ตอนที่ 3
“เพื่อนแกล่ะแม่ริน ไม่มากินข้ากินปลาหรือไง จะนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งไม่สนใจข้าวปลาหรือยังไง” หญิงสูงวัยเกือบอายุหกสิบหากหน้าตายังสะสวยดูอ่อนกว่าวัยมากนัก ปรายมองบุตรสาวบุญธรรมเมื่อเห็นว่ามีเพียงดารินที่นั่งลง เพราะปกติหากวรนันมานอนค้างที่นี่ก็จะลงมาทานอาหารเช้าด้วยกัน เมื่อค่ำนางก็ยังเห็นว่าวรนันนั้นอยู่ทำงานในห้องหนังสือ
“ยายนันกลับไปแล้วค่ะคุณแม่ เห็นบอกมีธุระด่วน แต่ช่วงบ่าย ๆ จะกลับเข้ามาทำงานต่อ”
หญิงสูงวัยทำเสียงหึในลำคอ แม้รู้ดีว่าเด็กสาวสองคนนี้กำลังขมักเขม้นกันด้วยเรื่องใด แต่เพราะดรุงจิตคือดรุงจิต นางไม่ได้เห็นดีเห็นงามในการรับเลี้ยงดารินมาตั้งแต่แรก จะให้มาส่งเสริมแบบไม่ต้องพยายามอะไรก็ดูจะไม่ใช่เรื่อง แม้ก่อนที่ผู้เป็นสามีจะจากไปฝากฝังดารินไว้ดิบดี
กระนั้นคนที่ไม่อินกับความสัมพันธ์ที่แทบไม่เกี่ยวข้องอะไรกันมาตั้งแต่แรก็ทำได้แค่รับปากส่ง ๆ ไปเท่านั้น
“แล้วนี่พี่ชายแกไม่ลงกินข้าวกินปลาหรือไง หรือมัวแต่กกแม่นั่นจนไม่หิว”
ดารินกะพริบตาถี่ งุงงงว่าจรุงจิตกำลังกล่าวถึงอะไร ดารัณหรือ
“นี่แกมัวแต่ทำงานหรือหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าพี่ชายแกน่ะกลับไทยมาได้ตั้งหลายวันแล้ว แต่มัวไปกกผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ไม่ซ้ำหน้า แถมเมื่อคืนยังมีหน้าหิ้วกลับมาบ้านเสียด้วย”
ดารินอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ผู้เป็นมารดาบุญธรรมกล่าว
ดารัณกลับมาแล้ว...
หรือว่า ที่ยายนันเห็นเมื่อคืนไม่ใช่ผี แต่เป็นดารัณกับผู้หญิงของเขา
“แม่นุ่น ไปตามตารัณมากินข้าวหน่อย จะนอนไปถึงไหน”
“คุณรัณขับรถออกไปข้างนอกแล้วค่ะ ก่อนคุณผู้หญิงลงมาครู่เดียวเองค่ะ”
ดรุงจิตขมวดคิ้ว
“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ ที่มากับตารัณเมื่อคืน” ดรุงจิตรู้ว่าเป็นใครหากก็ไม่อยากเอ่ยชื่อออกไปเพราะนางไม่ถือว่าผู้หญิงที่บุตรชายพาเข้ามานอนที่บ้านเมื่อคืนนั้นคือแขก
“ตาชายบอกว่ากลับออกไปตั้งแต่ตอนห้าทุ่มกว่าแล้วค่ะ มาแค่ไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ออกไปเลย”
“ดี งั้นแม่นุ่นให้เด็กขึ้นไปทำความสะอาดห้องตารัณ ข้าวของเมื่อคืนพวกผ้าปูเตียงต่าง ๆ เก็บทิ้งไปเลยไม่ต้องเอามาใช้อีก”
“ค่ะคุณผู้หญิง”
หมายความว่า หญิงสาวที่มากับดารัณเมื่อคืนไม่เข้าตาแม่ย่าน่ะสิ
ดารินอมยิ้ม ตักข้าวต้มเข้าปาก อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันหนอที่พี่ชายเธอถูกใจถึงขนาดพาเข้าบ้าน เพราะนับตั้งแต่เรื่องราววุ่นวายตอนนั้นไม่นาน ดารัณก็จากประเทศไทยไปเหมือนกันและแม้บางครั้งเขาจะกลับมาเยี่ยมบ้าน แต่พี่ชายของเธอก็ไม่เคยพาใครเข้ามาที่พงษ์ศักดิ์เกษมอีกเลย
“แล้วนี่เรื่องโครงการไปถึงไหนแล้วละแม่ริน”
ดารินกลืนข้าวต้มลงคออย่างฝืดเฝื่อนทันที ไม่คิดหรอกว่าที่หญิงสูงวัยผู้นี้เอ่ยถามเพราะห่วงใย แต่เพราะกำลังประเมินโครงการของเธอไปในตัวต่างหาก
“ข้อมูลประมาณสามสิบเปอร์เซ็นแล้วค่ะ อาทิตย์หน้ามีลงพื้นที่สำรวจค่ะ”
หญิงสูงวัยพยักหน้าเบา ๆ
“คู่แข่งพวกแกไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหรอก แค่มีทีมที่ขยันเกินเหตุก็เท่านั้น ยังไงเสียก็ทำให้มันคุ้มทุน”
“ขอบคุณคุณแม่ที่ให้คำแนะนำค่ะ รินจะทำให้ดีที่สุด”
ดารินใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย นานครั้งที่หญิงสูงวัยจะให้คำแนะนำหรือกล่าวแบบนี้
นับจากวันที่รู้ว่าดารัณกลับมาแล้ว จนวันนี้คือวันสุดท้ายของอาทิตย์การทำงาน ดารินก็ยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตาผู้เป็นพี่ชายเลยสักครั้ง
และทั้งที่เขาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น อย่างน้อยถ้ากลับมาเมืองไทยแล้วดารัณก็น่าจะเข้าประชุมเสียหน่อย แต่เธอกลับไม่เห็นอีกฝ่ายแม้แต่เงา โอกาสจะหารือกับเขาเรื่องโครงการก็เป็นอันต้องพับเก็บไป
หญิงสาวถอนหายใจ หยิบแล็ปท็อปบนโต๊ะแล้วเดินไปยังห้องประชุมที่อยู่ถัดจากห้องประชุมใหญ่ที่จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันนี้ ส่วนเธอนั้นต้องเข้าประชุมด่วนกับฝ่ายการตลาด จำต้องทิ้งให้วรนันลงพื้นที่เพียงคนเดียว
“ยายริน”
เสียงทุมคุ้นหูดังขึ้น ดารินหันขวับไปมองแล้วเบิกตากว้างอย่างดีใจ
“พี่รัณ” ร่างบอบบางของดารินรีบวางแล็ปท็อปกับเอกสารไว้บนโต๊ะก่อนจะถลาไปหาผู้เป็นพี่ชายแล้วกอดไว้แน่น ดารัณกอดตอบแล้วโยกตัวเบา ๆ
เขากับดารินสนิทกันมากราวกับพี่น้องแท้ ๆ บางปีที่เขาไม่ได้กลับไทยก็มีดารินนี่แหละที่บินไปเยี่ยมเขา
“กลับมาแล้วก็หายหน้าหายตาเลยค่ะพี่รัณ”
“ก็มาแล้วนี่ไง แล้วเรากำลังจะไปไหน มีประชุมหรือ”
“ค่ะ มีประชุมด่วนกับการตลาด พี่รัณจะเข้าประชุมผู้ถือหุ้นด้วยไหมคะวันนี้”
ชายหนุ่มไหวไหล่เล็กน้อย
“แสดงว่าเข้า ดีใจจังเลยค่ะ”
ดารัณยกมือหนาวางบนศีรษะผู้เป็นน้องสาวแล้วโยกเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“ไปประชุมเถอะ ไว้คุยกันที่บ้าน”
“พี่รัณจะ...”
“รัณคะ ดีใจจังเลยค่ะที่คุณมาวันนี้”
เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างเพรียวสวยของคู่ปรับดารินและวรนันเดินเข้ามาหาสองพี่น้องที่ยืนคุยกัน
มโนชาเหลือบตามองเด็กกำพร้าที่เป็นคู่ปรับปลายแถวด้วยแววตาเรียบนิ่ง ติดจะเหยียดเล็กน้อยหากก็ต้องปั้นหน้ายิ้ม เพราะรู้ดีว่าดารัณนั้นรักน้องสาวบุญธรรมคนนี้มากแค่ไหน
“คุณรินจะเข้าประชุมกับการตลาดหรือเปล่าคะ มิ้นเห็นนั่งรอกันเต็มห้องประชุมแล้วค่ะ”
การไล่กลาย ๆ ของสาวสวยเฉี่ยวเช่นมโนชาทำให้ดารินนึกอยากถลึงตาใส่ หากก็ยังเกรงใจผู้เป็นพี่ชาย ด้วยว่าสองคนนี้เคยรู้จักสนิทสนมกันมาก่อน
“งั้นรินขอตัวก่อนนะคะ”
“คุณรินกับคุณนันนี่น่าสงสารจังเลยนะคะ ช่วงนี้คงมือพันขาพันกันน่าดู สู้ ๆ นะคะ มิ้นเอาใจช่วย” เสียงหวานที่เจ้าตัวตั้งใจดัดให้หวานเสียจนน่าหมั่นไส้
คนที่กำลังเอื้อมหยิบแล็ปท็อปชะงัก สูดลมหายใจหนัก ๆ แล้วก้าวไปจากตรงนั้น หากก็ไม่วายชะงักเท้าเมื่ออีกฝ่ายกล่าวเสียงลอยตามหลัง
“โดยเฉพาะคุณนันที่ต้องลงพื้นที่ เหมือนพวกกรรมกร...”
“เธอรู้ได้ยังไงว่ายายนันไปไหน ใครเป็นคนบอก” ดารินก้าวกลับมาหาคู่ปรับเอ่ยเสียงกร้าว
สายตาวาววับคาดคั้นไม่สนใจว่าผู้เป็นพี่ชายกำลังมองด้วยแววตาสงสัย
แต่เธอไม่สนใจอีกแล้ว เรื่องนี้สำคัญมากทีเดียว เพราะหากอีกฝ่ายรู้ว่าวรนันไปไหน นั่นเท่ากับว่ายายมโนชาอาจจะรู้ว่าพวกเธอกำลังทำโครงการเรื่องอะไร
ใครเป็นหนอน!
“ตายล่ะ นี่มิ้นพูดอะไรออกไป ลืมว่าเรื่องพวกนี้ต้องเป็นความลับ”
“นี่ยายมิ้น! บอกมานะว่าเธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง เธอกำลังเล่นสกปรกมากนะ” ดารินรู้สึกร้อนราวกับไฟสุม ยิ่งเห็นท่าทางปิดปากหัวเราะเบา ๆ ด้วยจริตที่น่าจิกหัวยิ่งรู้สึกร้อนกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
“ใจเย็นก่อนยายริน มันเรื่องอะไรกันหือ” ดารัณที่มองท่าทีอยู่ครู่หนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นดาริณโกรธ นานครั้งที่เขาจะเห็นคนเป็นน้องสาวออกอาการโกรธได้ขนาดนี้
ดาริณดวงตาแดงก่ำ มองผู้เป็นพี่ชายด้วยแววตาตัดพ้อเล็กน้อย รู้สึกว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ขนาดว่าเธอกับวรนันเก็บตัวทำงานนี้แบบเงียบเชียบที่สุด แต่กลับเล็ดลอดออกไปถึงหูคู่แข่งได้ หนำซ้ำคนในครอบครัวก็ยังช่วยอะไรไม่ได้
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ รินขอตัวไปประชุมก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวริน พี่ขอคุยด้วยก่อน”
“รัณคะ มิ้นก็มีธุระจะคุยกับรัณเหมือนกันค่ะ เรื่อง...”
“ผมขอคุยกับน้องสักครู่นะครับ” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบแล้วดึงมือผู้เป็นน้องสาวให้เดินตามไปอีกทาง
ปล่อยให้สาวสวยอย่างมโนชาหน้าชาเป็นแถบ มองตามสองพี่น้องด้วยสายตาวาว