ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Won't Let Me)

ตอนที่ 9: บทที่ 9 ควันไฟ เนื้อย่าง และมิตรภาพ

👁️ 3 อ่าน
22px

        แสงไฟนีออนสีส้มจากป้ายร้าน ‘เหล่าหลินปิ้งย่าง’ สาดส่องผ่านควันไฟที่ลอยโขมง ร้านอาหารริมทางแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอกตึกไม่ไกลจากประตูหลังของมหาวิทยาลัยจี้หนาน เป็นแหล่งรวมตัวยอดฮิตของเหล่านักศึกษาที่ต้องการปลดปล่อยความเครียดด้วยเนื้อเสียบไม้ราคาถูกและเบียร์เย็นจัด

        คืนนี้ โต๊ะกลมพลาสติกสีแดงที่มุมร้านถูกยึดครองโดยสมาชิกห้อง 302 ทั้งสี่คน

        “ชนแก้ว! แด่ตำแหน่งหัวหน้าห้องของฉัน และแด่การสิ้นสุดนรกฝึกทหาร!” จางเฉินชูแก้วเบียร์พลาสติกขึ้นสูง ใบหน้าหล่อเหลาแดงระเรื่อด้วยความร่าเริง วันนี้ลูกเศรษฐีจากเวินโจวขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงไม่อั้นเพื่อฉลองตำแหน่งใหม่

        “ชนโว้ย!”

        ปาเยว์เซิงกระแทกแก้วตอบจนฟองเบียร์ล้นหกใส่โต๊ะ ก่อนจะคว้าเนื้อแกะย่างไม้ใหญ่เข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ

        “หัวหน้าจาง! เนื้อแกะร้านนี้รสชาติใช้ได้เลย แต่สู้แกะย่างเตาถ่านที่ทุ่งหญ้ามองโกเลียบ้านข้าไม่ได้หรอกนะ ที่นั่นน่ะ เขาใช้มีดแล่เนื้อชิ้นเบ้อเริ่ม ย่างไฟลุกพรึ่บๆ ไม่ได้เสียบไม้กะจิ๋วหลิวแบบนี้!”

        จางเฉินหัวเราะร่วนพลางโบกมือ

        “นายมันพวกคนเถื่อนกินเนื้อ! ไว้มีโอกาสไปเวินโจว ฉันจะพาไปกินอาหารทะเลสดๆ กุ้งมังกรตัวเท่าแขน ปูขนเนื้อหวานๆ รับรองว่านายจะลืมเนื้อแกะเหนียวๆ พวกนั้นไปเลย!”

        ทั้งสองคนเริ่มเปิดศึกขนาดย่อมเถียงกันเรื่องอาหารเหนือจรดใต้ สร้างความครื้นเครงให้กับโต๊ะอย่างมาก

        เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ร่วมวงเถียงด้วย ทายาทตระกูลใหญ่ผู้เคยชินกับภัตตาคารหรูระดับมิชลินสตาร์ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกเตี้ยๆ ขาไม่เท่ากัน เขาสวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมที่ถูกพับแขนขึ้นอย่างลวกๆ

        หากเป็นเมื่อก่อน เซี่ยเหวินเจาคงไม่มีวันยอมก้าวเท้าเข้ามาในร้านที่พื้นเหนียวหนึบและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันหมูแบบนี้แน่ๆ แต่คืนนี้ เขากลับหยิบกระดาษทิชชูราคาถูกมาเช็ดตะเกียบอย่างเงียบๆ แล้วคีบถั่วลิสงคั่วเข้าปาก

        “เอ้า เหล่าเซี่ย! มัวแต่กินถั่วอยู่ได้!”

        ปาเยว์เซิงยื่นเนื้อย่างที่ชุ่มไปด้วยผงยี่หร่าและพริกป่นไปจ่อหน้าเซี่ยเหวินเจา

        “ลองนี่หน่อย รสจัดจ้านสะใจ!”

        เซี่ยเหวินเจามองเนื้อย่างที่มันหยดติ๋งลงบนโต๊ะ เขานิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยื่นมือไปรับมา แล้วกัดกินเข้าไปคำโต ความเผ็ดร้อนและกลิ่นเครื่องเทศเตะจมูกอย่างจังจนเขาต้องไอคอกแคก

        “ฮ่าๆๆ! อ่อนว่ะเหล่าเซี่ย!” จางเฉินตบโต๊ะขำก๊าก

        แทนที่จะโกรธหรือเสียหน้าเหมือนลูกคุณหนูทั่วไป เซี่ยเหวินเจาเพียงแค่ส่ายหน้า รีบยกน้ำชาขึ้นดื่มดับเผ็ด แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

        รอยยิ้มของเขาในคืนนี้ ไม่ใช่รอยยิ้มเย็นชาที่ซ่อนการคำนวณเอาไว้เหมือนทุกครั้ง แต่มันคือรอยยิ้มที่ผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติอย่างที่เด็กหนุ่มวัยสิบแปดคนหนึ่งควรจะมี เมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่เขาไม่ต้องระวังตัว ความตึงเครียดของทายาทตระกูลใหญ่ก็ถูกปลดเปลื้องลงชั่วคราว

        ระหว่างที่เสียงหัวเราะกำลังดังลั่น โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะของจางเฉินก็สั่นครืดๆ หน้าจอสว่างวาบโชว์เบอร์โทรเข้า

        จางเฉินเหลือบมองชื่อบนหน้าจอ ถอนหายใจยาว ก่อนจะปล่อยให้มันสั่นไปเรื่อยๆ จนเงียบดับไปเอง

        “ใครโทรมาวะ สาวที่ไหนตามตัวท่านหัวหน้าหรือเปล่า?” ปาเยว์เซิงแซว

        จางเฉินคีบลูกชิ้นปลาย่างเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ 

        “แม่อีกแล้ว” เขาบ่นอุบ “ช่วงนี้โรงงานที่เวินโจวเหมือนจะมีปัญหาสายการผลิตนิดหน่อย แกเครียดนอนไม่หลับ เลยชอบโทรมาบ่นจุกจิก นี่รอบที่สามของวันแล้ว ปล่อยไว้งี้แหละ ขี้เกียจฟัง”

        “ปัญหาใหญ่เหรอวะ?” ปาเยว์เซิงถามด้วยความซื่อ

        “โอ๊ย ไม่หรอกมั้ง โรงงานออกจะใหญ่โต เดี๋ยวพวกผู้จัดการก็แก้ปัญหาได้เองแหละ” จางเฉินโบกมือปัด ราวกับเรื่องธุรกิจของที่บ้านเป็นเรื่องไกลตัว 

        “มาๆ คืนนี้เรามาฉลองกัน อย่าเอาเรื่องปวดหัวมาคุยเลย ชนๆๆ!”

        ตลอดบทสนทนาที่เจื้อยแจ้วนั้น อิ๋งเย่นั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆ

        เขาไม่ได้พูดแทรก ไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องธุรกิจ และไม่ได้ปล่อยออร่าความลึกลับใดๆ ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีพื้นธรรมดา นั่งพิงพนักเก้าอี้พลาสติก ซึมซับบรรยากาศรอบตัวด้วยดวงตาที่สงบนิ่ง

        ในชาติก่อน ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยปาร์ตี้หรูหรา แชมเปญขวดละแสน และผู้คนที่สวมหน้ากากเข้าหากัน ทุกคำพูดคือการเจรจาผลประโยชน์ ทุกรอยยิ้มคือการประเมินมูลค่า เขาต้องคอยระแวงว่าใครจะแทงข้างหลัง และต้องดิ้นรนสร้างภาพลักษณ์เพื่อไม่ให้ถูกเหยียบย่ำ เขาไม่เคยมี ‘เพื่อน’ ในความหมายที่แท้จริงเลยสักคน

        แต่ตอนนี้... ท่ามกลางเสียงโวยวายของจางเฉิน เสียงหัวเราะซื่อๆ ของปาเยว์เซิง และท่าทีผ่อนคลายของเซี่ยเหวินเจา อิ๋งเย่รู้สึกว่าแผ่นหลังที่เคยมัดตึงเกร็งของเขาได้คลายลงอย่างช้าๆ

        เขาคีบเนื้อย่างไม้หนึ่งขึ้นมา และสังเกตเห็นรอยไหม้เกรียมสีดำตามขอบเนื้อ เขาจึงหยิบกรรไกรมาตัดส่วนนั้นออกเงียบ ๆ ตามความเคยชิน

        ในขณะที่อีกสามคนกำลังเถียงกันเรื่องหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้าฉาย อิ๋งเย่ก็ค่อยๆ ดึงจานรวมเนื้อย่างมาไว้ตรงหน้าตัวเอง เขาใช้กรรไกรเล็มเฉพาะส่วนที่ไหม้เกรียมออก ก่อนดันจานกลับไปไว้กลางโต๊ะ

        จางเฉินที่กำลังคุยติดลม ไม่ได้สังเกตเห็นกระบวนการนั้นเลย เขาเอื้อมมือมาหยิบเนื้อไม้ใหญ่ที่อิ๋งเย่เพิ่งจัดการเสร็จ ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

        “เฮ้ย เนื้อจานนี้ร้านย่างดีว่ะ ไม่ขมเลย!” จางเฉินเอ่ยชม ก่อนจะหยิบอีกไม้ส่งให้เซี่ยเหวินเจา

        “เหล่าเซี่ย เอานี่ไปกิน!”

        อิ๋งเย่มองภาพนั้นแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นองศาที่เล็กมากๆ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น

        เขาเหลือบไปเห็นแก้วเบียร์ของจางเฉินที่เริ่มพร่องลงอย่างรวดเร็ว ด้วยรู้ดีว่าพรุ่งนี้มีเรียนเช้า หากปล่อยให้หมอนี่ดื่มตามใจชอบ พรุ่งนี้คงปวดหัวจนลุกไม่ขึ้นแน่ๆ อิ๋งเย่จึงค่อยๆ ขยับเหยือกเบียร์ที่วางอยู่ใกล้มือจางเฉิน ดันมันถอยห่างออกไปไว้สุดขอบโต๊ะ แล้วเนียนสลับเอาเหยือกน้ำชาข้าวบาร์เลย์อุ่นๆ มาวางแทนที่ ในระยะที่มือของจางเฉินสามารถคว้าถึงได้ง่ายที่สุด

        และก็เป็นไปตามคาด จางเฉินที่กำลังเมามันกับการเล่าเรื่อง คว้าเหยือกน้ำชาเทใส่แก้วตัวเองแล้วยกดื่มอึกใหญ่โดยไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่ามันไม่ใช่เบียร์

        เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม บังเอิญเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นพอดี

        เขาเห็นอิ๋งเย่ตัดรอยไหม้ เห็นอิ๋งเย่สลับเหยือกชา

        แต่น่าประหลาด ที่ครั้งนี้สมองอันเฉียบแหลมของเซี่ยเหวินเจาไม่ได้พยายามตีความการกระทำนั้นไปในทิศทางของปรัชญาชั้นสูง หรือการเคลื่อนไหวของผู้นำระดับโลกเหมือนที่ผ่านมา

        เซี่ยเหวินเจาเพียงแค่มองชายหนุ่มที่กำลังคีบผักย่างเข้าปากเงียบๆ แล้วรอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทายาทตระกูลเซี่ย

        ‘หมอนี่... เป็นรูมเมทที่ไม่เลวเลยแฮะ’

        ...

        เกือบห้าทุ่ม งานเลี้ยงเล็กๆ ของห้อง 302 ก็จบลง

        จางเฉินเดินนำหน้าด้วยท่าทางกรึ่มๆ แต่ไม่ได้เมาจนเสียศูนย์ ต้องขอบคุณชาข้าวบาร์เลย์ที่อิ๋งเย่แอบสลับให้ เขากอดคอปาเยว์เซิง ร้องเพลงป็อปยุค 90 ด้วยเสียงหลงคีย์ดังก้องไปทั่วทางเท้าที่ทอดยาวกลับสู่หอพัก

        ปาเยว์เซิงพยายามร้องคอรัสตามด้วยสำเนียงมองโกล ทำให้เพลงยิ่งฟังดูตลกและเละเทะไปกันใหญ่

        เซี่ยเหวินเจาเดินตามหลังมาติดๆ มือล้วงกระเป๋ากางเกง มองดูเพื่อนสองคนข้างหน้าพลางส่ายหัวด้วยความขบขัน ลืมมาดคุณชายไปจนหมดสิ้น

        ส่วนอิ๋งเย่... เขาเดินรั้งท้ายอยู่เงียบๆ

        สายลมกลางคืนของต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดมาปะทะใบหน้า หอบเอาความเย็นสบายและกลิ่นอายของใบไม้แห้งมาด้วย แสงไฟถนนสีเหลืองนวลทอดเงาของเด็กหนุ่มทั้งสี่ให้ทอดยาวไปบนพื้นคอนกรีต

        อิ๋งเย่ล้วงมือทั้งสองข้างซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต มองดูแผ่นหลังของเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคน

        ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย... ชีวิตที่เขาเคยทำพังทลายลงด้วยมือตัวเองในอดีต บัดนี้มันกำลังดำเนินไปในเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

        ครั้งนี้ เขาไม่คิดจะรีบวิ่งไปข้างหน้าอีกแล้ว

        ไม่ต้องมีรถสปอร์ต ไม่ต้องมีนาฬิกาหรู ไม่ต้องพยายามทำตัวให้ใครยอมรับ ชายหนุ่มผู้เคยผ่านความตายและความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอและมั่นคง ความเงียบสงบในใจของเขาสอดประสานไปกับเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมห้อง

        คืนนี้ ไม่มีนักลงทุนระดับโลก ไม่มีทายาทตระกูลลับ

        มีเพียงอิ๋งเย่... นักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังเดินกลับหอพักพร้อมกับเพื่อนของเขาเท่านั้นเอง

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!