ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Won't Let Me)

ตอนที่ 2: บทที่ 2 กดถอนเงินค่าขนมจากตลาดโลก

👁️ 3 อ่าน
22px

        ห้องพักชั่วคราวขนาดสิบสองตารางเมตรอบอวลไปด้วยกลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเนื้อตุ๋น

        บนโต๊ะพับราคาถูก โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่หน้าจอแตกร้าวกำลังเสียบสายชาร์จที่พันด้วยเทปกาว สายตาของอิ๋งเย่จับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปมือสองที่กำลังแสดงกราฟแท่งเทียนสีแดงและเขียวสลับกันไปมา

        สำหรับนักลงทุนทั่วโลก ห้าวันที่ผ่านมาคือฝันร้าย ตลาดทองคำล่วงหน้า ผันผวนอย่างบ้าคลั่งราวกับรถไฟเหาะที่เบรกแตก กองทุนยักษ์ใหญ่หลายแห่งในวอลล์สตรีทถูกล้างพอร์ต เสียงก่นด่าและเสียงร่ำไห้แทบจะดังทะลุออกมาจากกระดานเทรด

        แต่อิ๋งเย่กลับนั่งกินบะหมี่อย่างสงบ

        เขาไม่ได้มีมันสมองระดับอัจฉริยะ และไม่ได้วิเคราะห์ข่าวสารเก่งกว่าใคร ทว่าเขารู้จังหวะเวลาเป๊ะๆ ว่ากราฟจะสวิงตัวรุนแรงในนาทีไหน ในช่วงห้าวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้ถือสถานะยาวรวดเดียว แต่เปิดและปิดสถานะนับสิบครั้ง ทำกำไรจากทั้งขาขึ้นและขาลง นำเงินต้นบวกกำไรทั้งหมดทบเป็นมาร์จินก้อนใหม่ แล้วใช้เลเวอเรจสูงสุดเปิดไม้ต่อไปซ้ำๆ

        พลังของการทบกำไร ผนวกกับเลเวอเรจระดับสูง และจังหวะที่แม่นยำราวจับวาง ทำให้ตัวเลขทวีคูณอย่างบ้าคลั่ง

        เขาจำตัวเลขพวกนี้ได้แม่นยำ ไม่ใช่เพราะเขาตั้งใจท่องจำ แต่เพราะในชาติก่อน... เขาเคยศึกษาความผันผวนของกราฟในห้วงเวลานี้เพื่อ สามารถไปอวดความรู้ในกลุ่มชนชั้นสูงได้

        เขาแค่ลอกกระดาษคำตอบจากข้อสอบที่เขารู้จักทุกตัวอักษร

        ติ๊ด...

        เวลา 09:14 น. ของวันที่ห้า กราฟดิ่งลงถึงจุดต่ำสุดตามประวัติศาสตร์ที่เขาจำได้ อิ๋งเย่วางตะเกียบพลาสติกในมือลง เลื่อนเมาส์ไปคลิกปุ่ม ‘ปิดสถานะ’ ทั้งหมดอย่างไม่ลังเล

        หน้าจอโหลดข้อมูลชั่วอึดใจ ก่อนที่ยอดเงินสุทธิในพอร์ตจะปรากฏขึ้น

        ‘102,450,000 หยวน’

        ตัวเลขบนหน้าจอหยุดนิ่ง ไม่มีการแกว่งขึ้นลงอีกต่อไป การเดิมพันอันบ้าคลั่งตลอดห้าวันได้สิ้นสุดลงแล้ว

        อิ๋งเย่มองตัวเลขเก้าหลักบนหน้าจอ หากเป็นเขาในยุคที่ยังบ้าวัตถุ คงกระโดดโลดเต้น ตะโกนลั่นห้อง และกดโทรศัพท์สั่งจองซูเปอร์คาร์ไปแล้ว

        แต่ตอนนี้... ชายหนุ่มเพียงแค่ถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นนวดขมับและบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการนั่งจ้องจอมาหลายคืน

        เขาเคยเห็นเงินมากกว่านี้ และเคยสูญเสียมันไปทั้งหมดจนไม่เหลือแม้แต่ค่าทำศพตัวเอง

        ความรื่นเริงจากตัวเลขพวกนี้... ซื้อความสงบสุขไม่ได้เลย

        ชายหนุ่มเลื่อนเมาส์ไปกดคำสั่ง ‘ถอนเงิน’ เข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวทั้งหมด

        เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากระบบธนาคารประมวลผลการโอนข้ามพรมแดนเสร็จสิ้น โทรศัพท์มือถือของเขาก็แผดเสียงร้อง เป็นเบอร์จากแผนกควบคุมความเสี่ยงของธนาคาร โทรมายืนยันธุรกรรมผิดปกติ

        "สวัสดีครับ คุณอิ๋งเย่ ทางเราตรวจพบยอดเงินโอนเข้าจากแพลตฟอร์มต่างประเทศจำนวนมหาศาล ระบบจึงทำการระงับชั่วคราวเพื่อ..."

        "เงินถูกกฎหมายครับ หักภาษี ณ ที่จ่ายจากแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้ว" อิ๋งเย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก

        "รบกวนปลดล็อกยอดให้ผมด้วย ผมต้องรีบใช้เงิน"

        "ดะ... ได้ครับ ทางเราตรวจสอบเอกสารแนบแล้วไม่มีปัญหา จะดำเนินการปลดล็อกให้ทันทีครับ นอกจากนี้ ด้วยยอดเงินฝากระดับนี้ คุณอิ๋งเย่มีสิทธิ์ได้รับเชิญเข้าสู่บริการบริหารสินทรัพย์ส่วนบุค—"

        ติ๊ด.

        อิ๋งเย่ไม่ได้กดตัดสายด้วยความเย่อหยิ่ง แต่หน้าจอโทรศัพท์ของเขาเพิ่งขึ้นแจ้งเตือนว่า ‘แบตเตอรี่เหลือ 2%’ และดับวูบไปคามือ ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ เก็บมือถือจอดำลงกระเป๋ากางเกง คว้ากระเป๋าสตางค์ใบเก่าแล้วเดินออกจากห้องพัก มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายเดิม

        ...

        เวลา 10:00 น.

        ประตูไม้บานใหญ่ของเรือนสี่ประสานถูกผลักออก จ้าวไห่เผิง ประธานหอการค้ากวางโจว กำลังยืนรดน้ำต้นบอนไซอยู่ที่ลานหินตรงกลาง เมื่อเขาหันมาเห็นชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวตัวเดิม เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย

        "มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะ พ่อหนุ่ม"

        จ้าวไห่เผิงวางบัวรดน้ำลง

        "ผมมีเงินสดพร้อมแล้วครับ" อิ๋งเย่ตอบสั้นๆ ไม่อ้อมค้อม

        "ทำสัญญาโอนได้เลย"

        จ้าวไห่เผิงพยักหน้าให้ทนายความส่วนตัวที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะหินอ่อนจัดการเอกสาร ทนายความวัยกลางคนดันสัญญาไปตรงหน้าอิ๋งเย่พลางเอ่ยอธิบายตามขั้นตอน

        "สำหรับยอดเงินสิบห้าล้านหยวน ปกติเราจะแนะนำให้เปิดบัญชีเอสโครว์ หรือใช้ดราฟต์ธนาคารเพื่อความปลอดภัยนะครับ อาจจะใช้เวลาดำเนินการสักสี่ถึงห้าวันทำการในการเคลียร์ยอด..."

        ยังไม่ทันที่ทนายความจะพูดจบ อิ๋งเย่ที่เพิ่งขอยืมสายชาร์จแบตจากลูกน้องของจ้าวไห่เผิงมาเสียบโทรศัพท์จนเครื่องติด ก็เปิดแอปพลิเคชันธนาคาร สแกนคิวอาร์โค้ดของจ้าวไห่เผิง แล้วกดยืนยันการโอนรวดเดียวจบ

        ติ๊ง

        ข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารเด้งขึ้นบนโทรศัพท์ของจ้าวไห่เผิงที่วางอยู่บนโต๊ะ

        ‘ยอดเงิน 15,000,000.00 หยวน โอนสำเร็จ’

        ปากกาในมือทนายความหยุดชะงัก ชายวัยกลางคนอ้าปากค้าง มองหน้าจอโทรศัพท์ของนายจ้างสลับกับใบหน้าเด็กหนุ่ม โอนเงินสิบห้าล้านผ่านแอปฯ มือถือรวดเดียวโดยไม่ติดเพดานวงเงิน? นี่มันต้องเป็นบัญชีระดับไหนกัน?

        จ้าวไห่เผิงเองก็หรี่ตาลง เขามองตัวเลขบนหน้าจอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มที่กำลังจับปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

        ประธานหอการค้าผู้คร่ำหวอดในวงการธุรกิจค่อยๆ ประติดประต่อเรื่องราวในหัว... เมื่อห้าวันก่อน เด็กคนนี้ยืนอยู่ตรงนี้ ดูบ้านมูลค่าสิบห้าล้านด้วยสายตาเรียบเฉย และบอกว่า ‘ยังขาดเงินสดอยู่นิดหน่อย’ ขอเวลาห้าวัน

        และในห้าวันที่ผ่านมา... โลกการเงินเพิ่งเผชิญกับพายุลูกใหญ่ในตลาดทองคำล่วงหน้า

        จ้าวไห่เผิงสูดหายใจลึก ข่าวเศรษฐกิจเมื่อเช้าเพิ่งรายงานเพียงว่า มีข่าวลือในวงการการเงินถึงผู้เล่นบางรายที่สามารถทำกำไรมหาศาล สวนทางกับตลาดที่พังพินาศ ราวกับมองเห็นอนาคต

        ห้าวันก่อน เขาขาดเงินสดนิดหน่อย... และวันนี้ เมื่อตลาดทองคำปิดรอบเช้า เขาก็เดินถือเงินสดสิบห้าล้านมาโอนให้ฉันทันที...

        หรือว่า... เด็กคนนี้ไม่ได้รอให้ตระกูลลับของเขาโอนเงินมาให้?

        หรือความจริงแล้ว เขาไม่เคยขาดเงินเลยแม้แต่น้อย

        เขาแค่... เลือกเวลาที่จะถอนมันออกมาเท่านั้น!

        มุมปากของจ้าวไห่เผิงกระตุกเบาๆ

        เขาแค่เดินเข้าไปฉกส่วนแบ่งกำไรจากตลาดที่กำลังนองเลือด เพื่อกด ‘ถอนเงินค่าขนม’ ออกมาซื้อบ้านเล่นๆ งั้นหรือ!?

        ความน่ากลัวที่แท้จริง ไม่ใช่การมีเงินสิบห้าล้าน แต่คือการทำตัวราวกับสิบห้าล้านเป็นเพียงเศษเงินที่หาได้จากการเคาะแป้นพิมพ์ไม่กี่ครั้ง!

        "เรียบร้อยครับ"

        อิ๋งเย่ส่งสัญญาที่เซ็นชื่อเสร็จแล้วคืนให้ทนายความ

        "กุญแจล่ะครับ?"

        "อะ... อ้อ นี่กุญแจทั้งหมด"

        จ้าวไห่เผิงดึงสติกลับมา รีบส่งพวงกุญแจทองเหลืองให้ด้วยท่าทีที่สุภาพและระมัดระวังกว่าเมื่อห้าวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด

        "ถ้าเธอต้องการผู้รับเหมามารีโนเวท ฉันมีบริษัทชั้นนำแนะนำให้ได้นะ"

        "ไม่ต้องครับ"

        อิ๋งเย่รับกุญแจมาใส่กระเป๋ากางเกง

        "ผมแค่จะเอาเตียงพับมาตั้งนอนชั่วคราวก่อนมหาวิทยาลัยเปิด"

        จ้าวไห่เผิงเงียบไป...

        เอาเตียงพับ... มาตั้งนอนในเรือนสี่ประสานสไตล์ใต้ที่ประเมินค่าแทบไม่ได้?

        ประธานหอการค้าลอบกลืนน้ำลาย นี่คือวิถีของทายาทตระกูลลับสินะ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับตำนานใจกลางกวางโจว เพียงเพื่อใช้เป็น ‘ที่เก็บของชั่วคราว’ ระหว่างรอเข้าหอพักนักศึกษา ช่างเป็นการใช้ชีวิตที่คาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ

        "ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนครับ"

        อิ๋งเย่ผงกหัวให้เล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากลานหินไปอย่างเงียบเชียบ

        ...

        เมื่อคล้อยหลังเด็กหนุ่ม ประธานหอการค้ากวางโจวก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เลื่อนหาเบอร์เพื่อนเก่าผู้ทรงอิทธิพลซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารของมหาวิทยาลัยจี้หนานทันที

        "ฮัลโหล เหล่าหลี่..." จ้าวไห่เผิงกรอกเสียงลงไป น้ำเสียงเคร่งขรึมและจริงจัง

        "ปีนี้มหาวิทยาลัยของนาย... มีเด็กปีหนึ่งที่ชื่ออิ๋งเย่เข้าเรียนใช่ไหม? นายลองจับตาเด็กคนนี้ไว้หน่อยนะ... อย่าเพิ่งตัดสินเขาจากภายนอกล่ะ และถ้าเป็นไปได้... ช่วยกำชับพวกอาจารย์หรือลูกหลานคนรวยในมหาวิทยาลัยด้วย ว่าอย่าไปหาเรื่องเด็กคนนี้เด็ดขาด"

        ...

        ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

        ณ ร้านขายของชำเล็กๆ หน้าปากซอย ชายหนุ่มผู้ถูกประธานหอการค้ามองว่าเป็น ‘มังกรซ่อนกาย’ กำลังยืนถือไม้กวาดพลาสติกสีฟ้าด้วยสีหน้าจริงจัง

        "เถ้าแก่ ไม้กวาดอันนี้เท่าไหร่ครับ"

        "สิบสองหยวน พ่อหนุ่ม"

        อิ๋งเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ชายหนุ่มผู้เพิ่งกวาดเงินร้อยล้านจากวอลล์สตรีทมองป้ายราคาที่เขียนด้วยมือ ก่อนจะเอ่ยปากต่อรองด้วยน้ำเสียงซื่อตรง

        "แพงไปหน่อยนะครับ... ลดเหลือสิบหยวนถ้วนได้ไหม?"

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!