

เงาบนเจดีย์ขยับ

มันไม่โฉบลงมาทันที ครุฑฉลาดกว่านั้น มันแค่กางปีกเล็กน้อย เพียงพอจะดันลมให้พัดลงมาเป็นคลื่นกดทับ กระจกหน้าร้านสั่นกรอบ กระถางดอกพุดโคลงเคลง และในชั้นป่าที่ซ้อนทับ ปาริชเห็นร่างครุฑในมิติซ้อนชัดขึ้นทุกขณะ มันกำลังลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ ช้าๆ ราวกับมีเวลาทั้งโลก

มันยิ้มอยู่ เขาแน่ใจ ถึงแม้จะไม่เห็นหน้า แต่การเคลื่อนไหวแบบนั้นคือการยิ้ม การยิ้มของคนที่รู้ว่าเหยื่อไปไหนไม่ได้

เถาวัลย์งอกออกจากข้อมือเขาเองโดยสัญชาตญาณ พันรอบลำตัวเป็นเกราะบางๆ ปาริชประเมินเงียบๆ เกราะนี้ไม่มีทางรับแรงปะทะจากครุฑได้แม้แต่ครั้งเดียว เขารู้ดี แต่มันอาจช่วยซื้อเวลาได้สักสองสามวินาที

สองสามวินาทีกับร้านดอกไม้แคบๆ ที่ป้าอยู่ข้างใน ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจเท่าไร

เขาสูดหายใจลึก กัดฟัน และกางเถาวัลย์ออกเต็มที่ ไม่ใช่เพื่อสู้ แต่เพื่อดึงดูดสายตาครุฑให้จับที่ตัวเขาแทน

มันได้ผล

ในชั้นป่า ร่างครุฑหยุดร่อน หันหัวมาทางเขาโดยตรง ปาริชเห็นมันปักหัวลงมา ปีกกางเต็มที่ เตรียมโฉบ

เขาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นกระหน่ำ แต่ขาทั้งสองยังยืนนิ่งราวกับรากฝังแน่นกับพื้นดิน สัญชาตญาณที่สั่งให้ตั้งหลักให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถ้าจะหนีตอนนี้ มันก็แค่ไล่ตามทันก่อนถึงประตูร้าน แล้วป้าก็จะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น เพราะฉะนั้นก็อย่าหนีสิ ปาริช

แต่กรงเล็บพายุนั้นไม่ลงมาถึงตัวเขา

เงาร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาบังหน้าร้านไว้เสียก่อน

♦ ♦ ♦

ในชั้นดิน กัมปนาทเพียงยืนนิ่ง ร่างมนุษย์แทบไม่ขยับเขยื้อน แต่เงาของเขาบนพื้นถนนกลับยาวและกว้างกว่าขนาดตัวจริงถึงสองเท่า สัญญาณว่าพลังภายในกำลังรั่วไหลออกมาเบาๆ ในชั้นป่าที่ซ้อนทับ ร่างยักษ์อสูรตนมหึมาเหวี่ยงแขนขึ้นขวาง ปลดปล่อย ‘เกราะอสูร’ ออกรับแรงปะทะจากปีกพายุเต็มแรง เสียงกระแทกสะท้านก้องไปทั้งมิติแห่งป่าหิมพานต์

แรงสะเทือนล้นทะลักออกมาถึงชั้นดิน พื้นฟุตบาทร้าวระแหงเป็นทางยาวโดยไม่มีใครแตะต้อง กระจกหน้าร้านสั่นลั่น ใบไม้ทั้งถนนปลิวว่อนขึ้นฟ้าพร้อมกัน คนธรรมดาเห็นเพียงลมพายุประหลาด แล้วก็ลืมมันไปในอึดใจถัดมา

บนหลังคา พระพายชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้มาขวางคือใคร

เขายิ้มสุภาพให้ยักษ์หนุ่มเบื้องล่าง ยกมือขึ้นคารวะเล็กน้อยอย่างคนรู้กาลเทศะ แล้วร่างของเขาก็ค่อยๆ สลายกลับเข้ารอยต่อมิติอย่างใจเย็น การปะทะกับยักษ์ระดับนี้ตั้งแต่เหยื่อเพิ่งเริ่มนับวันแรก ไม่ใช่เรื่องฉลาดเลย และพระพายไม่เคยทำเรื่องไม่ฉลาด

เมื่อความเงียบกลับคืนมา ร่างสูงนั้นจึงหันกลับมา

ปาริชก้าวออกมาหน้าร้าน เถาวัลย์ที่พันรอบตัวค่อยๆ หดกลับเข้าสู่ผิวหนัง เขาสะกดอาการสั่นไว้จนหมด เหลือเพียงสีหน้าเรียบเฉยที่ฝึกมาทั้งชีวิต

“คุณเป็นใคร”

ยักษ์หนุ่มไม่ตอบ

เขาเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างหดสั้น ร่างสูงเกือบสองเมตรบดบังแสงจากหน้าร้านไปกว่าครึ่ง ไหล่กว้าง แผ่นอกแน่น และกล้ามเนื้อใต้เสื้อผ้าเคลื่อนไหวอย่างมีพลังแบบสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อใช้แรง ไม่ใช่เพียงเพื่อยืนให้ใครมอง

ผมยาวสีดำของเขาตกระกรอบหน้าคมเข้ม ตัดกับดวงตาดุจัดเ สันกรามชัดได้รูปขบแน่น ผิวของเขาเข้มกว่าปาริชเพียงหนึ่งเฉด แต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมากลับต่างกันราวกลางวันกับกลางคืน

ปาริชเป็นกลิ่นของดอกไม้หลังฝน

ส่วนผู้ชายตรงหน้า… คือกลิ่นของไฟที่ยังกรุ่นไอร้อน

สายตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้จับจ้องที่ใบหน้าของปาริชเลย แต่มองทะลุลงไปยังกลางอก ตรงตำแหน่งที่ดวงพฤกษาซ่อนตัวอยู่ ราวกับเขาไม่ได้มองคนคนหนึ่ง

แต่กำลังประเมินของล้ำค่าที่อีกไม่นานก็จะตกเป็นของตนตำแหน่งที่ดวงพฤกษาบริสุทธิ์ซ่อนตัวอยู่

และปาริชผู้ช่างสังเกตก็จับสายตานั้นได้ในพริบตา

หัวใจที่เพิ่งจะคลายลงกลับหนาวเยือกอีกครั้ง ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความเข้าใจที่ขมขื่น ยักษ์ตนนี้ไม่ได้มาเพราะใจดี เขามาเพราะต้องการ ‘สิ่งนี้’ ในตัวเขา ไม่ต่างอะไรจากครุฑเมื่อครู่ ต่างกันแค่ตัวหนึ่งจะกินเดี๋ยวนี้ อีกตัวเลือกจะรอ

“อ๋อ” ปาริชพึมพำในลำคอ เกือบจะขำ “อีกตัวนี่เอง”

กัมปนาท หรือ เพลิง ยักษ์หนุ่มไม่ตอบ เขาเหยียดยิ้มมุมปาก น้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกเอ่ยลอยๆ

“นึกว่าจะซ่อนกลิ่นได้ดีกว่านี้… ที่แท้ดวงพฤกษาของเจ้าก็ร้องเรียกผู้ล่าเก่งกว่าตัวเจ้าเสียอีก” เขากวาดตามองปาริชตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมินราคา

“ระวังตัวไว้ให้ดี... ถ้าดวงพฤกษาในตัวเธอเสียหาย ฉันจะเสียเวลาเปล่า”

เขาเว้นจังหวะ ก่อนทิ้งท้ายเย็นเฉียบ

“...ฉันจะเสียเวลาเปล่า”

มักรีผลแท้ๆ ตัวเป็นๆ ตรงหน้า ของหายากที่เขาได้ยินแค่ในตำนานตลอดหลายร้อยปี ไม่เคยได้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง เพลิงกัดกรามแน่น ข่มความอยากที่พลุ่งพล่านให้เนียนอยู่ในน้ำเสียงเย็นชาให้ได้มากที่สุด

คำดูถูกนั้นส่งมาพร้อมสายตากดขี่ ราวกับกำลังพูดถึงสินค้าในตู้ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แล้วร่างสูงใหญ่ก็หันหลังเดินจากไปในความมืด ทิ้งให้ปาริชยืนกำหมัดแน่นอยู่กลางเศษใบไม้

ดีแล้ว เขาคิด คนที่ตรงไปตรงมาว่าอยากได้อะไรจากเรา ยังน่าไว้ใจกว่าคนที่แสร้งทำดี อย่างน้อยก็รู้ว่าต้องระวังอะไร

เพลิงเดินพ้นหัวมุมถนนไปได้ไม่ไกล

สัญชาตญาณการรับรู้ของยักษ์ชั้นสูงทำให้เขาได้ยินเสียงพึมพำแผ่วเบาที่ลอยตามสายลมมา เสียงของคนที่คิดว่าไม่มีใครฟังอยู่แล้ว

“ผมรู้ตัวดีว่า ไม่มีค่าพอ...” ปาริชพูดกับความว่างเปล่า น้ำเสียงราบเรียบจนน่าใจหาย “ไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกก็ได้”

ฝ่าเท้าของเพลิงชะงักกึก กลิ่นดวงพฤกษาที่เขาติดตามมาตลอดทางยังคงลอยอยู่ในจมูก แต่ประโยคที่ลอยมากับลมกลับทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด ความอยากกินที่เคยเต้นแรงในอก กลับหยุดชะงักไปชั่วครู่

และจังหวะหัวใจของยักษ์หนุ่มผู้ไม่เคยแยแสความรู้สึกใคร ก็พลันสะดุดไปหนึ่งจังหวะ โดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!