เกิดใหม่ทั้งที ขอเปิดร้านข้าวแกงให้รุ่ง

ตอนที่ 1: จุดจบของเชฟมิชลิน และจุดเริ่มต้นของลูกหนี้สลัม

👁️ 63 อ่าน
22px

เสียงกระทะเหล็กหล่อปะทะกับตะแกรงเตาแก๊สอุตสาหกรรมดังสนั่น แข่งกับเสียงตะโกนสั่งออเดอร์ที่ข้ามไปมาระหว่างสเตชัน เปลวไฟสีส้มแดงแลบเลียขอบสแตนเลสจนเกิดควันสีขาวบางลอยกรุ่น คราบน้ำมันกระเด็นเกาะตามกระเบื้องผนัง ความร้อนระอุภายในห้องครัวขนาดใหญ่แผดเผาจนหยาดน้ำใสไหลซึมผ่านผ้าคาดหัวสีขาว มือขวาของผมกำด้ามกระทะแน่น ตวัดข้อมือพลิกชิ้นเนื้อวากิวลายหินอ่อนที่มีริ้วไขมันแทรกตัวสลับเนื้อแดงด้วยจังหวะที่แม่นยำ เสียงเนื้อปะทะเหล็กร้อนส่งเสียงฉ่า ผิวเนื้อด้านนอกเกรียมเป็นสีน้ำตาลเข้มกักเก็บความฉ่ำไว้ด้านใน กลิ่นไขมันชั้นยอดที่ถูกความร้อนละลายผสมผสานกับความหอมของเนยสดและโรสแมรีลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ

"สเตชันซอส! ซอสทรัฟเฟิลอุณหภูมิไม่ได้ เอาไปทำใหม่เดี๋ยวนี้!" ผมตวาดลั่นครัว ชี้ปลายตะหลิวไปทางผู้ช่วยเชฟที่กำลังหน้าซีดเผือด มือของเด็กหนุ่มคนนั้นสั่นจนทำหยดซอสกระเด็นเลอะขอบจาน

ในฐานะหัวหน้าเชฟของร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์สามดาวใจกลางมหานคร ทุกจานที่ออกจากประตูบานพับของครัวแห่งนี้คือศิลปะ ห้ามมีข้อผิดพลาดแม้แต่เศษเสี้ยวองศา ผมใช้เวลาสิบห้าปีเต็มในการไต่เต้าจากเด็กล้างจานก้นครัวจนมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการอาหาร แลกมากับการอดนอนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ความเครียดที่สะสมจนแทบระเบิด และการกินอาหารไม่ตรงเวลาจนกระเพาะพัง

ผมใช้คีมคีบเนื้อวากิวที่สุกระดับมีเดียมแรร์ขึ้นมาพักบนตะแกรง เลือดสีแดงอมชมพูค่อยๆ ซึมออกมาเคลือบผิวเนื้อด้านนอก จมูกสูดกลิ่นหอมของเครื่องเทศเพื่อเช็กความสมบูรณ์แบบ มือซ้ายเอื้อมไปหยิบขวดซอสเพื่อเตรียมจัดจาน...

ความเจ็บปวดบีบรัดทะลุทะลวงจากกลางอกฝั่งซ้าย ลามไปถึงปลายชาที่นิ้วมือทั้งสิบ โลกเบื้องหน้าหมุนคว้างราวกับลูกข่าง ภาพเตาแก๊สที่สว่างไสวพลันมืดดับ เสียงตะโกนเรียก 'เชฟ!' ของพวกลูกน้องดังก้องอยู่ห่างออกไปทุกที ร่างกายหนักอึ้งสูญเสียการทรงตัว ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นทรัฟเฟิลออยล์คือสิ่งสุดท้ายที่โสตประสาทรับรู้

ผมกำลังตายคาเตาไฟเพราะหัวใจทำงานหนักเกินขีดจำกัด ช่างเป็นจุดจบที่น่าสมเพชสำหรับเชฟวัยสามสิบห้าปี

กลิ่นเหม็นอับของเชื้อราและฝุ่นผงเตะจมูกจนต้องสำลักอากาศ ร่างกายกระตุกเกร็ง พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ พื้นใต้แผ่นหลังไม่ใช่กระเบื้องแกรนิตสะอาดสะอ้านในครัวระดับโลก แต่เป็นแผ่นไม้กระดานชื้นแฉะและแข็งกระด้าง

ผมยันตัวลุกนั่ง มือคลำสะเปะสะปะไปตามพื้นไม้ ผิวสัมผัสหยาบกร้านของเสี้ยนไม้ตำเข้าที่ฝ่ามือจนต้องชักมือกลับ แสงสลัวลอดผ่านรอยรั่วของหลังคาสังกะสีเหนือหัว เผยให้เห็นห้องแคบขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตร มีเพียงฟูกที่นอนบางเฉียบปูรองพื้น พัดลมพลาสติกเก่าสนิมเกาะตะแกรง และตู้เสื้อผ้าพลาสติกที่ประตูหลุดห้อยร่องแร่ง

ผมก้มมองมือตัวเอง

มือที่เคยเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากของมีคมและรอยไหม้จากน้ำมันกระเด็น บัดนี้กลับเรียวเล็ก ขาวซีด ไร้ร่องรอยการทำงานหนัก ผมพยุงตัวลุกขึ้นยืน ขาสองข้างสั่นระริก คลานไปที่กระจกบานเล็กแตกบิ่นซึ่งแขวนติดอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า

ภาพสะท้อนในกระจกคือเด็กหนุ่มหน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น ผิวพรรณซีดเซียว ผมสีดำสนิทปรกหน้าผากยาวทิ่มตา รูปร่างผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้ง

ความปวดร้าวแล่นปรี๊ดเข้าที่ขมับ ข้อมูลมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่สมองจนต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะแน่น ภาพความทรงจำของใครอีกคนฉายชัดเป็นฉากๆ

ร่างนี้ชื่อ 'ข้าวปั้น' เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปี เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลาย พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทิ้งมรดกไว้เพียงร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงนหน้าตลาด และ... หนี้สินนอกระบบจำนวนสองล้านบาท!

ความทรงจำย้อนกลับไปในวันที่ฝนตกหนัก พ่อของข้าวปั้นนั่งคุกเข่าอยู่หน้าชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ 'เฮียผา' มาเฟียคุมตลาด เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบ พ่อกู้เงินมาเพื่อขยายกิจการร้านอาหาร แต่โดนเพื่อนหักหลังเชิดเงินหนี ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดจุดห้าต่อเดือนทบต้นทบดอกจนยอดพุ่งทะยาน ข้าวปั้นในวัยสิบเก้าปีต้องแบกรับภาระทั้งหมด พยายามเปิดร้านขายข้าวแกงหาเงินจ่ายดอกเบี้ยรายวัน แต่ฝีมือทำอาหารของเด็กนี่เข้าขั้นวิกฤต ขายไม่ออก ยอดขายติดลบ จนต้องอดข้าวอดน้ำ เครียดสะสม และวูบหมดสติหัวใจล้มเหลวตายไปในห้องซอมซ่อแห่งนี้

ผมลุกยืนเต็มความสูง ขาทั้งสองข้างสั่นระริกเพราะเรี่ยวแรงที่มีจำกัด เดินโซเซออกจากโซนที่นอนไปยังส่วนที่เรียกว่า 'ครัว' ของร้านข้าวแกง

สภาพที่เห็นทำเอาอดีตเชฟระดับโลกอยากจะทึ้งหัวตัวเอง เตาแก๊สรุ่นโบราณมีคราบน้ำมันเกาะกรังหนาเตอะ เขียงไม้ขึ้นราดำเป็นหย่อมๆ หม้ออลูมิเนียมบุบบี้จนเสียทรง ตู้เย็นสภาพเก่าคร่ำคร่าส่งเสียงครางหึ่งๆ

ผมดึงประตูตู้เย็นออกดู ข้างในมีเพียงความว่างเปล่า ไข่ไก่ฟองเล็กสุดสามฟอง มะนาวเหี่ยวแห้งสองลูก พริกขี้หนูร่วงอยู่ก้นช่องแช่ผัก และถุงพลาสติกใส่มันหมูแข็งๆ ครึ่งกิโลกรัม

บนโต๊ะพับพลาสติกมีสมุดจดเล่มเล็กวางอยู่ ผมเปิดดูหน้าล่าสุด ตัวหนังสือโย้เย้เขียนยอดหนี้คงเหลือและวันที่ขีดเส้นใต้สีแดงเข้ม... พรุ่งนี้ครบกำหนดจ่ายดอกเบี้ย แสนห้าหมื่นบาท

เงินในกระเป๋ากางเกงของร่างนี้มีอยู่แค่สองร้อยบาท

จะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเงินแสนห้ามาจ่ายมาเฟียภายในวันพรุ่งนี้ ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมา ใบหน้าดุดัน รอยสักลายมังกรเต็มแผงอก และลูกน้องชุดดำที่พร้อมจะรุมสกรัมลูกหนี้ที่เบี้ยวจ่าย หากพรุ่งนี้ไม่มีเงินให้ พวกมันคงรื้อร้านนี้ทิ้ง หรือไม่ก็จับผมไปขายใช้หนี้

เกิดใหม่ทั้งที ทำไมไม่ให้ไปเข้าร่างลูกเศรษฐีพันล้าน หรือเข้าร่างคนธรรมดาที่ไม่มีหนี้สิน นี่มันนรกบนดินชัดๆ

ติ๊ง! ตรวจพบดวงวิญญาณที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ความยากจนระดับสูงสุด ผสานกับทักษะการทำอาหารระดับมาสเตอร์

เสียงอิเล็กทรอนิกส์ใสแจ๋วดังขึ้นในสมอง หน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏกลางอากาศ ลอยเด่นอยู่เหนือโต๊ะพับพลาสติก ตัวอักษรสีขาววิ่งเรียงบรรทัด

ระบบร้านข้าวแกงอันดับหนึ่งในใต้หล้า ทำการเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์ ยินดีต้อนรับโฮสต์หมายเลข 001 สู่เส้นทางกอบกู้กิจการ!

ผมก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว มองหน้าจอสีฟ้าตรงหน้า

"ระบบ? มีเงินให้กู้สักสองล้านไหม เอามาจ่ายหนี้พรุ่งนี้ก่อนเลย" ผมส่งเสียงถามหน้าจอกลางอากาศ

ระบบไม่ใช่สถาบันการเงิน โฮสต์ต้องใช้ความสามารถในการทำอาหารเพื่อสร้างรายได้ ระบบจะคอยสนับสนุนด้วยภารกิจ รางวัล และสูตรอาหารลับเท่านั้น ไม่มีทางลัดสำหรับความสำเร็จ

"ฉันเป็นเชฟมิชลิน ฝีมือทำอาหารระดับโลก ไม่ต้องพึ่งระบบหรอก ขอแค่วัตถุดิบดีๆ กับครัวมาตรฐานก็พอ ตอนนี้มีแค่ไข่สามฟองกับเตาผุๆ จะทำอาหารจากไหนวะ"

โปรดประเมินสภาพร่างกายของโฮสต์ในปัจจุบัน กล้ามเนื้อแขนไม่มีแรงแม้แต่จะยกกระทะเหล็กเกินสามนาที ร่างกายขาดสารอาหารรุนแรง หากปราศจากความช่วยเหลือจากระบบ โฮสต์จะไม่สามารถรอดพ้นวิกฤตวันพรุ่งนี้ไปได้

ข้อความบนหน้าจอกระแทกใจดำ ผมก้มมองท่อนแขนลีบเล็กของตัวเอง กล้ามเนื้อแบนราบไร้เรี่ยวแรง เทคนิคการสะบัดกระทะไฟแดงที่เคยทำได้สบายๆ คงทำให้ข้อมือของข้าวปั้นหักตั้งแต่นาทีแรก

ภารกิจบังคับสำหรับมือใหม่: สุ่มกาชาอุปกรณ์เครื่องครัวเริ่มต้น

รายละเอียด: ยอดฝีมือต้องมีอาวุธคู่กาย กรุณากดปุ่มเพื่อสุ่มรับอุปกรณ์ชิ้นแรก รางวัลแบ่งตามระดับความเกลือ

บทลงโทษหากปฏิเสธ: สายฟ้าฟาดวิญญาณสูญสลาย

การข่มขู่ที่เด็ดขาด ผมไม่มีสิทธิ์เลือก มือที่สั่นเล็กน้อยเอื้อมไปแตะปุ่ม 'สุ่ม' ตรงกลางหน้าจอโฮโลแกรม

วงล้อรูเล็ตต์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น สีสันหลากหลายแบ่งเป็นช่องๆ สีทองสว่างวาบเขียนว่า 'ชุดมีดดามัสกัสสิบสองชิ้น' สีม่วงเขียนว่า 'กระทะเทฟลอนเคลือบเพชร' สีฟ้าเขียนว่า 'หม้อตุ๋นแรงดันสูง'

วงล้อหมุนติ้ว แสงสีสลับไปมา ผมจ้องมองเข็มชี้ ขอแค่มีดคมๆ สักเล่ม หรือกระทะดีๆ สักใบ การทำอาหารพรุ่งนี้จะง่ายขึ้นมาก

ความเร็วลดลง เข็มเลื่อนผ่านช่องสีฟ้า ผ่านช่องสีม่วง กำลังจะหยุดที่ช่องสีทอง

วงล้อขยับไปอีกหนึ่งมิลลิเมตร หลุดจากช่องสีทองไปตกอยู่ที่ช่องสีเทาหม่นขนาดเล็กจิ๋ว

ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับไอเทมระดับขยะ: ตะหลิวไม้สนิมเขรอะ

แสงสีเทาพุ่งออกจากหน้าจอ ตกกระแทกโต๊ะพลาสติกเสียงดัง กุก

มันคือตะหลิวไม้ด้ามยาว สภาพไม้มีรอยร้าว ปลายตะหลิวบิ่นเว้าแหว่ง และตรงข้อต่อที่เป็นเหล็กมีคราบสนิมเกาะกินจนเป็นสีน้ำตาลแดง

"ไอ้ระบบบ้า! นี่มันขยะชัดๆ! เอาของขึ้นสนิมไปทำอาหาร ลูกค้าได้ตายเพราะบาดทะยักพอดี!" ผมคว้าตะหลิวไม้นั้นขึ้นมาง้างเตรียมจะฟาดทิ้ง

ระบบมีความยุติธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ การสุ่มขึ้นอยู่กับค่าโชคของโฮสต์ (ค่าโชคปัจจุบัน: ติดลบ) กรุณารับชะตากรรมและใช้ตะหลิวนี้สร้างตำนานบทใหม่

ผมกำตะหลิวไม้ในมือแน่น หายใจเข้าออกลึกๆ หนี้สองล้าน เจ้าหนี้มาเฟีย ร่างกายอ่อนแอ และระบบที่แจกขยะ

พรุ่งนี้เช้าคือเส้นตาย

"ได้... ในเมื่อไม่มีทางเลือก ฉันก็จะใช้ตะหลิวเน่าๆ นี่แหละ ฟาดหน้าไอ้มาเฟียนั่นด้วยความอร่อยให้ดู!"

ผมเดินไปหยิบถุงพลาสติกที่บรรจุมันหมูแข็งๆ ออกมาจากตู้เย็นเก่าๆ การรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าแล้วค่อยลงมือทำอาหารคือความประมาทขั้นสูงสุด ในฐานะเชฟ การเตรียมวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าคือหัวใจหลักของการเอาชนะเวลาหน้าเตาไฟ ผมเปิดก๊อกน้ำ ล้างชิ้นมันหมูสีขาวขุ่นผ่านสายน้ำเย็นจัด ผิวสัมผัสของมันหมูหนืดเหนียวติดมือ ผมหยิบมีดหั่นผักเล่มเล็กที่วางอยู่บนเขียงไม้ขึ้นมา แม้ใบมีดจะไม่คมกริบเหมือนมีดเชฟดามัสกัสที่ผมเคยใช้ แต่ทักษะการจับมีดที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณก็ช่วยให้ผมหั่นมันหมูออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเท่ากันเป๊ะทุกชิ้น

ผมนำกระทะเหล็กใบเก่าไปล้างทำความสะอาดด้วยสก๊อตไบรต์ ขัดถูคราบน้ำมันเกรอะกรังจนกระทะกลับมาเห็นเนื้อเหล็กสีดำสนิท จุดเตาแก๊ส ปรับระดับความร้อนให้อยู่ในระดับไฟกลางค่อนไปทางอ่อน วางกระทะเหล็กลงบนเตา

เคล็ดลับการเจียวน้ำมันหมูที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่การใช้ไฟแรงเพื่อเร่งให้น้ำมันออกมา แต่คือการใช้ไฟอ่อนค่อยๆ รีดความชื้นออกจากชั้นไขมัน เพื่อให้น้ำมันที่ได้มีความใสแจ๋ว กลิ่นหอมละมุน และกากหมูที่เหลือจะกรอบฟูไม่แข็งกระด้าง

ผมเทชิ้นมันหมูหั่นเต๋าลงไปในกระทะเหล็กที่ยังไม่ร้อนจัด เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย การใส่น้ำเปล่าลงไปในขั้นตอนนี้จะช่วยควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไปในช่วงแรก ป้องกันไม่ให้ผิวนอกของมันหมูไหม้ก่อนที่น้ำมันด้านในจะถูกรีดออกมา

เสียงน้ำเดือดปุดๆ ดังขึ้น มันหมูสีขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีใสขุ่น ขอบชิ้นมันหมูเริ่มหดตัวลง ผมใช้ตะหลิวไม้สนิมเขรอะคนชิ้นมันหมูในกระทะ การใช้ตะหลิวไม้แม้จะดูไร้ค่า แต่มันมีข้อดีคือไม่ขูดขีดผิวกระทะเหล็กและไม่ทำให้อุณหภูมิในกระทะดรอปลงเหมือนตะหลิวสแตนเลส

น้ำในกระทะค่อยๆ ระเหยหายไปจนหมด เหลือเพียงน้ำมันสีเหลืองอ่อนที่เริ่มไหลเยิ้มออกมาจากชิ้นไขมัน เสียงเดือดปุดๆ เปลี่ยนเป็นเสียง ฉ่า... ฉ่า... ของน้ำมันที่กำลังทอดตัวมันเอง กลิ่นหอมเฉพาะตัวของน้ำมันหมูเริ่มลอยกรุ่นขึ้นมาเตะจมูก มันเป็นกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ แตกต่างจากน้ำมันปาล์มหรือน้ำมันถั่วเหลืองบรรจุขวด กลิ่นนี้คือกลิ่นของอาหารไทยสตรีทฟู้ดขนานแท้ กลิ่นที่สามารถปลุกความหิวของมนุษย์ได้เพียงแค่ได้สูดดม

ผมหรี่ไฟลงอีกนิดเพื่อไม่ให้น้ำมันไหม้ มือขวาขยับตะหลิวไม้คนกากหมูอย่างสม่ำเสมอ ผิวของชิ้นมันหมูเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวขุ่นเป็นสีเหลืองทอง ฟองอากาศขนาดเล็กผุดขึ้นมารอบๆ ชิ้นกากหมู กลิ่นหอมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนผมต้องกลืนน้ำลายลงคอ ร่างกายของข้าวปั้นที่ขาดสารอาหารส่งเสียงร้องประท้วง กระเพาะอาหารบีบรัดตัวด้วยความหิวโหย

"ทนหน่อยไอ้ปั้น พรุ่งนี้ฉันจะทำของอร่อยให้กิน" ผมพูดกับตัวเอง สายตายังคงจับจ้องไปที่การเปลี่ยนแปลงสีของกากหมูในกระทะ

เมื่อกากหมูเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่ามและมีขนาดหดเล็กลงจนได้ที่ ผมปิดไฟเตาแก๊ส ใช้กระชอนตาข่ายสแตนเลสตักกากหมูขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงให้น้ำมันสะเด็ด เสียงน้ำมันหยดติ๋งๆ ลงบนถาดรอง กากหมูสีทองกรอบฟูส่งเสียงเป๊าะแป๊ะเบาๆ เมื่อปะทะกับอากาศเย็นภายนอก

ผมเทน้ำมันหมูที่เจียวเสร็จใหม่ๆ ซึ่งมีความใสแจ๋วราวกับน้ำเชื่อมสีทอง ลงในชามสแตนเลสใบใหญ่ ปล่อยให้มันค่อยๆ เย็นตัวลง น้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ แบบนี้แหละคืออาวุธลับที่จะเปลี่ยนข้าวไข่เจียวธรรมดาให้กลายเป็นเมนูระดับเทพ

ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบเสร็จสิ้น ผมนำกากหมูที่เย็นแล้วใส่ถุงพลาสติกรัดหนังยางให้แน่นเพื่อรักษาความกรอบ เก็บน้ำมันหมูไว้ในที่แห้ง เดินกลับไปที่โซนที่นอน ทิ้งตัวลงบนฟูกบางเฉียบ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหน้าเตาไฟแม้เพียงไม่กี่สิบนาที ก็ทำให้กล้ามเนื้อแขนของร่างนี้ปวดเมื่อยราวกับไปยกเหล็กมา

พรุ่งนี้เช้า การเผชิญหน้ากับมาเฟียเงินกู้จะเริ่มต้นขึ้น ผมหลับตาลง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้านำพาเข้าสู่ห้วงนิทรา เตรียมพร้อมสำหรับศึกหนักในวันรุ่งขึ้น

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!