ป่าดิบชื้นเบื้องหน้าสว่างกว่าที่เคนคาดไว้ แสงอาทิตย์ยามสายลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมาเป็นลำ กลิ่นไอเค็มของทะเลค่อยๆ จางหายไปเมื่อพวกเขาก้าวลึกเข้ามา ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นของดินชื้นและพรรณไม้ป่า
เคนเดินตามรอยเท้าเข้าไปใต้เรือนยอดไม้ โดยมีรังเกศและทหารลังกาเดินระแวดระวังขนาบข้าง ยิ่งลึกเข้าไป เขากลับไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสถานที่จากนิทาน เขารู้สึกเพียงว่าทุกก้าวกำลังทำให้ชื่อสองสามชื่อในความทรงจำเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
เสียงพูดคุยแผ่วเบาดังแว่วมาจากเบื้องหน้า รังเกศยกมือขึ้นให้สัญญาณทหารลดฝีเท้า พวกเขาแหวกดงไม้พุ่มออกและพบกับลานหินกว้างที่ถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่
ทหารราชองครักษ์แห่งเมืองผลึกกว่ายี่สิบนายนั่งพักพิงอยู่ตามโขดหินและรากไม้ สภาพของแต่ละคนอิดโรย เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและเกลือทะเล หลายคนมีเศษผ้าพันบาดแผลตามร่างกาย
"เสด็จพ่อ!"
สุวรรณมาลีกึ่งวิ่งกึ่งเดินฝ่าลานกว้างเข้าไปยังแคร่ไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่ใต้ร่มไม้ บนแคร่นั้น ท้าวสิลราชเอนกายพิงผ้าห่อสัมภาระ ใบหน้าของกษัตริย์ชราซูบซีดและอิดโรยอย่างหนัก ทว่าเมื่อเห็นพระธิดาของตน ดวงตาที่อ่อนล้าก็เบิกกว้างขึ้นทันที ท้าวสิลราชอ้าแขนรับร่างของสุวรรณมาลีที่โผเข้ามากอด
สายตาของเคนไม่ได้หยุดอยู่ที่การพบกันของพ่อลูก อีกฟากหนึ่งของแคร่มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนโขดหินเตี้ย เสื้อผ้าของเขาเก่ากว่าที่เคนคาดไว้ ผิวคล้ำจากแดด เส้นผมถูกรวบอย่างลวกๆ และมีรอยเกลือแห้งติดอยู่ตามชายผ้า
ชายคนนั้นกำลังช่วยพันผ้าแผลให้ทหารผลึกคนหนึ่งอย่างเบามือ
ข้างตัวเขามีปี่ไม้สีเข้มวางพิงอยู่กับโขดหิน
เคนหยุดเดิน ไม่ใช่เพราะรูปโฉม แต่เพราะปี่
‘พระอภัยมณี’
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นจากการทำแผล เมื่อเห็นกลุ่มผู้มาใหม่ เขาส่งรอยยิ้มสุภาพที่ดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ
"สวรรค์ยังมีเมตตา" น้ำเสียงของเขากังวานและราบเรียบ
"เมื่อคืนท้าวสิลราชทรงกังวลจนแทบไม่ได้บรรทม ด้วยเกรงว่าพระธิดาจะสูญหายไปในพายุ"
"คนของเราขึ้นฝั่งมาแทบไม่เหลือแรง" ท้าวสิลราชกล่าวแทรกขึ้น เสียงของพระองค์แหบพร่าพลางลูบผมพระธิดา
"หากไม่ได้ท่านอภัย สินสมุทร และผู้คนที่นี่ช่วยหาน้ำ ช่วยรักษาคนเจ็บ และพาเรามาหาที่พัก คนของข้าคงเสียไปมากกว่านี้"
สุวรรณมาลีผละจากพระบิดาและหันไปทางชายผู้ถือปี่
"ขอบใจท่านที่ช่วยดูแลเสด็จพ่อของข้า" น้ำเสียงของนางยังเป็นทางการ
เคนมองอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก่อนบังคับตัวเองให้ละสายตา เขาไม่มีเหตุผลที่จะคอยจับผิดว่านางมองชายคนนี้นานกี่อึดใจ
ท้าวสิลราชเงยหน้าขึ้นมองขบวนทหารลังกา ก่อนจะหันมาทางเคน
"ท่านอภัย นี่อุศเรน รัชทายาทแห่งลังกา คู่หมั้นของสุวรรณมาลี"
พระอภัยลุกขึ้นจากโขดหิน สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เคนครู่หนึ่ง
"องค์ชายอุศเรน"
เขาค้อมศีรษะให้คนแปลกหน้าอย่างให้เกียรติ
"ข้ามีนามว่าอภัยมณี"
เคนมองชายตรงหน้า หากความทรงจำของเขาไม่ผิด บุรุษคนนี้จะอยู่ปลายทางของความพ่ายแพ้ของอุศเรน แต่ในขณะนี้ เขาเห็นเพียงชายคนหนึ่งที่ลุกขึ้นค้อมศีรษะให้คนแปลกหน้าอย่างสุภาพ เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น ชายผ้ามีคราบเกลือแห้ง และสีหน้าไม่ได้แสดงความเป็นปรปักษ์แม้แต่น้อย
น่าประหลาดที่คนซึ่งควรเป็นศัตรูในความทรงจำ กลับไม่ให้ความรู้สึกเหมือนศัตรูเลย
"ข้าคืออุศเรน" เคนตอบรับ
ชายทั้งสองค้อมศีรษะให้กัน
ไม่มีผู้ใดบนลานหินแสดงท่าทีว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
มีเพียงเคน
เขาจำลำดับทั้งหมดไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงหนึ่งกลับผุดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องงมหา อุศเรนควรพบพระอภัยมณี เพียงแต่ไม่ใช่ที่นี่ และไม่ใช่ตอนนี้