“มึงได้เสียเงินยัดเขาจักบาทล่ะ อินา ค่อยได้เป็นครูน่ะ”
ลุงยศ ข้างบ้านถามขึ้น หลังจากยืนเมียงๆมองๆผ่านรั้วกระถินอยู่สักครู่ แล้วเดินเอามือไขว้หลัง เข้ามาในบริเวณบ้านของพนาวัน
“อินา” ใจสั่นระรัวด้วยความโมโหสุดขีด อยากจะส่งสายตาที่ฉายแวววามไปแผดเผาไอ้คนถามให้มอดไหม้ไปเป็นจุล พยายามนับหนึ่งถึงสิบ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนออกมาอย่างช้าๆ แล้วพูดเสียงเรียบ
"พ่อแม่ฉัน ไม่เคยสอนฉันให้ทุจริตคดโกง ฉันได้เป็นครู เพราะฉันสอบได้ที่ 38 ฉันรอตั้งเกือบปีถึงได้บรรจุ ไม่ได้เสียเงินให้ใครสักบาทเพราะฉันไม่ได้มีเงินมากพอจะซื้อตำแหน่งแบบใครเขา หรือต่อให้มีเงิน ฉันก็ไม่เคยคิดจะซื้อตำแหน่ง"
เธอหยุดเว้นระยะ กลืนน้ำลายนิดหนึ่ง แล้วร่ายต่อ
"แต่ถ้าลุงสงสัยนักว่าฉันทำไมได้เป็นครู ก็ เคยเห็นไหมว่าตอนฉันเรียนครู ฉันต้องใช้ความพยายามในการเรียนขนาดไหน พ่อแม่ฉันต้องหยิบยืมเงินดอกร้อยละสามร้อยละห้ามาส่งฉันน่ะ นอกจากเสียค่าเทอม ค่ารถ ค่าหอพัก ค่ากิน ค่าชุด ฉันไม่เคยซื้อตำแหน่ง"
ยกมือขึ้นชี้หน้าอิตาลุงยศ อีกมือหนึ่งเท้าสะเอว
"แล้วลูกชายลุงเคยเล่าให้ฟังไหม ว่าตอนเรียนมัธยม ฉันเรียนเก่งขนาดไหน ได้รับเกียรติบัตรเรียนดี ต้องเดินขึ้นไปรับที่หน้าเสาธงทุกเทอม จนฉันเบื่อน่ะ แต่ได้ข่าวว่าลูกลุงก็ต้องเทียวไปแก้ศูนย์แก้ ร. จนเบื่อทุกปีไม่ใช่เหรอ ฮี่โธ่”
พ่อกับแม่ได้แต่ยืนอ้าปากค้าง
“ทำไมลูกสาวตรูมันปากกล้าแบบนี้วะ”
ลุงยศหน้าเปลี่ยนสี จากแดงก่ำเพราะความโมโหกลายเป็นเขียวคล้ำเหมือนโดนตบหน้ากลางหมู่บ้าน
พนาวันไม่ได้สนใจท่าทางนั้นเลย เธอหันไปหาพ่อกับแม่ที่ยืนอ้าปากค้างราวกับเห็นลูกสาวกลายเป็นคนแปลกหน้า ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างปิดท้ายให้ลุงยศด้วยประโยคที่ทำเอาแกต้องรีบตั้งสติ จูนสมองแทบไม่ทัน
“ตั้งแต่เด็กมา ไปไหนมีแต่คนดูถูกว่าฉันไม่สวย ว่าฉันจน แล้วไงล่ะ ไม่สวยแล้วไง จนแล้วไง คนเรามันพัฒนากันได้ถ้ามีสมองน่ะ ไม่ใช่เอาเวลาเดินเลาะบ้านแส่เสือกเรื่องคนอื่นจนไม่มีเวลาพัฒนาตัวเอง ไปๆ เจ้ากลับบ้านเจ้าไปโลด ไปหาเปิดวิทยุฟังเทศน์โน่นไป ลุงยศเอ้ย ฮ่าๆๆ”
"มึงนี่ ปากดีกว่าตอนเป็นเด็กน้อยคักเนาะ สมัยเป็นเด็ก เป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย เอามือแหย่ปาก กะบ่กัด เดี๋ยวนี้ กูถามคำเดียว มึงขึ้นธรรมาสเทศน์ให้กูเป็นกัณฑ์เลย"
"อ้าว นึกว่าลุงอยากฟังเทศน์ เห็นเอ่ยปุจฉามา ก็เลยวิสัชนาให้น่ะสิ"
"เออๆ กูรู้แล้วว่า มึงเก่ง มึงใช้ความสามารถล้วนๆ แต่อันดูถูกมึง กูบ่เกี่ยวเด้อ กูบ่เคยพูด"
"นั่นละ หลายคนที่ดูถูกฉัน ลุงไม่เกี่ยวก็อยู่เฉยๆ ใจเย็นๆ อย่าร้อนตัว"
"เออ! บ่ร้อนตัว บ่ร้อนหัวดอก กูกลับบ้านละ เดินมาถามนิดเดียว แม่ม เทศน์กูซะสำนึกบ่ทัน อิหลานผีบ้า" บ่นแล้วก็เดินกลับบ้านไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“จ๊อกๆ!”
เสียงท้องไส้ที่เริ่มประท้วงทำให้ ‘อินา’ต้องหยุดร่ายคาถาใส่ลุงยศไว้แค่นั้น ก่อนจะหันไปลูบท้องป้อยๆ
““โอ้ย พยาธิหนูร้องแล้วแม่! หิวข้าวแล้วเนี่ย แม่ทำอะไรกินบ้าง”
อินาพูดหน้าตาเฉย เหมือนลืมไปสนิทว่าเมื่อกี้เพิ่งเปิดศึกมาหมาดๆ
"แม่ว่า มะกี้ เอ็งคงจะโมโหหิวมากกว่าอย่างอื่นนะ ถึงได้พ่นไฟใส่ลุงยศฉอดๆ แบบใส่คะแนนไม่ทันเลย เอ๊ะ หรือว่าเอ็งเป็นมังกรวะ "
“นั่นสิ น่าจะใช่ หนูเป็นมังกรไปแล้วแน่ๆ โอ๊ยแม่ พาหนูเล่นมุกอะไรเนี่ย มุกแป้กชะมัด ฮ่าๆ เออ! บ่รู้ลุงแกจะเคียดหนูไหมเนาะ แต่ช่างเถอะ หิวจนหน้ามืดหมดแล้ว ฮ่าๆ”
หญิงสาวขำตัวเองกับมุกมังกรของแม่
“เอ็งก็ปากคอเราะร้ายเกิ๊น! กูแลดูหน้าลุงแกเมื่อกี้สิ จักเขียวจักแดงสลับกันเป็นสีไฟจราจรอยู่!”
อินาหัวเราะร่า เดินเข้าไปกอดแขนแม่นวล
“ก็ลุงแกเริ่มก่อนนี่นาพ่อ! หนูเป็นครูนะ ไม่ใช่กระสอบทราย ใครจะมาพูดจาดูถูกกันง่ายๆ ได้ไง... ว่าแต่แม่ทำกับข้าวอะไรคะ ขอเมนูเด็ดที่กินแล้วมีแรงไปไฝว้ต่อพรุ่งนี้หน่อย!”
แม่นวลได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ยิ้มอย่างอ่อนใจ
“เออๆ ไปล้างมือไปลูก แม่แกงหน่อไม้ใส่ใบย่านางกับคั่วกบไว้ให้กินแก้เผ็ดปากเอ็งนั่นแหละ!”
“นี่ ปลาแดกบองกระปุกใหญ่ เอาไปไว้กินกะข้าวเหนียวเด้อ แบ่งครูบ้านพักกินนำเด้อ”
แม่ตำปลาแดกบองรสแซ่บให้ ฝีมือแม่ยากแท้ใครเทียมเท่า
พักผ่อนหย่อนใจ เติมพลังเต็มถังแล้ว แดดร่มลมตกวันอาทิตย์... พนาวันในชุดที่ทะมัดทะแมงพร้อมลุย บิดสองล้อคู่ใจมุ่งหน้าสู่ "บ้านป่องแมวลอด" เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มแข่งกับเสียงนกเสียงกาข้างทาง ลมเย็นๆ ที่ปะทะหน้าไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นลดน้อยลงเลย
“นี่เราเป็นครู หรือเป็นนักรบกันแน่วะเนี่ย”
หญิงสาวถามตัวเองพลางโยกหลบหลุมบ่อกลางถนนด้วยความชำนาญ มือข้างหนึ่งบิดคันเร่ง อีกข้างหนึ่งจับแฮนด์แน่น
"อ้าวๆ ไผฟ้าว กะแซงไปก่อนเลยเด้อ วันนี้ นางเอกใจเย็น บ่ฟ้าว"
มองรถที่่ขบแซงไปหลายคัน แล้วพูดคนเดียว ภายใต้หมวกนิรภัยใบโตที่ครอบกบาลอยู่
สายตามุ่งตรงไปข้างหน้า แม้ใจจะยังติดอยู่กับกับข้าวฝีมือแม่นวล แต่จิตวิญญาณของ "ครูพนาวัน" ก็พร้อมจะเข้าปะทะกับเด็กๆ ร้อยกว่าคนและวิชาคณิตศาสตร์ที่รออยู่ในวันจันทร์แล้ว
ในหัวของเธอตอนนี้ไม่ได้มีแค่สูตรคูณ หรือหลักการทางศิลปะ แต่มันมีความฮึกเหิมเหมือนแม่ทัพที่กำลังจะออกรบ... รบกับความยากลำบากเพื่อให้เด็กๆ ในบ้านป่องแมวลอดได้มีอนาคตที่ดีกว่าเดิม
"โทรหาแนเด้อ จำเบอร์โทรน้องได้บ่.." ปากครวญเพลงลูกทุ่งยอดฮิตไปตลอดทาง นึกได้ท่อนฮุกท่อนไหน ก็ร้องไปเรื่อย กว่าจะถึงบ้านพัก นับเพลงไม่ถ้วน น่าจะราวๆร้อยเพลงได้
"เสียงไม่ดี คีย์ไม่สน คนฟังหนวกหู ไม่เป็นไร ไม่ใช่ปัญหาของเรา" พนาวันคิดอย่างขำขันตัวเอง
"ถ้ากูเสียงดี กะไปเป็นนักร้องแล้ว บ่มาเป็นดอกครูนั่น เนาะกูเนาะ"
"เออ! แม่นแล้ว ร้องต่อไป" คุยกับตัวเอง เออออห่อหมกกันเรียบร้อย
หลังจากเลิกเรียน ในบางวัน บางวันที่แปลว่าบ่อยๆ ครูบุญมา หรืออ้ายมา กับครูภาสกร หรืออ้ายกร ครูเก่าที่เป็นคนพื้นที่ก็ชวนกันตั้งวงร่ำสุราขาว 40 ดีกรี หรือไม่ก็เหล้าสียี่ห้อดัง หรือไม่ก็เบียร์ อยู่ใต้ถุนบ้านพักนั่นเอง บ้านพักที่มีรั้วกั้นจากเขตโรงเรียนอย่างชัดเจน
“ครูน้อม ครูหนุน ครูมา ครูนา มาๆ มื่อนี่ แดดร่มลมตกแล้ว มาปรึกษาข้อราชการกันเถาะ" ครูภาสกร พูดขึ้นหลังจากลงจากรถมอเตอร์ไซค์และเอาขาตั้งลงเรียบร้อยแล้ว มือก็ไปปลดเอาถุงพลาสติกที่ห้อยอยู่แฮนด์รถออกมา
"ป้าด อีกล่ะติอ้าย" ครูบุญมา เอ่ยขึ้นยิ้มๆ หลังจากมองเห็นสิ่งที่อยู่ในถุงพลาสติก มันคือถุงกับแกล้ม
"เดี๋ยวข่อยทำกับแกล้มเพิ่มอีกจักอย่างก่อน" บุญมาพูดแล้วละมือจากการรดน้ำดอกไม้ ไปปิดก๊อกน้ำ แล้วรีบขึ้นบ้านพัก ไปทอดหมูแดดเดียวที่มีติดครัวไว้เสมอ
พนาวันผู้รู้หน้าที่อัตโนมัติ รีบขึ้นบ้านไป หยิบแก้วลงมา วาง พร้อมกระติกสำหรับใส่น้ำแข็ง
"ค่อยๆถือแก้วแหน่ เสียงกระทบกันก๊องแก๊งๆ เดี๋ยวก็แตกหมด รอบก่อน แตกไปใบนึงแล้วนะ" ภาสกรแซวยิ้มๆ
"ถ้ามันบ่แตก พ่อค้าแม่ค้า สิได้ขายติอ้าย ถือว่าข่อยช่วยสนับสนุนอาชีพค้าขายเด้นี่" ตัวเล็กเถียงขึ้นมา
"เดินอยู่บ้าน ถ้วยแตกอยู่วัด ของแท้เลย อิเผิ่ง" ครูน้อมแซวขึ้นอีก หลังจากเดินมาถึงใต้ถุนบ้านพัก พร้อมช่วยเทกับแกล้มใส่จาน
"แหม พี่น้อม นึกว่าจะช่วยหนู ไหงไปเข้าข้างพี่กรถล่มหนูยับแบบนี้ล่ะ" หญิงสาวทำท่าตาคว่ำ
"ความจริง คือความจริงน่า ต่อให้แก้วแตกหมดลัง กะตาฮักคือเก่านั่นล่ะ" เสียงบุญมาสอดมาจากครัวบนระเบียงบ้านพัก
พนาวันแกล้งตบตามถุงกางเกงแล้วเอ่ยว่า
"ป้าดๆ! อ้ายมาเว้าถืกใจหนูหลาย มาๆเอารางวัลไป สองบาท ฮ่าๆ"
"โอ้ย ตั้งสองบาท อ้ายรวยแล้วบาดนี่ ฮ่าๆ" เสียงหัวเราะดังฮาครืนขึ้น
วงเหล้าใต้ถุนบ้านพักครูไม่ได้มีไว้แค่ดื่ม แต่มันคือสนามรบทางจิตวิทยาและพื้นที่กระชับมิตรของเหล่าครูในบ้านป่องแมวลอด…
อ้ายมา เป็นคนชอบทำกับแกล้ม ก็ทำลาบไก่บ้าง ลาบเป็ดบ้าง ย่างหมู ย่างปลา หรือบางทีก็ไปซื้อแบบกับข้าวสำเร็จจากร้านยายถมลุงแป๊ดในหมู่บ้าน แล้วพนาวัน ครูน้อม ครูหนุน ก็ร่วมวงด้วยตามมารยาท ดื่มคนละเล็กละน้อยก็แยกย้าย ส่วนพนาวัน ออกจะห้าวๆ หน่อย นั่งดื่มจนวงเลิกเป็นเมรีที่เกือบขี้เมา แต่ไม่เมา อ้ายกร อ้ายมา คอยเติมเหล้าใส่แก้วให้
น้ำแข็ง หรือกับแกล้มใกล้หมด พนาวันจะรับอาสาขี่มอเตอร์ไซค์ เข้าไปซื้อที่ร้านค้าให้อย่างรวดเร็ว เพื่อความต่อเนื่องในการการดื่มของพี่ๆ
"น้ำแข็ง ใกล้หมดแล้ว เดี๋ยวหนูไปซื้อเอง สิบอกแม่ค้า เลือกเอาแต่ก้อนเย็นๆให้ดอก"
หญิงสาวพูดไปเรื่อย รับอาสาไปซื้อน้ำแข็งเพราะหาเรื่องไม่ต้องกินเหล้าเยอะ
"อ้าว น้ำแข็ง มันก็เย็นทุกก้อนเด้ล่ะ" อ้ายมาเถียง
"บ่ๆ บางก้อน มันบ่เย็น มันทำลายตัวเอง กลายเป็นน้ำ เหลือเป็นก้อนน้อยๆส่ำขี้ตาหมานี่"
เถียงกลับ พลางยกนิ้วก้อยขึ้นมา เอานิ้วหัวแม่มือชี้ที่ปลายนิ้วก้อย ประกอบการพูดขนาดของขี้ตาหมา
"มัวแต่เถียงกัน ยามใด๋สิไป" อ้ายกรเอ็ดตะโรขึ้น
"ค้าบๆ ไปแล้วค้าบ"
พอกลับมาถึง ระหว่างเทน้ำแข็งใส่กระติกก็โม้อีก
"แม่ค้า ว่าหนูมาอยู่นี่แล้วขาวขึ้น น่าจะเป็นเพราะน้ำประปาบ้านนี้ หนูกะนึกในใจ น้ำประปาขุ่นปานกาแฟใส่นม ทำให้คนอาบขาวได้ติวะ คนเด้อ บ่แม่นปลาดุก อยู่ในน้ำขุ่น สิได้ตัวขาว"
"ฮ่าๆ อิเผิ่งเอ้ย จั่งแม่นสรรหาคำมาเว้าคักเนาะหล่า ตอนเป็นเด็กน้อย แม่เอาเขียดตีปากติหล่า"
อ้ายกรถามอย่างเอ็นดูในความช่างพูด
ดื่มไปคุยไป สักครู่…
พนาวันนั่งทำหน้าตากึ่มๆ ลิ้นไก่เริ่มสั้นอย่างกับคนคอพับคออ่อนมาทั้งคืน แต่ใครจะรู้เล่าว่าภายใต้หน้ากาก "อิเมรี" นั้น ครูนาคนนี้ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์! เธอไม่ได้เมาหรอก... เธอแค่ "สวาปาม" กับแกล้มฝีมืออ้ายมาจนพุงกางต่างหาก!
เอ้า ครูนา น้องหล่า ยกแม่ะ” อ้ายมาคะยั้นคะยอ
“จ้าๆ ยกเดี๋ยวนี้เลยจ้า เรื่องดื่ม อินา บ่ยอมแพ้ไผ” ว่าแล้วยกแก้วขึ้นกระดก 1 อึกพอเป็นพิธี แล้วแกล้งเมา แกล้งทำเสียงยานคาง ก่อนจะวางแก้วลงแล้วเริ่มชวนคุยเรื่องสัพเพเหระจนอ้ายกรกับอ้ายมาตายใจ
"สามจอก สี่จอก กรอกเข้า เมรีขี้เมาก็หลับปาย คร่อก!"
เสียงแจ้วๆ ของพนาวันแบบเทปยานดังขึ้น พลางใช้มือเคาะแคร่ เป็นจังหวะ
"อ้าว นึกว่าโตเป็นครู ที่แท้ เป็นลูกยักษ์ตินี่" อ้ายมาแซว
"แม่นแล้วค้าบ ข้าน้อยคือเมรี ผู้ชอบเมรัย ไม่ใช่โมรา ผู้ชอบมาลี"
"โอ้ย เว้าเป็นเครือค่องน่องเลย ไปเว้าอยู่ป่า บ่แม่นแต่ลิงหลับเด้อ แนวนี้ เสือ สิงโตก็หลับ ฮ่าๆ"
ครูภาสกร พูดแล้วขำท่าทางของน้องน้อยสุดในวง
พนาวันคุยไปเรื่อย แต่ไม่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มสักที พอน้ำแข็งในแก้วละลาย พวกพี่ๆก็เห็นพอดี
“แน่ะ เหล้าจางหมดแล้ว สาดทิ้งๆ มันกินบ่แซ่บแล้ว เทใหม่ๆ” อ้ายกรพูด
“จัดปาย ลูกเพ่! อยากให้กินก็รินมา อยากเมา ก็รินเองโลด”
อิเมรีแกล้งขี้เมาผสมโรง
"หมากิน หมากะเรา เด้อเหล้านี่" อ้ายมาชักจะลิ้นไก่สั้นอีกคน
"หมากิน หมากะเมา บ่แม่น หมากะเรา อันนั้น เราเป็นหมา" อ้ายกร ผู้ทำหน้าที่ตรวจคำผิด ท้วงขึ้น
เวลาผ่านไป จนในที่สุด อ้ายกรยกขวดเหล้าขึ้นมาเขย่าดู
“เหล้าหมด! แยก!”
พอสิ้นเสียงคำว่า "เหล้าหมด! แยก!" พนาวันที่ดูเหมือนแทบจะคลานขึ้นบ้าน กลับลุกขึ้นยืนตัวตรงเป๊ะ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก...
ภารกิจเนียนเป็นนักดื่มผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ‘ได้นอนซะที ตัวกูเอ้ย' อินางึมงำ
******
ปลายเดือนมีนาคม ตอนเย็นในวงเหล้าใต้ถุนบ้านพักครู
“พี่ๆ คะ... หนูว่า นี่จะปิดเทอมแล้ว หนูมีแผน...”
พนาวันเอื้อนเอ่ยขึ้นท่ามกลางวงอาหารใต้ถุนบ้านพัก ก่อนจะหยุดกึก เหมือนจงใจจะแกล้งให้ทุกคนอยากรู้
“แผนหยังเผิ่ง”
ครูน้อมกับครูหนุนถามประสานเสียง ส่วนอ้ายมาที่กำลังตักลาบไก่เข้าปากถึงกับวางช้อนดังฉึก
“แผนหยังหล่า สิหยุดเว่าหาสะแตกหยัง เดี๋ยวโดนอ้ายสับบักกอกเด้อ เป็นแนวนี้!”
อ้ายมาพูดด้วยน้ำเสียงฉุนปนเอ็นดู พร้อมเงื้อมือขึ้นทำท่าจะเขกกบาล
เธอหัวเราะร่า เอี้ยวตัวหลบมือพี่ชายจอมโหดแต่ใจดีคนนี้อย่างคล่องแคล่ว ใครจะไปคิดว่าสาวน้อยที่เพิ่งมาบรรจุใหม่ไม่กี่วัน จะกลายเป็น "อิเผิ่ง" ที่ทุกคนพร้อมใจกันเรียกขานด้วยความเอ็นดูในความห้าวหาญ กระโดกกระเดกเป็นม้าดีดกะโกลกไปเสียแล้ว
“โอ๊ยอ้ายมา! อย่าฟ้าวสับบักกอกหนู แผนของหนูมันยิ่งใหญ่ระดับชาติเลยนะ!”
เธอเว้นจังหวะให้ทุกคนลุ้น ก่อนจะค่อยๆ เฉลย
“หนูจะแจ้งจารย์ใหญ่ให้เปลี่ยนหลังคาบ้านพักนี่ใหม่! ทนไม่ไหวแล้วโว้ย! จะนอนรอให้ลมพัดปลิวใส่หน้าทุกคืนบ่ได้!”
“โอ้ย เรื่องส่ำนี่เอง อ้ายสิบอกลุงเชื้อ ให้แกปีนขึ้นไปตอกตะปูให้ สามโป๊กกะอยู่ ประสาครอบจั่วเพิงซือๆ บ่ต้องไปแจ้งเลาดอกจารย์ใหญ่นั่น มาดอยู่เทิงฟ้าพุ่น”
อ้ายมารับปากจะจัดการให้ แปลได้ว่า เรื่องแค่นี้เอง พี่จะบอกลุงเชื้อปีนขึ้นไปตอกตะปูให้ สามโป๊กก็อยู่แค่ครอบจั่วเผยอเอง ไม่ต้องไปแจ้งจารย์ใหญ่ แกมาดเยอะ
หลังจากที่ทุกคนตกปากรับคำจะช่วยซ่อมหลังคาให้ พนาวันก็ถอนหายใจยาว พลางมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าหลังทุ่งนา
“ซุมพี่ๆ ฮู้บ่…”
หนูเผิ่งพูดยังไม่จบ
“บ่ฮู้”
พี่ๆสามคนตอบพร้อมกัน
“ยัง หนูยังบ่ได้เว้า โอ้ยน้อ ซุมเจ้ากะดายเนาะ ตลกคัก ฮ่าๆ”
แล้วพากันขำทั้งวง
“เมื่อกลางเดือน จารย์ใหญ่เผิ่นเอิ้นหนูไปชงกาแฟให้ บอกว่า คนได้ดีย่อนชงกาแฟมีหลายแล้วเด้อ หนูเลยบอกเผิ่นว่า…’’
“ว่าหยัง ฟ่าวๆเว้า คนแฮงอยากฮู้โตสิกั๊กไว้หาสะแตกหยังอีกละ ใกล้แล้ว บักกอกอ้ายใกล้สิหล่นใส่กบาลลิงแล้ว” อ้ายมาเริ่มฉุน
“บอกเผิ่นว่า ถ้างั้น หนูบ่เอาดีกะได้ค่ะ ฮ่าๆ เจ๋งปะล่ะ”
“หาเรื่องใส่ตัวล่ะมึง เผิ่งเอ๊ย”
ครูหนุนพูดอย่างเป็นห่วง
“พี่ๆ... แผนหนูไม่ได้มีแค่นั้นนะ ถ้าซ่อมหลังคาเสร็จ หนูอยากชวนทุกคนไปพักผ่อนสักหน่อย ไปเที่ยวทะเลกันเถอะ... หนูไม่ค่อยได้ไปทะเลบ่อยเท่าไร มีแต่เคยไปเที่ยววันเด็กตอนอยู่ ป.4 แล้วก็อาจารย์พาไปตอนเรียนจบปีสี่ ”
“ทะเล? ไกลนะเผิ่ง ทำไมจู่ๆ ถึงอยากไป”
ครูน้อมถามด้วยความแปลกใจ
พนาวันยิ้มจางๆ พลางก้มมองมือตัวเองที่คลึงแก้วสปายไปมา
“หนูก็บ่รู้คือกันค่ะ... อาจจะเพราะหนูรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเศษไม้ที่ลอยมาจากที่ไกลๆ ก็ได้มั้งคะ...”
เธอตัดสินใจทิ้งระเบิดความในใจลงกลางวง
“เคยมีคนบอกหนูว่า... หนูไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ที่เลี้ยงหนูมาหรอกค่ะ แต่หนูเป็นเด็กที่เขา ‘ขอมาเลี้ยง’ ตั้งแต่ยังแบเบาะ... ตอนเด็กๆ หนูจำได้แม่นเลยว่าหนูพยายามรื้อฟื้นความจำว่าแม่คนแรกของหนูเป็นใคร หรือทำไมหนูถึงมาอยู่ตรงนี้ จนไล่เรียงเหตุการณ์ได้ตั้งแต่จำความได้ยันประถม...”
ท่าทางที่เคยห้าวหาญของ ‘อิเผิ่ง’ ดูอ่อนลงถนัดตา
“ถ้าหนูได้เห็นทะเล... บางทีหนูอาจจะรู้สึกเหมือนได้กลับไปหาจุดเริ่มต้นของแม่น้ำที่พัดหนูมาก็ได้นะ…”