หญิงสาวยืนกอดอกหันหลังให้ชายฝั่ง สายตาทอดมองผืนทะเลที่เลือนลางสลัว
มีเพียงลูกคลื่นระลอกเล็กสะท้อนแสงจันทร์นวลเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับอัญมณีต้องแสงไฟยามค่ำคืน
ชายหนุ่มเดินย่องเข้าไปด้านหลังค่อยๆ เอาลำแขนแข็งแรงเต็มไปด้วยมัดกล้ามสอดไปกอดรอบเอวคอดกิ่วนั้นไว้ เธอร้อง อุ๊ย! เบา ๆ อย่างตกใจ
ชายหนุ่มสูดกลิ่นหอมจากเรือนผมนุ่มสลวยที่ปลิวสยายตามลมพัดแผ่วเบา ตัวเล็ก ๆ แบบบางกะทัดรัดของเธอที่สูงแค่ไหล่ของเขา อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น เนื้อแนบเนื้อมีแค่เสื้อผ้ากั้นกลาง
หญิงสาวรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นตึกตัก ๆ ในอกของเขาที่แนบอยู่กับแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอ และหัวใจของตัวเองที่เต้นชนผนังอกโครมครามแทบจะหลุดออกมา
เขาจับเธอให้หันมาหาเขาทั้งตัว แล้วกอดไว้แน่น หญิงสาวก็กอดเขาตอบเช่นกัน
เขาบรรจงก้มลงจุ๊บที่หน้าผากเบา ๆ อย่างนุ่มนวล หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แล้วตาทั้งสองคู่ก็จ้องสบกัน เนิ่นนาน ดวงตาของหญิงสาวและชายหนุ่มเป็นประกายในความมืด
เขาใช้จมูกโด่ง ๆ หอมแก้มทั้งสองข้างของเธอ แล้วปากของเขาก็จุ๊บแก้มเบาๆ จากนั้นก็เลื่อนมาประกบริมฝีปากนุ่ม ๆ ของเธอ นานแสนนาน
ความรู้สึกของทั้งสองคนขณะนั้นเบาหวิวเหมือนล่อยลอยในความฝัน
จากนั้นเขาอุ้มเธอ และเธอก็ใช้แขนโอบรอบต้นคอเขา ตามองตากันด้วยความปรารถนาอันซ่อนเร้นที่คุกรุ่น
เดินเข้าไปในห้องนอนของบังกะโล วางเธอลงบนเตียงนอนขาวสะอาด
เดินไปเปิดหน้าต่างรับแสงจันทร์ที่พร้อมจะส่องลอดช่องหน้าต่างเขามาเป็นพยานในความรักของหนุ่มสาว
มือเขา ถอดเสื้อผ้าของหญิงสาวและของตัวเขาเอง จากนั้นค่อย ๆ ลูบไล้ ไปตามผิวเนื้อเนียนเย็นนุ่มนิ่มของเธอ อย่างแผ่วเบา ทะนุถนอม หญิงสาวรู้สึกสยิวจนขนลุกทั่วร่าง ตามสบตากันตลอดเวลา เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่อัดแน่นในใจ
“พี่รักเธอนะ น้องนา รักมาก เป็นของพี่เถอะนะ”
เขากระซิบข้างหูเสียงกระเส่า
“หนูก็รักพี่ค่ะ” หญิงสาวกระซิบรักเสียงสั่นพร่า
จากนั้นสองหนุ่มสาวก็แสดงบทรักต่อกันอย่างนุ่มนวล เนิ่นนาน และต่อเนื่องหลายครั้ง
ชายหนุ่มถึงกับหมดแรง เข่าอ่อน แทบเดินไม่ไหว แต่ก็เปี่ยมด้วยความสุขสมหวังจนล้นปรี่
จนกระทั่ง..
“โอ้ย!”
เสียงชายหนุ่มร้องขึ้นหลังตกจากเก้าอี้ไปนั่งแหมะอยู่บนพื้นทราย
“อิหยัง ๆ ไผเป็นหยัง” หญิงสาวสะดุ้ง มองไปรอบๆตัว
“อ้าว อ้ายมา เจ้าคือลงไปนั่งอยู่พื้น เก้าอี้มีคือบ่นั่ง เจ้ากะแปลกคนเนาะ ฮ่า ๆ”
หญิงสาวตกใจตื่นจากนอนหลับอย่างเป็นสุขด้วยเสียงร้องของชายหนุ่ม แล้วตามมาด้วยความขำ เมื่อเห็นบุญมานั่งเกาหัวแกรก ๆ อยู่บนพื้นทรายอย่างงัวเงีย
“อ้ายฝัน” บอกเสียงอ่อย
“เสียดายแฮงเด้”
ตามมาด้วยบ่นเบา ๆ
“ฝันอิหยัง คือสิทรงเสียดายคักแท้”
“ฝันว่าถือรางวัลที่หนึ่ง กระโดดไชโย เลยตกเก้าอี้นี่ละ”
“แล้วทำไมมานั่งหลับอยู่ตรงนี้ ง่วงกะทำไมบ่ไปนอนอยู่ห้องเนาะ เดิน 10 ก้าวกะฮอดล่ะ มักความทรมานเนาะเจ้านี่”
“ตาอ้ายแมะ ตัวอ้ายแมะ สิหลับอยู่หม่องใด๋กะเรื่องของอ้ายตั้ว บ่ได้ไปหลับทับตัวไผดอก”
ปากพูดไปแบบนั้นแต่ในใจกลับมีเสียงบอกว่า
“อ้ายอยากนอนหลับทับตัวเธอนั่นละ เอาให้แบนขี้แตกไปเลย แม่ใหญ่จ่อยเอ๊ย”
“ฮ่า ๆ เม็นสิมาติ คือทรงหงุดหงิดแท้ล่ะ หนูถามนิดเดียวนึงกะดาย”
“นั่นอ้ายมาเป็นหยัง คือลงไปนั่งเกลือกขี้ดินล่อมอ้อมจั่งสั้น”
เสียงครูน้อมร้องถามพลางเดินมาหา
“อ้ายมา เผิ่นฝันว่าถืกรางวัลที่ 1 เลยกระโดดดีใจ จนตกเก้าอี้ ฮ่าๆ” หญิงเล่าไปด้วยขำไปด้วย
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนปัดทรายออกจากเสื้อผ้าเนื้อตัว พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างยากเย็น เพราะภาพเหตุการณ์ในความฝันเมื่อกี้ มันรบกวนจิตใจอย่างหนัก
“ถืกรางวัลที่ 1 กะต้องเรียก เสี่ยขา เอ.. รึเรียก ป๋าขาดีนะ”
ตัวแสบทำท่าครุ่นคิด เอานิ้วชี้เคาะที่ขมับตัวเอง แล้วลุกจากเปลเดินไปเอาแขนตัวเองคล้องแขนชายหนุ่ม แล้วเงยหน้าขึ้นพูด สายตามองหน้าเขาอย่างล้อเลียน
“ป๋า ป๋าขา วันนี้เลี้ยงหน่อยนะคะ ฮ่าๆ” หัวเราะเสียงใส แล้วยักคิ้วให้หนึ่งแผล็บ
“กะยังว่าฝัน สิมาป๋าขา ป๋าเขออิหยัง นางอันนี่ เดี๋ยวสับบักกอกหัวเบี้ยวเลย”
แกล้งทำเสียงดุแก้เขิน แต่ในใจนั้น “คล้องแขนอ้ายไว้นาน ๆ เด้อหล่า อ้ายมัก”
“อิเผิ่ง เป็นสาวเป็นนาง ไปคล้องแขนผุบ่าวผุแพวแบบนั้น มันบ่งาม เอาแขนออก” ครูน้อมดุ
“อุ้ย หนูแค่หยอกอ้ายมาเล่นซือ ๆ บ่ได้ตั้งใจ ขอโทก ๆๆ ค้าบ ลวกเพี่ย”
แล้วเอาแขนออก ลวกเพี่ยของตัวแสบ เพี้ยนมาจากคำว่า ลูกเพ่หรือลูกพี่นั่นเอง
“นี่เที่ยงจนจะบ่ายแล้ว ไปหาอะไรกินกันเถอะ ท้องพี่เริ่มหิวแล้ว”
ครูหนุนเอ่ยขึ้นหลังเดินมาสมทบทีหลัง เพราะมัวไปเข้าห้องน้ำอยู่
“หนูยังบ่หิว อยากนอนต่อ ลมเย็นดี นอนสบายมาก นี่ถ้าไม่มีใครมาตกเก้าอี้แถวนี้ คงหลับยาวถึงเย็นแหละ”
สาวตัวเล็กพูดพลางกลับไปนั่งลงบนเปลเตรียมจะนอนต่อ
“อัาว ได้การ ถ้าถึงเวลากินแล้วไม่ยอมกิน อ้ายป้อนนะ” ชายหนุ่มยักคิ้วคืนให้บ้าง
หญิงสาวทำหน้ายุ่ง เกาหัวแกรก ๆ
“กินกะกิน โอ้ย หน่ายคนสิป้อนเด้ ถ้าเกิดหนูค่านอาบน้ำ สิมาอาบให้หนูบ่นี่”
“อย่าท้าอ้ายเด้อ อ้ายพร้อมเสมอเด๊ะ ฮ่า ๆ”
หัวเราะชอบใจที่แกล้งคืนได้บ้าง
“หืยยยย อ้ายมาผีบ้า” ด่าเขาแต่เราหน้าแดง
“ปะๆ ไปหาร้านใกล้ๆนี้ก็ได้ อยากกินอะไรแซ่บๆ” ครูหนุนชวน
“ใครจะกินอะไร ก็สั่งเลยนะ เอาแบบอาหารจานเดียว ง่ายดี”
ครูน้อมพูดเมื่อหาที่นั่งในร้านได้แล้ว
พนาวันกวาดตาดูในร้าน คนค่อนข้างเยอะ แต่ก็พอมีที่ว่าง แสดงว่าอาหารอร่อย
“เอาตำทะเลจานใหญ่ ๆ จานนึงก่อน หนูอยากเติมปลาแดกเข้าสู่กระแสเลือด เลือดทรงสิจาง ต้องเอาความเค็มเติมเข้าไปจักหน่อย ในใจหนูนี่อยากเอาน้ำปลาแดกใส่เข็มฉีดยา ฉีดใส่เส้นเลือดพุ่นละ ฮ่า ๆ”
พนาวันเริ่มปล่อยมุกเรียกเสียงฮาเหมือนเคย
“พี่เอาข้าวผัดมากินกับตำทะเลดีกว่า ถ้าปลาแดกจะเข้มข้นขนาดนั้น” ครูน้อมพูดพลางหัวเราะ
“ส่วนพี่ขอเป็นกะเพราทะเลละกัน” ครูหนุนเสริม
“ส่วนอ้าย... ต้มยำอกหัก ผักแอบรัก คล่องคอยิ่งนักแกงจืดหน้าบูด...”
ชายหนุ่มจมูกคมเจ้าของชื่อ ‘อ้ายมา’ โพล่งออกมาเป็นเนื้อเพลงของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เรียกเสียงหัวเราะครืนจากทุกคนในโต๊ะ
“เมนูนี้มันเมนูความในใจเจ้าติอ้ายมา?” ครูน้อมแซวยิ้ม ๆ
อ้ายมายิ้มรับพลางหันไปพยายามสบตาคนที่นั่งข้าง ๆ อย่างมีความหมาย
“อ้ายมักอิหยังที่มันแซ่บ ๆ กินยาก ๆ มันจั่งแสบถึงทรวง... เหมือนคนแถวนี้แหละ”
แต่แม่ตัวแสบกลับทำเป็นเมิน ไม่ยอมสบตาด้วย นั่งก้มหน้าก้มตากดเกมงูในโทรศัพท์โนเกีย 3310 เครื่องเก่าอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ต้มยำรวมมิตรชามนึงครับ แล้วก็ข้าวสวยหนึ่งโถ”
เขาหันไปสั่งอาหารกลบเกลื่อนความเขิน
พออาหารทยอยวางเต็มโต๊ะ อ้ายมาก็เริ่มปฏิบัติการรุก
“นี่ กุ้งตัวใหญ่ ๆ กินหลาย ๆ สิได้โตไวๆ ทันอ้าย”
เขาตักกุ้ง ตักหมึก จากชามต้มยำใส่จานพนาวันไม่หยุด
“พอแล้ว ๆ!”
พนาวันรีบห้ามพลางทำหน้ายุ่ง
“ท้องคนเด้นี่ บ่แม่นกระเพาะงัวกระเพาะควาย กินไม่ไหวแล้ว ฮ่วย”
“กะอ้ายอยากให้อิหล่าตัวใหญ่ ๆ ไว ๆ เนาะ... ให้อ้ายเลี้ยงตลอดชีวิตบ่ล่ะ?”
อ้ายมาพูดทีเล่นทีจริงพร้อมเสียงหัวเราะร่วน
“บ่ ๆ หนูบ่ให้ไผเลี้ยงดอก สิตัวใหญ่สิตัวน้อย หนูก็ตาฮักคือเก่าแมะ... แม่นบ่จ๊ะพี่น้อม”
เธอหันไปยักคิ้วยอตัวเองใส่กองหนุน
“แม่นละเผิ่ง... ตาฮักจนมีคนอยากเลี้ยงเอาพุ่นละ!”
ครูน้อมรับลูกสนับสนุนทันควัน ทิ้งให้อ้ายมานั่งยิ้มหน้าบาน ส่วนคนยอตัวเองก็นั่งกินกุ้งอย่างสบายใจเฉิบ
กินอาหารกลางวันเสร็จ ทั้งสี่คนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อหลบแดดร้อนจัดในบังกะโลของตัวเอง
กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านเข้าสู่ช่วงเย็น แดดร่มลมตก แสงแดดสีทองฉาบไปทั่วพื้นน้ำ ทั้งหมดจึงพากันลงไปเล่นน้ำทะเลเพื่อคลายร้อน
คนที่ดูจะสนุกสุดเหวี่ยงกว่าใครเพื่อนเห็นจะไม่พ้น ‘อิเผิ่ง’ ที่ดูจะเริงร่าเหมือนนกน้อยที่หลุดจากกรง เธอวิ่งลงไปหาเกลียวคลื่นอย่างไม่เกรงกลัว
เมื่อคลื่นลูกใหญ่ยกตัวสูงขึ้นจนท่วมหัว เธอก็ถลาเข้าใส่จนตัวหายวับไปกับมวลน้ำมหาศาล ทุกครั้งที่คลื่นสลายตัวลงไป เธอก็จะโผล่ขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
“วู้ ๆ! สนุกจังเลยโว้ย ฮ่า ๆๆ”
“มาอีก ๆ ขอลูกใหญ่ ๆ กว่านี้นะ คลื่นจ๋า”
ท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตนั้นทำเอาคนที่มองอยู่ใจคอสั่นไหวไปตาม ๆ กัน
ครูน้อมซึ่งเป็นห่วงความปลอดภัย ได้เช่าห่วงยางมาไว้ให้พนาวันใช้พยุงตัวยามลอยคออยู่ในน้ำลึก
ส่วนครูหนุนกับบุญมาก็ว่ายน้ำแข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงหัวเราะและเสียงโวยวายของทั้งคู่ดังแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งพอถึงจังหวะที่ชายหนุ่มว่ายเข้ามาแกล้งสาดน้ำใส่สาว ๆ จนเปียกปอนกันไปหมด
ความเหนื่อยล้าจากการว่ายน้ำและเสียงหัวเราะก็ทำให้ทุกคนหมดแรงไปตาม ๆ กัน
เมื่อตะวันลับขอบฟ้า ทั้งหมดจึงพากันขึ้นจากน้ำไปอาบน้ำชำระล้างความเค็ม
ก่อนจะรวมตัวกันไปหาอาหารเย็นรับประทานกันอย่างเรียบง่าย แล้วจึงแยกย้ายกันกลับเข้าบังกะโล เพื่อพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว...
ทิ้งให้ค่ำคืนแห่งการพักผ่อนเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความคิดที่เริ่มฟุ้งซ่านในใจของใครบางคน
ยิ่งดึก อากาศยิ่งเงียบงัน เสียงคลื่นที่เคยฟังสบายหู กลับกลายเป็นเสียงที่โหมกระพือความร้อนรุ่มในใจของบุญมาให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพิงขอบหน้าต่าง สายตามองออกไปที่บังกะโลอีกหลังที่อยู่ไม่ไกลนัก แสงไฟจากห้องนั้นยังคงส่องสว่างลอดผ่านผ้าม่านออกมาเป็นเงารำไร
เขาจินตนาการไปถึงท่าทางของหญิงสาวในตอนนี้...
จะกำลังนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา หรือจะกำลังทำอะไรอยู่นะ
ภาพในความฝันที่เขายังจำสัมผัสความนุ่มนิ่มนั้นได้ติดมือ ผุดขึ้นมาวนเวียนในสมองของเขา
"กูจะบ้าตายอยู่แล้ว..."
เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความอัดอั้น
เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าแรง ๆ พยายามเรียกสติที่กำลังกระเจิดกระเจิง
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจเขากำลังถูกความปรารถนาตีรวนอย่างหนัก
มันไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายแล้วในตอนนี้
แต่มันคือความโหยหาที่อยากจะเห็นแววตาอ่อนหวานของเธอจ้องมองมาที่เขาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในห้วงนิทราที่จบลงด้วยความว่างเปล่า
ความเงียบของค่ำคืนนี้ช่างเป็นใจเสียเหลือเกิน มันเงียบจนเขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเร่า ๆ อยู่ในอก จังหวะที่มันเต้นรัวนั้นแทบจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะการหายใจของเขาที่ติดขัด
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากห้อง ความเงียบงันของบังกะโลยามวิกาลทำให้เสียงฝีเท้าของเขาที่ก้าวเดินไปตามทางเดินไม้ดังชัดขึ้นในโสตประสาท
ทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้า สติเขาก็ยิ่งเลือนหายไปทุกที เหลือไว้เพียงสัญชาตญาณของคนตกหลุมรักที่ถูกความต้องการครอบงำจนกู่ไม่กลับ...
เขาสงสัยเหลือเกินว่า หากคืนนี้เขาทำลายระยะห่างนั้นลงไปจริงๆ หญิงสาวจะเปิดประตูต้อนรับเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว หรือจะยอมให้เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนอันเงียบเหงาของเธอ…
ในขณะเดียวกัน ที่บังกะโลอีกฝั่งหนึ่ง บรรยากาศกลับเงียบสงัดและวังเวงกว่ากันมาก พนาวันนอนเอนหลังอยู่บนเตียงนอนหนานุ่ม ในมือถือหนังสือนิยายเรื่อง “แวววัน” ที่เธอพกติดตัวมาด้วย แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงสลัวๆ ตกกระทบลงบนหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวชีวิตของตัวเอก
เธอนอนอ่านไปเรื่อย ๆ ทว่าในใจกลับอดไม่ได้ที่จะนำเรื่องราวในนิยายมาเปรียบเทียบกับชีวิตจริงของตัวเอง ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกเหมือนเห็นเงาของตัวเองทาบทับลงบนชีวิตของตัวละครเหล่านั้น
ความลำบาก ลำเค็ญ และความเข็ญใจที่ตัวเอกในเรื่องต้องเผชิญ มันช่างดูคุ้นเคยจนน่าใจหาย
"ชีวิตคนเรา... ทำไมมันถึงได้พลิกผันและขมขื่นได้ขนาดนี้กันนะ"
เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางวางหนังสือนิยายลงบนอก สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด เสียงคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้าฝั่งดังก้องอยู่ในความเงียบ แทนที่จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นให้หวนคิดถึงสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในใจมาตลอดชีวิต
ความรู้สึกอัดอั้นที่เธอเก็บงำไว้ภายใต้หน้ากากความกะล่อนและร่าเริงค่อยๆ เผยออกมาในยามดึกดื่นเช่นนี้
ความทรงจำสีจาง ๆ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเธอเริ่มไหลย้อนกลับมา ราวกับกระแสน้ำที่กำลังพัดพาเธอกลับไปสู่จุดเริ่มต้น...
จุดที่เธอถูกพรากจากและถูกขอมาเลี้ยงตั้งแต่วันที่ยังเป็นเพียงทารกตัวน้อย
ซึ่งเป็นความจริงที่เธอพยายามค้นหาและถามไถ่จากปากของ ยายจ่าง และ แม่นวล มาโดยตลอด
พนาวันถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา พยายามข่มตาหลับแต่ภาพอดีตกลับชัดเจนขึ้นราวกับถูกปลุกให้ตื่น
เรื่องราวที่เคยเป็นเพียงเศษเสี้ยวคำบอกเล่าเริ่มถูกนำมาปะติดปะต่อในห้วงคำนึง เหมือนภาพยนตร์เรื่องยาวที่กำลังฉายภาพเหตุการณ์ในอดีตอย่างตั้งใจ
ทั้งน้ำเสียงของยายจ่างที่ถ่ายทอดเรื่องราวในวันที่อุ้มเด็กทารกจากอ้อมอกแม่แท้ๆของเธอ มาไว้แนบอก ทั้งความรักความอบอุ่นจากแม่นวลที่เลี้ยงดูเธอมาจนเติบใหญ่
ทุกความทรงจำในวัยเด็
กที่เคยเลือนหายไปเริ่มผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ...
เหมือนกำลังบอกเธอว่า ถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้สายเลือดของตัวเอง