ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 14: บทที่ 14 เสียงที่โกหก

👁️ 4 อ่าน
22px

        แสงตะเกียงจากเรือปีกขวายังคงลอยคว้างอยู่หลังม่านสีขาวขุ่น มันเป็นเพียงจุดสีส้มสลัวที่กะพริบไหว ทว่าความเงียบงันที่ตอบกลับมาหลังเสียงระฆังของเรือหลัก ทำให้บรรยากาศบนดาดฟ้าเรือลาดตระเวนแห่งลังกาเย็นเยียบลงยิ่งกว่าอุณหภูมิของอากาศ

        รังเกศจ้องแสงดวงนั้นอยู่นาน คิ้วของเขากดลึกเข้าหากัน

        "อย่าเชื่อระยะจากแสงเพียงอย่างเดียว" แม่ทัพกล่าว เสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าแฝงความระแวดระวังอย่างคนทะเล

        "หมอกกับอากาศเย็นอาจทำให้ตาและหูบอกระยะไม่ตรงกัน"

        เขาหันไปหาต้นหนที่ยังคงยืนตื่นตะลึง

        "รักษาตำแหน่งเดิม อย่าไล่ตามแสงจนกว่าเราจะรู้ว่ามันคืออะไร"

        ความอึดอัดโรยตัวลงมาพร้อมกับม่านหมอกที่หนาทึบขึ้น ทุกคนบนดาดฟ้าต่างจ้องมองไปยังจุดสีส้มดวงนั้น ราวกับมันเป็นแสงสว่างเดียวที่เชื่อมพวกเขากับโลกแห่งความเป็นจริง

        ทว่าในอึดใจต่อมา แสงดวงเล็กนั้นก็วูบดับลง

        มันไม่ใช่การเคลื่อนตัวห่างออกไป แต่มันหายไปราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นตะปบดับกลางอากาศ

        ความโกลาหลเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่กะลาสี เสียงกระซิบกระซาบดังแทรกเสียงลมและเสียงไม้ลั่น ทะเลที่ไร้ขอบเขต ไร้ดวงดาว และไร้เสียงตอบรับ กำลังบีบคั้นจิตใจของผู้คนให้จินตนาการถึงอาถรรพ์และผีสางใต้มหาสมุทร

        "ทำตามคำสั่งแม่ทัพของพวกเจ้า"

        เสียงของสุวรรณมาลีดังขึ้นจากใต้เพิงบังลม น้ำเสียงของนางไม่ได้ดังกึกก้อง แต่ชัดเจนพอให้คนที่อยู่ใกล้เสากระโดงได้ยิน นางไม่ได้วิ่งออกมาแสดงความตื่นตระหนก สตรีสูงศักดิ์ยืนยึดเชือกชักใบเรือไว้เพื่อทรงตัว แผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรง

        "ความกลัวไม่ช่วยให้เรือกลับมา"

        รังเกศหันกลับไปหาลูกเรือ

        "ประจำสถานี!"

        เสียงกระซิบตามดาดฟ้าขาดหายไป กะลาสีกลับเข้าหาเชือก รอก และตำแหน่งของตน ทว่าความสงบนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่

        เสียงคลื่นที่เคยเงียบหายไปกลับดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่มันไม่ใช่เสียงคลื่นกระทบกราบเรือ มันคือเสียงน้ำแตกฟองอย่างรุนแรง เสียงของกระแสน้ำเชี่ยวที่กำลังปะทะกับโขดหินใต้น้ำ

        "แนวหินโสโครก!"

        คนเฝ้าหัวเรือตะโกนสุดเสียง

        "เสียงมาจากกราบซ้าย! มันดังก้องไปหมดพ่ะย่ะค่ะ!"

        เสียงน้ำกระแทกหินสะท้อนไปมาในม่านหมอกจนตำแหน่งของมันไม่ยอมอยู่กับที่ ซ้าย ขวา หน้า หลัง ทุกทิศเหมือนส่งเสียงเดียวกันกลับมา เรือลาดตระเวนเริ่มโคลงเคลงเมื่อถูกกระแสน้ำใต้น้ำที่มองไม่เห็นกระชาก

        รังเกศไม่ได้ยอมจำนนต่อความสับสนของประสาทสัมผัส

        "ลดใบ!" รังเกศตะโกนสั่งการ

        "เอาสายหยั่งออกทั้งสองกราบ เตรียมสมอหัวเรือ!"

        เสียงตอบรับดังขึ้นตามดาดฟ้า กะลาสีวิ่งเข้าประจำที่ ลูกตะกั่วผูกเชือกถูกโยนลงน้ำอย่างรวดเร็ว

        "กราบขวา ห้าวา!" เสียงรายงานความลึกดังขึ้น

        "กราบซ้าย เจ็ดวา!"

        ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงตะโกนระลอกใหม่ก็ดังขึ้นแข่งกับเสียงคลื่น

        "กราบขวา สี่วา!"

        "กราบซ้ายยังเจ็ด!"

        รังเกศหันขวับไปทางหัวเรือ

        น้ำกำลังตื้นขึ้นทางขวา

        "เสียงใช้ไม่ได้" เคนพูดขึ้น

        รังเกศหันมองชายหนุ่ม เคนไม่ได้จ้องเข้าไปในม่านหมอก ทว่ากำลังมองกะลาสีที่เพิ่งดึงสายหยั่งขึ้นมา

        "แต่ความลึกยังใช้ได้"

        เคนชี้ไปทางซ้าย

        "ถ้าน้ำกำลังตื้นขึ้นทางขวา เสียงที่เราได้ยินจากซ้ายก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเชื่อ"

        เขาหันไปหารังเกศ

        "ท่านคิดอย่างไร?"

        รังเกศนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ สายตาเคลื่อนจากคนถือสายหยั่งกราบขวาไปยังกราบซ้าย

        "หักหางเสือซ้าย! รักษาความเร็วต่ำ!"

        คำสั่งของเขาดังก้องไปทั่วดาดฟ้า คนถือท้ายกับกะลาสีข้างหางเสือออกแรงพร้อมกัน ตัวเรือสั่นสะท้านขณะฝืนกระแสน้ำ

        "หัวเรือตอบช้าพ่ะย่ะค่ะ!"

        คนถือท้ายตะโกนกลับมาด้วยความตึงเครียด

        "กระแสน้ำกำลังผลักท้ายเรือ!"

        ขณะที่หัวเรือค่อยๆ หันไปทางซ้ายอย่างยากลำบาก เคนรู้สึกถึงบางอย่างในอก

        มันไม่ใช่แรงดึง

        ไม่ใช่ทิศทาง

        เพียงความคุ้นเคยวูบหนึ่งที่มาแล้วหายไป ก่อนที่เขาจะทันถามตัวเองด้วยซ้ำว่าคุ้นเคยกับอะไร

        เขาไม่มีเวลาคิดต่อ

        "กราบขวา สามวา!" เสียงคนถือสายหยั่งตะโกนขึ้นอีกครั้ง

        ตัวเรือลาดตระเวนพุ่งเฉียดผ่านเงาดำทะมึนของยอดหินโสโครกรูปใบมีดที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาทางกราบขวา ห่างออกไปเพียงไม่กี่ช่วงแขน เสียงหินขูดกับไม้ใต้แนวน้ำดังสะท้านไปทั้งลำเรือ

        หากพวกเขาเชื่อเสียงและหักหนีไปทางขวาตั้งแต่แรก หัวเรือคงพุ่งเข้าหาแนวหินตื้นโดยตรง

        กะลาสีหลายคนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดาดฟ้าด้วยความโล่งอก สุวรรณมาลีค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางมองไปทางยอดหินที่เพิ่งผ่านพ้น ก่อนจะหันกลับมาทางเคน สายตาของนางหยุดอยู่ที่เขาครู่หนึ่ง แล้วจึงเลื่อนไปหารังเกศ

        ความเย็นเยียบที่เกาะกุมผิวหนังเริ่มคลายตัวลง ม่านสีขาวขุ่นค่อยๆ แตกสลายและบางตาลง

        ลมสายหนึ่งพัดผ่านดาดฟ้า

        มันหอบกลิ่นดินเปียกมากับกลิ่นบางอย่างที่เคนจำไม่ได้ว่าเคยได้กลิ่นมาก่อนหรือไม่ ดอกไม้ป่า หรือยางไม้จากแผ่นดิน

        เขาเงยหน้าขึ้น

        หลังม่านหมอกที่เริ่มบางลง เงาดำขนาดมหึมาค่อยๆ ปรากฏขึ้น

        แผ่นดิน

        รังเกศก้าวมาหยุดข้างเขา

        "เกาะพ่ะย่ะค่ะ"

        เคนมองแนวเขาทะมึนที่ทอดอยู่เบื้องหน้า เขายังไม่รู้ว่ามันคือเกาะที่อยู่ในความทรงจำของตนหรือไม่ แต่ชื่อเดิมผุดกลับขึ้นมาอีกครั้ง

        ‘เกาะแก้วพิสดาร’

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!