รอยพนาวัน

ตอนที่ 6: นางในฝัน

👁️ 1 อ่าน
22px

หญิงสาวยืนกอดอกหันหลังให้ชายฝั่ง สายตาทอดมองผืนทะเลที่เลือนลางสลัว 

มีเพียงลูกคลื่นระลอกเล็กสะท้อนแสงจันทร์นวลเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับอัญมณีต้องแสงไฟยามค่ำคืน

ชายหนุ่มเดินย่องเข้าไปด้านหลังค่อยๆ เอาลำแขนแข็งแรงเต็มไปด้วยมัดกล้ามสอดไปกอดรอบเอวคอดกิ่วนั้นไว้ เธอร้อง อุ๊ย! เบา ๆ อย่างตกใจ 

ชายหนุ่มสูดกลิ่นหอมจากเรือนผมนุ่มสลวยที่ปลิวสยายตามลมพัดแผ่วเบา ตัวเล็ก ๆ แบบบางกะทัดรัดของเธอที่สูงแค่ไหล่ของเขา อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น เนื้อแนบเนื้อมีแค่เสื้อผ้ากั้นกลาง 

หญิงสาวรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นตึกตัก ๆ ในอกของเขาที่แนบอยู่กับแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอ และหัวใจของตัวเองที่เต้นชนผนังอกโครมครามแทบจะหลุดออกมา

เขาจับเธอให้หันมาหาเขาทั้งตัว แล้วกอดไว้แน่น หญิงสาวก็กอดเขาตอบเช่นกัน 

เขาบรรจงก้มลงจุ๊บที่หน้าผากเบา ๆ อย่างนุ่มนวล หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แล้วตาทั้งสองคู่ก็จ้องสบกัน เนิ่นนาน ดวงตาของหญิงสาวและชายหนุ่มเป็นประกายในความมืด 

เขาใช้จมูกโด่ง ๆ หอมแก้มทั้งสองข้างของเธอ แล้วปากของเขาก็จุ๊บแก้มเบาๆ จากนั้นก็เลื่อนมาประกบริมฝีปากนุ่ม ๆ ของเธอ นานแสนนาน 

ความรู้สึกของทั้งสองคนขณะนั้นเบาหวิวเหมือนล่อยลอยในความฝัน

จากนั้นเขาอุ้มเธอ และเธอก็ใช้แขนโอบรอบต้นคอเขา ตามองตากันด้วยความปรารถนาอันซ่อนเร้นที่คุกรุ่น 

เดินเข้าไปในห้องนอนของบังกะโล วางเธอลงบนเตียงนอนขาวสะอาด 

เดินไปเปิดหน้าต่างรับแสงจันทร์ที่พร้อมจะส่องลอดช่องหน้าต่างเขามาเป็นพยานในความรักของหนุ่มสาว 

 มือเขา ถอดเสื้อผ้าของหญิงสาวและของตัวเขาเอง จากนั้นค่อย ๆ ลูบไล้ ไปตามผิวเนื้อเนียนเย็นนุ่มนิ่มของเธอ อย่างแผ่วเบา ทะนุถนอม หญิงสาวรู้สึกสยิวจนขนลุกทั่วร่าง ตามสบตากันตลอดเวลา เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่อัดแน่นในใจ

“พี่รักเธอนะ น้องนา รักมาก เป็นของพี่เถอะนะ” 

เขากระซิบข้างหูเสียงกระเส่า

“หนูก็รักพี่ค่ะ” หญิงสาวกระซิบรักเสียงสั่นพร่า 

จากนั้นสองหนุ่มสาวก็แสดงบทรักต่อกันอย่างนุ่มนวล เนิ่นนาน และต่อเนื่องหลายครั้ง

ชายหนุ่มถึงกับหมดแรง เข่าอ่อน แทบเดินไม่ไหว แต่ก็เปี่ยมด้วยความสุขสมหวังจนล้นปรี่ 

จนกระทั่ง..

“โอ้ย!”

 เสียงชายหนุ่มร้องขึ้นหลังตกจากเก้าอี้ไปนั่งแหมะอยู่บนพื้นทราย

“อิหยัง ๆ ไผเป็นหยัง” หญิงสาวสะดุ้ง มองไปรอบๆตัว 

 “อ้าว อ้ายมา เจ้าคือลงไปนั่งอยู่พื้น เก้าอี้มีคือบ่นั่ง เจ้ากะแปลกคนเนาะ ฮ่า ๆ” 

หญิงสาวตกใจตื่นจากนอนหลับอย่างเป็นสุขด้วยเสียงร้องของชายหนุ่ม แล้วตามมาด้วยความขำ เมื่อเห็นบุญมานั่งเกาหัวแกรก ๆ อยู่บนพื้นทรายอย่างงัวเงีย

“อ้ายฝัน” บอกเสียงอ่อย

 “เสียดายแฮงเด้”

ตามมาด้วยบ่นเบา ๆ

“ฝันอิหยัง คือสิทรงเสียดายคักแท้”

“ฝันว่าถือรางวัลที่หนึ่ง กระโดดไชโย เลยตกเก้าอี้นี่ละ”

“แล้วทำไมมานั่งหลับอยู่ตรงนี้ ง่วงกะทำไมบ่ไปนอนอยู่ห้องเนาะ เดิน 10 ก้าวกะฮอดล่ะ มักความทรมานเนาะเจ้านี่”

“ตาอ้ายแมะ ตัวอ้ายแมะ สิหลับอยู่หม่องใด๋กะเรื่องของอ้ายตั้ว บ่ได้ไปหลับทับตัวไผดอก” 

ปากพูดไปแบบนั้นแต่ในใจกลับมีเสียงบอกว่า

 “อ้ายอยากนอนหลับทับตัวเธอนั่นละ เอาให้แบนขี้แตกไปเลย แม่ใหญ่จ่อยเอ๊ย”

“ฮ่า ๆ เม็นสิมาติ คือทรงหงุดหงิดแท้ล่ะ หนูถามนิดเดียวนึงกะดาย”

“นั่นอ้ายมาเป็นหยัง คือลงไปนั่งเกลือกขี้ดินล่อมอ้อมจั่งสั้น”

 เสียงครูน้อมร้องถามพลางเดินมาหา

“อ้ายมา เผิ่นฝันว่าถืกรางวัลที่ 1 เลยกระโดดดีใจ จนตกเก้าอี้ ฮ่าๆ” หญิงเล่าไปด้วยขำไปด้วย

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนปัดทรายออกจากเสื้อผ้าเนื้อตัว พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างยากเย็น เพราะภาพเหตุการณ์ในความฝันเมื่อกี้ มันรบกวนจิตใจอย่างหนัก

“ถืกรางวัลที่ 1 กะต้องเรียก เสี่ยขา เอ.. รึเรียก ป๋าขาดีนะ” 

ตัวแสบทำท่าครุ่นคิด เอานิ้วชี้เคาะที่ขมับตัวเอง แล้วลุกจากเปลเดินไปเอาแขนตัวเองคล้องแขนชายหนุ่ม แล้วเงยหน้าขึ้นพูด สายตามองหน้าเขาอย่างล้อเลียน

“ป๋า ป๋าขา วันนี้เลี้ยงหน่อยนะคะ ฮ่าๆ” หัวเราะเสียงใส แล้วยักคิ้วให้หนึ่งแผล็บ

“กะยังว่าฝัน สิมาป๋าขา ป๋าเขออิหยัง นางอันนี่ เดี๋ยวสับบักกอกหัวเบี้ยวเลย”

แกล้งทำเสียงดุแก้เขิน แต่ในใจนั้น “คล้องแขนอ้ายไว้นาน ๆ เด้อหล่า อ้ายมัก”

“อิเผิ่ง เป็นสาวเป็นนาง ไปคล้องแขนผุบ่าวผุแพวแบบนั้น มันบ่งาม เอาแขนออก” ครูน้อมดุ

“อุ้ย หนูแค่หยอกอ้ายมาเล่นซือ ๆ บ่ได้ตั้งใจ ขอโทก ๆๆ ค้าบ ลวกเพี่ย”

แล้วเอาแขนออก ลวกเพี่ยของตัวแสบ เพี้ยนมาจากคำว่า ลูกเพ่หรือลูกพี่นั่นเอง

“นี่เที่ยงจนจะบ่ายแล้ว ไปหาอะไรกินกันเถอะ ท้องพี่เริ่มหิวแล้ว” 

ครูหนุนเอ่ยขึ้นหลังเดินมาสมทบทีหลัง เพราะมัวไปเข้าห้องน้ำอยู่

“หนูยังบ่หิว อยากนอนต่อ ลมเย็นดี นอนสบายมาก นี่ถ้าไม่มีใครมาตกเก้าอี้แถวนี้ คงหลับยาวถึงเย็นแหละ”

สาวตัวเล็กพูดพลางกลับไปนั่งลงบนเปลเตรียมจะนอนต่อ

“อัาว ได้การ ถ้าถึงเวลากินแล้วไม่ยอมกิน อ้ายป้อนนะ” ชายหนุ่มยักคิ้วคืนให้บ้าง

หญิงสาวทำหน้ายุ่ง เกาหัวแกรก ๆ

“กินกะกิน โอ้ย หน่ายคนสิป้อนเด้ ถ้าเกิดหนูค่านอาบน้ำ สิมาอาบให้หนูบ่นี่”

“อย่าท้าอ้ายเด้อ อ้ายพร้อมเสมอเด๊ะ ฮ่า ๆ” 

หัวเราะชอบใจที่แกล้งคืนได้บ้าง

“หืยยยย อ้ายมาผีบ้า” ด่าเขาแต่เราหน้าแดง

“ปะๆ ไปหาร้านใกล้ๆนี้ก็ได้ อยากกินอะไรแซ่บๆ” ครูหนุนชวน

“ใครจะกินอะไร ก็สั่งเลยนะ เอาแบบอาหารจานเดียว ง่ายดี” 

ครูน้อมพูดเมื่อหาที่นั่งในร้านได้แล้ว

พนาวันกวาดตาดูในร้าน คนค่อนข้างเยอะ แต่ก็พอมีที่ว่าง แสดงว่าอาหารอร่อย

“เอาตำทะเลจานใหญ่ ๆ จานนึงก่อน หนูอยากเติมปลาแดกเข้าสู่กระแสเลือด เลือดทรงสิจาง ต้องเอาความเค็มเติมเข้าไปจักหน่อย ในใจหนูนี่อยากเอาน้ำปลาแดกใส่เข็มฉีดยา ฉีดใส่เส้นเลือดพุ่นละ ฮ่า ๆ” 

พนาวันเริ่มปล่อยมุกเรียกเสียงฮาเหมือนเคย

“พี่เอาข้าวผัดมากินกับตำทะเลดีกว่า ถ้าปลาแดกจะเข้มข้นขนาดนั้น” ครูน้อมพูดพลางหัวเราะ

“ส่วนพี่ขอเป็นกะเพราทะเลละกัน” ครูหนุนเสริม

“ส่วนอ้าย... ต้มยำอกหัก ผักแอบรัก คล่องคอยิ่งนักแกงจืดหน้าบูด...” 

ชายหนุ่มจมูกคมเจ้าของชื่อ ‘อ้ายมา’ โพล่งออกมาเป็นเนื้อเพลงของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เรียกเสียงหัวเราะครืนจากทุกคนในโต๊ะ

“เมนูนี้มันเมนูความในใจเจ้าติอ้ายมา?” ครูน้อมแซวยิ้ม ๆ

อ้ายมายิ้มรับพลางหันไปพยายามสบตาคนที่นั่งข้าง ๆ อย่างมีความหมาย 

“อ้ายมักอิหยังที่มันแซ่บ ๆ กินยาก ๆ มันจั่งแสบถึงทรวง... เหมือนคนแถวนี้แหละ” 

แต่แม่ตัวแสบกลับทำเป็นเมิน ไม่ยอมสบตาด้วย นั่งก้มหน้าก้มตากดเกมงูในโทรศัพท์โนเกีย 3310 เครื่องเก่าอย่างเอาเป็นเอาตาย 

“ต้มยำรวมมิตรชามนึงครับ แล้วก็ข้าวสวยหนึ่งโถ” 

เขาหันไปสั่งอาหารกลบเกลื่อนความเขิน

พออาหารทยอยวางเต็มโต๊ะ อ้ายมาก็เริ่มปฏิบัติการรุก 

“นี่ กุ้งตัวใหญ่ ๆ กินหลาย ๆ สิได้โตไวๆ ทันอ้าย” 

เขาตักกุ้ง ตักหมึก จากชามต้มยำใส่จานพนาวันไม่หยุด

“พอแล้ว ๆ!” 

พนาวันรีบห้ามพลางทำหน้ายุ่ง 

“ท้องคนเด้นี่ บ่แม่นกระเพาะงัวกระเพาะควาย กินไม่ไหวแล้ว ฮ่วย”

“กะอ้ายอยากให้อิหล่าตัวใหญ่ ๆ ไว ๆ เนาะ... ให้อ้ายเลี้ยงตลอดชีวิตบ่ล่ะ?” 

อ้ายมาพูดทีเล่นทีจริงพร้อมเสียงหัวเราะร่วน

“บ่ ๆ หนูบ่ให้ไผเลี้ยงดอก สิตัวใหญ่สิตัวน้อย หนูก็ตาฮักคือเก่าแมะ... แม่นบ่จ๊ะพี่น้อม” 

เธอหันไปยักคิ้วยอตัวเองใส่กองหนุน

“แม่นละเผิ่ง... ตาฮักจนมีคนอยากเลี้ยงเอาพุ่นละ!” 

ครูน้อมรับลูกสนับสนุนทันควัน ทิ้งให้อ้ายมานั่งยิ้มหน้าบาน ส่วนคนยอตัวเองก็นั่งกินกุ้งอย่างสบายใจเฉิบ

กินอาหารกลางวันเสร็จ ทั้งสี่คนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อหลบแดดร้อนจัดในบังกะโลของตัวเอง

กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านเข้าสู่ช่วงเย็น แดดร่มลมตก แสงแดดสีทองฉาบไปทั่วพื้นน้ำ ทั้งหมดจึงพากันลงไปเล่นน้ำทะเลเพื่อคลายร้อน

คนที่ดูจะสนุกสุดเหวี่ยงกว่าใครเพื่อนเห็นจะไม่พ้น ‘อิเผิ่ง’ ที่ดูจะเริงร่าเหมือนนกน้อยที่หลุดจากกรง เธอวิ่งลงไปหาเกลียวคลื่นอย่างไม่เกรงกลัว 

เมื่อคลื่นลูกใหญ่ยกตัวสูงขึ้นจนท่วมหัว เธอก็ถลาเข้าใส่จนตัวหายวับไปกับมวลน้ำมหาศาล ทุกครั้งที่คลื่นสลายตัวลงไป เธอก็จะโผล่ขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะร่าอย่างมีความสุข  

“วู้ ๆ! สนุกจังเลยโว้ย ฮ่า ๆๆ” 

“มาอีก ๆ ขอลูกใหญ่ ๆ กว่านี้นะ คลื่นจ๋า”

ท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตนั้นทำเอาคนที่มองอยู่ใจคอสั่นไหวไปตาม ๆ กัน

ครูน้อมซึ่งเป็นห่วงความปลอดภัย ได้เช่าห่วงยางมาไว้ให้พนาวันใช้พยุงตัวยามลอยคออยู่ในน้ำลึก 

ส่วนครูหนุนกับบุญมาก็ว่ายน้ำแข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงหัวเราะและเสียงโวยวายของทั้งคู่ดังแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งพอถึงจังหวะที่ชายหนุ่มว่ายเข้ามาแกล้งสาดน้ำใส่สาว ๆ จนเปียกปอนกันไปหมด 

ความเหนื่อยล้าจากการว่ายน้ำและเสียงหัวเราะก็ทำให้ทุกคนหมดแรงไปตาม ๆ กัน

เมื่อตะวันลับขอบฟ้า ทั้งหมดจึงพากันขึ้นจากน้ำไปอาบน้ำชำระล้างความเค็ม 

ก่อนจะรวมตัวกันไปหาอาหารเย็นรับประทานกันอย่างเรียบง่าย แล้วจึงแยกย้ายกันกลับเข้าบังกะโล เพื่อพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว... 

ทิ้งให้ค่ำคืนแห่งการพักผ่อนเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความคิดที่เริ่มฟุ้งซ่านในใจของใครบางคน

ยิ่งดึก อากาศยิ่งเงียบงัน เสียงคลื่นที่เคยฟังสบายหู กลับกลายเป็นเสียงที่โหมกระพือความร้อนรุ่มในใจของบุญมาให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพิงขอบหน้าต่าง สายตามองออกไปที่บังกะโลอีกหลังที่อยู่ไม่ไกลนัก แสงไฟจากห้องนั้นยังคงส่องสว่างลอดผ่านผ้าม่านออกมาเป็นเงารำไร 

เขาจินตนาการไปถึงท่าทางของหญิงสาวในตอนนี้... 

จะกำลังนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา หรือจะกำลังทำอะไรอยู่นะ 

ภาพในความฝันที่เขายังจำสัมผัสความนุ่มนิ่มนั้นได้ติดมือ ผุดขึ้นมาวนเวียนในสมองของเขา

"กูจะบ้าตายอยู่แล้ว..." 

เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความอัดอั้น

เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าแรง ๆ พยายามเรียกสติที่กำลังกระเจิดกระเจิง 

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจเขากำลังถูกความปรารถนาตีรวนอย่างหนัก 

มันไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายแล้วในตอนนี้ 

แต่มันคือความโหยหาที่อยากจะเห็นแววตาอ่อนหวานของเธอจ้องมองมาที่เขาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในห้วงนิทราที่จบลงด้วยความว่างเปล่า

ความเงียบของค่ำคืนนี้ช่างเป็นใจเสียเหลือเกิน มันเงียบจนเขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเร่า ๆ อยู่ในอก จังหวะที่มันเต้นรัวนั้นแทบจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะการหายใจของเขาที่ติดขัด

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากห้อง ความเงียบงันของบังกะโลยามวิกาลทำให้เสียงฝีเท้าของเขาที่ก้าวเดินไปตามทางเดินไม้ดังชัดขึ้นในโสตประสาท 

ทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้า สติเขาก็ยิ่งเลือนหายไปทุกที เหลือไว้เพียงสัญชาตญาณของคนตกหลุมรักที่ถูกความต้องการครอบงำจนกู่ไม่กลับ...

เขาสงสัยเหลือเกินว่า หากคืนนี้เขาทำลายระยะห่างนั้นลงไปจริงๆ หญิงสาวจะเปิดประตูต้อนรับเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว หรือจะยอมให้เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนอันเงียบเหงาของเธอ…

ในขณะเดียวกัน ที่บังกะโลอีกฝั่งหนึ่ง บรรยากาศกลับเงียบสงัดและวังเวงกว่ากันมาก พนาวันนอนเอนหลังอยู่บนเตียงนอนหนานุ่ม ในมือถือหนังสือนิยายเรื่อง “แวววัน” ที่เธอพกติดตัวมาด้วย แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงสลัวๆ ตกกระทบลงบนหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวชีวิตของตัวเอก

เธอนอนอ่านไปเรื่อย ๆ ทว่าในใจกลับอดไม่ได้ที่จะนำเรื่องราวในนิยายมาเปรียบเทียบกับชีวิตจริงของตัวเอง ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกเหมือนเห็นเงาของตัวเองทาบทับลงบนชีวิตของตัวละครเหล่านั้น 

ความลำบาก ลำเค็ญ และความเข็ญใจที่ตัวเอกในเรื่องต้องเผชิญ มันช่างดูคุ้นเคยจนน่าใจหาย

"ชีวิตคนเรา... ทำไมมันถึงได้พลิกผันและขมขื่นได้ขนาดนี้กันนะ"

เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางวางหนังสือนิยายลงบนอก สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด เสียงคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้าฝั่งดังก้องอยู่ในความเงียบ แทนที่จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นให้หวนคิดถึงสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในใจมาตลอดชีวิต

ความรู้สึกอัดอั้นที่เธอเก็บงำไว้ภายใต้หน้ากากความกะล่อนและร่าเริงค่อยๆ เผยออกมาในยามดึกดื่นเช่นนี้ 

ความทรงจำสีจาง ๆ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเธอเริ่มไหลย้อนกลับมา ราวกับกระแสน้ำที่กำลังพัดพาเธอกลับไปสู่จุดเริ่มต้น... 

จุดที่เธอถูกพรากจากและถูกขอมาเลี้ยงตั้งแต่วันที่ยังเป็นเพียงทารกตัวน้อย 

ซึ่งเป็นความจริงที่เธอพยายามค้นหาและถามไถ่จากปากของ ยายจ่าง และ แม่นวล มาโดยตลอด

พนาวันถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา พยายามข่มตาหลับแต่ภาพอดีตกลับชัดเจนขึ้นราวกับถูกปลุกให้ตื่น 

เรื่องราวที่เคยเป็นเพียงเศษเสี้ยวคำบอกเล่าเริ่มถูกนำมาปะติดปะต่อในห้วงคำนึง เหมือนภาพยนตร์เรื่องยาวที่กำลังฉายภาพเหตุการณ์ในอดีตอย่างตั้งใจ 

ทั้งน้ำเสียงของยายจ่างที่ถ่ายทอดเรื่องราวในวันที่อุ้มเด็กทารกจากอ้อมอกแม่แท้ๆของเธอ มาไว้แนบอก ทั้งความรักความอบอุ่นจากแม่นวลที่เลี้ยงดูเธอมาจนเติบใหญ่ 

ทุกความทรงจำในวัยเด็

กที่เคยเลือนหายไปเริ่มผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ... 

เหมือนกำลังบอกเธอว่า ถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้สายเลือดของตัวเอง

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!