22px

        บรรยากาศในห้องเรียนรวมของคณะบริหารธุรกิจช่วงบ่ายวันพุธเต็มไปด้วยความคึกคัก

        บนหน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ปรากฏข้อความประกาศเรื่องการแข่งขัน ‘Case Competition’ หรือการแข่งขันวิเคราะห์แผนธุรกิจระดับมหาวิทยาลัยประจำปี ซึ่งเป็นเวทีที่นักศึกษาใฝ่ฝันอยากเข้าร่วมมากที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นใบเบิกทางชั้นดีสำหรับเรซูเม่แล้ว ทีมที่ชนะเลิศยังมีโอกาสได้ไปดูงานที่บริษัทระดับท็อปของประเทศอีกด้วย

        จางเฉินนั่งตาเป็นประกาย หันไปสะกิดปาเยว์เซิงที่กำลังหาวหวอด

        "เฮ้ยๆ งานนี้แหละเวทีแจ้งเกิด! ถ้าได้เข้าร่วมทีมเจ๋งๆ นะ ตอนเรียนจบมีบริษัทมารอรับเข้าทำงานเพียบ แถมสาวๆ ทั้งคณะต้องมองฉันด้วยสายตาชื่นชมแน่ๆ!"

        "แล้วแกวิเคราะห์ธุรกิจเป็นเหรอวะ?" ปาเยว์เซิงถามซื่อๆ

        "โธ่เอ๊ย! ไม่เป็นก็เข้าไปทำหน้าที่พรีเซนต์สิฟะ ฉันหล่อขนาดนี้ อาศัยหน้าตาก็ช่วยดึงคะแนนทีมได้แล้ว!" จางเฉินตอบอย่างมั่นใจ

        ในขณะที่เด็กปีหนึ่งกำลังตื่นเต้นกันอยู่นั้น เสียงพูดคุยบริเวณหน้าประตูห้องก็เบาลงกะทันหัน

        ร่างระหงของหลินอวี้เยาเดินก้าวเข้ามาในห้อง หญิงสาวสวมเสื้อเบลเซอร์สีครีมทับเสื้อเชิ้ตสีอ่อน ดูเป็นทางการและสง่างามกว่าปกติ ในฐานะนักศึกษาปีสามที่เป็นดาวเด่นและประธานชมรมวิเคราะห์ธุรกิจ เธอคือหนึ่งในหัวหน้าทีมที่จะลงแข่งขันในปีนี้

        ปกติแล้ว การเฟ้นหาเด็กปีหนึ่งที่มีแววเข้าร่วมทีม มักจะเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยหรือรุ่นพี่คนอื่นๆ ที่จะนำใบสมัครมาแจกตามห้อง การที่บุคคลระดับหลินอวี้เยาลงมาที่ห้องเรียนปีหนึ่งด้วยตัวเอง ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

        เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่แถวหลังสุดหรี่ตาลงทันที

        ในฐานะนักศึกษาที่สอบเข้าด้วยคะแนนระดับท็อปของมณฑล เซี่ยเหวินเจารู้ตัวดีว่าเขาคือหนึ่งในรายชื่อ ‘ตัวเต็ง’ ที่ทีมต่างๆ ต้องการตัว แต่เขาก็รู้ธรรมเนียมดีว่า รุ่นพี่ระดับหลินอวี้เยาไม่มีความจำเป็นต้องลดตัวมาเชิญใครด้วยตัวเอง การที่เธอปรากฏตัวที่นี้ต้องมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงบางอย่าง

        และเป้าหมายนั้น ก็กำลังนั่งก้มหน้าไถหน้าจอสมาร์ตโฟนเครื่องหนาเตอะอยู่ตรงมุมห้อง... อย่างไร้ตัวตนตามปกติ

        หลินอวี้เยาเดินผ่านสายตาคาดหวังของเด็กปีหนึ่งหลายสิบคน ท่ามกลางเสียงกลืนน้ำลายของจางเฉิน หญิงสาวก้าวตรงมาหยุดอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างแถวรองสุดท้าย

        "อิ๋งเย่"

        เสียงเรียกของเธอไม่ได้ดังมาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนแถวหน้าเริ่มหันมามอง ก่อนที่เสียงซุบซิบจะค่อยๆ ลามไปถึงแถวหลังอย่างรวดเร็ว นักศึกษาหลายคนชะโงกหน้าด้วยความสนใจ

        อิ๋งเย่ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังแสดงข้อความสัญญาเช่าสำนักงาน เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความประหม่าหรือตื่นเต้น

        "ครับ?"

        "อาจารย์หลี่ส่งรายงานวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้นของนายมาให้ชมรมดู"

        หลินอวี้เยาเข้าสู่โหมดจริงจัง เธอไม่ได้มาเพื่อสานสัมพันธ์ส่วนตัว แต่มาด้วยเหตุผลทางวิชาการที่สมเหตุสมผล

"การที่นายมองข้ามทฤษฎีในตำรา แล้วเลือกใช้วิธีวิเคราะห์ความเสี่ยงจากสภาพคล่องของตลาดทุนจริง มันเฉียบขาดมาก ฉันกำลังตั้งทีมแข่ง Case Competition และฉันต้องการคนที่มีมุมมองแบบนายมาร่วมทีม"

        คำพูดของหลินอวี้เยาทำให้คนในห้องหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก

        ทว่า ภายใต้ท่าทีเป็นทางการของหลินอวี้เยา มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่ารายงานวิเคราะห์ที่อาจารย์ชมเปาะนั่น เป็นแค่ ‘เหตุผลรอง’ เหตุผลหลักที่แท้จริงคือความสนใจที่สะสมมาตั้งแต่เหตุการณ์นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน และการปฏิเสธน้ำแร่อย่างไร้เยื่อใย ผู้ชายที่มองทะลุมูลค่าของสิ่งของ และไม่สนใจเปลือกนอกทางสังคม... หากได้มาร่วมทีมวิเคราะห์ธุรกิจ เธอเชื่อว่าเขาจะสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล

นักศึกษาหลายคนแอบอิจฉาอยู่ในใจ การได้ทำงานใกล้ชิดกับดาวคณะ และได้โอกาสทำเรซูเม่ระดับท็อป คือสิ่งที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

        แต่อิ๋งเย่... ไม่ใช่นักศึกษาทั่วไป

        อิ๋งเย่มองสบตาเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงมองข้อความบนหน้าจออีกครั้ง หลู่จือเหยาเพิ่งส่งรายละเอียดการเช่าออฟฟิศของอันหนิง โฮลดิ้งมาให้อนุมัติ และสัปดาห์หน้าเขาต้องเริ่มวางพอร์ตลงทุนห้าสิบล้านหยวน

        สำหรับเขา การแข่งขันในมหาวิทยาลัยไม่ต่างจากการเสียเวลา

        "ขอโทษด้วยครับ" อิ๋งเย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มั่นคง และสุภาพ

        "ผมมีโปรเจกต์ส่วนตัวที่ต้องจัดการ และต้องแบ่งเวลาให้กับการเรียนพื้นฐานด้วย ผมคงไม่มีเวลาพอที่จะทุ่มเทให้กับการแข่งขัน... คุณลองหาคนอื่นที่พร้อมกว่านี้เถอะครับ"

        สิ้นประโยคนั้น เสียงซุบซิบก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที

        "เฮ้ย หมอนั่นเป็นใครวะ?"

        "ดาวคณะอุตส่าห์เดินมาชวนเข้าทีมด้วยตัวเองเลยนะเว้ย!"

        "มันปฏิเสธเฉยเลยว่ะ บ้าไปแล้วหรือไง!"

        แรงกระเพื่อมในห้องเรียนพุ่งสูงขึ้นทันที โอกาสทองที่คนทั้งคณะแย่งชิงกัน กลับถูกปัดทิ้งด้วยเหตุผลธรรมดาๆ!

        หลินอวี้เยาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อย นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผู้ชายคนนี้ปฏิเสธเธอ และครั้งนี้มันเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองล้วนๆ แต่เขากลับปัดมันทิ้งอย่างง่ายดาย

        ทว่า ในขณะที่คนอื่นกำลังมองอิ๋งเย่ด้วยความเสียดายและงุนงง... สมองของเซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่แถวหลังสุด กำลังทำงานด้วยความเร็วสูงสุด

        ทายาทตระกูลเซี่ยพิงพนักเก้าอี้ แววตาของเขาทอประกายลึกล้ำ

        ‘โปรเจกต์ส่วนตัวเหรอ... เซี่ยเหวินเจาลอบแค่นยิ้มในใจ’

        ‘คนพวกนี้ไม่เข้าใจอะไรเลย ฉันเคยเห็นเขาเทรดฟิวเจอร์สระดับโลกแบบเรียลไทม์มาแล้ว หรือว่า... การแข่งขันทำแผนธุรกิจจำลองระดับมหาวิทยาลัย มันไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ เพราะตอนนี้เขาอยู่ในสนามที่ระดับสูงกว่านี้หลายเท่าแล้ว’

        ทางด้านหลินอวี้เยา แม้จะถูกปฏิเสธต่อหน้าคนมากมาย แต่เธอไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือเสียหน้าออกมา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก รักษากิริยาสง่างามตามแบบฉบับลูกหลานตระกูลใหญ่

        "เข้าใจแล้วค่ะ"

        หลินอวี้เยาพยักหน้าเล็กน้อย

        "ถ้านายมีธุระสำคัญกว่า ฉันก็จะไม่รบกวน ขอให้โชคดีกับโปรเจกต์ส่วนตัวนะ"

        เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง ‘ตัวเต็ง’ คนอื่นๆ ในห้องอีกเลย

        เมื่อแผ่นหลังของหญิงสาวพ้นประตูไป จางเฉินก็หันขวับมามองรูมเมทของตัวเองทันที เขาทำหน้าเหลอหลากระพริบตาปริบๆ

        "เฮ้ย... แกเอาจริงดิ" จางเฉินพึมพำเสียงแผ่ว

        "ฉันฟังผิดหรือเปล่าวะเนี่ย..."

        อิ๋งเย่ไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่กดหน้าจอมือถือ พิมพ์ข้อความสั้นๆ อนุมัติการจ่ายเงินมัดจำค่าเช่าออฟฟิศส่งกลับไปอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะล็อกหน้าจอแล้วหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจดเลกเชอร์ที่กำลังจะเริ่ม

        ไกลออกไปที่โถงทางเดินของคณะ หลินอวี้เยาเดินทอดน่องช้าลง

        ภาพการปฏิเสธที่เด็ดขาดและแววตาที่ไร้ซึ่งความอาวรณ์ของอิ๋งเย่ยังคงติดตาเธอ

        ‘โปรเจกต์ส่วนตัว? หญิงสาวคิดในใจพลางขมวดคิ้ว หรือเขาแค่เป็นคนประเภทไม่ชอบเข้าสังคม? แต่ไม่รู้ทำไม... สัญชาตญาณของฉันกลับบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างที่เขาพูดแน่’

        ...

        ในเวลาเดียวกันนั้นเอง 

        ตัดภาพไปยังอาคารสำนักงานให้เช่าระดับเกรดเอในย่านใจกลางธุรกิจกวางโจว

        ณ สำนักงานชั่วคราวของ ‘อันหนิง โฮลดิ้ง’ บนโต๊ะเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารหนาเตอะ หลู่จือเหยาในชุดสูทที่ดูภูมิฐานขึ้นกว่าวันแรก กำลังจรดปากกาเซ็นสัญญาเช่าออฟฟิศ ติดต่อสำนักงานกฎหมาย เปิดบัญชีบริษัท และคัดกรองเรซูเม่เพื่อเตรียมรับสมัครพนักงานชุดแรก

        ติ๊ง!

        เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้น หลู่จือเหยาหยิบขึ้นมาดู ข้อความจากบอสที่ส่งมามีเพียงคำสั้นๆ คำเดียว

        ‘อนุมัติ’

        หลู่จือเหยามองข้อความนั้นแล้วลอบถอนหายใจยาว ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ มุมปาก

        "ในขณะที่บอสกำลังนั่งเรียนวิชาพื้นฐานอยู่ในมหาวิทยาลัย... ผมกลับกำลังหัวหมุนสร้างบริษัทการเงินมูลค่าห้าสิบล้านให้เขาอยู่เนี่ยนะ ให้ตายเถอะ เป็นเจ้านายที่คาดเดาไม่ได้จริงๆ"

        ...

        ตัดกลับมาที่ห้องเรียนรวม

        ศูนย์กลางแห่งความลึกลับและบอสใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังเม็ดเงินมหาศาลอย่างอิ๋งเย่... กำลังจ้องมองปลายปากกาหมึกซึมของตัวเองที่ขีดเขียนไม่ออกด้วยสายตาเคร่งเครียด

        ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ พลางรื้อกระเป๋าหาปากกาด้ามใหม่

        ‘ห้าสิบล้านหยวนก็เรื่องหนึ่ง... แต่ปากกาหมึกหมดกลางคาบนี่แหละเรื่องใหญ่ รู้งี้ยอมเพิ่มเงินอีกสองหยวนซื้อรุ่นที่เปลี่ยนไส้ได้มาตั้งแต่แรกก็ดีหรอก’

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!