วันที่ 3 / 100
เช้าวันที่สาม เพลิงแวะมาที่ร้านดอกไม้อีกครั้งโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเหมือนทุกครั้ง และไม่นาน ความวุ่นวายก็เกิดซ้ำรอยเดิม
ทันทีที่ยักษ์ร่างใหญ่ในเสื้อลายดอกทานตะวันวิ่งโกยแน่บพ้นประตู ความเงียบก็กลับคืนสู่ร้านอีกครั้ง
กลิ่นดินชื้นปะปนกับกลิ่นดอกไม้หอมอ่อนยังลอยอบอวลเหมือนทุกวัน แต่วันนี้กลับมีอีกกลิ่นหนึ่งแทรกอยู่
เย็นเยียบ... คล้ายโลหะที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก
กลิ่นที่ไม่ควรมีในร้านดอกไม้
แต่ปาริชจำมันได้ดี
กลิ่นของนักล่าชั้นสูง
กระดิ่งลมหน้าร้านไหวแผ่ว ทั้งที่ลมไม่ได้พัด ราวกับมีบางสิ่งเดินผ่านไปโดยไม่มีใครมองเห็น
ปาริชถอนหายใจให้ความซื่อของสรัล ก่อนหันกลับมาทางเคาน์เตอร์
คนที่ควรเดินออกไปพร้อมเลขาของตัวเอง ยังยืนอยู่ที่เดิม
เพลิงเอนพิงเคาน์เตอร์ไม้ สองแขนกอดอก สีหน้าเรียบนิ่งอย่างคนที่ไม่มีธุระอะไรนัก แต่ท่ายืนของเขากลับกินพื้นที่รอบตัวเสียจนร้านดอกไม้เล็กๆ ดูคับแคบลงถนัดตา
ดวงตาสีอำพันกวาดมองจากศีรษะจรดปลายเท้าของปาริชอย่างเชื่องช้า
ไม่เร่งร้อน
ไม่ปิดบัง
เหมือนกำลังประเมินของชิ้นหนึ่งที่ยังไม่ถึงเวลาเอากลับไปครอบครอง
ปาริชคุ้นเคยกับสายตาแบบนี้ดี
เขาเคยเห็นมันมาแล้วหลายชาติ
ผู้คุมกระดานล่าที่ไม่รีบกินเหยื่อ มักอันตรายกว่านักล่าที่กำลังหิว สิ่งที่พวกมันกระหาย ไม่ใช่เพียงอาหาร
แต่คือความรื่นรมย์อันบิดเบี้ยวที่ได้เฝ้ามองเหยื่อเสียจังหวะและหลุดเผยความอ่อนแอออกมา
สำหรับปาริช สายตาคู่นั้นคือคมมีดเยือกเย็นที่เตือนว่า หากเขาไม่ทันระวังตัวแม้เพียงลมหายใจเดียว คมเขี้ยวของนักล่าจะขย้ำลงมาทันที
ถ้าหนีสายตาของนักล่าไม่ได้
อย่างน้อย... เขาจะทำให้การกลืนเขาลงคอ เป็นเรื่องที่ยากที่สุด
♦ ♦ ♦
ปาริชเมินสายตาคู่นั้น หันกลับไปหยิบกรรไกรตัดกิ่งอันใหม่บนชั้นเหนือศีรษะ
ปลายนิ้วเขาแตะด้ามกรรไกรไม่ถึง
เขย่งอีกนิดก็ยังขาดอยู่ดี
หมับ—
แขนแกร่งภายใต้เงาขนาดใหญ่กว่ามือมนุษย์ทั่วไปเกือบเท่าตัว เอื้อมผ่านไหล่มาหยิบมันลงอย่างง่ายดาย ราวกับกรรไกรเป็นเพียงเศษไม้จิ้มฟัน
ปาริชชะงัก
ไม่ใช่เพราะเสียงฝีเท้า
แต่เพราะเขาไม่ได้ยินเลยสักก้าว—ร่างสูงใหญ่ขนาดนั้นไม่ควรเคลื่อนไหวได้เงียบขนาดนี้
เงาของเพลิงทอดคลุมร่างเขาจนมิด บดบังแสงจากหลอดไฟเหนือหัวจนร้านมืดวูบไปชั่วขณะ
ปาริชได้กลิ่นดินเย็นเจือกลิ่นโลหะ
ไอร้อนที่แผ่ออกมากับลมหายใจของเพลิง ให้ความรู้สึกราวกับมีเตาไฟลุกโชนอยู่ใต้ผิวหนัง ทว่ายามมันสัมผัสรดต้นคอกลับแผ่วเบา… คุกคามจนชวนให้ขนลุก
“กลิ่นหอมแบบนี้...”
เสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างใบหู ใบหน้าคมคายก้มลงเกือบชิดต้นคอเขา เพลิงไม่ได้แตะต้อง แต่จงใจลากลมหายใจเข้าลึกอย่างเชื่องช้า จังหวะที่ปลายจมูกโด่งเฉียดผ่านผิวต้นคอ ปาริชสัมผัสได้ถึงเย็นเยียบของอสูรชั้นสูงที่สั่นสะท้านเข้ามาถึงกระดูก
“ดวงพฤกษาข้างในจะอร่อยขนาดไหนกันนะ”
เพลิงไม่ขยับ
ไม่แตะต้อง
เพียงยืนค้างอยู่ตรงนั้น
ราวกับกำลังนับว่าเหยื่อตัวนี้จะทนได้อีกกี่ลมหายใจ อย่างจงใจ
ปาริชกัดกรามแน่น
ร่างกายกลับตอบสนองก่อนความคิด
เถาวัลย์เส้นเล็กพุ่งทะลุผิวข้อมือ พันรอบด้ามกรรไกรในมือเพลิงแน่น ปลายหนามกดคมเข้าทิ่มลงบนสันมือหนาเต็มแรง ทว่าผิวหนังของอสูรชั้นสูงกลับแกร่งราวเหล็กกล้า ปลายหนามงอพับไปเองโดยไม่สร้างรอยขีดข่วนให้ผิวอสูรแม้แต่น้อย
แต่มันคือคำเตือนไร้เสียงที่ชัดเจน... อย่าเข้าใกล้กว่านี้
เพลิงเหลือบมองหนามที่แตะผิวตนเอง แววตาสีอำพันหรี่ลงเพียงนิด
เสี้ยววินาทีนั้น...
พลังบริสุทธิ์จากดวงพฤกษาไหลผ่านปลายหนามมาสัมผัสปลายนิ้วของเขา
มุมปากของเพลิงค่อยๆ ยกขึ้น
“น่าสนใจ...”
ปาริชดึงเถาวัลย์กลับแทบจะทันที ก่อนใช้ฝ่ามือดันอกอีกฝ่ายออกเต็มแรง
“ถอยไปครับ”
เพลิงยอมถอยอย่างง่ายดาย
ไม่ใช่เพราะแรงผลักนั้น
แต่เพราะเขาเห็นในสิ่งที่อยากเห็นแล้ว
“หน้าตาคุณก็ดูฉลาดดี... แต่เหมือนยังขาดสมองนะครับ”
ปาริชเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตากร้าวขยับสบประสานอย่างไม่นึกเกรงกลัว
“ถ้าคุณมัวแต่ห่วงว่าดวงพฤกษาจะอร่อยไหม คุณควรคิดหาวิธีกันครุฑออกจากร้านนี้ก่อนดีกว่าไหม”
“ถ้าครุฑตนนั้นเอาจริงขึ้นมา คุณอาจเป็นได้แค่... 'ผู้แพ้' ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้ชิมด้วยซ้ำ”
ร้านทั้งร้านเงียบลงทันที
เพลิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หน้าร้อนวูบด้วยความหงุดหงิดที่โดนคำพูดจิกกัดจี้เข้ากลางใจ แววตาสีอำพันที่เคยเรียบนิ่งกลับทอประกายวาวโรจน์อย่างน่ากลัว สีหน้าของอสูรชั้นสูงไม่ได้แสดงความโกรธแค้นอย่างที่ควรจะเป็น
แต่มันคือสีหน้าของคนชอบใจ
ก่อนที่เขาจะหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงทุ้มต่ำที่ชวนให้เสียวสันหลังวาบ
ปาริชกลับรู้สึกระแวงกว่าเดิม
นักล่าที่หัวเราะให้เหยื่อ... อันตรายกว่านักล่าที่แยกเขี้ยวเสียอีก
♦ ♦ ♦
เพลิงเดินออกจากร้านโดยไม่หันกลับมา
จนกระทั่งมือแตะลูกบิดประตู
เขาจึงหยุด
ปลายนิ้วลูบผ่านรอยหนามบนสันมืออย่างแผ่วเบา
แทบไม่มีแผลแต่ความรู้สึกยังติดอยู่
น่ารำคาญ
เขาผลักประตูออก ขณะก่อนก้าวพ้นประตูร้าน
ประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
“คุณอาจเป็นได้แค่... 'ผู้แพ้' ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้ชิมด้วยซ้ำ”
มุมปากของเพลิงกระตุกน้อยๆ
“...ปากดี”
♦ ♦ ♦
ที่ลานจอดรถหน้าร้าน สรัลแอบหลบอยู่หลังเสาปูน ชะเง้อมองผ่านประตูกระจกเข้าไปด้านใน
เขาเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ
ยักษ์บริวารต้องยกมือปิดปาก ไหล่สั่นเพราะกลั้นหัวเราะจนแทบไม่ไหว
ขอบคุณคุณปาริชจริงๆ ครับ
รับใช้ท่านเพลิงมาตั้งร้อยปี เพิ่งเคยเห็นนายท่านโดนด่าจนหน้าชาแบบนี้เป็นครั้งแรก
คุ้มค่ากับการมายืนเฝ้าทั้งวันจริงๆ
ทันทีที่ประตูร้านเปิดออก สรัลก็รีบเก็บสีหน้าให้เรียบที่สุด
เพลิงเดินออกมาด้วยคิ้วที่ขมวดกว่าปกติเล็กน้อย
“มองอะไร สรัล”
“เปล่าครับท่านเพลิง” สรัลตอบหน้าตาย “ผมแค่เช็กว่าพื้นปูนหน้าร้านแห้งสนิทดีหรือยังครับ”
เพลิงแค่นเสียงในลำคอ ก่อนก้าวขึ้นรถไปนั่งเบาะหลัง
ประตูรถปิดลงเบาๆ
ความเงียบในห้องโดยสารกดต่ำลงทันที
"สรัล" เพลิงเอ่ยขึ้น เสียงเรียบ ก่อนสรัลจะทันสตาร์ทรถด้วยซ้ำ
"ครับท่าน" สรัลตอบทันควันโดยไม่หันมามอง
"เรื่องเมื่อคืน จัดการหรือยัง"
สรัลชะงักมือที่กำลังคาดเข็มขัดไปครึ่งจังหวะ
"จัดการแล้วครับ" เขาตอบเรียบๆ ไม่ได้บอกรายละเอียดใดเพิ่มเติม
เพลิงพยักหน้าเล็กน้อย สายตายังจับจ้องร้านดอกไม้ที่ค่อยๆ เล็กลงผ่านกระจก
สรัลเหลือบมองเจ้านายผ่านกระจกมองหลัง อดใจถามไม่ไหว
"ท่านครับ...ทำไมจู่ๆ ถึงสั่งเรื่องนี้"
เพลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
"เผื่อไว้เฉยๆ" เขาพูดสั้นๆ ก่อนหันไปมองออกนอกหน้าต่าง ไม่ให้เห็นสีหน้าตัวเอง
เพลิงเอนหลังพิงเบาะ สายตายังทอดกลับไปยังร้านดอกไม้ผ่านกระจกสีชา มือขวายกขึ้นลูบสันมือตรงที่ถูกหนามแตะเมื่อครู่
ยิ่งพยายามลืม ยิ่งรู้สึกชัด
สรัลเหลือบมองผ่านกระจกหน้า แล้วรีบก้มตาลงเหมือนไม่เห็นอะไร
เจ้านายของเขาควรจะโกรธ
แต่สายตาคู่นั้นกลับไม่ได้เหมือนคนโกรธเลยสักนิด
ก่อนที่สรัลจะทันคิดต่อ เพลิงก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ
“มักรีผลอยู่ได้ไม่นานหรอก สรัล”
เพลิงยังมองร้านดอกไม้ที่ค่อยๆ เล็กลงในกระจก
“ของที่สุกเร็วก็เน่าเร็ว”
ปาริชอยู่ในร้าน ห่างเกินกว่าจะได้ยินประโยคนั้น
แต่สรัลได้ยินชัดทุกคำ เขาทำหน้านิ่ง
และเก็บมันไว้ในหัว โดยยังไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งประโยคนี้จะย้อนกลับมาสำคัญเพียงใด
วันนี้นายท่านแปลกไปหน่อยนะครับ
ไว้รอดูกันว่าผู้ถือไพ่เหนือกว่าจะโดนหนามเกี่ยวเองหรือเปล่า
♦ ♦ ♦
ยามบ่ายแก่ใกล้เวลาปิดร้าน ปาริชหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคิดถึงคนปลายสายที่เขาตั้งใจจะโทรหา
หญิงวัยกลางคนร่างท้วมคนนี้คือเจ้าของร้านดอกไม้ตัวจริง
คนที่เก็บเขามาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นทารกแบเบาะกลางสวนดอกไม้ หลังวัดร้างชายเมืองอยุธยา
และเป็นคนที่ตั้งชื่อให้เขาว่า ‘ปาริช’
หรือ "ปาริชาต" คือดอกไม้ทิพย์ในทางคติไตรภูมิ ปาริชาตคือต้นไม้ประจำสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์ ดอกมีสีแดงฉาน ส่องแสงประกาย และมีกลิ่นหอมอบอวลไปไกลเป็นร้อยโยชน์
สำหรับเขาแล้วมันคือสิ่งเตือนใจถึงตัวตนที่แท้จริง... ให้เขาตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองเป็นใคร และมีคุณค่ามากแค่ไหนในโลกมนุษย์อันแสนวุ่นวายนี้
และเหนือสิ่งอื่นใด ความหมายของชื่อนี้ ผูกพันอยู่กับความรักอันบริสุทธิ์ของป้าสมพร หญิงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่เคยรู้เรื่องราวความลึกลับของป่าหิมพานต์ แต่กลับหยิบยื่นชื่ออันเป็นมงคลและงดงามนี้ให้แก่เขา เป็นความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่เขาพร้อมจะกางหนามแหลมปกป้องไว้ด้วยชีวิต
เขากดเบอร์ที่คุ้นมือที่สุดในเครื่อง สัญญาณดังไปสองครั้ง สามครั้ง ก่อนเสียงคุ้นเคยจะดังขึ้นที่ปลายสาย
“ฮัลโหล ปาริชเหรอลูก”
เสียงอบอุ่นเจือปนกับเสียงพื้นหลังของสถานีรถไฟที่จอแจ
หัวใจที่เกร็งไว้ตลอดบ่ายคลายลงครึ่งหนึ่งในทันที
“ครับป้า ตอนนี้ถึงไหนแล้วครับ เดินทางเป็นยังไงบ้าง”
“อีกไม่กี่สถานีก็ถึงบ้านยายนวลแล้วจ้ะ” เสียงป้าหัวเราะร่วน
“ช่วงนี้ลมฟ้าอากาศแปลกๆ ป้าไปไม่กี่วันเดี๋ยวก็กลับ อย่ามัวแต่ทำงานจนลืมกินข้าวนะลูก”
แม้จะได้ยินแค่เสียง แต่ปาริชยังจำกลิ่นดอกมะลิจากฝ่ามือหยาบกร้านของป้าได้แม่น
เป็นกลิ่นเดียวในโลกที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้จริง แม้เพียงชั่วครู่
“ครับป้า ผมดูแลตัวเองได้ครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ”
ปาริชยิ้มให้กับหูโทรศัพท์ทั้งที่รู้ว่าป้ามองไม่เห็น
สายตัดลง เขาวางโทรศัพท์ลง เดินออกมายืนที่ประตูหน้าร้าน มองตามแสงเย็นที่กำลังจางหายไปตามถนน
ลมสายหนึ่งก็พัดวูบผ่านใบหน้าของเขา
ไม่แรง
ไม่มีเสียง
ใบไม้ข้างทางยังนิ่งสนิท
แต่ฝ่าเท้าของปาริชรับรู้แรงสั่นเบาๆ ผ่านพื้นถนนก่อนที่ผิวหน้าจะทันรู้สึกถึงลมด้วยซ้ำ
สัมผัสจากรากลึกกว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์
และมันกำลังบอกเขาว่า
อย่าขยับ
เสียงรอบตัวเหมือนถูกดึงให้ช้าลงครึ่งจังหวะ
แสงไฟถนนสีส้มไหวเป็นเงาซ้อน ราวกับมีแผ่นกระจกใสอีกชั้นวางทับกลางอากาศ
หัวใจเขาเต้นซ้อนเป็นสองจังหวะ
กลิ่นสายฟ้าเย็นเยียบเกินธรรมชาติ
ปาริชยืนนิ่ง
แต่ดวงพฤกษาในอกกลับหดตัวลงเบาๆ
เหมือนดอกไม้ที่รับรู้ได้ว่าฤดูหนาวกำลังมาเยือนก่อนเวลา
บนพื้นหน้าร้าน ขนนกสีทองอ่อนสองสามเส้นลอยลงมาอย่างเงียบเชียบ
ไม่มีนกตัวใดบินผ่าน
ไม่มีใครมองเห็น
มีเพียงปาริชที่รู้ว่า มันหมายถึงอะไร
ครุฑ
แค่อยากมาเพื่อทักทาย
มาเพื่อบอกว่าเขาถูกเห็นอยู่ตลอดเวลา
และทุกคนที่เดินออกจากร้านนี้...
ล้วนอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง
ปาริชก้มลงเก็บขนนกขึ้นมา
ทันทีที่แตะถูกปลายนิ้ว มันก็สลายกลายเป็นฝุ่นสีทองจาง ๆ
เขากำมือแน่น
รู้แล้วครับ
น้ำเสียงในหัวราบเรียบกว่าที่หัวใจยอมรับ
ข้อความจากผู้ส่งสาร เขารับทราบแล้ว
♦ ♦ ♦
บนหลังคาตึกสูงเยื้องไปไม่ไกล พระพายทอดสายตามองลงมา
เขาเห็นปาริชก้มลงเก็บขนนก
เห็นมันสลายคามือ
เห็นเจ้าของมือกำหมัดแน่น ก่อนเดินกลับเข้าร้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มุมปากของพระพายค่อยๆ ยกขึ้น
ไม่ใช่รอยยิ้มของความพอใจ
แต่เป็นรอยยิ้มของนักสะสมที่เพิ่งพบของล้ำค่ากว่าที่ประเมินไว้
“น่าสนใจ...”
เสียงพึมพำแผ่วเบาละลายไปกับสายลม
“ไม่วิ่ง... ไม่หันกลับมอง...”
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ
“อดทนกว่าที่คิดนะครับ คุณปาริช”
พระพายหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
บนหน้าจอคือภาพป้าสมพรที่กำลังนั่งอยู่บนรถไฟ พร้อมพิกัดสถานีปลายทาง
ปลายนิ้วลูบผ่านภาพนั้นอย่างแผ่วเบา
“เดินทางปลอดภัยนะครับ...”
เขาเว้นจังหวะสั้นๆ
“แล้วเจอกัน”
หน้าจอดับลง
พระพายเหลือบมองตำราโบราณในมือเพียงครู่เดียว ก่อนปิดมันลง
บางครั้ง...
คำตอบก็อยู่ตรงหน้ามากกว่าที่อยู่ในตำรา
ปลายนิ้วดีดเบาๆ กลางอากาศ
ขนนกสีทองเส้นหนึ่งก่อรูปขึ้นอย่างเงียบงัน
มันไม่ได้ลอยกลับไปหาร้านดอกไม้
แต่เอนเฉียงไปตามแนวทางรถไฟ
ลอยตามขบวนที่กำลังพาป้าสมพรออกจากเมือง
พระพายมองตามขนนกนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนร่างทั้งร่างจะเลือนหายกลับเข้าสู่รอยต่อของมิติ
เหลือไว้เพียงกลิ่นสายฟ้าจางๆ
แล้วทุกอย่างก็กลับมาเงียบงัน ราวกับไม่เคยมีใครยืนอยู่ตรงนั้น
