ด้ามตะหลิวไม้ในมือถูกบีบอัดจนเนื้อไม้ลั่น ร่องรอยการใช้งานและคราบสนิมบริเวณข้อต่อโลหะเสียดสีฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อ ไอร้อนจากเตาแก๊สด้านหลังแผ่ซ่านปะทะแผ่นหลัง กลิ่นพริกกระเทียมและใบกะเพราแดงคั่วกระทะถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเหงื่อและควันบุหรี่จางๆ จากชายฉกรรจ์สามคนในชุดสีดำสนิท
พี่เข้ม ลูกน้องมือขวาหน้าบากของเสือภูผา นั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้พลาสติกสีแดง แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้จนพลาสติกแอ่นตัว แว่นตากันแดดสีดำสนิทบดบังดวงตา แขนทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและเส้นเลือดปูดโปนยกขึ้นกอดอก ขนาบข้างด้วยลูกสมุนหน้าดุอีกสองคนที่ลากเก้าอี้มานั่งประกบซ้ายขวา ปิดทางเข้าออกของร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงนจนมิดชิด
"พี่เข้ม มานั่งขวางหน้าร้านผมทำไม ลูกค้าหนีหมดแล้วเห็นไหม" ผมลดตะหลิวลง ปลายเท้าขยับก้าวออกมายืนประจันหน้ากับคนตัวโตกว่า
"กูก็มาทำตามคำสั่งเฮียผา" เสียงทุ้มห้าวลอดผ่านริมฝีปากหนา ชายหน้าบากเชิดคางขึ้น "เฮียสั่งให้กูกับพวกมานั่งเฝ้ามึงไว้ กลัวว่ามึงจะหาเรื่องหนีหนี้ กูเป็นเจ้าหนี้ กูก็ต้องมาคุมการลงทุน ผิดตรงไหน"
"คุมการลงทุนบ้าอะไร พี่เล่นมานั่งใส่แว่นดำหน้าร้านแบบนี้ หมาที่ไหนจะกล้าเข้ามาซื้อข้าว" ผมชี้มือไปทางถนนซีเมนต์ พ่อค้าแม่ค้าแผงข้างเคียงก้มหน้าก้มตาจัดของ ไม่กล้าหันมามอง "ถ้าผมขายไม่ได้ ผมจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายดอกเบี้ยเฮียผา พี่เอาสมองส่วนไหนคิด"
ฟันกรามของพี่เข้มบดเข้าหากันจนสันกรามปูดนูน รองเท้าหนังขัดมันกระทืบลงบนพื้นซีเมนต์ดังปัง ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นยืน นิ้วชี้สากกร้านชี้ตรงมาที่หน้าผม
"มึงปากดีนักนะ กูมานั่งเฝ้าก็บุญแล้ว ไม่ได้มาทวงเงินรายวันก็ดีแค่ไหน"
"ถ้าอยากให้ผมมีเงินใช้หนี้ ก็ลุกออกไปนั่งห่างๆ ไปนั่งท้ายซอยนู่น" ผมใช้ปลายตะหลิวชี้ไล่ไปยังสุดมุมถนน
"กูไม่ไป เฮียสั่งให้เฝ้า กูก็จะเฝ้าตรงนี้แหละ มึงมีปัญหาอะไร" นักเลงร่างยักษ์ทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างตามเดิม สองแขนกอดอกแน่นกว่าเก่า ท่าทางยียวนกวนประสาท
แสงแดดยามสายทวีความร้อนแรง ไอร้อนจากเตาไฟปะทะอากาศอบอ้าวของตลาดสด หยาดเหงื่อไหลซึมจากขมับลงมาตามกรอบหน้า ข้าวสวยหอมมะลิในหม้อไฟฟ้าส่งควันฉุย กะเพราหมูสับคั่วแห้งสีสันจัดจ้านในถาดสแตนเลสเริ่มลดอุณหภูมิลง หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเที่ยง อาหารทั้งหมดนี้จะกลายเป็นของเหลือทิ้ง
ผมกวาดสายตามองชายชุดดำทั้งสามคน พวกมันนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ลูกค้าหลายคนที่เดินมาซื้อข้าว พอเห็นกำแพงมนุษย์สวมแว่นดำก็พากันหมุนตัวเดินหนีไปร้านอื่น
สมองของอดีตเชฟประมวลผลหาทางออก การใช้กำลังปะทะกับนักเลงสามคนเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด ร่างกายผอมบางของข้าวปั้นโดนชกเพียงหมัดเดียวคงล้มลงไปนอนกองกับพื้น สองเท้าก้าวกลับเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ มือล้วงหยิบแก้วพลาสติกใสสามใบ ตักน้ำแข็งหลอดใส่จนพูน เทน้ำเปล่าเย็นจัดลงไป หยดน้ำเกาะพราวรอบแก้ว ผมยกถาดอะลูมิเนียมใส่แก้วน้ำทั้งสามใบ เดินกลับมาหยุดตรงหน้ากลุ่มนักเลง
"น้ำเย็นๆ กินให้ชื่นใจหน่อย" ผมกระแทกแก้วน้ำลงบนโต๊ะพับทีละใบ น้ำกระฉอกออกมารดพื้นโต๊ะ
พี่เข้มลดแว่นตากันแดดลงมาไว้ที่ปลายจมูก หรี่ตาจับจ้องแก้วน้ำสลับกับใบหน้าผม "มึงจะมาไม้ไหน คิดจะวางยาพวกกูรึไง"
"ยาพิษมันแพง ผมไม่มีเงินซื้อหรอก" ผมดึงเก้าอี้พลาสติกตัวที่ว่างอยู่มานั่งฝั่งตรงข้าม วางศอกลงบนโต๊ะ "มาคุยกันด้วยเหตุผลดีกว่า พี่ลองใช้หัวคิดดูนะ เฮียผาอยากได้เงินคืนใช่ไหม"
"เออ แล้วไง" พี่เข้มคว้าแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่
"ถ้าพวกพี่ยังนั่งทำหน้าเหมือนจะไปฆ่าใครอยู่ตรงนี้ ลูกค้าก็ไม่กล้าเข้า อาหารผมก็ขายไม่ออก พอขายไม่ออก ผมก็ไม่มีเงิน พอผมไม่มีเงิน เฮียผาก็จะไม่ได้ดอกเบี้ยคืน..." ผมเว้นจังหวะ โน้มตัวเข้าไปใกล้ "พี่คิดว่าเฮียจะด่าผมคนเดียว หรือจะด่าพวกพี่ด้วยที่ทำตัวเกะกะขวางทางทำมาหากินของลูกหนี้"
ลูกสมุนสองคนที่นั่งขนาบข้างชะงัก แก้วน้ำในมือค้างอยู่กึ่งกลางอากาศ พวกมันหันไปมองหน้าลูกพี่หน้าบาก
หัวคิ้วของพี่เข้มกดลึกลง ริมฝีปากเม้มแน่น รอยแผลเป็นบนแก้มขยับตามการเกร็งกล้ามเนื้อใบหน้า การทำให้เสือภูผาโกรธไม่ใช่เรื่องตลก บทลงโทษของแก๊งเสือดำขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด
"กู... กูก็แค่ทำตามคำสั่ง" เสียงห้าวลดความแข็งกร้าวลง
"ผมมีทางออกให้" ผมลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบของบางอย่างจากหลังตู้เย็น เป็นผ้ากันเปื้อนสีชมพูอ่อนลายดอกไม้สีขาวที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ ซักจนสีซีดจาง ผมโยนผ้ากันเปื้อนผืนนั้นลงบนตักของพี่เข้ม ตามด้วยผ้าขี้ริ้วชุบน้ำหมาดๆ อีกหนึ่งผืน
"อะไรของมึงเนี่ย" พี่เข้มปัดผ้ากันเปื้อนสีชมพูออกราวกับของร้อน
"ในเมื่อเฮียสั่งให้พวกพี่มาเฝ้า พวกพี่ก็เฝ้าต่อไปสิ แต่เปลี่ยนวิธีเฝ้าไง" ผมชี้ไปยังโต๊ะพลาสติกและเก้าอี้ตัวอื่นๆ ที่ยังว่างเปล่า "ลูกค้ากลัวพวกพี่เพราะคิดว่าเป็นนักเลง แต่ถ้าพวกพี่ใส่ผ้ากันเปื้อน เดินเสิร์ฟน้ำ เช็ดโต๊ะ แล้วก็เรียกลูกค้าด้วยรอยยิ้ม คนเขาก็จะรู้ว่าพวกพี่คือพนักงานของร้าน ไม่ใช่นักเลงมาทวงหนี้ ทีนี้ผมก็ขายของได้ พวกพี่ก็ได้เฝ้าผมตามคำสั่ง วิน-วินทั้งสองฝ่าย"
"หา!" ชายชุดดำสามคนเปล่งเสียงพร้อมกัน
"กูเป็นนักเลงนะเว้ย เป็นมือขวาของเฮียผา จะให้กูมาใส่ผ้ากันเปื้อนสีชมพูลายดอกไม้ เช็ดโต๊ะร้านข้าวแกงเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ" พี่เข้มผุดลุกขึ้นยืน โยนผ้าขี้ริ้วทิ้งลงพื้น
"งั้นก็เตรียมตัวรับสายเฮียผาตอนเย็นได้เลย ผมจะบอกเฮียว่าลูกค้าหนีหมดเพราะมือขวาของเฮียนั่งทำตัวเกะกะหน้าร้าน ปล่อยให้อาหารเน่าเสีย" ผมหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่หน้าจอร้าวขึ้นมากดเปิดหน้าจอสว่างวาบ
"เฮ้ยๆ อย่านะเว้ย" พี่เข้มตะครุบมือผมไว้ ฝ่ามือหนาสากกร้านชื้นไปด้วยเหงื่อเย็น มันหันไปมองลูกสมุนสองคนที่ตอนนี้กำลังส่ายหน้าหวือ
"ตกลงพี่จะเอาไง จะเป็นพนักงานเสิร์ฟ หรือจะเป็นกระสอบทรายให้เฮียผาเตะ" ผมเลิกคิ้ว
พี่เข้มกัดฟัน ลมหายใจพรูออกจากจมูกบาน มือหนาคว้าผ้ากันเปื้อนสีชมพูขึ้นมาถือไว้ มันมองลายดอกไม้สีขาวสลับกับมองหน้าผม
"มึงจำไว้เลยนะไอ้ปั้น ฝากไว้ก่อนเถอะ"
ชายร่างยักษ์สวมสายผ้ากันเปื้อนคล้องคอ ความกว้างของแผ่นหลังและมัดกล้ามทำให้ผ้ากันเปื้อนผืนเล็กรัดตึงจนดูเหมือนเสื้อเด็ก สายผูกเอวด้านหลังสั้นกุดจนต้องผูกเป็นปมเล็กจิ๋ว ลูกสมุนอีกสองคนเห็นลูกพี่ทำตามก็เดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วและกระติกน้ำแข็งมารอรับคำสั่ง
"ถอดแว่นดำออกด้วย เดี๋ยวลูกค้าก็นึกว่าคนตาบอดมาเดินเร่ร่อนในร้าน" ผมสั่งเพิ่ม
พี่เข้มกระชากแว่นตากันแดดออก ยัดใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต เผยให้เห็นดวงตาเบิกโพลง
"ไปหาป้าจิตร ร้านผลไม้แผงข้างๆ ไปบอกป้าเขาว่าข้าวกะเพราหมูสับทำเสร็จแล้ว แล้วรับออเดอร์มา อ้อ... อย่าลืมพูดครับ แล้วก็ยิ้มด้วยล่ะ" ผมตบไหล่หนาของนักเลงหน้าบาก ดันหลังให้ออกเดิน
พี่เข้มเดินทื่อเป็นหุ่นยนต์ตรงไปยังแผงผลไม้ ป้าจิตรที่กำลังจัดเรียงส้มเขียวหวานสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นชายร่างยักษ์ในชุดดำสวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูรัดติ้วเดินตรงเข้ามาหา
"ปะ... ป้าครับ" เสียงห้าวพยายามดัดให้นุ่มนวล ผลลัพธ์กลับฟังสยดสยองกว่าเดิม "น้องปั้นให้มาบอกว่ากะเพราเสร็จแล้ว ป้าจะรับอะไรดีครับ"
ริมฝีปากหนาฉีกยิ้ม รอยแผลเป็นที่แก้มทำให้รอยยิ้มนั้นดูเหมือนการแยกเขี้ยวขู่ฆ่า ป้าจิตรหน้าซีดเผือด มือสั่นเทาหยิบแบงก์ร้อยยื่นให้
"ปะ... ป้าเอากะเพราหมูสับ ไข่ดาวด้วยจ้ะ พ่อหนุ่ม"
"รับทราบครับ" พี่เข้มคว้าเงิน เดินจ้ำอ้าวกลับมาหาผม กระแทกแบงก์ร้อยลงบนโต๊ะ "กะเพราไข่ดาวหนึ่งที่ ทำให้ไวเลย"
ผมเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอ หมุนตัวกลับไปตักข้าวสวยร้อนๆ โปะกะเพราหมูสับคั่วแห้งสีเข้มและไข่ดาวเป็ดลาวา ยื่นจานให้พี่เข้ม
"เสิร์ฟดีๆ ระวังไข่ดาวแตก"
อดีตนักเลงทวงหนี้ร่างยักษ์เดินถือจานข้าวแกงด้วยความระมัดระวัง สร้างความฉงนปนขบขันให้แก่ผู้คนในตลาดสด เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นรอบทิศทาง พ่อค้าแม่ค้าแผงอื่นชะโงกหน้ามามอง
"นั่นมันไอ้เข้ม ลูกน้องเสือภูผาไม่ใช่เรอะ ทำไมไปใส่ชุดกันเปื้อนสีชมพูเดินเสิร์ฟข้าวร้านไอ้ปั้นได้ล่ะนั่น"
"หรือว่าร้านไอ้ปั้นมีของดี ถึงขนาดเสือภูผาต้องส่งลูกน้องมาคุ้มครอง"
"หอมกลิ่นผัดกะเพราจังเลยว่ะ ลองไปซื้อกินดูดีไหม"
ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ทำงานได้ผลชะงัด กลิ่นหอมของกะเพราคั่วกระทะที่ลอยฟุ้งเป็นทุนเดิม ผสมผสานกับภาพลักษณ์แปลกประหลาดของพนักงานเสิร์ฟหน้ายักษ์ ดึงดูดลูกค้าให้ก้าวเท้าเข้ามาหน้าร้านเพิงหมาแหงน
"น้อง เอากะเพรากล่องนึง" ชายเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ที่เคยเดินหนีไป กลับมาสั่งอาหารอีกครั้ง สายตาลอบมองพี่เข้มด้วยความระแวง
"ได้เลยครับพี่ รอสักครู่นะครับ" ผมหันไปสั่งลูกสมุนชุดดำ "นายคนนั้นน่ะ ไปตักน้ำแข็งใส่ถ้วยมาเสิร์ฟพี่วินเขาสิ ยืนบื้อทำไม"
ลูกสมุนชุดดำวิ่งไปตักน้ำแข็งใส่แก้วพลาสติกมาวางกระแทกตรงหน้าลูกค้าวินมอเตอร์ไซค์ "น้ำครับพี่"
ลูกค้าวินมอเตอร์ไซค์สะดุ้ง รับน้ำมาดื่มด้วยความเกร็ง
เที่ยงตรงคือช่วงเวลาเร่งด่วนของตลาด พนักงานออฟฟิศในตึกละแวกใกล้เคียง กลุ่มแม่บ้าน และคนงานก่อสร้าง แห่กันมาฝากท้องมื้อกลางวัน คิวลูกค้ายาวเหยียดทะลักออกไปถึงฟุตบาทริมถนน
ผมยืนประจำการหน้าเตาแก๊ส สองมือขยับสลับกัน มือขวาจับตะหลิวไม้สนิมตวัดผัดหมูสับในกระทะเหล็ก มือซ้ายกระดกกระทะพลิกส่วนผสม เสียงฉ่าดังระงม เปลวไฟลุกพรึบเลียขอบกระทะทุกครั้งที่เร่งไฟ กลิ่นพริกขี้หนู กระเทียม และกะเพราแดงคั่วไฟร้อนจัดลอยตลบอบอวล เหงื่อไหลอาบหน้าผาก ซึมเข้าตาจนแสบ มือตักข้าวใส่จานสลับกับตักราดแกง
"กะเพราสองกล่อง ไข่ดาวสุกๆ"
"กินนี่สามจาน ไข่ดาวไม่สุก ขอน้ำซุปด้วย"
ออเดอร์ถาโถมเข้ามา พี่เข้มและลูกสมุนอีกสองคนวิ่งวุ่นจนเหงื่อท่วมตัว เสื้อเชิ้ตสีดำเปียกชุ่มแนบลู่ไปกับมัดกล้าม รอยสักมังกรโผล่พ้นแขนเสื้อที่พับขึ้นถึงข้อศอก พวกมันเดินเก็บจาน เช็ดโต๊ะพลาสติกที่เปื้อนคราบน้ำแกง และตักน้ำแข็งเสิร์ฟลูกค้า
"เฮ้ย โต๊ะสามน้ำแข็งหมดแล้ว รีบไปเติมสิพี่เข้ม" ผมตะโกนสั่งจากหน้าเตา
"เออ รู้แล้วโว้ย เรียกสั่งอยู่ได้ กูมีแค่สองมือนะ" พี่เข้มสวนกลับ ใบหน้าแดงก่ำจากความเหนื่อยและความร้อน มันเดินกระแทกส้นเท้าไปคว้ากระติกน้ำแข็ง ตักน้ำแข็งหลอดเทใส่แก้วให้ลูกค้ากลุ่มพนักงานออฟฟิศสาว
"ขอบคุณค่ะพี่สุดหล่อ" พนักงานสาวคนหนึ่งเอ่ยปากแซว รอยยิ้มขบขันระบายบนใบหน้า
นักเลงหน้าบากชะงัก ฝีเท้าหยุดนิ่ง ใบหน้าเหี้ยมเกรียมขึ้นสีแดงเถือกลามไปถึงใบหู มันรีบหันหลังเดินหนีกลับมาหลังเคาน์เตอร์ บ่นอุบอิบในลำคอ
"เกิดมาไม่เคยต้องมาทำอะไรน่าอายขนาดนี้เลย"
"บ่นอะไรพี่ รีบเอาถาดนี่ไปเก็บ โต๊ะนู้นลุกแล้ว เช็ดโต๊ะให้สะอาดด้วย อย่าให้มีคราบมันเหลือ" ผมดันถาดใส่จานเปล่าใส่มือพี่เข้ม
ความวุ่นวายหมุนเวียนแทบไม่เว้นจังหวะหายใจ เสียงพูดคุยของลูกค้า เสียงตะหลิวกระทบกระทะเหล็ก เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วพลาสติก ผสมผสานกลายเป็นบทเพลงแห่งการค้าขายที่พ่อค้าแม่ค้าทุกคนปรารถนา
ชายวัยกลางคนสวมเสื้อโปโลสีขาวเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะมุมสุด ชายคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความจู้จี้ประจำตลาด เขามักจะติเตียนอาหารทุกร้านที่ไปกิน
"น้อง กะเพราหมูสับจานนึง เอาแบบไม่เผ็ดมาก ไม่ใส่น้ำตาล หมูสับเอาเนื้อล้วนไม่ติดมัน ไข่ดาวขอไข่ขาวกรอบๆ แต่ไข่แดงสุกกำลังดี ไม่เยิ้มเกินไป" ชายเสื้อโปโลสั่งยาวเหยียด
ผมรับออเดอร์ ตวัดกระทะเหล็กแยกผัดให้ตามคำขออย่างแม่นยำ ใช้เวลาไม่ถึงสามนาที ข้าวกะเพราสูตรเฉพาะกิจก็ถูกตักใส่จาน โปะไข่ดาวตามสเปก
"พี่เข้ม เอาจานนี้ไปเสิร์ฟโต๊ะมุมสุด ระวังอย่าให้นิ้วจุ่มลงไปในข้าวนะ"
พี่เข้มรับจานข้าว เดินหน้าตึงไปวางลงบนโต๊ะชายเสื้อโปโล
ชายคนนั้นหยิบช้อนส้อมขึ้นมาเขี่ยดูเนื้อหมูในจาน ตักเข้าปากเคี้ยว หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน
"ทำไมมันเค็มแบบนี้วะ ใส่ซีอิ๊วหกหรือไง แล้วไข่ดาวนี่ก็ทอดอมน้ำมันสุดๆ กินเข้าไปคอเลสเตอรอลพุ่งปรี๊ดแน่ๆ" ลูกค้าขี้บ่นโวยวายเสียงดัง กระแทกช้อนลงบนจาน
พี่เข้มที่เพิ่งหันหลังเดินออกมา ฝีเท้าสะดุ้งกึก ร่างสูงใหญ่หมุนตัวกลับไปหาลูกค้าขี้บ่น ดวงตาดุดันเบิกกว้าง รังสีความโกรธแผ่พุ่ง เส้นเลือดที่ขมับปูดนูน มือหนากำหมัดแน่นจนกระดูกลั่น
"มึงว่าไงนะ" พี่เข้มก้าวประชิดโต๊ะ ทุบกำปั้นลงบนแผ่นพลาสติกดังปัง "ไอ้ปั้นมันผัดสุดฝีมือ อร่อยจนกูยังเลียจาน มึงกล้าดียังไงมาวิจารณ์อาหารร้านนี้ฮะ มึงอยากกินข้าวหรืออยากกินตีน"
ลูกค้าเสื้อโปโลหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาพิงพนักเก้าอี้ มองมัดกล้ามและแผลเป็นบนหน้าของพี่เข้มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"พี่เข้ม ใจเย็นๆ" ผมวางตะหลิว วิ่งถลันออกจากหน้าเตาตรงเข้าไปขวางระหว่างพนักงานเสิร์ฟหน้ายักษ์กับลูกค้า มือซ้ายดันแผงอกกว้างของพี่เข้มให้ออกห่าง
"อย่ามีเรื่องในร้านผม" ผมกดเสียงต่ำ เตือนสติลูกน้องมาเฟีย
"ก็มันด่ากับข้าวมึงอ่ะ กูกินแล้วมันอร่อยจะตายห่า มันลิ้นจระเข้เอง" พี่เข้มเถียง ฮึดฮัดพยายามจะพุ่งเข้าไปหาลูกค้า
ผมหันไปหาชายเสื้อโปโล ประสานมือไว้ด้านหน้า โค้งศีรษะลงเล็กน้อยตามแบบฉบับเชฟมืออาชีพเมื่อเผชิญกับคำติชม
"ขออภัยด้วยครับคุณลูกค้า กะเพราจานนี้ผมใช้ซีอิ๊วขาวหมักธรรมชาติ รสชาติอาจจะเค็มนำกว่าซีอิ๊วทั่วไป ส่วนไข่ดาวทอดด้วยน้ำมันหมูเจียวใหม่ ความมันที่เห็นคือเทคนิคการทอดเพื่อให้ขอบกรอบฟู หากไม่ถูกปาก ผมยินดีทำจานใหม่ให้ หรือจะไม่คิดเงินจานนี้ก็ได้ครับ"
คำอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพและเหตุผลทางโภชนาการทำเอาลูกค้าขี้บ่นชะงัก เขาตักกะเพราเข้าปากอีกคำ คราวนี้เคี้ยวช้าลง สัมผัสถึงความนุ่มของเนื้อหมูและความหอมของน้ำมันหมูที่แทรกซึมอยู่
"เอ่อ... ไม่เป็นไร กินไปกินมามันก็... กลมกล่อมดี ไม่ต้องทำใหม่หรอก" ชายเสื้อโปโลหลบสายตา ก้มหน้าก้มตาจ้วงข้าวเข้าปากคำแล้วคำเล่า
ผมหันกลับมามองพี่เข้มที่ยังยืนทำหน้ายักษ์อยู่
"เห็นไหม ใช้เหตุผลคุยก็จบแล้ว ขืนพี่ลงไม้ลงมือ ลูกค้าคนอื่นได้วิ่งหนีกระเจิงหมดร้านแน่ ไปๆ ไปเช็ดโต๊ะฝั่งนู้นเลย" ผมดันหลังนักเลงร่างใหญ่ให้เดินไปอีกทาง
บ่ายสองโมงตรง วัตถุดิบทุกอย่างในร้านหมดเกลี้ยง หม้อหุงข้าวสแตนเลสว่างเปล่าเห็นก้นหม้อ ถาดใส่กะเพราไม่มีเหลือแม้แต่หยดน้ำซอส กะละมังพลาสติกใส่จานชามใช้แล้วกองพูนเป็นภูเขาขนาดย่อม
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติก หอบหายใจโกยอากาศเข้าปอด ขาทั้งสองข้างปวดหนึบถึงกระดูกจากการยืนหน้าเตาต่อเนื่องหลายชั่วโมง เสื้อยืดชุ่มเหงื่อจนบิดน้ำได้ ปลายนิ้วมือหงิกงอจากอาการเกร็งจับตะหลิว
พี่เข้มและลูกสมุนอีกสองคนนั่งหอบแฮกอยู่บนพื้นปูนหน้าร้าน สภาพแต่ละคนย่ำแย่กว่าตอนไปทวงหนี้สิบรายรวมกัน ผ้ากันเปื้อนสีชมพูเปรอะเปื้อนคราบน้ำมันและซอสสีดำ เหงื่อไหลซึมทะลุเสื้อเชิ้ต
"กู... กูไม่เอาแล้ว งานบ้าอะไรวะ เหนื่อยกว่าไปไล่กระทืบคนอีก" พี่เข้มบ่นอุบอิบ ปลดสายผ้ากันเปื้อนโยนทิ้งลงพื้น
ผมยื่นมือไปดึงกระป๋องพลาสติกใส่เงินทอนมาเปิดดู แบงก์ร้อย แบงก์ห้าสิบ แบงก์ยี่สิบ และเหรียญจำนวนมากอัดแน่นอยู่ภายใน ผมเทเงินทั้งหมดลงบนโต๊ะ เริ่มต้นนับยอดขายประจำวัน
"หนึ่งร้อย... สามร้อย... แปดร้อย... พันสอง... พันห้า... สองพันร้อยบาท"
หักต้นทุนค่าหมูสับ ผักสด ไข่เป็ด และเครื่องปรุงออกไป วันนี้ร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงนทำกำไรสุทธิไปได้เกือบหนึ่งพันห้าร้อยบาท เงินจำนวนนี้มากพอที่จะเก็บไว้เป็นทุนหมุนเวียนวันพรุ่งนี้ และเหลือแบ่งไปจ่ายดอกเบี้ยรายวันให้เสือภูผา
ผมเดินไปหยิบขวดน้ำเย็นสามขวดจากกระติก ยื่นส่งให้กลุ่มพนักงานเสิร์ฟหน้ายักษ์
"รับไปสิ ถือว่าเป็นโบนัสค่าเหนื่อยวันนี้ พวกพี่ทำงานได้ดีเยี่ยม พรุ่งนี้มารับเวรต่อด้วยล่ะ ผมเลื่อนขั้นให้พี่เข้มเป็นหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟเลย"
พี่เข้มรับขวดน้ำไปกระดกอึกๆ ตวัดสายตามองผมด้วยความแค้น
"มึงฝันไปเถอะ พรุ่งนี้กูจะขอเฮียผาไปคุมบ่อนแทน ปล่อยให้มึงผัดข้าวตายคาเตาไปเลย"
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืน พยักหน้าเรียกสมุนทั้งสองให้เดินตามกลับไปที่รถกระบะ ประตูปิดกระแทกดังปัง รถยนต์คันสีดำพุ่งทะยานออกไปจากหน้าตลาด ทิ้งควันจางๆ ไว้เบื้องหลัง
ผมมองตามท้ายรถกระบะ เสียงหัวเราะดังลอดออกจากลำคอ การค้าขายวันแรกประสบความสำเร็จเกินคาด อาหารหมดเกลี้ยง กำไรทะลุเป้า แถมยังได้พนักงานเสิร์ฟชั้นดีมาช่วยงานฟรีๆ
พรุ่งนี้เช้า ผมต้องเตรียมวัตถุดิบให้มากกว่าเดิม เมนูใหม่ๆ ต้องถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อยกระดับร้านข้าวแกงแห่งนี้ หนี้สองล้านบาทอาจจะดูเหมือนภูเขาสูงชัน แต่ด้วยตะหลิวไม้สนิมเขรอะและฝีมือของอดีตเชฟมิชลิน ผมจะปีนข้ามมันไปให้ได้
ผมหันกลับไปมองกะละมังใส่จานชามกองโต รอยยิ้มหุบลงทันที
การเป็นเจ้าของร้านควบตำแหน่งเชฟ พนักงานเสิร์ฟ และพนักงานล้างจานในเวลาเดียวกัน มันคือนรกชัดๆ
[ติ๊ง!]
[ภารกิจรายวัน: ปิ่นโตมัดใจเจ้าหนี้ สำเร็จลุล่วง!]
[เสือภูผารับประทานข้าวกะเพราหมูสับคั่วแห้งจนหมดเกลี้ยง ระดับความพึงพอใจ 95%]
[รางวัลที่ได้รับ: แต้มประสบการณ์ 50 แต้ม และกล่องสุ่มวัตถุดิบระดับทั่วไป 1 กล่อง ถูกเก็บเข้าคลังไอเทมเรียบร้อย]