ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Won't Let Me)

ตอนที่ 10: บทที่ 10 จุดเริ่มต้นของความสงบสุข

👁️ 1 อ่าน
22px

        ช่วงสายของวันอาทิตย์ ร้านบะหมี่เนื้อตุ๋นเล็กๆ ในซอกตึกห่างจากย่านศูนย์กลางธุรกิจกวางโจวค่อนข้างเงียบเหงา มีลูกค้าเพียงไม่กี่โต๊ะ

        อิ๋งเย่ในชุดเสื้อยืดสีพื้นและกางเกงวอร์มนั่งอยู่มุมสุดของร้าน คีบบะหมี่เส้นเหนียวนุ่มเข้าปากอย่างเชื่องช้า รสชาติของน้ำซุปกระดูกวัวที่เคี่ยวจนเข้มข้นทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย หลังจากจัดการเรื่องเรือนสี่ประสานและซื้อรถเสร็จสิ้น ชีวิตของเขาก็กลับเข้าสู่จังหวะที่ควรจะเป็น

        ถัดไปจากโต๊ะของเขาเพียงหนึ่งช่องทางเดิน มีชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาที่ยับย่นนั่งอยู่

        ชายคนนั้นอายุประมาณยี่สิบปลายๆ ถึงสามสิบต้นๆ เนคไทถูกปลดให้หลวมอย่างไม่ใส่ใจ เส้นผมยุ่งเหยิง บนโต๊ะมีชามบะหมี่ที่เย็นชืดและไม่ได้ถูกแตะต้อง เขากำลังคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้ต่ำ แต่ก็แฝงไปด้วยความสั่นเครือและสิ้นหวัง

        "ผมรู้... ผมรู้ว่ามันไม่ยุติธรรม... แต่ตอนที่ผู้อำนวยการสั่งให้เปิดโพซิชันสู้เทรนด์ เขาใช้คำสั่งปากเปล่า พอพอร์ตระเบิด ชื่อคนทำธุรกรรมในระบบมันคือชื่อผม..."

        ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างเหนื่อยล้า

        "ฝ่ายคอมไพลแอนซ์ ไม่สนหรอกว่าใครสั่ง พวกเขาสนแค่หลักฐาน ผมถูกไล่ออกแล้ว แถมยังโดนแบล็กลิสต์จากเครือข่ายบริษัทหลักทรัพย์... อาชีพในวงการการเงินของผมจบแล้วล่ะ"

        บทสนทนานั้นไม่ได้ดังมาก แต่ในร้านที่เงียบสงบ อิ๋งเย่ได้ยินมันอย่างชัดเจน

        เดิมทีชายหนุ่มผู้รักความสงบไม่มีความคิดจะเข้าไปยุ่งเรื่องของคนแปลกหน้า การเป็นแพะรับบาปในวงการการเงินเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน เขาเพียงแค่จิบน้ำชาและเตรียมตัวจะลุกไปจ่ายเงิน

        ทว่า ประโยคต่อมาของชายคนนั้นกลับหยุดการเคลื่อนไหวของอิ๋งเย่ไว้

        "ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันมีเงินเก็บพอประทังชีวิตไปได้อีกสักพัก... ขอบใจที่โทรมานะ เสี่ยวจาง... ใช่ ฉันหลู่จือเหยา จะไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอก แค่ขอเวลาพักหน่อย"

        ‘หลู่จือเหยา?’

        อิ๋งเย่วางแก้วชาลงบนโต๊ะ ดวงตาที่มักจะนิ่งเฉยประกายความประหลาดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

        ในโลกใบนี้ อาจจะมีคนชื่อหลู่จือเหยาเป็นร้อยเป็นพันคน แต่หลู่จือเหยาที่ทำงานในวงการการเงินในกวางโจว และเคยถูกไล่ออกเพราะรับบาปแทนหัวหน้า... มีเพียงคนเดียว

        ในความทรงจำจากชาติก่อนของอิ๋งเย่ อีกสิบปีให้หลัง ชื่อของ ‘หลู่จือเหยา’ จะกลายเป็นตำนานของวงการตลาดทุนจีน เขาคือผู้ก่อตั้งกองทุนส่วนบุคคลที่ทำกำไรมหาศาลจนได้รับฉายาว่า ‘หัตถ์ทองคำแห่งแดนใต้’ ความโด่งดังของเขาข้ามกำแพงวงการการเงินไปสู่คนทั่วไป นิตยสารฟอร์บส์ไชน่าเคยลงบทสัมภาษณ์หน้าปกของเขา ซึ่งอิ๋งเย่ในอดีตเคยซื้อมานั่งอ่านและท่องจำปรัชญาการลงทุนของเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อหวังจะหาเศษเนื้อจากตลาดหุ้น

        ‘ที่แท้... ก่อนที่เขาจะตั้งตัวได้ เขาเคยตกต่ำถึงขั้นนี้มาก่อนสินะ’

        อิ๋งเย่ลูบปลายคางเบาๆ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว

เป้าหมายสูงสุดในชาตินี้ของอิ๋งเย่คือการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและ ‘โลว์โปรไฟล์’ ที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีว่าเงินทุนที่มีอยู่หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ย่อมด้อยค่าลงจากเงินเฟ้อ เขาต้องการนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินอย่างยั่งยืน

        ปัญหาคือ หากเขาลงมือเทรดหุ้นหรือบริหารเงินก้อนใหญ่ด้วยตัวเองทั้งหมด มันจะกินเวลาชีวิตอันมีค่าของเขา และที่สำคัญที่สุด... มันจะดึงดูดสายตาของผู้คน ซึ่งขัดกับหลักการใช้ชีวิตอย่างรุนแรง

        ‘ฉันต้องการตัวแทน... คนที่จะออกหน้าบริหารเงินแทนฉัน และจัดการเรื่องน่าปวดหัวทั้งหมด’

        อิ๋งเย่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปที่โต๊ะของหลู่จือเหยา แล้วเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกนั่งลงอย่างถือวิสาสะ

        หลู่จือเหยาที่เพิ่งวางสายโทรศัพท์ชะงักไปเล็กน้อย เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่สวมเสื้อยืดธรรมดาๆ ท่าทางเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วยความงุนงง

        "น้องชาย... โต๊ะอื่นก็ว่างนะ" หลู่จือเหยาเอ่ยอย่างสุภาพแต่แฝงความเหนื่อยล้า เขาไม่มีอารมณ์จะรับมือกับใครทั้งนั้นในตอนนี้

        "คุณคือหลู่จือเหยาใช่ไหม" อิ๋งเย่เปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เข้าประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม 

        "ผมบังเอิญได้ยินที่คุณคุยโทรศัพท์ คุณเพิ่งตกงาน และถูกแบล็กลิสต์จากบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ๆ"

        หลู่จือเหยาขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาเริ่มแสดงความไม่พอใจ

        "แล้วยังไง? น้องชาย นี่ไม่ใช่เรื่องที่เด็กมหาลัยอย่างเธอควรจะเอามาล้อเล่นนะ ถ้าไม่มีอะไรฉันขอตัว"

        อดีตผู้จัดการกองทุนหยิบบิลค่าอาหารเตรียมจะลุกขึ้น

        "ผมกำลังตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อบริหารสินทรัพย์ส่วนตัว" อิ๋งเย่พูดต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ไม่แม้แต่จะขยับตัวรั้งอีกฝ่าย 

        "ผมต้องการผู้จัดการกองทุนที่มีความสามารถ แต่ไม่มีพันธะกับสถาบันการเงินเดิม เงินทุนเริ่มต้นคือห้าสิบล้านหยวน"

        การเคลื่อนไหวของหลู่จือเหยาหยุดกึกอยู่กลางอากาศ

        เขาค่อยๆ หันกลับมามองเด็กหนุ่มตรงหน้า... 

        ‘ห้าสิบล้านหยวน?'

        สำหรับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ เงินก้อนนี้อาจจะไม่ได้มากมายถึงขั้นสั่นสะเทือนตลาด แต่มันก็มากพอที่จะตั้งกองทุนส่วนบุคคลระดับกลางค่อนไปทางสูงได้อย่างสบายๆ และอิ๋งเย่จงใจกันเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้เป็นทุนสำรองฉุกเฉินส่วนตัว เพื่อรักษาสมดุลความเสี่ยง

        แต่ปัญหาคือ... ตัวเลขระดับนี้มันออกมาจากปากของเด็กหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าที่นั่งกินบะหมี่ชามละสิบห้าหยวน!?

        "น้องชาย... มุกนี้ไม่ตลกนะ"

        หลู่จือเหยาหัวเราะฝืดๆ 

        "เธอดูหนังวอลล์สตรีทมากไปหรือเปล่า? เงินห้าสิบล้านไม่ใช่กระดาษกงเต๊กนะ"

        อิ๋งเย่ไม่ได้อธิบายหรือแก้ตัวใดๆ เขาเพียงแค่ล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหนาเตอะของตัวเองออกมา ปลดล็อกหน้าจอ เปิดแอปพลิเคชันเทรดของแพลตฟอร์มต่างประเทศ แล้วเลื่อนโทรศัพท์ไปตรงหน้าหลู่จือเหยา

        "นี่คือประวัติการทำธุรกรรมของผมในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา" อิ๋งเย่กล่าวเรียบๆ

        หลู่จือเหยามองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยสายตาคลางแคลงใจ แต่สัญชาตญาณความเป็นมืออาชีพทำให้เขาก้มลงไปดูตัวเลขบนนั้น

        เพียงเสี้ยววินาที... ดวงตาของอดีตผู้จัดการกองทุนก็เบิกกว้าง

        มันไม่ใช่แค่ยอดเงินสุทธิที่แสดงตัวเลขชัดเจน แต่มันคือ ‘ประวัติการเข้าซื้อและปิดสถานะ’ ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำบนกระดานตลาดโลก

        หลู่จือเหยาเป็นคนในวงการ เขารู้ดีว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดทองคำโลกผันผวนรุนแรงแค่ไหน กองทุนใหญ่หลายแห่งขาดทุนย่อยยับ แต่ประวัติการเทรดบนหน้าจอโทรศัพท์เครื่องนี้ กลับแสดงให้เห็นถึงการเปิดสถานะซื้อ และขายในจังหวะที่แม่นยำราวกับจับวาง

        ใช้เลเวอเรจสูงสุดในจุดที่ปลอดภัยที่สุด และตัดจบทำกำไรในจุดที่ตลาดกำลังจะกลับตัวพอดิบพอดี!

        ‘นี่มันไม่ใช่โชค... หลู่จือเหยาสูดลมหายใจลึก มือของเขาเริ่มเย็นเฉียบ ความแม่นยำระดับนี้... ราวกับอ่านจังหวะตลาดออกทั้งหมด!’

        ทว่า หลังจากความตกตะลึงผ่านไป สัญชาตญาณและความระแวดระวังของผู้จัดการกองทุนก็กลับมา หลู่จือเหยาดึงสายตาออกจากหน้าจอ เงยหน้ามองอิ๋งเย่ด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่า

        "ตัวเลขพวกนี้ยอดเยี่ยมมาก ผมยอมรับ"

        หลู่จือเหยาเอ่ยเสียงขรึม

        "แต่เงินจำนวนห้าสิบล้านนี้ มีที่มาที่ไปถูกต้องตามกฎหมายใช่ไหม? และถ้าผมรับงานนี้ คุณคาดหวังผลตอบแทนต่อปีที่เท่าไหร่?"

        อิ๋งเย่พยักหน้าเล็กน้อยพอใจกับคำถามนั้น ถ้าอีกฝ่ายตอบตกลงทันทีโดยไม่ถามอะไรเลย เขาต่างหากที่จะเป็นฝ่ายลุกหนี

        "เงินทุกหยวนสะอาดและตรวจสอบเส้นทางได้" อิ๋งเย่ตอบ

        "ส่วนผลตอบแทน... ผมไม่ได้ต้องการให้คุณบุกทะลวงตลาดเพื่อทำกำไรมหาศาล เอาชนะเงินเฟ้อและทำกำไรให้มากกว่าค่าเฉลี่ยตลาดอย่างมั่นคงก็พอ ผมไม่ได้รีบ"

        หลู่จือเหยาขมวดคิ้ว

        "ฟังดูมีเหตุผล... แต่ทำไมถึงเลือกผม? เราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก คุณจะไว้ใจคนที่เพิ่งโดนไล่ออกอย่างผมได้ยังไง?"

        "ความจำเป็นบีบบังคับให้คนดึงศักยภาพสูงสุดออกมาได้เสมอ" อิ๋งเย่ตอบเรียบๆ

        "คุณกำลังหลังชนฝา และต้องการเวทีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ผมเชื่อว่าคุณจะไม่ทำให้เงินทุนของผมต้องสูญเปล่า"

        หลู่จือเหยากำหมัดใต้โต๊ะแน่น... คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่มันแทงทะลุถึงแก่นกลางใจของคนที่กำลังสิ้นหวังอย่างเขา

        "เงื่อนไขคืออะไรครับ บอส?" หลู่จือเหยาเปลี่ยนสรรพนามทันที

        "บริษัทของเราจะใช้ชื่อว่า ‘อันหนิง โฮลดิ้ง’" อิ๋งเย่หยิบแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบ

        "อันหนิง..." หลู่จือเหยาทวนชื่อ ก่อนจะถามต่อด้วยความเป็นมืออาชีพ

        "แล้วโครงสร้างการบริหารล่ะครับ? ผมต้องส่งแผนให้คุณอนุมัติทุกครั้งก่อนเข้าซื้อสินทรัพย์ไหม?"

        "เงินทุนจะถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัททันทีที่ได้จัดตั้ง คุณมีหน้าที่จัดการเรื่องน่าปวดหัวทั้งหมด โครงสร้างบริษัท หาออฟฟิศ จ้างพนักงาน และวางกลยุทธ์การลงทุนรายวัน... ทั้งหมดนี้คุณมีอิสระเต็มที่ ผมจะไม่ก้าวก่าย"

        หลู่จือเหยาเบิกตากว้าง 

        "ให้อิสระผมขนาดนั้นเลย?"

        "แต่มีกฎเหล็กเพียงข้อเดียว"

        อิ๋งเย่สบตาหลู่จือเหยา แววตาของเด็กหนุ่มนิ่งสงบจนน่าขนลุก

        "คุณมีอิสระเต็มที่ ยกเว้นสินทรัพย์ที่ผมระบุเป็นกรณีพิเศษ... ตกลงไหม?"

        หลู่จือเหยาจ้องมองความสงบเยือกเย็นนั้น เขาเพิ่งเห็นประวัติการเทรดที่ราวกับอ่านกระดานล่วงหน้าได้เมื่อครู่นี้ เขาย่อมรู้ดีว่า ‘เป้าหมาย’ ที่เด็กหนุ่มคนนี้จะสั่งในอนาคต ย่อมไม่ใช่การเสี่ยงโชค แต่เป็นเหมืองทองคำที่ถูกขุดรอไว้แล้ว

        "ตกลงครับ บอส" หลู่จือเหยาพยักหน้าหนักแน่น ยื่นมือออกไปหาอิ๋งเย่ และอิ๋งเย่ยื่นมือไปจับตอบเบาๆ

        หลู่จือเหยาจับมือนั้นแน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือธรรมดา ๆ กลับทำให้เขารู้สึกราวกับได้จับบันไดที่จะพาตัวเองกลับขึ้นจากเหว

        ส่วนอิ๋งเย่ผู้ต้องการเพียงความโลว์โปรไฟล์ ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากร้านบะหมี่ไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ว่าที่ตำนานการเงินแห่งอนาคตนั่งมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานและความหวัง

        ‘อันหนิง โฮลดิ้ง...’ หลู่จือเหยาทวนชื่อบริษัทในใจอีกครั้ง'

        ‘ชื่ออาจจะแปลว่าความสงบสุข... แต่ด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ที่บอสมอบให้ ฉันสัญญาเลยว่า จะทำให้ชื่อนี้กลายเป็นพายุที่สั่นสะเทือนวงการการเงินแห่งแดนใต้ให้ได้!’

        ในขณะที่หลู่จือเหยากำลังปฏิญาณตนอย่างยิ่งใหญ่ อิ๋งเย่ที่เดินทอดน่องอยู่ริมถนนก็กำลังคิดในใจอย่างเรียบง่าย

        ‘ได้คนมาทำงานแทนแล้ว... ทีนี้ก็จะได้มีเวลานอนกลางวันในวันหยุดเสาร์อาทิตย์สักที’

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!