ตอนที่ 7
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเมื่อดารินนั่งลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ภายในห้องหนังสือที่กำลังคุกรุ่น ทว่าหญิงสาวดูจะไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ
“คุณรัณคะ คุณมโนชามาขอพบ ตอนนี้รออยู่ที่ห้องรับแขกใหญ่ค่ะ”
ชื่อของแขกทำให้สองสาวชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นมองดารัณพร้อมกัน
“เดี๋ยวฉันลงไป”
“ค่ะคุณรัณ”
“ขอตัวก่อนนะ พอดีต้องไปทำเรื่องที่…ผู้ใหญ่เขาทำกัน” เสียงทุ้มเอ่ยแทบจะกระซิบ
หากคนที่นั่งใกล้กันไม่ถึงช่วงแขนได้ยินเต็มสองหู ดวงตาคู่คมของเขาวาวระยับ มุมปากบางของเขากลับยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเยาะเย้ยกันในที
ร่างสูงลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขายังคงจับจ้องคนที่นั่งอยู่บนพื้นพื้นพรม
ดารินหน้าตึงไปเล็กน้อยที่ได้ยินชื่อคู่อริ หากเพราะตัวเองเป็นเพียงแค่ผู้อาศัย เธอจึงทำได้แค่เก็บมันไว้ในใจ แล้วปั้นหน้าส่งยิ้มบางเบาให้ผู้เป็นพี่ชายต่างสายเลือด
“พี่รัณจะกลับมาทันอาหารเย็นไหมคะ”
“อืม... คงไม่ พี่คงกลับดึก หรืออาจจะเช้าเลยก็ได้ ไปก่อนนะ” ปลายประโยคดารัณเหลือบตาลงมองกลุ่มผมสีดำสนิทประบ่า อีกฝ่ายไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตาเขา หากเส้นเลือดที่ปูดขึ้นบนหลังมือขาวผ่องนั้นบ่งบอกได้ดีว่าคนที่นั่งก้มหน้าอยู่นั้นกำลังอารมณ์ใด
ดารัณยิ้มแล้วเดินออกไปจากห้องหนังสือ
ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มก้าวพ้นประตูออกไปแล้ว
ดารินลุกจากเก้าอี้มานั่งลงบนโซฟาตัวยาวแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“อย่าถือสาพี่รัณเลยนะนัน เขาก็กวนประสาทแกไปอย่างนั้นแหละ”
“แกได้ยิน” วรนันถามเสียงห้วนเล็กน้อย ยังคงกรุ่นในอก
“อืม” ดารินตอบเสียงเนือย ยกแขนขึ้นกอดอกแล้วทิ้งหลังเอนพิงโซฟาอย่างหมดแรง
“ฉันล่ะไม่เข้าใจพี่ชายแกจริง ๆ ทำไมถึงได้ไปคั่วกับยายมโนได้ อ้อแล้วแกรู้หรือยัง ว่าพี่ชายแกนั่นแหละเป็นคนคาบข้อมูลโครงการไปบอกยายนั่น”
ดารินเด้งตัวขึ้นนั่งหลังตรง
“เดี๋ยวนะนัน ฉันว่าแกน่าจะเข้าใจผิด พี่รัณไม่มีทางทำแบบนั้นต่อให้เขากำลังคบกับยายนั่นก็เถอะ แล้วฉันก็ได้ข้อมูลที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ว่าใครเป็นคนบอกเรื่องนี้กับยายมโน”
วรนันขมวดคิ้ว มองคนเป็นเพื่อนด้วยความสงสัย
ดารินลุกขึ้นเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ กดบางอย่างแล้วส่งให้คนเป็นเพื่อนอ่าน
วรนันรับมาอ่านอย่างรวดเร็วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดารินด้วบแววตาวาววาบ
“แกแน่ใจหรือริน”
“คุณสรบอกว่าได้ยินเต็มสองหู”
วรนันกำหมดแน่น ไม่เข้าใจว่าธนกรจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ทั้งที่เธอกับเขามีสายสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด จะว่าเพราะไม่ถูกกันกับดารินเลยเอาเรื่องนี้ไปขายก็เห็นทีจะไม่ใช่
“มีอะไรเข้าใจผิดหรือเปล่าวะริน”
“ถ้าคุณสรไม่ได้ยินกับหู ฉันก็คงไม่เชื่อ”
วรนันถอนหายใจ
“แกคิดว่ายายมโนจะรู้เรื่องทั้งหมดไหม”
ดารินส่ายหน้า
“ไม่แน่ใจวะ แต่แกไม่ต้องห่วง ฉันคิดแผนสำรองมาบ้างแล้ว แกลองดูสิว่าเป็นยังไงบ้าง”
ดารินเดินไปยังโต๊ะทำงาน แล้วเดินกลับมาหาคนเป็นเพื่อนพร้อมกับแล็ปท็อป กดเปิดไฟล์งานที่เจ้าตัวใช้เวลากว่าครู่ใหญ่เพื่อคิดแผนสำรองตามคำแนะนำของดารัณ
วรนันกวาดสายตาอ่านอยู่ครู่หนึ่งในหัวข้อสำคัญหลัก ๆ พลางขมวดคิ้วมุ่น คำนวณตัวเลขคร่าวก็พาลให้ห่อเหี่ยวหัวใจ
“ต้นทุนสูงจากเดิมเกือบเท่าตัวเลยนะริน อีกอย่างในระยะยาวถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นชื่อเสียงของแบรนด์จะได้รับผลกระทบไปด้วย ปัญหานี้มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายรายแล้วด้วย”
“ก็จริงของแกวะ ฉันคิดไม่ถึงเรื่องนี้ โอ๊ยฉันอยากจะฆ่านายธนกรที่บังอาจเป็นหนอน”
“แต่...”
“หืม? แต่อะไรของแก” ดารินเลิกคิ้ว
“ถ้าเราแค่ลงทุนอยู่เบื้องหลังล่ะ”
“แกหมายถึง เราจ่ายเงินให้แบรนด์อื่นทำงั้นหรือ”
วรนันพยักหน้า วิธีนี้อันที่จริงเป็นวิธีที่ทำกันหลากหลายในตลาดอสังหาฯปัจจุบัน นายทุนต้องการแค่ผลกำไรตามที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดไม่น้อย แม้ต้องเสี่ยงเรื่องชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่หากไม่ค้นหากันลึกจริง ๆ ตลาดของนักลงทุนก็มักไม่ได้เป็นที่รู้จักนัก เพราะคนส่วนใหญ่มักมุ่งไปที่ชื่อของแบรนด์ตั้งต้นเท่านั้น
“แต่ปัญหาอยู่ที่ เราอาจจะต้องขยายอาณาเขตที่ดินเพิ่มอีกราว ๆ ห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ และเรายังต้องพึ่งคุณธนกร”
ซึ่งก็หมายความได้ว่า หากดารินอยากทึ้งหัวเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์อย่างธนกรมากแค่ไหน ก็คงต้องหักห้ามใจเอาไว้
“ฝากไว้ก่อนเถอะนายกร”
วรนันยิ้มแล้วส่ายศีรษะเบา ๆ
“แกว่าระหว่างโครงการเดิม กับของใหม่แบบไหนแนวโน้มจะผ่านการอนุมัติกว่านะนัน” ดารินเอยต่อเริ่มไม่มั่นใจ ความกังวลเกาะกินความรู้สึกมาตั้งแต่เมื่อเช้าจนตอนนี้
“บอกยากว่ะแก แผนแรกน่ะดีที่สุดแล้วต้นทุนต่ำและทำประโยชน์ได้ในระยะยาว แผนสองต้นทุนสูงก็จริงแต่ผลกำไรก็สูงมากเช่นกัน ฉันว่าถึงมันจะเสี่ยงทั้งสองยังไงเสียก็ดูจะดีทั้งสองนะแกว่าไหม”
ดารินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย วรนันเป็นคนที่มีสมองปราดเปรื่องและชาญฉลาด หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ทำให้เธอเดินมาไกลได้จนตอนนี้ต้องขอบคุณเพื่อนรักอย่างวรนัน
“เอางี้ดีไหม รอพี่รัณกลับมาเราปรึกษาพี่รัณ”
“แกคิดว่าพี่แกที่ไม่ได้จับงานมาเป็นสิบปี จะช่วยอะไรแกได้วะ นอกจากเซ็นต์อนุมัติหรือปัดตกงานของแก” วรนันกล่าวด้วยน้ำเสียงตวัด
ดารินมองโลกในแง่ดีและอุทิศเทิดทูนครอบครัวบุญธรรมมากเกินไปนี่คือจุดอ่อน การสำนึกในบุญคุณคนที่เลี้ยงตัวเองมาย่อมเป็นสิ่งที่สมควร
กระนั้นวรนันก็ยังรู้สึกว่า อย่างไรเสียก็ต้องแยกกันให้ออกระหว่างการสำนึกบุญคุณ กับการมองโลกแห่งความเป็นจริง
“เฮ้อ... ฉันละไม่เข้าใจแกกับพี่รัณเลยจริง ๆ ว่ะ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันมาก่อนพวกแกสองคนจะจิกกัดกันทำไมวะ” ดารินว่าพลางส่ายศีรษะเบา ๆ อย่างระอาคนเป็นเพื่อนรวมไปถึงพี่ชายต่างสายเลือด
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เธอยังไม่เคยเห็นวรนันกับดารัณคุยกันดี ๆ เกินห้านาทีเลยสักครั้ง
ยิ่งในตอนที่ดารัณมีปัญหาแล้วทิ้งทุกอย่างหนีไปเมืองนอก จำได้ว่าวรนันสาปส่งเขาน่าดู หากก็เข้าใจดีว่าคนเป็นเพื่อนคงทั้งสงสารเธอและคนในบ้านที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์อันเศร้าโศก
ก๊อกๆ
“คุณริน คุณนันคะ คุณผู้หญิงให้มาเรียกไปทานอาหารเย็นค่ะ”