"ครูพนาวัน...ผมอยากให้ชงกาแฟให้ผมทุกวันได้ไหม เรื่องชงกาแฟเนี่ย ผมไม่ได้ให้ทำเพราะผมแค่อยากกินหรอกนะ แต่มันคือทักษะการบริการ เป็นช่องทางที่คนเขาได้ดิบได้ดีมาเยอะแล้ว"
อาจารย์ใหญ่ วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะด้วยท่าทีเหนือกว่า สายตาคาดหวังคำตอบที่อ่อนน้อม
พนาวันยืนนิ่ง ความเงียบในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่เหมือนจะถูกบีบให้แคบลงจนอึดอัด เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตาคนตรงหน้าโดยไม่หลบเลี่ยง
"งั้นหนูไม่เอาดีก็ได้ค่ะท่านอาจารย์ใหญ่"
ประโยคนั้นเรียบง่าย แต่มันหนักแน่นเสียจนบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที ชายวัยกลางคนผิวคล้ำ ผมหยิกตัดสั้น ในกรอบแว่นหนาเตอะชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าประหลาดใจกึ่งไม่พอใจที่เห็นครูผู้น้อย มิหนำซ้ำ เพิ่งมาบรรจุได้ยังไม่ถึงเดือน ยังไม่ผ่านการทดลองงาน กล้าตอกกลับด้วยคำพูดที่ตัดบทแบบไม่ไว้หน้า
"ครูว่าอะไรนะ?"
"หนูบอกว่า หนูก็พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ดีค่ะ ไม่ได้อยากได้ดิบได้ดีจากการชงกาแฟให้ใคร... ถ้าหน้าที่ของครูคือการพัฒนาเด็ก ไม่ใช่การเป็นบาริสต้า หนูขออนุญาตกลับไปสอนเด็กๆ ดีกว่านะคะ"
พนาวันก้าวเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เพราะความสะใจที่ได้รักษาสิ่งที่เธอให้ค่าที่สุดเอาไว้ได้
เธอผลักประตูออกไปสู่ระเบียงตึกเรียน ลมร้อนๆ ยามบ่ายไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดเท่ากับสิ่งที่เพิ่งเจอมา
เธอต้องการพัก... พักจากโลกที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขบ้าๆ บอๆ นี้ไปเสียที
“เป็นหยังคือหน้าบูดแท่ล่ะ น้องนา”
เสียงครูภาสกรถามออกมาจากห้องป.3
“บ่มีหยังดอกจ้า ประคารมกับผู้ยิ่งใหญ่มานิดหน่อย” บอกเสียงเรียบ แต่สีหน้ายังบูดบึ้งอยู่
“อือ! ครูอยู่นี่กะชินแล้วละ ทำใจเอาเด้ออิหล่า”
“คงต้องเป็นแบบนั้นละจ้า แต่หนูมันคนบ่อยอมคนนี่แหล่ว เฮ้อ! ต้องดัดนิสัยจะของหลายเติบละแบบนี่”
“เอ้อๆ ตัวน้อยๆ อายุกะน้อยๆ ปรับตัวเอาเด้อหล่า เพื่อความราบรื่นในการทำงานเนาะ”
“จ้า ขอบคุณที่แนะนำ ขอตัวไปสอนเด็กน้อยก่อนจ้า” แล้วก็เดินเข้าห้องเรียนไป
“คุณครูขา หนูอยากวาดรูปค่ะ!” เสียงนักเรียนชั้น ป.5 ดังขึ้นเซ็งแซ่ประสานกับเสียงเก้าอี้ที่ถูกเลื่อนออกอย่างตื่นเต้น
พนาวันหยุดยืนอยู่หน้าห้อง สูดลมหายใจลึกๆ เพื่อปัดกวาดความหงุดหงิด จากห้องอาจารย์ใหญ่ออกไปจนเกลี้ยงจากหัวสมอง แล้วระบายยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นแววตาเป็นประกายของเจ้าพวกเด็กแสบที่รอคอยการสอนของเธอ
เธอวางแผนการสอนที่ อาจารย์ใหญ่ตรวจแล้วลงบนโต๊ะก่อนจะหันมาบอกเด็กๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
“ได้สิคะ...บ่ายวันศุกร์นี้มีชั่วโมงศิลปะพอดี แต่วันนี้ครูไม่ได้ให้วาดรูปในกระดาษขาวธรรมดาๆ นะ”
เด็กๆ หันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย
พนาวันยิ้มกรุ้มกริ่ม นึกถึงบรรยากาศริมคลองที่บ้านเกิด “ใครอยากวาดรูป... มาหยิบสีไม้แล้วไปนั่งวาดกับที่ตัวเองหรือจะนอนวาดกับพื้นได้เลยค่ะ เดี๋ยววันนี้ครูจะให้วาดรูป ‘ความฝันของหนู’ ที่จะไม่มีใครมาบงการได้... ใครอยากเป็นหมอ เป็นครู หรืออยากเป็นคนปลูกผักแบบครู ก็วาดออกมาให้เต็มที่เลย!”
คำว่า "ไม่มีใครมาบงการ" ทำให้พนาวันรู้สึกจุกในอกเบาๆ เธอรู้ดีว่าในโลกของผู้ใหญ่ มันมีเงื่อนไขมากมาย แต่สำหรับเด็กๆ พวกนี้... ความฝันของเขาควรจะเป็นอิสระที่สุด
ขณะที่เด็กๆ ป.5 กำลังง่วนกับการใช้จินตนาการวาดภาพอาชีพในฝันลงบนกระดาษ เสียงดินสอฝนลงบนกระดาษดังครืดคราดสลับกับเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ พนาวันนั่งก้มหน้าก้มตาตรวจแบบฝึกหัดที่กองอยู่บนโต๊ะครู
ภายนอกดูเหมือนเธอกำลังตั้งใจตรวจงานอย่างใจจดใจจ่อ แต่ภายในหัวกลับมีศึกย่อมๆ กำลังปะทะกันอย่างดุเดือด
‘ฉันเรียน ฉันสอบมาด้วยสมองและสองมือ อยากมาสอนเด็กน้อยเด้อ บ่แม่นอยากมาเลียแข้งเลียขาใคร อิตาอาจารย์ใหญ่อะไรนั่น... เป็นตาชังคักแท้วะ!’ เสียงหนึ่งตวาดกร้าวด้วยความอัดอั้น
แต่แทบจะทันที เสียงอีกเสียงหนึ่งที่เย็นชาและเยือกเย็นกว่าก็ดังขึ้นตอบโต้
‘เออ... ใจเย็นๆ ก่อนไหมแม่คุณ ตัวเองเพิ่งบรรจุยังไม่นานนะ อย่าเพิ่งห้าวมาก เดี๋ยวได้โดนเช็คบิลไม่ผ่านประเมินทดลองงานหรอก แล้วทีนี้จะเอาอะไรกิน!’
พนาวันเผลอกำปากกาแดงในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอเงยหน้าขึ้นมองเด็กๆ ที่กำลังวาดรูปความฝันอย่างมีความสุข... เห็นแล้วก็นึกน้อยใจโชคชะตา ที่ความบริสุทธิ์ของอาชีพครูต้องมาพัวพันกับเรื่องชงกาแฟและการเมืองในโรงเรียนแบบนี้
ย้อนไปก่อนหน้านี้ไม่นาน
ขณะที่พนาวันเป็นครูอัตราจ้างในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอแห่งหนึ่งไม่ไกลบ้านเท่าไรนัก ได้รับเงินเดือน 5,500 บาท
วันนั้นกลับจากพานักเรียนมัธยมต้นไปเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารีที่ค่ายลูกเสือแถวอำเภอปากช่อง
พอกลับถึงโรงเรียน ดูแลเด็กๆให้กลับบ้านทั้งหมดแล้ว พนาวันตัวน้อยก็แว้นมอเตอร์ไซค์ RC สีแดงสภาพกลางเก่ากลางใหม่ มาด้วยความเร็วที่ช้าๆ สบายๆ แต่ไม่ให้ใครแซงได้ ล้อหลังแทบจะแซงล้อหน้า กระทั่งมาถึงบ้าน
พอจอดรถจึ๊ก บิดกุญแจปุ๊บ เอาขาตั้งลงปั๊บ มองเห็นพ่อแม่ยืนยิ้มแฉ่งพร้อมกับแม่ยื่นซองจดหมายสีขาวให้ หล่อนยกมือไหว้ตามปกติที่กลับจากโรงเรียน แล้วรับซองมาอย่างงงๆ
“สวัสดีจ้ะพ่อ สวัสดีจ้ะแม่ ซองอะไรน่ะ แม่ รึงานบวชงานแต่งใคร”
“เปิดดูเองสิ” แม่พูดยิ้มๆ
พนาวันเดินไปนั่งที่แคร่ใต้ถุนบ้าน หยิบจดหมายออกจากซอง ค่อยๆคลี่อ่านอย่างตื่นเต้น
“เฮ้ยๆ! ตราครุฑๆนี่หว่า” พึมพำเบาๆ
อ่านจบรอบแรก ตาโตเบิกกว้าง ใจเต้นตึกๆ ราวกับจะระเบิดตู้มออกจากอก มือไม้เริ่มสั่น
‘เอาวะ อ่านทวนอีกรอบ' เสียงในหัวสั่งการ
“เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆ! ไชโย! ฉันจะได้เป็นครูแล้วโว้ย พ่อ แม่ ฉันจะได้เป็นครูจริงๆแล้ว พ่อกับแม่ดีใจไหม ฉันจะได้เป็นครูแล้ว” ลุกจากแคร่มากระโดดเหยงๆ
แล้วโผเข้ากอดพ่อแม่เต็มอ้อมแขน พ่อแม่ก็กอดลูกด้วย
“ไม่ได้ใช้เส้นไม่ได้ใช้สาย เพราะไม่มีเส้นสาย ไม่ได้จ่ายเงินซื้อตำแหน่งสักกะบาทเดียว เพราะไม่มีเงินอีกเหมือนกัน! ความสามารถเพียวๆ ฮ่าๆๆ”
พ่อพูดเสียงดังลั่นใต้ถุนบ้าน แกยืดอกภูมิใจสุดๆ ก่อนจะขำลั่นจนตัวโยน
หญิงสาวเห็นแล้วหมั่นไส้ในความภูมิใจของพ่อ เลยขอกระโดดร่วมวงสักหน่อย
“ไอ้นาซะอย่าง! ความสามารถล้วนๆ ลูกใครวะเนี่ย? ฮ่าๆๆ” หล่อนกอดอก ยืดตัวตรงเก๊กหล่อ ทำท่าบิดจมูกตัวเองโชว์ไปหนึ่งที แล้วนั่งลงที่แคร่เหมือนเดิม
“เออ! เอ็งเก่ง! แต่คุยให้มันน้อยๆ หน่อยอินาเอ๊ย เดี๋ยวคนเขาหมั่นไส้เอา!”
แม่เบรคฉับพลันด้วยน้ำเสียงกึ่งดุแต่แฝงรอยยิ้ม จนพนาวันแทบจะหัวทิ่มตกแคร่
บรรยากาศใต้ถุนบ้านวันนี้มันอบอวลไปด้วยความสุขจนน่าประหลาด กลิ่นไอดิน กลิ่นกับข้าวฝีมือแม่ กับเสียงหัวเราะของครอบครัว...
นี่สินะ ความสุขก่อนที่ชีวิตจะไปเจอ "นรกขุมใหม่" ในโรงเรียนรัฐบาล มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่หญิงสาวร่างเล็กอยากจะสตัฟฟ์เก็บเอาไว้ให้แน่นที่สุด ก่อนที่ความมั่นคงที่น่าภาคภูมิใจนี้ จะกลายเป็นห่วงโซ่ที่ผูกคอเธอในอนาคต
คืนนั้น หญิงสาวแทบจะนอนไม่หลับทั้งคืน ข่มตานอน เปลือกตาก็แสนจะดื้อดึงไม่ยอมปิดลง พุทโธก็แล้ว นับแกะจนหมดฟาร์มก็แล้ว นับดาวจนจะหมดท้องฟ้าก็แล้ว กระสับกระส่าย นอนพลิกไปพลิกมา
คิดวาดฝันเห็นตัวเองสวมชุดข้าราชการครูสีกากีที่ตัดเย็บพอดีกับรูปร่างเล็กๆบางๆ รองเท้าคัทชูสีดำที่ขัดจนเงาวับสะท้อนแสงไฟ เหลื่อมมาบๆ ยืนถือชอล์ก สอนนักเรียนที่หน้ากระดานดำ ในโรงเรียนที่มี ผอ.ใจดี เพื่อนครูน่ารัก นักเรียนชั้นประถมตัวเล็กๆตั้งใจเรียน ว้าว! ช่างน่ามีความสุขเหลือเกิน
รุ่งเช้าตีนฟ้าเริ่มเปิด นกกาโผผินบินออกจากรัง แสงทองสาดเข้ามาทักทายผ่านรูไม้กระดานฝาบ้านนับสิบๆ รู คนตัวเล็กลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยสภาพที่เรียกได้ว่า ‘ศพ’ ดีๆ นี่เอง
เมื่อคืนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับแล้ว พอเช้ามา ไอ้เปลือกตานี่กลับดื้อดึงยิ่งกว่าอะไร มันหนักอึ้งเหมือนมีคนเอาตะกั่วมาถ่วงไว้ ไม่ยอมเปิดรับแสงสว่างข้างนอกนั่นเลยสักนิด
“เฮ้ย... ตื่นดิ” เธอสั่งตัวเองในใจ
แต่เปลือกตามันก็ยังพับลงเหมือนจงใจจะประท้วงให้นอนต่อ สภาพสะโหลสะเหลสะลึมสะลือแบบนี้ ต่างจากตอนที่บิด มอเตอร์ไซค์RC สีแดงจนไมล์แทบแตกเมื่อวานคนละเรื่องเลย เมื่อวานยังคึกเหมือนม้าดีดกะโหลก แต่วันนี้แค่จะลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานที่โรงเรียน... แค่คิดก็อยากจะเอาหัวมุดหมอนหนีไปให้พ้นๆ
"จะตื่นไม่ตื่น!"
ด่าตัวเองในใจ ก่อนจะฝืนยันตัวขึ้นจากฟูก...
ชีวิตว่าที่ข้าราชการครูวันของพนาวัน เริ่มต้นด้วยความเพลียและเปลือกตาที่ดื้อดึงที่สุดในโลก!
อาบน้ำแต่งตัว พนาวันยัดร่างกายลงในชุดทำงานที่รีดจนตึงเปรี๊ยะ กินข้าวเช้าฝีมือแม่เสร็จ ก็ได้เวลาควบพาหนะคู่ใจ ลำพังแค่เดินไปที่รถ อาการง่วงเหงาหาวนอนยังเกาะกินเปลือกตาจนแทบจะปิด
แต่ทันทีที่ก้นสัมผัสเบาะรถ RC สีแดงคันเก่า ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปเหมือนดีดนิ้ว
แง้น แง้น!
เสียงเครื่องยนต์คำรามรับคำสั่ง ความง่วงหายวับไปกับตา แสงแดดที่ส่องผ่านรูไม้กระดานเมื่อกี้ กลายเป็นลมปะทะหมวกกันน็อกที่เย็นเฉียบ ตาที่เคยปรือกลายเป็นตาสว่างวาบ สัญชาตญาณนักบิดมันตื่นขึ้นมาเต็มขั้น
หญิงสาวบิดคันเร่งส่งแรงให้ล้อหลังไล่กวดล้อหน้าจนแทบจะเหิน บึ่งออกไปบนถนนเส้นเดิมที่คุ้นเคย วันนี้ไม่ได้ไปเข้าค่ายลูกเสือ ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น แต่กำลังมุ่งหน้าไปโรงเรียนมัธยมแห่งนั้น...
ไปทำภารกิจลาออกจากการเป็น "ครูอัตราจ้าง" เพื่อเตรียมตัวไปรับตำแหน่ง "ข้าราชการครู" เต็มตัว
ไอ้ความง่วงน่ะเหรอ? ลืมไปหมดแล้ว! เหลือแต่ความฮึกเหิมที่พร้อมจะบิดให้สุดไมล์
บรรยากาศหน้าเสาธงที่โรงเรียนมัธยมวันนี้แปลกไป พี่ๆ เพื่อนๆ อัตราจ้างที่เคยลุยงานหนักมาด้วยกัน เข้ามาห้อมล้อมหล่อน แต่ละคำพูดมันมีรอยยิ้มปนคราบน้ำตาและความขมขื่น
“ดีใจด้วยนะครูนา... ได้บรรจุสักที”
เสียงของพี่อ้อย ครูอัตราจ้างที่สอนมาห้าปีแต่ยังรอคิวบรรจุสั่นเครือเล็กน้อย
“ดีใจนำเด้อ ได้พ้นนรกสักที”
อีกคนพูดโพล่งขึ้นมาพร้อมสายตาที่มองไปยังฝั่งของพวกข้าราชการที่ยืนคุมแถวเด็กสบาย
ในขณะที่ครูอัตราจ้าง เดินเอกสารการเช็คชื่อนักเรียนเข้าแถว ไปให้ครูที่ปรึกษาเซ็น ครูหลายคนกว่าจะเซ็นได้ก็ลีลาท่านั้นท่านี้ บางคนก็มองด้วยสายตาที่ทำให้รู้สึกอึดอัด
“พวกเรามันก็แค่เบี้ยหัวแตก พวกข้าราชการพวกนั้นน่ะเหรอ... บางคนมองเราอย่างกับฝุ่นใต้ตีน เห็นเราเป็นแค่คนรับใช้หน้าห้อง ไม่ใช่ครูเหมือนกัน”
หญิงสาวยื่นใบลาออกด้วยมือที่สั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น แต่เพราะความรู้สึกผิดที่ต้อง "หนี" ไปก่อนคนอื่น
“ไปรายงานตัววันไหนล่ะนา?”
“พี่ดีใจด้วยนะนา... ได้บรรจุไว ส่วนพี่ก็สอบวนไปวนมา ชื่อขึ้นบัญชีค้างไว้จนจะหมดอายุอยู่แล้ว เรียกไม่ถึงสักที”
คำพูดของพี่เขาเหมือนมีดกรีดลงกลางใจเธอ เธอได้รับคำยินดีท่ามกลางความอัดอั้นตันใจของคนข้างหลัง...
เธอกำลังจะได้ไปเป็น "ข้าราชการ" หลังจากที่รอมานานนับปี แต่ลึกๆ ในใจ เธอรู้อยู่เต็มอกว่า ฝั่งที่เธอกำลังจะย้ายไปน่ะ... มันก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่ทุกคนคิดหรอก