ลานหินใต้ร่มไม้ใหญ่กลายเป็นสถานพยาบาลชั่วคราว เสียงคนเจ็บ เสียงตักน้ำจากลำธาร และเสียงฉีกผ้าฝ้ายสำหรับพันแผลสลับกันอยู่ใต้เรือนยอดไม้ที่หนาทึบ หลังหลายวันที่มีแต่พายุ หมอก และการค้นหาที่บีบคั้นประสาท สิ่งที่รอพวกเขาบนเกาะที่ไม่มีในแผนที่กลับเป็นงานธรรมดาที่สุดอย่างหนึ่ง
ทำให้คนที่ยังรอดอยู่มีชีวิตต่อไป
หมอเรือเดินออกจากกลุ่มคนเจ็บมาพร้อมรังเกศ
"ส่วนใหญ่เป็นบาดแผลจากการกระแทกหิน น้ำเค็มกัด และความอ่อนล้าสะสมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" หมอเรือรายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
"แต่มีหลายคนเริ่มมีไข้ เรายังบอกสาเหตุแน่ชัดไม่ได้"
"หากจะลำเลียงคนเจ็บทั้งหมดกลับเรือใหญ่ ต้องใช้เรือบดหลายเที่ยว ท้าวสิลราชยังไม่ควรเคลื่อนย้ายในวันนี้" รังเกศกวาดสายตามองไปรอบลานหิน
"อีกประการ เราเข้ามาในถิ่นของผู้อื่นโดยยังไม่รู้กฎของสถานที่นี้ ก่อนจะตั้งค่ายหรือเคลื่อนคนจำนวนมาก เราควรพบผู้ที่ดูแลเกาะเสียก่อน"
เคนพยักหน้ารับคำประเมินนั้น ก่อนที่สายตาจะหยุดลงที่ชายผู้หนึ่งอีกฟากของลานหิน
พระอภัยมณีเดินผ่านกลุ่มคนเจ็บไปพร้อมกระบอกน้ำไม้ไผ่หลายกระบอกในอ้อมแขน เขาส่งหนึ่งกระบอกให้ท้าวสิลราช และส่งอีกหลายกระบอกให้ทหารเมืองผลึกที่กำลังนอนซมเพราะไข้ เขาทำเช่นนั้นเงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากเรียกให้กะลาสีหรือทหารคนใดมาช่วย
เมื่อมาถึงสุวรรณมาลี เขายื่นกระบอกสุดท้ายให้นาง
"องค์หญิงควรดื่มเสียบ้าง"
"ขอบใจท่าน"
สุวรรณมาลีรับกระบอกน้ำนั้นไว้ นางจิบเพียงเล็กน้อยเพื่อดับกระหาย ก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งลงข้างพระบิดา ใช้ผ้าชุบน้ำคอยซับตามใบหน้าและลำคอของกษัตริย์ชราอย่างระมัดระวัง
เคนพบว่าตัวเองมองตามนางอยู่ครู่หนึ่ง นานพอให้เขาต้องละสายตา และสงสัยขึ้นมาว่าเหตุใดตนจึงคอยสังเกตว่านางมองพระอภัยมณีนานกี่อึดใจ
พระอภัยมณีมองตามสุวรรณมาลีไปครู่หนึ่ง จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนมาทางเคน
ดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบ เคนไม่รู้ว่าชายตรงหน้าเห็นอะไร หรือกำลังคิดอะไรอยู่
เสียงย่ำเท้าสวบสาบฝ่าดงไม้ดังขึ้น ดึงความสนใจของกะลาสีและทหารยามรอบลานหิน กิ่งไม้ถูกแหวกออก ร่างของเด็กหนุ่มผิวสีทองแดงคร้ามแดดก้าวเข้ามา เขามีมัดกล้ามเนื้อแข็งแรงเกินวัย และสายตาที่กวาดมองคนแปลกหน้าทุกคนอย่างระแวดระวัง บนบ่าพาดมัดฟืนขนาดใหญ่ ส่วนมืออีกข้างหิ้วห่อผลไม้ป่าที่รวบมาจนเต็ม
สินสมุทรขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นทหารแปลกหน้าในเครื่องแบบลังกาเต็มลานหิน เขาวางท่อนไม้ลงข้างกองเสบียงเสียงดังทึบ ไม่ได้ชักอาวุธ แต่ก็ไม่ได้เดินเข้าใกล้ สายตาของเขาไล่จากดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวของทหารลังกา ไปยังรังเกศ ก่อนจะมาหยุดที่เคน
"ท่านพาคนถือดาบเข้ามามากนัก" สินสมุทรจ้องเคนตรงๆ
พระอภัยมณีเอ่ยปรามเสียงอ่อน
"สินสมุทร"
"ข้าถามเขา" เด็กหนุ่มตอบบิดา โดยที่ดวงตายังไม่ละจากเคน
เคนมองทหารของตนที่ยืนคุ้มกันอยู่รอบลานหิน ก่อนจะหันกลับมาสบตาเด็กหนุ่ม แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถ้ามีคนแปลกหน้าขึ้นฝั่งบ้านข้า ข้าก็คงถามเหมือนเจ้า"
สินสมุทรนิ่งไป เขาไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้ลดความระวังตัวลง ทว่าเขาก็ไม่ได้ตั้งคำถามซ้ำ เด็กหนุ่มเพียงแค่ละสายตาจากเคน แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อนำผลไม้ไปกองไว้ใกล้กลุ่มคนเจ็บอย่างเงียบๆ
"บุตรชายข้าอาจระวังคนแปลกหน้ามากไปสักหน่อย" พระอภัยมณีกล่าวพลางค้อมศีรษะให้เคนเล็กน้อย
เคนมองสินสมุทรที่ยังคงปรายตามองทหารลังกาอยู่เป็นระยะ
"เขาเพิ่งเห็นทหารติดอาวุธหลายสิบคนเดินเข้ามา ข้าว่าระวังไว้ก่อนก็สมเหตุสมผล"
พระอภัยมณีมองเคน เขาคลี่ยิ้มบางๆ
"กองเรือของท่านผ่านแนวหินเข้ามาได้อย่างไร?" พระอภัยมณีถาม
"หมอกด้านนอกนั้นอันตรายนัก"
เคนเหลือบไปทางรังเกศ
"แม่ทัพของข้าไม่ยอมเชื่อเสียงที่ได้ยิน เขาให้หยั่งน้ำสองกราบแทน"
"องค์ชายเป็นผู้สังเกตว่าความลึกกับเสียงขัดกันพ่ะย่ะค่ะ" รังเกศกล่าว
เคนส่ายหน้าเล็กน้อย
"หากไม่มีคนรู้ทะเล ข้อสังเกตก็ไม่มีประโยชน์"
เคนมองชายตรงหน้า ไม่มีความเกลียดชังอยู่ในบทสนทนานี้ ไม่มีการท้าทาย ไม่มีแม้แต่เหตุผลให้ระแวงกันมากกว่าที่คนแปลกหน้าสองคนควรมี นั่นกลับทำให้สิ่งที่เขาจำได้น่าไว้วางใจน้อยลงกว่าเดิม หากคนสองคนนี้ต้องกลายเป็นศัตรูกันจริง บางอย่างยังมาไม่ถึง
"ข้าเห็นด้วยกับแม่ทัพของท่าน" พระอภัยมณีเอ่ยขึ้น
"เกาะนี้มีกฎเกณฑ์ของมัน และผู้ที่จะอนุญาตให้พวกท่านตั้งค่ายพักพิงได้ ไม่ใช่ข้า..."
ชายผู้ถือปี่ทอดสายตามองลึกเข้าไปในแนวป่าที่ทอดตัวขึ้นสู่ยอดเขา
"...แต่เป็นพระอาจารย์ของพวกเรา"
"พระโยคี" เคนเอ่ย
พระอภัยมณีเงียบไป
เพียงเล็กน้อย แต่พอให้เคนรู้ตัว
‘เขาไม่ควรพูดชื่อนั้นออกมา’
"องค์ชายรู้จักพระอาจารย์หรือ?" เสียงของพระอภัยมณียังคงสุภาพและกังวานใสเหมือนเดิม ทว่าแววตาของเขาจ้องมองมาที่เคนอย่างค้นหา
เคนมองสบตาชายตรงหน้า
ไม่มีผู้ใดจากลังกาเคยเอ่ยชื่อนั้น ในแผนที่ของรังเกศ ตำแหน่งนี้ควรมีเพียงทะเล และเมื่อครู่... พระอภัยมณีก็เพิ่งเรียกชายผู้นั้นเพียงว่า
'พระอาจารย์'
เคนเม้มริมฝีปากชั่วครู่
"ไม่" เขาตอบในที่สุด
พระอภัยมณีรอ
“แต่ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่า”