วันที่ 2 / 100
ฝุ่นผงและเศษใบไม้หน้าร้านยังลอยวนอยู่ในอากาศ
ปาริชยืนมองรอยร้าวบนพื้นปูนที่ทอดยาวจากหน้าประตูไปจนถึงริมฟุตบาทอย่างเงียบงัน รอยนั้นลึกพอให้ปลายนิ้วเกี่ยวลงไปได้ ราวกับมีบางสิ่งฟาดกระแทกพื้นด้วยแรงมหาศาล ทั้งที่ในสายตาของคนธรรมดา เมื่อครู่ไม่มีใครแตะต้องมันเลย
สายลมเย็นจากวัดเก่าเยื้องร้านพัดเอื่อยผ่านระฆังใบเล็กใต้ชายคา
กริ๊ง...
เสียงระฆังกังวานแผ่วทอดยาว ก่อนค่อยๆ กลืนหายไปกับความเงียบที่หนาหนักผิดปกติ ราวกับแม้แต่สายลมยังหยุดฟังบางสิ่งที่มองไม่เห็น
ขนที่ต้นแขนของปาริชลุกชันขึ้นโดยไร้สาเหตุ
ทั้งที่แสงสุดท้ายของวันยังไม่ทันลับขอบฟ้า...แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นเยียบราวกับค่ำคืนมาเยือนก่อนเวลา
เขาถอนหายใจ
“ชาตินี้คงไม่ได้หนีแค่ผู้ล่า”
ปาริชย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วลูบขอบปูนแตก แล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“ยังต้องหนีค่าช่างอีก”
ดวงพฤกษาใต้กระดูกอกยังอุ่นจางๆ ราวกับเพิ่งถูกปลุกจากหลับลึก แรงสั่นจากรอยต่อของสองมิติยังตกค้างอยู่ใต้ฝ่าเท้า บอกเขาว่าชั้นป่าหิมพานต์ยังไม่ปิดสนิทดี
ป้าสมพรเปิดประตูออกมาจากในร้าน สีหน้าตกใจทันทีเมื่อเห็นรอยร้าวที่พาดยาวอยู่บนพื้นปูน
“ตายแล้ว ปาริช พื้นแตกได้ยังไงลูก เมื่อกี้ลมแรงขนาดนั้นเลยเหรอ”
ปาริชลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่กางเกง ก่อนยิ้มบาง ๆ ให้หญิงชรา
“คงอย่างนั้นครับป้า เดี๋ยวผมหาช่างมาซ่อมให้”
“วันเกิดเราทั้งที ดันมีเรื่องเสียเงินอีกแล้ว”
ป้าสมพรถอนหายใจเบาๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเสียดาย
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวป้าจ่ายเอง”
ปาริชหัวเราะน้อย ๆ พลางส่ายหน้า
“ไม่ต้องครับ”
คำตอบที่เร็วเกินไปทำให้หญิงชราชะงัก
เธอมองเด็กหนุ่มตรงหน้า...เด็กที่เธอเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะ
เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน เช้าตรู่หลังฝนแรก ป้าสมพรเดินอ้อมไปหลังวัดร้างริมบึง เพื่อตัดดอกไม้ป่ามาจัดแจกันหน้าร้าน
เช้าวันนั้น ดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่งพร้อมกันทั้งที่ไม่ใช่ฤดูกาล
กลางดงบุปผาที่ไหวเอนตามสายลม มีทารกน้อยคนหนึ่งนอนหลับสนิทอยู่บนพรมกลีบดอกไม้ ผิวขาวนวลดุจกลีบมะลิ แก้มอมชมพูราวแต้มสีอ่อ ๆ
ผีเสื้อนับสิบตัวบินวนอยู่เหนือร่างเล็กอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังปกป้องสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งของผืนป่า
งดงามเสียจนเหมือนภาพในนิทานเจ้าหญิง
แต่สำหรับป้าสมพร...
เขาไม่ใช่เจ้าหญิง ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ และไม่ใช่ของขวัญจากสวรรค์
เขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง...ที่กำลังรอใครสักคนอุ้มกลับบ้าน
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ป้าสมพรก็ไม่เคยปล่อยมือเขาอีกเลย
เธอสอนให้รู้จักดิน น้ำ แสงแดด และวิธีฟังเสียงของต้นไม้ พาไปโรงเรียน คอยหุงข้าวรอทุกเย็น และเรียกเขาว่า "ลูก" มาตลอด แม้ทั้งคู่จะไม่มีสายเลือดเดียวกัน
ทุกวันนี้สุขภาพของป้าไม่เอื้อให้เดินทางไกล บ้านก็อยู่ห่างจากร้านหลายสิบกิโลเมตร ปาริชจึงเป็นฝ่ายมาดูแลร้านดอกไม้แทน เปิดร้านตั้งแต่เช้า ปิดร้านตอนเย็น ดูแลต้นไม้ทุกต้นราวกับเป็นลมหายใจของตัวเอง
ไม่มีใครเคยตั้งคำถาม...
ว่าทำไมดอกไม้ในมือของเด็กคนนี้ จึงสดชื่น งดงาม และหอมฟุ้งกว่าของใครเสมอ
ปาริชลดเสียงลง นุ่มกว่าเดิม
“ผมจัดการเองครับ” “ป้าเก็บเงินไว้ซื้อยาดีกว่า”
หญิงชรามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นลูบผมอย่างแผ่วเบา
“โตแล้วจริ ๆ นะเรา...”
“ก็ป้าเลี้ยงมาดีนี่ครับ”
ป้าสมพรหัวเราะทั้งที่ดวงตาแดงเรื่อ ก่อนพยักหน้า
“งั้นอย่าฝืนตัวเองนักล่ะ ลูก”
“ครับ”
ปาริชรอจนหญิงชราเดินกลับเข้าไปในร้าน ประตูไม้ค่อยๆ ปิดลงอย่างแผ่วเบา
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจึงค่อยๆ เลือนหาย
สายตากลับไปหยุดอยู่ที่รอยร้าวบนพื้นปูนอีกครั้ง...ราวกับรู้ดีว่า เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่มีทางเป็นเพียงฝีมือของสายลม
ดอกพุดหน้าร้านบานผิดฤดูกาล
กลิ่นดวงพฤกษาของเขายังอ่อน แต่ชัดพอสำหรับผู้ล่า
วันที่สองแล้ว
และนาฬิกาที่ไม่มีใครมองเห็นก็เริ่มเดินโดยไม่สนใจว่าเขาพร้อมหรือไม่
✦ ✦ ✦
ร้านปิดเกือบเที่ยงคืน
ป้าสมพรขึ้นไปพักแล้ว เหลือเพียงแสงไฟสีอุ่นหลังเคาน์เตอร์กับกลิ่นดอกลิลลี่ที่ปนอยู่กับกลิ่นปูนแตกชื้น ๆ จากหน้าร้าน
ปาริชกำลังเก็บก้านกุหลาบใส่ถัง เสียงกระดิ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น
กริ๊ง—
เขาไม่ได้เงยหน้าทันที
“ร้านปิดแล้วครับ”
“เอ่อ... ผมไม่ได้มาซื้อดอกไม้ครับ คุณปาริช”
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่ของยักษ์หน้าตายเมื่อเย็น
มันต่ำ ทุ้ม สุภาพ และลนลานอย่างประหลาด
ปาริชเงยหน้าขึ้น
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนอยู่หน้าประตู ในมือซ้ายหอบถุงปูนสำเร็จรูป มือขวาถือเกรียงเหล็กกับถังผสมปูน หน้าตาหล่อคมแบบไทย ๆ รูปร่างเหมือนคนที่ควรใส่ชุดเกราะออกรบ แต่เสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่กลับเป็นลายดอกทานตะวันสีเหลืองสดทั้งตัว
เหลืองจนร้านดอกไม้ดูจืดไปชั่วขณะ
ปาริชกะพริบตา
“...ยักษ์?”
ชายคนนั้นสะดุ้ง รีบพยักหน้าเหมือนเด็กถูกครูเรียกชื่อ
“ครับ! ยักษ์ครับ!”
ปาริชมองต่ำลงไปที่พื้น
คลื่นพลังสะเทือนจากทุกย่างก้าวซึมผ่านพื้นปูนขึ้นมาถึงฝ่าเท้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หนักแน่นแต่ไม่แข็งกร้าว ดวงพฤกษาในร่างยังคงสงบนิ่ง ไม่ส่งสัญญาณเตือนเหมือนทุกครั้งเวลาเผชิญหน้ากัมปนาท
ยักษ์ชั้นบริวาร...
กินเขาไม่ได้
ถ้าฝืนแตะดวงพฤกษา ร่างคงระเบิดก่อนกลืนลงคอด้วยซ้ำ
“ผมชื่อสรัลครับ เป็นเลขาของท่านกัมปนาท”
ปาริชเลิกคิ้ว
“แล้วเลขาของท่านกัมปนาท หอบปูนมาทำไมตอนเที่ยงคืนครับ”
สรัลยิ้มแห้ง ชูเกรียงในมือขึ้นเล็กน้อย
“ท่านเพลิงสั่งให้ผมมาซ่อมพื้นหน้าร้านให้คุณครับ ท่านบอกว่า...” เขากระแอมเสียง พยายามเลียนน้ำเสียงเย็นชาของเจ้านาย “ทำพื้นร้านเขาพัง เดี๋ยวนายคนนั้นจะโวยวายฉันเอาได้”
ปาริชนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนมุมปากจะกระตุก
“เขาพูดแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ”
“จริงครับ” สรัลพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ “แล้วก็สั่งให้ผมมาช่วยงานร้านดอกไม้ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปด้วยครับ อ้อ แล้วก็กำชับว่าห้ามให้คุณรู้เด็ดขาดว่าผมมาคุ้มกัน”
ปาริชมองเขา
สรัลมองกลับมา
สามวินาทีผ่านไป
สรัลเบิกตากว้าง
“ตายแน่ ผมต้องตายแน่งานนี้!”
เขาทุบกำปั้นลงฝ่ามือตัวเองดังเปรี้ยง
“ผมหลุดปาก!”
ปาริชหลุดหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ
เสียงนั้นเบามาก แทบจมหายไปกับเสียงลมกลางคืน แต่ก็จริงพอให้ยักษ์ลายดอกทานตะวันยืนยิ้มจนแก้มแทบแตก
ปาริชรู้ตัวว่าตัวเองยิ้ม จึงรีบกดมุมปากลง
“ช่างมันเถอะครับ ผมจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ก็แล้วกัน”
“จริงเหรอครับ!”
“ครับ ถือว่าตอบแทนที่มาซ่อมพื้นให้”
สรัลยกมือไหว้เขาทันที ทั้งที่ตัวใหญ่กว่าเกือบเท่าครึ่ง
“ขอบคุณมากครับคุณปาริช! ผมจะซ่อมให้เนียนที่สุดเลยครับ พื้นร้านคุณต้องเรียบตึงเหมือนคิ้วท่านเพลิงเวลาประชุมงบประจำปีเลยครับ!”
ปาริชชะงัก
“คิ้วท่านเพลิง...”
“ตึงไงครับ แบบไม่ต้องดึงเลย”
คราวนี้ปาริชต้องหันหน้าหนีไปอีกทาง
ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เพราะเกือบหัวเราะออกมาจริงๆ
คืนนั้น เสียงเกรียงปาดปูนดังเบาๆ อยู่หน้าร้านดอกไม้ ท่ามกลางลมกลางคืนจากวัดเก่าและเงาเจดีย์ที่ทอดยาวอยู่ฝั่งตรงข้าม
ในชั้นป่าที่ซ้อนทับ ไม่มีผู้ล่าตนใดกล้าเข้าใกล้
ไม่ใช่เพราะปาริชปลอดภัย
แต่เพราะรอยอสูรของกัมปนาทยังไหม้ค้างอยู่บนพื้น
เหมือนคำประกาศที่ไม่มีใครพูดออกมา
เหยื่อตัวนี้มีเจ้าของเฝ้าอยู่
แม้เจ้าของคนนั้นจะยังไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังเฝ้าอะไรอยู่ก็ตาม
✦ ✦ ✦
สายวันรุ่งขึ้น แสงแดดอยุธยาส่องผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามาเป็นเส้นอ่อน ๆ ฝุ่นละอองในอากาศลอยช้าเหมือนละอองมนต์ที่หลุดมาจากชั้นป่า
ร้านดอกไม้เปิดตามปกติ
หน้าร้านที่เมื่อคืนแตกร้าว ถูกปาดปูนใหม่เรียบร้อย แม้สีจะยังต่างจากพื้นเดิมอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้ป้าสมพรเห็นแล้วตกใจซ้ำสอง
สรัลอยู่หลังร้าน กำลังยกกระถางต้นโมกหนักๆ ไปจัดข้างกำแพง
“พี่สรัลครับ ระวังรากมันด้วยนะครับ ต้นนั้นป้าเลี้ยงมาหลายปีแล้ว”
“ได้เลยครับคุณปาริช!”
เสียงตอบรับดังเกินจำเป็นไปนิด แต่จริงใจจนดุไม่ได้
ปาริชยืนจัดดอกลิลลี่อยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาพบว่าตัวเองไม่ได้เกร็งทุกครั้งที่สรัลเดินผ่าน นั่นเป็นเรื่องแปลก
แปลกพอให้เขาระวังตัวเอง
เพราะคนที่ทำให้เขาลดการ์ดได้ มักกลายเป็นจุดอ่อนในชาติถัดมาเสมอ
กริ๊ง—
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น
อากาศเย็นวาบก่อนที่ประตูจะเปิดสุดด้วยซ้ำ
แจกันแก้วบนเคาน์เตอร์สั่นกระทบกันเบาๆ หนึ่งครั้ง
ปาริชไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าใครมา
แรงกดดันจากฝ่าเท้านั้นต่างจากสรัลอย่างสิ้นเชิง หนัก ลึก และเก่าแก่ เหมือนภูเขาที่เดินได้ในคราบมนุษย์
กัมปนาทก้าวเข้ามาในร้านด้วยชุดสูทสีดำสนิท ผมดำถูกจัดเรียบร้อย แววตาสีอำพันกวาดผ่านชั้นดอกไม้ แจกัน ป้ายราคา ก่อนหยุดที่กลางอกของปาริช
ตำแหน่งของดวงพฤกษา
เหมือนเดิม
เขาไม่ได้มองหน้า
เขามองของข้างใน
ปาริชวางก้านลิลลี่ลงช้าๆ
“ร้านเพิ่งเปิดครับ ยังไม่มีดอกไม้สำหรับผู้ล่าที่ชอบทำพื้นคนอื่นพัง”
สรัลโผล่หน้าออกมาจากหลังร้านทันที
“ท่านเพลิง!”
เพลิงไม่มองสรัล
“ฉันแค่มาร้านดอกไม้”
“มะ...มาเองเลยเหรอครับ”
“หรือฉันต้องขออนุญาตเลขาก่อน”
สรัลหดคอ
“ไม่ต้องครับ”
ปาริชมองนายกับเลขาสลับกัน ก่อนจงใจหันไปยิ้มให้สรัล
“พี่สรัลครับ” ปาริชพูดเสียงนุ่ม “ช่วยไปรดน้ำลิลลี่หลังร้านให้หน่อยได้ไหมครับ เมื่อคืนลมแรง ดินแห้งเร็ว”
“ได้เลยครับคุณปาริช!”
สรัลยิ้มกว้าง กำลังจะก้าวไปหลังร้าน
ตึง—
สรัลหยุดทันที แจกันแก้วใบเล็กบนเคาน์เตอร์ร้าวเป็นเส้นบางๆ
กับสรัล มักรีผลตนนี้ยอมลดกำแพงลงหนึ่งชั้น
แต่กับเขา...
กลับตั้งกำแพงสูงเท่าเขาพระสุเมรุ
เส้นเลือดตรงขมับเพลิงเต้นเบาๆ
ช่างเลือกปฏิบัติได้ชวนขัดตาเสียจริง
เพลิงสีหน้านิ่งไม่เปลี่ยนแต่เงาของเขาในชั้นป่าขยายใหญ่ขึ้นชั่วขณะ นัยน์ตาอำพันเย็นจัดจับอยู่ที่สรัล
“สรัล”
“คะ...ครับนายท่าน”
“มีงานด่วน”
สรัลกลืนน้ำลาย
“งานอะไรครับ”
แจกันอีกใบสั่นเบาๆ
สรัลรีบยืดตัวตรง
“ไม่ถามแล้วครับ!”
“ออกไป”
“ครับ!”
ยักษ์ลายดอกทานตะวันโกยแน่บออกจากร้านเร็วจนกระดิ่งหน้าประตูดังรัว
ความเงียบเข้ามาแทนที่
ปาริชมองแจกันที่ร้าว แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเพลิง
“คุณทำของร้านผมพังอีกแล้ว”
เพลิงปรายตามองแจกัน
“ใบเล็กแค่นั้น จะเสียดายไปทำไม”
“ก็ของๆผมนะครับ”
เพลิงกระตุกยิ้มมุมปาก เดินเข้ามาใกล้เคาน์เตอร์ กลิ่นดินไหม้จางๆ จากรอยอสูรติดมากับตัวเขา ปนกับกลิ่นลิลลี่และกลิ่นธูปจากวัดเก่า จนร้านดอกไม้เล็กๆ เหมือนถูกบีบอยู่ระหว่างโลกสองใบ
ปาริชไม่ได้ถอย
แต่ปลายนิ้วค่อยๆ เลื่อนลงไปใกล้กรรไกรตัดกิ่งตามสัญชาตญาณ
เพลิงเหลือบมองมือข้างนั้น ก่อนยกสายตาขึ้นสบตาอีกฝ่าย
“ทุกครั้งที่ฉันเข้าใกล้...”
น้ำเสียงยังเรียบเหมือนเดิม
“นายจะหาของไว้ในมือเสมอ”
ความเงียบทอดอยู่เพียงชั่วอึดใจ
“นายกลัวฉัน”
ปาริชไม่หลบสายตา
“ผมมีเหตุผลให้ต้องเป็นแบบนั้นครับ”
“ฉันเพิ่งช่วยชีวิตนายเมื่อวาน”
“แล้วก็มองผมเหมือนเป็นสินค้าของคุณ”
เพลิงเงียบไป
ไม่ใช่เพราะเถียงไม่ได้
แต่เพราะจำได้ว่าเขาทำจริง
ปาริชเอียงคอเล็กน้อย
“ถ้าจะมาประเมินราคาดวงพฤกษา วันนี้ผมไม่สะดวกครับ มีงานต้องทำ”
“ฉันไม่ได้มาประเมิน”
“งั้นมาทำไมครับ”
คำถามนั้นตกลงกลางร้าน
แสงแดดขยับผ่านพื้นปูนช้าๆ
เพลิงไม่ตอบทันที
เขาเองก็ไม่แน่ใจ
เมื่อคืนหลังเดินออกไป เขาควรลืมมักรีผลตนนี้เหมือนลืมของไร้ค่าอื่นๆ ที่เคยผ่านสายตา แต่ภาพที่ติดอยู่ในหัวกลับไม่ใช่ดวงพฤกษาบริสุทธิ์
เป็นแววตาของคนที่กำลังกลัวแต่ไม่ยอมขอร้อง
เพลิงขยับปลายนิ้ว
แจกันร้าวใบเดิมส่งเสียงแกร็ก... รอยร้าวลามไปทั่วทั้งใบ ก่อนตัวแจกันจะทรุดแตกออกจากกัน เพล้ง! เศษกระเบื้องสีขาวกระจายเกลื่อน
ปาริชมองมัน
“ถ้าคุณยังไม่ตอบ ผมจะคิดค่าเสียเวลาเพิ่ม”
เพลิงหลุดเสียงหึในลำคอ
“ปากดี”
“เป็นทักษะเอาตัวรอดครับ”
“เอาตัวรอดจากใคร”
“จากทุกตนที่คิดว่าผมเกิดมาเพื่อถูกกิน”
หลังคำตอบนั้น...ความเงียบก็เข้าครอบงำพื้นที่ระหว่างพวกเขา
เพลิงมองหน้าเขาเป็นครั้งแรก
ไม่ใช่กลางอก
ไม่ใช่ดวงพฤกษา
แต่เป็นดวงตา
ปาริชรับรู้ได้ทันที
ปลายเท้าเกือบขยับถอยโดยไม่รู้ตัว
...เกือบ
เขาเกร็งปลายเท้าไว้แน่น สูดลมหายใจช้าๆ แล้วบังคับให้ตัวเองยืนนิ่ง
ถ้าเขาถอย ก็เท่ากับยอมรับว่ากลัว
เพลิงเอนตัวลงเล็กน้อย วางศอกกับเคาน์เตอร์ ระยะไม่ถึงกับคุกคาม แต่ใกล้พอให้กลิ่นอสูรล้อมอยู่รอบตัว
“นายไว้ใจสรัล”
“พี่สรัลไม่มีเหตุผลต้องโกหก”
“แล้วฉัน?”
ปาริชยิ้มบาง
“คุณมีเหตุผลทุกอย่างที่จะโกหก”
เพลิงนิ่ง
ปลายนิ้วของปาริชแตะกรรไกรแล้ว
เพลิงเห็น
แต่ครั้งนี้เขาไม่ขยับเข้าใกล้
“ฉันไม่ได้ส่งสรัลมาเพราะใจดี”
“ผมรู้”
“ฉันส่งมาเพราะถ้านายเสียหาย ดวงพฤกษาจะมีตำหนิ”
“ผมก็รู้”
“แล้วนายยังยอมให้มันอยู่ใกล้?”
ปาริชมองเขาตรงๆ
“เพราะพี่สรัลไม่ได้แสร้งทำดีครับ”
คำว่า “พี่” ทำให้เส้นร้าวบนแจกันขยายเพิ่มอีกนิด
แต่เพลิงไม่ได้มองแจกัน
เขาเหลือบมองปาริช
ความรู้สึกบางอย่างในอกกระแทกขึ้นมาอีกครั้ง
แต่หยาบกว่านั้น ดิบกว่านั้น
เหมือนสัญชาตญาณของอสูรที่เห็นสิ่งที่ตนตีตราไว้ เริ่มหันไปยืนใต้เงาคนอื่น
เขาอุตส่าห์ช่วยจากกรงเล็บของพญาครุฑไว้แท้ๆ
“เรียกมันว่าพี่ง่ายดีนะ”
ปาริชวางกรรไกรลงช้า ๆ
คราวนี้เขายิ้มจริง
ยิ้มแบบจงใจให้เจ็บ
“ครับ พี่สรัลเขาสุภาพ”
เพลิงกดกราม
ปาริชหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากใต้เคาน์เตอร์ วางลงตรงหน้าเขา
“นี่บิลค่าซ่อมพื้น”
เพลิงก้มมอง
“อะไร”
“ค่าซ่อมพื้นหน้าร้าน ค่าแจกันที่แตกเมื่อวาน ค่าดอกไม้เสียหาย แล้วก็แจกันที่คุณเพิ่งทำแตกเพิ่มเมื่อกี้”
“นายกำลังเรียกเก็บเงินฉัน?”
“ครับ”
“จากยักษ์?”
“จากคนที่ทำของร้านผมพัง”
เพลิงมองเขานิ่ง
คนทั่วไปคงหลบตาไปแล้ว
แต่ปาริชมองกลับ
มือหนึ่งยังวางใกล้กรรไกร อีกมือกดบิลไว้บนเคาน์เตอร์อย่างมั่นคง
มักรีผลที่ถูกล่า
กลับเรียกเก็บค่าเสียหายจากผู้ล่า
เพลิงควรโกรธ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาอยากยิ้ม
นั่นทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
“นึกว่าจะสักเท่าไหร่”
เขาหยิบกระเป๋าเงินออกมา วางธนบัตรลงบนเคาน์เตอร์โดยไม่นับ
จำนวนมากกว่าที่เขียนไว้หลายเท่า
ปาริชปรายตามองเงิน
“ผมไม่ได้ขายตัวครับ ไม่ต้องจ่ายเกิน”
เพลิงเลิกคิ้ว มองคนปากดีที่กล้าขีดเส้นความสัมพันธ์กับเขา
"ผมรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไรสำหรับคุณ"
เพลิงชะงัก
ประโยคนั้นเรียบมาก
ปาริชหยิบธนบัตรออกจากกองตามจำนวนในบิล แล้วดันส่วนที่เหลือกลับไป
“เอาคืนไปครับ”
เพลิงมองเงินที่ถูกคืน
จากนั้นมองปาริช
ครั้งนี้ ในดวงตาอำพันไม่มีรอยประเมินราคาเหลืออยู่ชั่วครู่หนึ่ง
มีเพียงความไม่เข้าใจและความสนใจที่เขาไม่อยากยอมรับ
“ใครๆก็ชอบเงินตรา”
“ผมว่าไม่ใช่ทุกตน”
“แต่สุดท้ายก็ต้องการให้ใครสักคนช่วยอยู่ดี”
ปาริชนิ่งไป
เงียบเพียงเสี้ยววินาที
แต่นานพอให้เพลิงเห็นว่าคำพูดนั้นแทงเข้าไปตรงไหน
ปาริชเก็บบิลลงลิ้นชัก
“ถ้าวันไหนผมต้องตาย ผมจะตายเองครับ”
เขาเงยหน้าขึ้น
“ไม่ต้องให้ใครช่วย และไม่ต้องให้ใครเก็บเกี่ยว”
เพลิงไม่ตอบ
ร้านทั้งร้านเงียบสนิท
ด้านนอก เสียงระฆังจากวัดเก่าดังขึ้นอีกครั้ง ลมพัดผ่านกลีบดอกพุดหน้าร้านจนร่วงลงบนพื้นปูนที่เพิ่งซ่อมใหม่
กลีบสีขาวตกลงระหว่างคนทั้งสอง
เพลิงเป็นฝ่ายหันหลังออกไปก่อน
ก่อนถึงประตู เขาหยุด
“ดูแลดวงพฤกษาของนายให้ดี”
ปาริชตอบทันที
“ของผม ผมดูแลเองครับ”
เพลิงเหลือบมองกลับมา
“ตอนนี้ยังพูดแบบนั้นได้ก็พูดไป”
ประตูกระจกปิดลงเบาๆ
เงินจำนวนพอดีกับบิลถูกวางไว้บนเคาน์เตอร์อย่างเป็นระเบียบ
ปาริชยืนอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ควร
ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว
แต่เพราะเมื่อครู่...มีเสี้ยววินาทีหนึ่งที่กัมปนาทมองหน้าเขา
ไม่ใช่มองกลางอก
ไม่ใช่มองดวงพฤกษาที่กำลังรอวันหมดภพ
แต่เป็น...ดวงตาของเขา
ปาริชรู้ดีว่ายักษ์ตนนั้นยังไม่มีวันกินเขาในตอนนี้
ร่างมักรีผลที่ยังมีชีวิต ไม่มีค่าอะไรสำหรับนักล่าชั้นสูง
สิ่งที่ทุกเผ่ารอคอยคือวันที่ดวงพฤกษาหมดภพในวันที่หนึ่งร้อย วันที่ร่างสลายและดวงพฤกษาปรากฏออกมาอย่างสมบูรณ์
เมื่อนั้น...
ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ ครุฑ นาค หรืออสูร
ผู้ใดคว้าดวงพฤกษาไปได้ก่อน ก็จะได้รับพลังปราณมหาศาล เพิ่มพูนอายุขัยและพลังแห่งเผ่าพันธุ์
นั่นคือกฎของห่วงโซ่หิมพานต์
กฎที่ไม่มีใครฝ่าฝืนมาตลอดหลายพันปี
เพราะฉะนั้น...
นักล่าควรมองดวงพฤกษา
ไม่ใช่มองเจ้าของดวงพฤกษา
กัมปนาทมองเขาแปลกไป ปาริชเม้มริมฝีปากบาง
เรื่องแบบนี้...ไม่มีคัมภีร์หิมพานต์เล่มใดเคยบันทึกไว้
และสิ่งที่ไม่เคยถูกบันทึก
ต่างหาก...
ที่อันตรายที่สุด
✦ ✦ ✦
สรัลกลับเข้าร้านหลังจากแน่ใจว่าเจ้านายไปแล้ว
เขาโผล่หน้ามาจากข้างประตูอย่างระมัดระวัง
“คุณปาริชครับ... ผมยังมีงานด่วนอยู่ไหมครับ”
ปาริชหันไปมองเขา
เสื้อดอกทานตะวันของสรัลมีเศษดินติดอยู่ตรงไหล่ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความกังวลเหมือนยักษ์ที่พร้อมรับโทษทั้งที่ไม่รู้ว่าผิดอะไร
ปาริชถอนหายใจ
“ไม่มีแล้วครับ”
สรัลโล่งใจจนไหล่ตก
“ดีจังครับ ผมนึกว่าท่านเพลิงจะให้ผมไปยกภูเขา”
“เขาเคยสั่งแบบนั้นเหรอครับ”
“เคยครับ แต่ภูเขาลูกนั้นเป็นภูเขาจำลองในห้องประชุม เลยไม่หนักเท่าไหร่”
เป็นรอยยิ้มซื่อ ๆ ที่ไม่มีเขี้ยวซ่อนอยู่ข้างหลัง
ปาริชจึงยอมให้ตัวเองยิ้มตอบ
แค่ครู่เดียว
แต่ในชั้นป่าที่ซ้อนทับ กลีบดอกพุดหน้าร้านสั่นไหวเบา ๆ ราวกับดวงพฤกษาในอกตอบรับความอบอุ่นเล็กน้อยนั้น
✦ ✦ ✦
เพลิงนั่งอยู่เบาะหลังรถหรู
รถยังไม่เคลื่อนออกจากหน้าร้าน
เขามองผ่านกระจกสีชาดำเข้าไปด้านใน เห็นสรัลกำลังยกกระถาง เห็นปาริชยืนชี้ตำแหน่งให้วาง เห็นระยะห่างระหว่างทั้งสองที่ไม่มากพอจะเป็นอันตราย แต่ก็มากพอจะทำให้เขาหงุดหงิด
"นายท่านครับ จะกลับเรือนใหญ่เลยไหมครับ"
คนขับถามอย่างระมัดระวัง
เพลิงไม่ตอบ
ปลายนิ้วเคาะที่พักแขนหนึ่งครั้ง
สองครั้ง
ก่อนหยุด
ภาพปาริชดันเงินส่วนเกินคืนกลับมา ยังติดอยู่ในหัว เพลิงขมวดคิ้ว
เขาเคยเจอผู้ถูกล่ามาหลายตน
บางตนอ้อนวอน
บางตนร้องไห้
บางตนใช้ความงามต่อรองชีวิต
แต่ปาริชไม่ทำอะไรเลยนอกจากยืนหลังเคาน์เตอร์ร้านดอกไม้เล็กๆ ถือกรรไกรไว้ใกล้มือ แล้วเรียกเก็บค่าเสียหายจากยักษ์ชั้นสูง
โง่
อวดดี
และ...
เพลิงกดกรามแน่น
ไม่มีคำต่อท้ายที่เขายอมรับได้
“นายท่าน?”
“กลับ”
รถเคลื่อนออกจากหน้าร้าน
แต่ก่อนพ้นหัวมุมถนน เพลิงก็หันกลับไปมองอีกครั้ง
เพียงครั้งเดียว
จากนั้นจึงเบือนหน้าหนีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
✦ ✦ ✦
ตกเย็นวันเดียวกัน
คฤหาสน์ของพระพายตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูงริมลำธาร ในผืนดินกว้างที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ประตูไม้บานใหญ่ตั้งอยู่หลังกำแพงอิฐโบราณที่โอบล้อมอาณาบริเวณทั้งหมดไว้ ภายในคือเรือนไทยหลังใหญ่ที่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง ผสานความโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับความเรียบหรูอย่างไร้กาลเวลา
สวนโดยรอบได้รับการดูแลอย่างประณีต ต้นจำปีและจำปาส่งกลิ่นหอมอ่อนลอยเคล้าสายลมยามเย็น ลำธารใสไหลผ่านเชิงเขา ส่งเสียงกระทบโขดหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เติมความสงบให้พื้นที่ทั้งผืน
แต่หากมองผ่านม่านมิติที่ซ้อนทับกับป่าหิมพานต์ ภาพตรงหน้ากลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ปีกสีทองขนาดมหึมาของพญาครุฑแผ่กางเหนือคฤหาสน์ทั้งหลัง ราวกับมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ของนักล่าผู้ครองเวหา ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน ขนปีกสีทองอาบประกายเรืองรองดุจต้องแสงอาทิตย์ยามอัสดง แผ่รัศมีแห่งอำนาจปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า
พระพายนั่งจิบชาร้อนอย่างสงบนิ่งอยู่บนระเบียงชั้นบนสุดของคฤหาสน์ จากจุดนั้น เขาสามารถทอดสายตามองเห็นแนวภูเขาที่ทอดยาวสุดสายตา และผืนป่าที่ถูกย้อมด้วยแสงสีส้มอมทองของดวงอาทิตย์ยามเย็น
เบื้องหน้าของเขา มีแฟ้มรายงานหลายชุดวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ
ทุกแฟ้ม...ล้วนเกี่ยวข้องกับ "ปาริช"
ตารางเวลาเปิดปิดร้านร้านดอกไม้
เส้นทางไปวัดเก่า
และรูปถ่ายของหญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านดอกไม้ตัวจริง
ป้าสมพร
นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนรูปถ่ายใบนั้นเบาๆ
บนโต๊ะอีกฝั่งมีตำราโบราณเล่มหนา หน้าปกเป็นอักขระที่ไม่มีใครในยุคนี้อ่านออกแล้ว พระพายเปิดค้างไว้หน้าหนึ่ง บรรทัดสุดท้ายถูกวงด้วยหมึกสีทองเก่า
เขาอ่านมันมาหลายสิบปี ยังถอดความได้ไม่ครบ
มักรีผลตนสุดท้าย
ดวงพฤกษาที่หมดภพ
วงจรที่ย้อนกลับและตัวแปรบางอย่างที่ทำให้เวลาเชื่องช้าลง แต่จะเป็นอะไรก็ช่างมันก่อน
เขาหยิบรูปถ่ายอีกใบขึ้นมา กัมปนาทในชุดสูทสีดำ กำลังยืนหน้าร้านดอกไม้
แววตาของพระพายยังสุภาพ
แต่ปลายนิ้วที่กดรูปนั้นจิกลงจนกระดาษยับ
“ยักษ์ชั้นสูง... อยู่ดีไม่ว่าดี แกนี่มันหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ”
สายลมพัดผ่านระเบียง
ขนนกสีเทาทองเส้นหนึ่งหลุดจากความว่างเปล่า ลอยลงบนโต๊ะ
พระพายยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“การล่าที่ดี เหยื่อต้องโดดเดี่ยวก่อน”
เขาวางถ้วยลงอย่างนุ่มนวล
จากนั้นเลื่อนรูปป้าสมพรออกมาตรงกลางโต๊ะ
ใช้ปลายเล็บกรีดเบาๆ ตรงมุมรูปพอให้เห็นรอย
“จะให้ลงมือเลยไหมครับ” คนรับใช้ในเงามืดก้มศีรษะ
“ไม่ต้องรีบ” พระพายตอบเสียงอ่อนโยน “ของขวัญที่ดีต้องมาถึงตอนเจ้าของไม่ทันตั้งตัว”
เขาหยิบรูปกัมปนาทขึ้นมาอีกใบ
มองอยู่ครู่หนึ่ง
แล้ววางทับตำราโบราณ
“ส่วนเจ้ายักษ์ตนนั้น... อย่าแตะตรงๆ”
รอยยิ้มของเขาลึกขึ้นเพียงเล็กน้อย
“หาทางทำให้มันออกจากสมการเอง”
ลมบนระเบียงสงบลง
พระพายลุกขึ้น เดินผ่านแสงสุดท้ายของวันเข้าไปในเงามืดของคฤหาสน์และในความมืดนั้น ขนนกสีเทาทองบนโต๊ะค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่น
เหมือนคำเตือนที่ยังไม่มีใครได้ยิน
