ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 15: บทที่ 15 แผ่นดินที่ไม่มีในแผนที่

👁️ 5 อ่าน
22px

        เมื่อหมอกบางลง เรือปีกซ้ายปรากฏขึ้นทางท้ายเรือ ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งไมล์ ใบเรือของมันฉีกขาดไปบางส่วน แต่ตัวเรือยังอยู่ครบ เรือปีกขวาปรากฏช้ากว่านั้น มันลอยอยู่อีกด้านของแนวหินที่พวกเขาเพิ่งเฉียดผ่านเมื่อคืน และส่งธงสัญญาณกลับมาว่ามีผู้บาดเจ็บสองนาย แต่ไม่มีผู้สูญหาย

        รังเกศรอจนเรือทั้งสามกลับเข้ารูปขบวน ก่อนจึงหันไปหาแผ่นดินตรงหน้า แสงแรกของรุ่งอรุณค่อยๆ ลอกม่านหมอกสีขาวขุ่นออกทีละชั้น เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความว่างเปล่าของมหาสมุทรทางใต้ มันคือเกาะขนาดมหึมาที่ทอดตัวยาวขวางเส้นขอบฟ้า ยอดเขาสูงตระหง่านถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีเทาจาง ป่าทึบที่ลาดลงสู่ชายหาดมีสีเขียวเข้มจัดจนเกือบดำ

        รังเกศมองแผ่นหนังในมืออีกครั้ง

        "ตำแหน่งนี้ในบันทึกของเราเป็นร่องน้ำเปิดพ่ะย่ะค่ะ"

        "ไม่มีเกาะ?" เคนถาม

        "ไม่มีในแผนที่ลังกา"

        รังเกศเงยหน้ามองแนวเขาตรงหน้า

        "อย่างน้อยก็ไม่มีอยู่ตรงที่เรากำลังยืน"

        เคนมองแนวป่าที่ทอดขึ้นไปถึงไหล่เขา การจำชื่อสถานที่หนึ่งจากหนังสือเป็นเรื่องหนึ่ง การได้กลิ่นดินและตะไคร่น้ำของมันเป็นอีกเรื่อง ชื่อเดิมยังคงวนอยู่ในความคิด ‘เกาะแก้วพิสดาร’ แต่เคนไม่ยอมเรียกสถานที่ตรงหน้าด้วยชื่อนั้น เขายังไม่มีหลักฐานพอ

        "หยั่งน้ำต่อจนได้ห้าวา หากพื้นทรายจับสมอได้ ให้ทอดสมอ" รังเกศหันไปสั่งการด้วยความระมัดระวังสูงสุด ก่อนจะหันไปยังเรือปีกทั้งสองลำ

        "ส่งสัญญาณให้ปีกซ้ายเตรียมเรือบดสองลำ ปีกขวารักษาระยะคุ้มกันนอกแนวหิน"

        เคนพยักหน้าเห็นด้วยกับแผนการ เขาหันกลับมาและพบว่าสุวรรณมาลีออกมายืนรออยู่แล้ว นางยังคงสวมชุดกะลาสีที่รัดกุม ทับด้วยเสื้อคลุมของลังกาเพื่อกันลมหนาว เส้นผมถูกรวบตึง นางยังคงสวมชุดกะลาสีทับด้วยเสื้อคลุมของลังกา เส้นผมถูกรวบตึง แม้ใบหน้าจะยังซีดอยู่เล็กน้อย แต่สายตาของนางไม่เคยละจากชายหาดตรงหน้า

        "ข้าจะลงไปกับเรือชุดแรก" สุวรรณมาลีกล่าว รังเกศยังไม่ตอบ เคนหันไปหาหมอเรือ

        "นางไหวหรือไม่?"

        หมอเรือลังเล

        "ลงฝั่งได้พ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่ควรเดินไกล และต้องพักหากเริ่มหนาวอีก"

        รังเกศมองชายหาด ก่อนพยักหน้า

        "องค์หญิงอยู่กับหน่วยกลาง ไม่แยกจากกำลังคุ้มกัน"

        "ตกลง" สุวรรณมาลีตอบ นางค้อมศีรษะรับคำรังเกศ จากนั้นนางหันไปมองชายหาดอีกครั้ง

        …

        เมื่อเรือบดจากปีกซ้ายถูกกรรเชียงมาเทียบ ฝีพายก็นำพวกเขามุ่งหน้าสู่แผ่นดิน หาดทรายเมื่อเหยียบลงไปให้ความรู้สึกหยาบ มันปะปนไปด้วยเศษเปลือกหอยและเม็ดควอตซ์ที่สะท้อนแสงแดดยามเช้า ทันทีที่ก้าวพ้นแนวคลื่น บรรยากาศของเกาะก็กลืนกินพวกเขา

        เกาะแห่งนี้เงียบเกินไป ไม่มีเสียงนกทะเลร้องระงมอย่างที่เกาะในเขตร้อนควรจะมี มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านเรือนยอดไม้

        ห่างออกไปไม่ไกลนัก กวางป่าตัวหนึ่งกำลังยืนเล็มหญ้าอยู่ใต้ร่มไม้ ทว่าเมื่อมันเห็นมนุษย์อาวุธครบมือเดินขึ้นฝั่ง มันกลับไม่ตื่นตระหนกและไม่วิ่งหนี กวางตัวนั้นเพียงแค่เงยหน้ามองพวกเขา ก่อนจะก้มกลับไปหาใบไม้ตามเดิม

        กะลาสีข้างเคนพึมพำคำขอขมาผีป่า เคนไม่ได้หัวเราะ ชื่อหนึ่งจากเรื่องเดิมผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง

        ‘พระโยคี’

        เขาไม่มีหลักฐานว่าความสงบของสัตว์ตรงหน้าเกี่ยวข้องกับชายผู้นั้นแม้แต่น้อย แต่ก็เป็นอีกชื่อที่เขาจำไว้

        "แบ่งกำลังเป็นสองสาย" รังเกศสั่งการ

        "สายหนึ่งเลียบชายหาดหาแหล่งน้ำจืด อีกสายตามข้าและฝ่าบาทเข้าไปสำรวจแนวป่าด้านใน ระวังตัวด้วย"

        พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามแนวป่าที่เชื่อมกับชายหาด สุวรรณมาลีเดินอยู่กับหน่วยกลาง สายตาของนางกวาดมองไปตามพื้นทรายและพุ่มไม้ ผ่านไปราวครึ่งก้านธูป เสียงตะโกนของกะลาสีแนวหน้าก็ดังขึ้น

        "พบร่องรอยพ่ะย่ะค่ะ!"

        เคน สุวรรณมาลี และรังเกศ รีบรุดหน้าไปยังจุดที่กะลาสีชี้ ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่ห่างจากชายหาดเพียงเล็กน้อย มีร่องรอยของการตั้งค่ายพักพิงชั่วคราว กองขี้เถ้าที่เย็นชืดและถูกลมพัดจนกระจัดกระจายบอกให้รู้ว่าเคยมีการก่อไฟที่นี่ มีเศษกระดานเรือที่ถูกนำมาใช้เป็นที่นั่ง

        สุวรรณมาลีย่อตัวลงข้างพุ่มไม้ ก่อนเอื้อมไปหยิบเศษผ้าสีทองที่เกี่ยวอยู่กับกิ่งเตี้ยๆ

        "ผ้าคาดแขน... ของราชองครักษ์เมืองผลึก"

        นางพลิกผ้าดูตราปักอีกครั้ง

        "พวกเขาขึ้นฝั่ง"

        คราวนี้เสียงของนางดังชัดกว่าเดิม

        รังเกศตรวจรอยเท้าและพื้นที่รอบกองไฟ

        "หลายสิบคน อย่างน้อยก็พอเป็นกำลังจากเรือพระที่นั่งได้"

        เขาแตะขี้เถ้าที่จับตัวเป็นก้อน

        "ไม่ใช่ค่ายของเมื่อคืน พวกเขาออกจากตรงนี้ไปก่อนเราแล้ว"

        ทว่ารังเกศคุกเข่าลงอีกครั้งและเพ่งมองบางอย่างบนพื้นทราย

        "มีคนมาจากทางป่า"

        เคนมองตามปลายนิ้วเขา

        รอยเท้าเปล่าคู่หนึ่งออกมาจากแนวไม้ มาหยุดใกล้กองไฟ จากนั้นรอยเดียวกันก็ย้อนกลับเข้าไปในป่า คราวนี้มีรอยรองเท้าหลายคู่จากค่ายเดินไปในทิศเดียวกัน

        "คนบนเกาะ?" เคนถาม

        "เป็นไปได้" รังเกศตอบ

        รังเกศตามรอยเท้าเปล่าด้วยสายตาจนถึงแนวไม้ รอยนั้นไม่ได้ย้อนกลับไปทางชายหาด มันมุ่งลึกเข้าไปในเกาะ และรอยรองเท้าของคนเมืองผลึกจำนวนหนึ่งก็มุ่งไปทางเดียวกัน

        เคนเงยหน้ามองความมืดใต้เรือนยอดไม้ ชื่อสองชื่อผุดขึ้นมาในความคิด

        ‘พระโยคี พระอภัยมณี’

        เขายังไม่มีหลักฐานว่าใครสักคนในสองชื่อนั้นอยู่บนเกาะนี้ แต่คราวนี้ เขาไม่ต้องถามความทรงจำว่าควรไปทางไหน รอยเท้าตรงหน้าต่างหากที่บอก

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!