วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546
ณ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด..
บรรยากาศหน้าสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมันเต็มไปด้วยความกดดัน
ผู้ที่มีรายชื่อขึ้นบัญชีไว้และได้รับจดหมายราชการเรียกให้มารายงานตัวเพื่อบรรจุเข้ารับราชการครูในตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 3 อัตราเงินเดือน 6,360 บาท ต่างทยอยมา และตรวจดูรายชื่อโรงเรียนที่ทาง สปจ. นำมาให้เลือก
แน่นอนว่าทุกคนจ้องรายชื่อโรงเรียนตาไม่กะพริบ
พนาวันในชุดที่ดูเป็นทางการที่สุดเท่าที่จะหาได้ เธอสอบได้ที่ 38 จากบัญชีผู้สอบผ่านการคัดเลือกราวๆ 600 คน อยู่ลำดับที่ 9 จาก 10 คน...ของเอกคณิตศาสตร์ที่เรียกบรรจุรอบนี้
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสภาพที่เหลือให้เลือกมันเหลืออะไรบ้าง คนที่ได้ลำดับต้นๆ ย่อมได้เลือกก่อน เหลือโรงเรียนให้เธอเลือกเพียง 2 แห่ง เธอเลือกโรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด คือโรงเรียนบ้านป่องแมวลอด สปก….ซึ่งห่างจากบ้านเกิดประมาณ 60 กิโลเมตร
จากนั้นต้องตีรถกลับจาก สปจ. มารายงานตัวที่ สปก.(สำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอ) ซึ่งห่างจาก สปจ. กว่าร้อยกิโลเมตร
พนาวัน ขออาศัยติดรถครูสาวรุ่นพี่ซึ่งเป็นแม่ลูกอ่อน ที่มาบรรจุในอำเภอเดียวกันมาลงรายงานตัวที่ สปก.
หลังจากนั้นต้องไปรายงานตัวที่โรงเรียนบ้านป่องแมวลอด และครูคนนั้นอาสาไปส่งถึงโรงเรียน พนาวันรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจรุ่นพี่คนนั้นเป็นอันมาก
ระหว่างที่นั่งรถจาก สปจ.เพื่อมาที่ สปก. พนาวันได้โทรศัพท์ไปคุยกับญาติข้างบ้านให้บอกแม่หารถมารับที่โรงเรียนหน่อย เพราะไม่มีรถกลับบ้าน ยังไม่รู้จักว่าจะกลับบ้านยังไง ขึ้นรถที่ไหน
แม่นวลรีบไปเหมารถกระบะของน้าที่นับถือกันซึ่งเป็นตำรวจและวันนั้นไม่ได้เข้าเวรพอดี
เมื่อมาถึงโรงเรียนราวๆ บ่ายสามโมงครึ่ง ได้พบกับอาจารย์ใหญ่ ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิม ก่อนที่จะถูกปรับให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งประเทศ
อาจารย์ใหญ่ ลงมาต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี และมีครูผู้หญิงที่อาศัยอยู่บ้านพักครู เดินมาต้อนรับและพูดคุยอย่างเป็นกันเอง
แม่นวลกับพ่อเนียนก็เดินทางมาถึงพอดี เลยขออนุญาตกับอาจารย์ใหญ่ว่า ขอให้ลูกมาทำงานช้าสักวันสองวันได้ไหม
“ไม่ได้หรอกครับคุณพ่อคุณแม่ เมื่อมารายงานตัวแล้วก็ต้องเริ่มปฏิบัติงานในวันจันทร์นี้เลย เสาร์อาทิตย์ก็คงตระเตรียมข้าวของได้ทันอยู่หรอก”
ระหว่างที่คุยกันอยู่ ก็มีครูใหม่มารายงานตัวเช่นกัน เป็นครูผู้ชายมาจากต่างจังหวัดแถบลุ่มแม่น้ำโขง มีชื่อเสียงเรียงนามว่า นายบุญมา นาเสนี อายุมากกว่าพนาวัน 8 ปี เป็นชายโสด สร้างความหวั่นอกหวั่นใจให้แก่พ่อแม่ของพนาวันยิ่งนัก กลัวลูกสาวจะปล้ำเขามาทำผัว เฮ้อ..
จากนั้น อาจารย์ใหญ่ก็พาดูบ้านพักครูที่เดินไม่ถึง 20 ก้าว ก็ถึงอาคารเรียนแล้ว เป็นบ้านพักแบบกรมสามัญ เรือนไม้ใต้ถุนสูง ข้างบนมีสามห้อง ห้องใหญ่อยู่คนละข้าง คั่นกลางด้วยห้องเล็กไว้เก็บของ หรือนอนก็ได้ หน้าห้องเล็กเป็นระเบียงที่เชื่อมทั้งสามห้องเข้าด้วยกัน ข้างล่างมีห้องน้ำขนาดเล็ก 1 ห้องอยู่ใต้ถุนบ้าน
พอได้ก้าวเท้าเข้าไปในอาณาจักร "บ้านพักครู" ที่อาจารย์ใหญ่พาไปดูเท่านั้นแหละ... สติสตังที่อุตส่าห์สะสมมาตั้งแต่เช้าแทบจะกระเจิงเมื่อเห็นสภาพบ้านพักครูและได้ขึ้นไปดูข้างบน
บ้านพักเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลังเก่าที่เหมือนจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อถ้าลมพัดแรงๆ แค่ก้าวเท้าขึ้นบันไดทีเดียว มันก็โยกเยกจนใจหายใจคว่ำ
พ่อกับแม่ยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ส่วน พนาวันน่ะเหรอ... อยากจะเป็นลมให้มันรู้แล้วรู้รอดไปสามสิบแปดตลบ!
“โอ้ ! มายก้อด พระเจ้าจ๊อดทอดกล้วย เหตุอันใด ฉันจึงได้มาอยู่เช่นนี้” หญิงสาวครวญในใจ
“อ้าว ก็เธอเลือกเองไง ชอบใกล้ๆบ้านนี่ รับสภาพสิแม่พนาวัน” เสียงตอบในใจดังขึ้นทันควัน
ครูใหม่สองคนตกลงแบ่งห้องกันเรียบร้อย พนาวันเลือกห้องตรงข้ามบันได พอขึ้นบันไดไปเดินผ่านระเบียงห้าก้าว ถึงหัอง ส่วนครูบุญมา ได้ห้องติดบันได ขึ้นบันไดมาแล้วเลี้ยวขวาเข้าห้องได้เลย
หลังจากกลับบ้านไป ก็ไปหาซื้อของใช้ไม้สอย รวมทั้งชุดสีกากีที่สั่งตัดไว้ตั้งแต่ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรายงานตัว
สายวันอาทิตย์ที่โรงเรียนบ้านป่องแมวลอด...
หลังพ่อกับแม่ขนของลงแล้วขับรถกลับไป เพราะน้าตำรวจรถเหมามีธุระต้องไปทำต่อ ทิ้งพนาวันน้อยๆไว้กับบ้านพักไม้เรือนเก่าที่แค่เดินก็สะเทือน
พนาวันน้อยเอ๋ย ช่างรู้สึกเดียวดายอ้างว้างยิ่งนัก มองไปทางไหนก็ไม่คุ้นเคย ความรู้สึกอ้างว้างมันก็พุ่งเข้าเกาะกินใจทันที
หญิงสาวร่างบางเดินลงมานั่งกอดเข่าพิงราวบันไดบ้าน ทำอารมณ์บิ้วต์ความเหงาแบบนางเอกมิวสิควิดีโอ ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาจวนจะร่วงรินรดพื้นดิน...
มันกำลังจะได้ที่แล้วเชียว!
ความเหงาของครูใหม่ที่เพิ่งมาอยู่ถิ่นห่างไกล มันกำลังจะไหลออกมาเป็นหยดน้ำตา
“น้อง! มากินข้าวกลางวันกับพี่มา! พี่ตำบักหุ่งแซ่บๆ กับทอดปลาหลด ฮ้อนๆ ข้าวเหนียวกะมี มาๆ ไวๆ!”
เสียงสวรรค์ ไม่ใช่สิ เสียงมารขัดจังหวะ! ดังมาจากบ้านพักหลังใกล้ๆ
‘โธ่เอ๊ย! กำลังบิ้วต์อารมณ์ได้ที่เลยนะเนี่ย!’
เสียงในหัวพนาวันแผดร้องอย่างเสียดาย แต่ปากเจ้ากรรมมันดันตอบกลับไปไวปานจรวด
“จ้าพี่! หนูจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
สุดท้าย น้ำตาที่อุตส่าห์บิ้วต์มาจนเกือบเต็มเบ้า ก็ต้องไหลกลับเข้าที่ แล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจื่อนๆ เดินต้อยๆ ตามกลิ่นปลาร้าไป...
ก็นะ ความเหงาน่ะเอาไว้ทีหลัง แต่ "ส้มตำ" นี่มันรอไม่ได้!
“สวัสดีจ้ะพี่ๆ"
ยกมือไหว้ก่อนนั่งลงบนแคร่ใต้ร่มมะขามหน้าบ้านพักครูที่มีสำรับกับข้าววางอยู่พร้อมกระติบข้าวเหนียว
“พี่ย้ายมาจากกิ่งอำเภอ... อยู่ที่นี่ได้หกเดือนแล้ว พี่ชื่อพรรณี นวมใหญ่ทอง เรียก ‘พี่น้อม’ ก็ได้ ส่วนนี่สามีพี่ ชื่อ ‘พี่หนุน’ ”
พี่น้อมแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มอุ่นๆ
“เอ้าๆ ลงมือ! ตำบักหุ่งมันสิเซ็งก่อน สิบ่แซ่บ ไม่ต้องเกรงใจเด้อน้อง”
พี่หนุนพูดพลางเปิดฝากระติบข้าว ควันร้อนๆ ลอยกรุ่นออกมากลิ่นหอมฟุ้ง แกจัดการจกข้าวเหนียวร้อนๆ วางใส่จาน ปั้นเป็นคำโตๆ แล้วส่งให้พนาวัน ก่อนจะตักตำบักหุ่งรสจัดจ้านกินคู่กับปลาหลดแห้งทอดจนกรอบกริบ
หญิงสาวผิวคล้ำรีบจกข้าวเหนียวตามเข้าปาก รสชาติเปรี้ยวเผ็ดนัวปลาร้ามันพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองจนตาสว่าง
“ป้าด! พี่น้อม... เจ้าคือตำบักหุ่งแซ่บแท้ นัวคัก! แบบนี้เอาสเต็กมาแลกกะบ่ยอมเด้นี่!”
พี่น้อมถึงกับยิ้มแก้มปริจนตาหยี
“มักก็กินหลายๆ พึ่งมาใหม่ ตัวกะน้อยๆจ่อยๆ ต้องบำรุงหน่อย บ้านพักที่นี่มันเงียบ กินข้าวกันเยอะๆ มาคุยกันบ่อยๆ จะได้ไม่เหงา”
“หนูชื่อพนาวัน สนุกนอก เรียก ‘นา’ ก็ได้จ้า” เธอตอบไปเคี้ยวไป
ความรู้สึกเดียวดายที่พยายามบิ้วต์เป็นนางเอกมิวสิคฯ เมื่อครู่มันมลายหายไปหมดสิ้น
เหลือแต่ความอิ่มท้องและมิตรภาพที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเรียบง่ายใต้เงามะขามต้นนี้...
แม้โรงเรียนนี้จะมีสภาพบ้านพักที่ทำให้เธออยากเป็นลม แต่ถ้าได้ข้าวเหนียวส้มตำกับเพื่อนบ้านใจดีแบบนี้ทุกวัน สงสัยพนาวันคนนี้คงต้องขอคิดดูก่อนว่าจะลาออกหรือจะสู้ต่อ!
พนาวันตัวน้อยๆ วางกะละมังรองให้น้ำจากก๊อกไหลลงมา แต่สิ่งที่เห็นมันทำเอาสติที่สะสมมาทั้งวันเกือบกระเจิง น้ำประปาไหลออกมาสีเหมือนกาแฟเย็นผสมนมข้นหวานเข้มข้นจนน่าตกใจ!
"นี่น้ำประปาติวะ นึกว่ากาแฟผสมนมข้นหวาน แหม... สีนัวน่าอร่อยเชียวโว้ย! นี่ถ้ามีเฮลบลูบอยเทลงนี่ น้ำแข็งใส่สักหน่อย อร่อยแน่ๆ ฮ่าๆ"
พนาวันอดขำตัวเองไม่ได้จนต้องหลุดหัวเราะออกมา
"นั่นขำหยังล่ะ"
พี่น้อมที่เดินถือจานมาพอดี ถามด้วยความสงสัย
"หนูขำน้ำประปาน่ะพี่ ทำไมมันนัวแบบนี้ล่ะ!"
“นี่ถ้ามีเฮลบลูบอยเทลงนี่นะ น้ำแข็งไสสักถ้วย อร่อยเหาะแน่ๆ ฮ่าๆ”
สาวห้าวพูดพร้อมหัวเราะลั่น ทำเอาพี่น้อมที่กำลังถือถ้วยจานเดินมาต้องหยุดชะงัก แล้วหันมามองหน้าฉันแบบงงๆ
“นั่นบ้าไปแล้วหรือเปล่าน้อนา น้ำประปาสีนี้ เจ้าจะเอามาทำน้ำแข็งไสเรอะ?”
พี่น้อมถามพลางส่ายหัว
“โถ่พี่น้อม... หนูแค่เปรียบเทียบเฉยๆ ถ้าชีวิตมันจะ ‘นัว’ ขนาดนี้ หนูขอเป็นน้ำหวานให้มันชื่นใจดีกว่า ไม่ขอเป็นน้ำโคลนหรอก!”
พนาวันหัวเราะร่า ความตลกที่พ่นออกมาในวันนั้น มันอาจจะดูไร้สาระ แต่มันช่วยลดทอนความรู้สึกอึดอัดที่อยู่ในใจได้เป็นปลิดทิ้ง
พี่น้อมมองกะละมังแล้วยิ้มขำ
"ประปาหมู่บ้านน่ะ บางวันก็นัวแบบนี้ บางวันนัวน้อยกว่านี้ ถ้าจะอาบหรือซักผ้าต้องเปิดใส่โอ่งแล้วใช้สารส้มกวนไว้ก่อน"
คำตอบของพี่น้อมเหมือนเป็น "หลักสูตรเร่งรัด" ในการอยู่รอดของครูบรรจุใหม่ในพื้นที่นี้...
พนาวันมองน้ำในกะละมังที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดินแดงแล้วถอนหายใจยาวๆ
‘เอาวะ พนาวัน... อย่างน้อยก็มีน้ำให้ใช้ แม้สีจะดูเหมือนกาแฟโอเลี้ยงไปนิด แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้มาเป็นโคลนตมก็บุญโขแล้ว!’
หลังจากช่วยพี่น้อมล้างจานเสร็จ สาวห้าวตั้งท่าจะเดินกลับบ้านพักเพื่อสานต่อโปรเจกต์ "นางเอกมิวสิคฯ เศร้าๆ" ให้จบ
แต่พอเดินขึ้นบันไดไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดปุ๊บ สติก็ดีดผึง!
เฮ้ย! ตายละหว่า! ห้องยังไม่ได้ปัดกวาดเช็ดถูอะไรเลยสักอย่าง!
อารมณ์เศร้าที่กำลังจะเอ่อล้นหายวับไปกับตา เปลี่ยนเป็นความกระวนกระวายใจสไตล์คนอยู่นิ่งไม่เป็น
เธอสวมวิญญาณ "พนาวันสายสปีด" เริ่มปฏิบัติการกวาดเช็ดถูแบบไม่คิดชีวิต เสียงไม้กวาดกระทบพื้นดังรัวๆ เหมือนกลองชุด ลากผ้าขี้ริ้วเช็ดถูจนเงาวับ จัดข้าวของที่วางเกะกะให้เข้าที่เข้าทาง
จากท่าทีเนิบนาบจะเอาความเหงาเข้าสู้ กลายเป็นความเร็วแสงที่พุ่งทะลุปรอท!
พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางจนเนี้ยบกริบ เธอก็หมดแรงพับ! ทิ้งตัวลงนอนแผ่หรา ลิ้นห้อยอยู่บนที่นอนปิกนิกที่เพิ่งปูเสร็จใหม่ๆ
ไอ้ความรู้สึกเหงาหงอยตอนแรกน่ะเหรอ? ลืมไปหมดแล้ว! เหลือแต่ความเหนื่อยจนตาจะปิด...
นี่แหละพนาวัน ของจริง! ไม่ใช่นางเอกเอ็มวีที่ไหน แต่เป็น "แม่บ้านสายฟ้าฟาด" ของบ้านพักครูดีๆ นี่เอง
ฝั่งครูบุญมา ก็ไม่น้อยหน้า มาถึงบ้านพักในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่แกเลือกที่จะไปตีสนิทกับ ลุงเชื้อ ภารโรงของโรงเรียน ที่ได้คุยกันวันมารายงานตัวแล้ว
บ้านลุงเชื้ออยู่ติดรั้วโรงเรียน เดินจากบ้านพักไปก็ไม่ไกล กินข้าวกลางวันบ้านลุงเชื้อเสร็จ แกก็มาทำความสะอาดห้องแก เวลาเดินผ่านกันก็มองหน้า ยิ้มให้ตามมารยาท
วันจันทร์แรกของการมาบรรจุเริ่มขึ้นด้วยกิจกรรมหน้าเสาธง ครูเวรแนะนำครูใหม่สองคนต่อหน้านักเรียนร้อยกว่าชีวิต
พนาวันกวาดสายตามองไปรอบๆ โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้มีครูทั้งหมดรวมตัวเธอและครูบุญมา 8 คนถ้วน
เธอได้รับมอบหมายให้เป็นครูประจำชั้น ป.5 ที่ตำแหน่งว่างลงพอดี พ่วงด้วยการสอนวิชาคณิตศาสตร์และศิลปะให้กับนักเรียนชั้น ป.4-6 แม้จะเป็นเดือนมีนาคมที่ใกล้ปิดเทอมเต็มที แต่ทุกนาทีหน้าชั้นเรียนคือความสุขที่เคยวาดฝันไว้...
เธอได้เป็นครูจริงๆ แล้ว
แต่แล้ว... ความสุขนั้นก็ถูกทดสอบในคืนวันศุกร์
ขณะที่หญิงสาวกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านในเช้าวันเสาร์
พายุใหญ่ก็ซัดกระหน่ำเข้ามาอย่างบ้าคลั่งไม่ลืมหูลืมตา เสียงลมหวีดหวิวเหมือนเสียงกรีดร้องของปีศาจ
จนกระทั่งครอบสันจั่วเหนือห้องนอนของเธอทานแรงไม่ไหว ตะปูหลุดกระเด็น แผ่นสังกะสีสั่นกระพือรับลมแรง พะเยิบพะยาบราวกับปีกนกบาดเจ็บที่พยายามจะตะเกียกตะกายหนีจากหลังคา
ฝนเม็ดใหญ่เริ่มสาดซัดลงมาตามรอยรั่วที่เปิดอ้า น้ำสีขุ่นค่อยๆ ไหลนองพื้นห้อง
เธอลนลานวิ่งลงไปคว้ากะละมังซักผ้าใบเดิมขึ้นมารองรับหยาดน้ำไม่ให้ไหลไปเปียกที่นอนที่เธอเพียรเก็บกู้ไว้อย่างดีทุกวัน
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะถล่ม ตามด้วยความมืดมิดที่เข้ามาปกคลุมไปทั่วทิศ
ไฟฟ้าดับสนิท เหลือเพียงเสียงลมเสียงฝนที่แข่งกันกระหน่ำใส่หลังคาบ้านพักอย่างโกรธแค้น ราวกับโกรธเคืองกันมาสักร้อยชาติ
ท่ามกลางความมืดและเสียงกัมปนาท
พนาวันที่เคยประกาศตัวว่าห้าวกร้าวและแกร่งดังหินผา กลับทิ้งตัวลงนั่งกอดเข่าซบหน้ากับหัวเข่า
ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดสัปดาห์พังทลายลงในชั่วพริบตา
บ่อน้ำตาที่เคยคิดว่าแห้งเหือดกลับพังครืนลงมาแข่งกับเสียงน้ำฝนข้างนอก... คิดถึงพ่อ... คิดถึงแม่... คิดถึงบ้านที่แสนอบอุ่น
ชีวิตครูบรรจุใหม่ที่วาดฝันไว้ ทำไมมันถึงได้หนาวเหน็บและอ้างว้างขนาดนี้ โอ้หนอ... ชะตาชีวิตช่างเล่นตลกกับพนาวันคนนี้เหลือเกิน
ควานหาโทรศัพท์มือถือ แล้วกดปุ่มโทรออก
“ฮัลโหล” เสียงปลายสายดังขึ้น
“ฮือๆๆ!” พูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้
“เป็นหยังล่ะคุณเธอ เกิดหยังขึ้น” ปลายสายดังมาด้วยความตระหนก และห่วงใย
“เค้าย่าน ฝนตก ลมกะแรง ไฟกะดับ ฟ้ากะผ่าเปรี้ยงๆ ฮือๆ”
ทั้งพูด ทั้งร้องสะอึกสะอื้น
“โอ้ย เป็นห่วงหลายเด้ ถ้าอยู่ใกล้ๆ สิไปอยู่เป็นหมู่แล้วเด้นี่”
เสียงนั้นนุ่มนวล อบอุ่น
“เค้าได้ยินเสียง กะรู้สึกดีขึ้นแล้วละ เค้าจะนอนแล้วเด้อ ฝนเริ่มซาล่ะ”
“คิดฮอดเด้อ เป็นห่วงนำ นอนห่มผ้าหนาๆ เดี่ยวบ่สบาย ฝันดีครับ…ที่.. ”
ปลายสายยังพูดไม่จบ พนาวันชิงพูดขึ้น
“จ้า ฝันดีคุงน้าที่…..น่ารัก”
ทันทีที่ฟ้าฝนเริ่มซาและลมสงบลง ดวงไฟในบ้านพักก็สว่างวาบขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"แหม ทำยังกะกลัวฟ้ากลัวฝนกะเขาด้วยนะเจ้าไฟฟ้าเอ้ย แต่แกมาก็ดีแล้ว ฉันจะได้มองเห็นอะไรๆ ได้ชัดๆ หน่อย"
หญิงสาวบ่นพึมพำกับความกวนของกระแสไฟ พลางยกกะละมังน้ำฝนที่หนักอึ้งไปเททิ้ง ก่อนจะหยิบผ้าขี้ริ้วคู่ใจมาเช็ดถูพื้นห้องที่เปียกชื้นให้แห้งสนิท
เพื่อกลบความอ้างว้างในความเงียบ เธอเปิดวิทยุคลื่นเอฟเอ็มเครื่องโปรด เสียงเพลงลูกทุ่งเบาๆ ช่วยปลอบประโลมใจให้สงบลง
จนในที่สุดความเหนื่อยล้าจากการผ่านพายุเมื่อครู่ก็ทำให้เปลือกตาหนักอึ้ง... หลับสนิทไปท่ามกลางกลิ่นไอฝน
รุ่งอรุณวันเสาร์มาเยือนด้วยบรรยากาศที่สดชื่นแจ่มใสราวกับเมื่อคืนไม่มีพายุลูกใหญ่เกิดขึ้นเลย
พนาวันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า รีบอาบน้ำแต่งตัวในชุดที่ทะมัดทะแมงที่สุด พร้อมมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างที่ตั้งใจไว้ หลังจากสอบถามข้อมูลจากครูเจ้าถิ่นจนแน่ใจ เธอก็คว้ากระเป๋าใบเก่งออกไปยืนรอรถโดยสารสองแถวของคนในหมู่บ้านที่หน้าโรงเรียน
สายลมเช้าพัดผ่านใบหน้า... ในใจพนาวันมีแต่ภาพแม่นวลที่รออยู่บ้าน มันคือความสุขเล็กๆ ที่ทำให้การรอคอยรถโดยสารหน้าโรงเรียนในเช้าวันนี้ กลายเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุด
รถโดยสารไปถึงตัวอำเภอทางผ่าน ต้องต่อรถไปลงที่ตลาดในตัวอำเภอบ้านเกิดแล้วต่อรถจากตลาดเข้าบ้าน
“โอ้ย แบบนี้ บ่ไหวๆ ต้องขอรถอีแดงคู่ใจ มาไว้ใช้ดีกว่า” บ่นหลังจากที่เล่าเรื่องราวเหตุการณ์เมื่อคืนให้พ่อแม่ฟัง
“หนูขออาร์ซีแดงไปไว้ใช้นะแม่ จะกลับบ้านเย็นวันศุกร์เลย ไม่ต้องรอถึงวันเสาร์ คิดถึงบ้านใจจะขาด”