เกิดใหม่ทั้งที ขอเปิดร้านข้าวแกงให้รุ่ง

ตอนที่ 3: ภารกิจปิ่นโตขัดดอก กับการเดินตลาดฉบับเชฟมิชลิน

👁️ 1 อ่าน

แสงสว่างยามเช้าตรู่สาดส่องลอดผ่านรอยแยกของแผ่นสังกะสีเข้ามาในห้องแคบๆ ข้าวปั้นขยับตัวบิดขี้เกียจบนฟูกนอนที่บางเฉียบจนแทบจะสัมผัสได้ถึงพื้นไม้กระดานด้านล่าง ความปวดเมื่อยล้าสะสมจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อวานยังคงตกค้างอยู่ในกล้ามเนื้อทุกมัด

แต่ถึงอย่างนั้น สัมผัสสากๆ ของกระดาษในกำมือก็ทำให้เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตา

แบงก์พันสีเทาหนึ่งใบถ้วน... เงินก้อนแรกที่เขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง (และน้ำมันกากหมู) ในโลกใบใหม่นี้

เมื่อคืนหลังจากที่มาเฟียเจ้าหนี้อย่าง 'เฮียผา' ยกทัพกลับไปพร้อมกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ให้ ข้าวปั้นก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น คำสั่งที่ว่า 'ต้องทำข้าวกล่องส่งไปให้ที่ออฟฟิศทุกเที่ยงเพื่อขัดดอก' ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่แค่การทำอาหารธรรมดา แต่มันคือการทำอาหารเพื่อเอาใจมาเฟียหน้าโหดที่พร้อมจะสั่งลูกน้องมากระทืบเขาทุกเมื่อถ้าเกิดอาหารรสชาติไม่ถูกปากขึ้นมา

"เอาวะ อย่างน้อยก็ได้ยืดเวลาตายไปอีกสามวัน" ข้าวปั้นพึมพำกับตัวเองพลางลุกขึ้นนั่งพับผ้าห่มเก่าๆ

[ติ๊ง! อรุณสวัสดิ์โฮสต์หมายเลข 001! วันนี้อากาศแจ่มใส เหมาะแก่การเริ่มต้นภารกิจกอบกู้กิจการร้านข้าวแกงเป็นอย่างยิ่ง!]

เสียงใสแจ๋วของระบบดังขึ้นในหัว ข้าวปั้นถอนหายใจยาว ก่อนจะปัดหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าที่ลอยอยู่ตรงหน้าทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

"ไม่ต้องมาทำเสียงร่าเริงเลยไอ้ระบบกาก เมื่อวานแกเกือบทำให้ฉันโดนไอ้เข้มเอาไม้เบสบอลฟาดหัวแบะแล้วรู้ตัวไหม ให้ตะหลิวขึ้นสนิมมาได้ยังไงวะ!"

[ระบบขอชี้แจงว่า ความสำเร็จเมื่อวานเกิดจากการผสานรวมระหว่างทักษะของโฮสต์และอุปกรณ์ที่ระบบมอบให้ ตะหลิวไม้สนิม เขรอะได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว! และเพื่อเป็นการสานต่อความสำเร็จ ระบบมีภารกิจใหม่มานำเสนอ!]

[ภารกิจหลักรายวัน: ปิ่นโตมัดใจมาเฟีย!] 

[รายละเอียด: เตรียมอาหารกลางวัน 1 มื้อ ส่งให้ 'เสือภูผา' โดยต้องทำให้เขาพึงพอใจระดับ 80% ขึ้นไป] 

[รางวัล: แต้มประสบการณ์ 50 แต้ม และกล่องสุ่มวัตถุดิบระดับทั่วไป 1 กล่อง] 

[บทลงโทษหากล้มเหลว: หนี้สินเพิ่มขึ้น 100,000 บาท]

"เฮ้ย! บทลงโทษบ้าบออะไรเนี่ย หนี้เก่าสองล้านยังไม่มีปัญญาจ่าย จะมาเพิ่มหนี้กันหน้าด้านๆ แบบนี้เลยเหรอวะ!" ข้าวปั้นโวยวายลั่นห้อง แต่ระบบก็ทำเพียงแค่กะพริบแสงสีฟ้าตอบรับอย่างกวนประสาทและเงียบหายไป

ข้าวปั้นกำแบงก์พันในมือแน่น เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสู้ตายกับภารกิจนี้เท่านั้น

เมื่อเดินออกมาสำรวจสภาพหน้าร้านและในครัว ข้าวปั้นก็ต้องกุมขมับอีกรอบ ตู้กระจกหน้าร้านแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี ถาดใส่อาหารสแตนเลสก็บุบบี้จนเสียทรง ของพวกนี้คืออุปกรณ์หากินหลัก ถ้าไม่มีตู้โชว์อาหาร แล้วเขาจะเปิดร้านขายข้าวแกงให้ลูกค้าคนอื่นได้ยังไง

เงินทุนตอนนี้มีแค่ แบงก์พันที่เฮียผาให้มา รวมกับเศษเงินทอนในกระปุกของร่างเดิมอีกประมาณสองร้อยกว่าบาท เบ็ดเสร็จมีเงินทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่ 1,200 บาทถ้วน!

"ต้องแบ่งเงินไปซื้อวัตถุดิบทำปิ่นโตให้เฮียผาก่อน... ส่วนตู้กระจกคงต้องหาแผ่นพลาสติกใสมาขึงกันฝุ่นไปพลางๆ"

อดีตหัวหน้าเชฟมิชลินเริ่มคำนวณต้นทุนในหัวอย่างรวดเร็ว การทำอาหารให้อร่อยนั้น วัตถุดิบคือหัวใจสำคัญ แต่ในเมื่อเขามีงบจำกัดจำเขี่ย เขาจึงต้องใช้ 'กึ๋น' และ 'ทักษะ' ในการเลือกซื้อของให้คุ้มค่าที่สุด การเดินตลาดสดในตอนเช้ามืดคือทางออกเดียวสำหรับพ่อค้ากระเป๋าแบนแบบเขา

ตีห้าครึ่ง ข้าวปั้นในชุดเสื้อยืดสีขาวคอย้วยและกางเกงขาสั้นสีมอๆ ปั่นจักรยานแม่บ้านคันเก่าสนิมเขรอะมาถึงตลาดสดขนาดใหญ่ประจำย่าน บรรยากาศที่นี่คึกคักตั้งแต่ไก่โห่ เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า เสียงสับหมูบนเขียงไม้ กลิ่นคาวปลาสด กลิ่นเครื่องเทศ และความชื้นแฉะของพื้นถนนที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำ นี่แหละคือเสน่ห์ของตลาดสดที่หาไม่ได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์

ข้าวปั้นเดินจูงจักรยานฝ่าฝูงชนเข้าไปด้านใน ดวงตากลมโตที่เคยดูเหนื่อยล้า บัดนี้ทอประกายเฉียบคมราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ สัญชาตญาณเชฟถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มที่

เป้าหมายแรกของเขาคือ 'เขียงหมู'

"ป้าครับ เอาหมูสับครึ่งกิโล" ข้าวปั้นเอ่ยปากสั่งกับป้าเจ้าของร้านที่กำลังง่วนอยู่กับการชำแหละเนื้อ

"เอาแบบเนื้อแดงล้วน หรือติดมันลูก?" ป้าเงยหน้าขึ้นมาถาม

"ไม่เอาที่บดไว้แล้วครับ" ข้าวปั้นส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเขากวาดมองชิ้นส่วนเนื้อหมูที่แขวนเรียงรายอยู่บนตะขอเหล็ก "ผมขอเนื้อส่วนสันคอ... เอาชิ้นที่สีชมพูอ่อนๆ มีไขมันแทรกเป็นลายหินอ่อนตรงนั้นครับ หั่นแล้วบดให้ผมใหม่เลยนะ ขอแบบหยาบๆ ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วก็... ขอรบกวนป้าแถมมันหมูแข็งๆ ให้ผมสักก้อนได้ไหมครับ จะเอาไปเจียวน้ำมัน"

ป้าเจ้าของร้านเลิกคิ้วมองเด็กหนุ่มหน้าหวานตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ปกติพวกวัยรุ่นหรือพ่อค้ามือใหม่มักจะชี้ๆ เอาหมูบดสำเร็จรูปที่ร้านเตรียมไว้แล้วเพราะสะดวกและราคาถูกกว่า แต่เด็กคนนี้กลับเลือกเจาะจงส่วน 'สันคอ' ที่มีความนุ่มหนึบและไขมันแทรกกำลังดี แถมยังสั่งให้บดหยาบๆ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้เวลาผัดเนื้อหมูจะยังมีเท็กซ์เจอร์ให้เคี้ยวสู้ฟัน ไม่เละกลายเป็นโจ๊ก

"ตาถึงนี่เรา เอ้า! ได้สิลูก รอเดี๋ยวนะ ป้าจัดการให้" ป้าแม่ค้าหัวเราะชอบใจ หยิบชิ้นเนื้อสันคอที่ข้าวปั้นเล็งไว้มาหั่นและเข้าเครื่องบดให้ตามคำขอ แถมยังใจดีโยนมันหมูชิ้นใหญ่ใส่ถุงให้ฟรีๆ อีกด้วย

"ขอบคุณครับป้า" ข้าวปั้นยิ้มกว้าง รับถุงเนื้อหมูมาถือไว้

ภารกิจต่อไปคือ 'ผักสดและเครื่องเทศ'

ข้าวปั้นเดินลัดเลาะไปยังโซนขายผัก เขาไม่ได้ตรงไปที่ร้านใหญ่ๆ ที่จัดผักใส่ตะกร้าสวยงาม แต่กลับเลือกร้านแบกะดินของคุณยายแก่ๆ ที่นำผักพื้นบ้านมาวางขายบนใบตอง

"ยายครับ กะเพรากำนี้เท่าไหร่ครับ?" ข้าวปั้นชี้ไปที่กะเพราใบเล็กๆ สีเขียวอมม่วงที่ดูไม่ค่อยสวยงามนัก มีรอยแมลงแทะอยู่ประปราย

"กำละสิบบาทลูก เอากี่กำล่ะ"

"เอาสามกำเลยครับ" ข้าวปั้นรีบคว้ากะเพราเหล่านั้นมาทันที สำหรับคนทั่วไปอาจจะมองว่ากะเพราใบใหญ่ๆ สีเขียวสดสวยๆ น่าซื้อกว่า แต่สำหรับเชฟแล้ว กะเพราใบเล็กๆ ที่ใบมีสีอมม่วง หรือที่เรียกว่า 'กะเพราแดง' แบบนี้แหละ คือของดีระดับพรีเมียม! กลิ่นฉุนและน้ำมันหอมระเหยในใบกะเพราแดงจะรุนแรงและหอมกว่ากะเพราขาวใบใหญ่ตามท้องตลาดหลายเท่าตัว ยิ่งมีรอยแมลงเจาะ ยิ่งการันตีว่าปลอดสารพิษแน่นอน

หลังจากได้กะเพรา ข้าวปั้นก็เลือกซื้อพริกขี้หนูสวนเม็ดเล็กจิ๋วที่เผ็ดร้อนจัดจ้าน ผสมกับพริกจินดาสีแดงสดเพื่อเพิ่มสีสัน ซื้อกระเทียมไทยกลีบเล็กที่แม้จะแกะเปลือกยากแต่ให้กลิ่นหอมหวนกว่ากระเทียมจีนกลีบใหญ่ ปิดท้ายด้วยไข่เป็ดฟองโตๆ อีกห้าฟอง

การเลือกวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันคือหัวใจสำคัญในการทำอาหาร แม้จะอยู่ในร่างของเด็กสลัมงบจำกัด แต่จิตวิญญาณความสมบูรณ์แบบของอดีตเชฟมิชลินไม่เคยลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย เขายอมจ่ายแพงกว่านิดหน่อยเพื่อวัตถุดิบเฉพาะจุด ดีกว่าซื้อของถูกๆ ที่ทำให้อาหารเสียรสชาติ

เมื่อกลับมาถึงร้านในเวลาเจ็ดโมงเช้า ข้าวปั้นก็นำวัตถุดิบทั้งหมดมาล้างทำความสะอาด เขาจัดการหั่นมันหมูแข็งที่ป้าแถมให้ลงไปเจียวในกระทะจนได้น้ำมันหมูสีใสแจ๋วและกากหมูสีเหลืองทองเก็บไว้เป็นอาวุธลับ

เมนูที่เขาตั้งใจจะทำเพื่อมัดใจเฮียผาวันนี้ก็คือ... 'ข้าวกะเพราหมูสับสันคอคั่วแห้ง โปะไข่ดาวเป็ดลาวา'

มันอาจจะฟังดูเป็นเมนูสิ้นคิดที่สั่งกันตามร้านอาหารตามสั่งทั่วไป แต่นี่แหละคือบททดสอบฝีมือเชฟที่แท้จริง การทำเมนูธรรมดาให้ออกมา 'ไม่ธรรมดา' คือความท้าทายขั้นสุด!

ข้าวปั้นหยิบครกหินเก่าๆ ออกมาล้าง เขาไม่ใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าเด็ดขาด เพราะการใช้สากตำพริกและกระเทียมให้แหลก จะช่วยดึงเอาน้ำมันหอมระเหยในตัววัตถุดิบออกมาได้ดีที่สุด ความเผ็ดและความหอมจะซึมซาบเข้าหากันอย่างลงตัว เขาโยนพริกขี้หนูสวน พริกจินดา และกระเทียมไทยลงไป โขลกด้วยจังหวะที่หนักแน่นสม่ำเสมอ 'โป๊กๆๆ' จนแหลกพอหยาบๆ

จากนั้นก็ถึงเวลาลงกระทะ!

ข้าวปั้นจุดเตาแก๊ส เร่งไฟจนสุด กระทะเหล็กเริ่มร้อนจนมีควันบางๆ ลอยขึ้นมา เขาตักน้ำมันหมูที่เพิ่งเจียวใหม่ๆ ลงไปสองช้อนโต๊ะ รอจนน้ำมันร้อนจัด ก่อนจะตวัดพริกกระเทียมที่โขลกเตรียมไว้ลงไป

ฉ่าาาาาา!

เสียงของสดกระทบน้ำมันร้อนดังสนั่น กลิ่นฉุนกึกของพริกและกระเทียมระเบิดออกมารุนแรงจนข้าวปั้นต้องเบือนหน้าหนีและจามออกมาติดๆ กันหลายครั้ง แต่นี่แหละคือสัญญาณแห่งความอร่อย! ถ้ายืนผัดกะเพราแล้วไม่จาม แปลว่ากะเพราจานนั้นยังไม่ถึงเครื่อง!

เมื่อพริกกระเทียมส่งกลิ่นหอมฟุ้งจนสีเริ่มเปลี่ยนเป็นเหลืองทอง ข้าวปั้นก็คว้าชามหมูสับส่วนสันคอใส่ลงไปอย่างรวดเร็ว เขาใช้ตะหลิวไม้สนิมเขรอะ (ที่ถูกขัดล้างจนสะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้) ยีเนื้อหมูให้กระจายตัวไม่จับเป็นก้อน เสียงฉ่าๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมูสับที่ถูกบดหยาบๆ เริ่มรัดตัวและเปลี่ยนเป็นสีสุกขาว

ข้าวปั้นกะจังหวะอย่างแม่นยำ ปรุงรสด้วยซอยหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรสฝาเขียว และเหยาะซีอิ๊วดำลงไปเพียงเล็กน้อยเพื่อแต่งสีให้ดูน่ากิน จากนั้นก็โรยน้ำตาลทรายปลายช้อนเพื่อตัดรสชาติให้กลมกล่อม

เขาใช้ทักษะการสะบัดกระทะเหล็กด้วยข้อมือที่พลิ้วไหว เปลวไฟลุกพรึบขึ้นมาเลียขอบกระทะชั่วขณะ 'เทคนิคผัดไฟแดง' ช่วยให้อาหารมี 'กลิ่นกระทะ' (Wok Hei) ที่หอมกรุ่นเป็นเอกลักษณ์ เขาคั่วหมูสับต่อไปเรื่อยๆ จนน้ำซอสเริ่มงวดและแห้งซึมเข้าไปในเนื้อหมูทุกอณู ไม่เหลือน้ำเจิ่งนองให้แฉะกวนใจ

ขั้นตอนสุดท้ายคือตัวเอกของจาน ข้าวปั้นกอบใบกะเพราแดงที่เด็ดเตรียมไว้ใส่ลงไปเต็มกำมือ ปิดเตาแก๊สทันที แล้วใช้ความร้อนที่หลงเหลืออยู่ในกระทะเหล็กพลิกกลับไปมาแค่สามสี่ครั้ง เพื่อให้ใบกะเพราสลบแต่ยังคงความหอมสดชื่นไว้ กลิ่นหอมรุนแรงของกะเพราแดงพุ่งทะยานเตะจมูก ผสมผสานกับความเผ็ดร้อนของพริกกระเทียมและความเค็มหวานของซอส กลายเป็นกลิ่นที่ยั่วน้ำลายจนคนผัดเองยังเผลอกลืนน้ำลายลงคอ

"กะเพราคั่วแห้งเสร็จแล้ว... ต่อไปก็ไข่ดาว"

ข้าวปั้นตักกะเพราที่หอมฉุยพักไว้บนจาน แล้วหันมาจัดการกับไข่เป็ด เขาตั้งกระทะใบเล็กอีกใบ เทน้ำมันหมูลงไปจนท่วม รอให้น้ำมันร้อนจัดจนมีควันลอยขึ้นมาจางๆ ก่อนจะตอกไข่เป็ดฟองโตลงไปตรงกลาง

ซ่าาา!

ไข่ขาวฟูฟ่องขึ้นมาทันทีราวกับดอกไม้บาน ข้าวปั้นใช้ตะหลิววิดน้ำมันร้อนๆ ราดไปบนขอบไข่ขาวให้สุกกรอบเป็นสีเหลืองทอง แต่พยายามระวังไม่ให้น้ำมันโดนไข่แดงตรงกลาง เขาต้องการให้ขอบไข่ดาวกรอบเกรียมฟูฟ่อง แต่ไข่แดงยังคงเป็นตาน้ำหวานเยิ้มๆ แบบลาวา!

เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง ปิ่นโตเถาเล็กสีสากๆ แบบย้อนยุคก็ถูกบรรจุด้วยข้าวสวยหอมมะลิร้อนๆ โปะทับด้วยกะเพราหมูสับสันคอคั่วแห้งที่สีสันจัดจ้านน่ากิน และไข่ดาวเป็ดลาวาขอบกรอบๆ ด้านบน ข้าวปั้นปิดฝาปิ่นโตแล้วจัดแจงใส่ถุงพลาสติก รอคอยคนของเฮียผามารับไป

ไม่นานนัก รถกระบะสี่ประตูสีดำคุ้นตาก็มาจอดเทียบหน้าร้าน ไอ้เข้ม ลูกน้องมือขวาหน้าบากของเฮียผาก้าวลงมาจากรถพร้อมกับใบหน้าบึ้งตึง มันเดินอาดๆ เข้ามาที่หน้าร้านที่ตอนนี้นำแผ่นพลาสติกใสมาขึงกันฝุ่นไว้ชั่วคราว

"เสร็จหรือยังวะไอ้เด็กเมื่อวานซืน เฮียสั่งให้กูมารับข้าวกล่อง" ไอ้เข้มตะคอกเสียงดัง ทำเอาแม่ค้าแผงข้างๆ สะดุ้งกันเป็นแถว

ข้าวปั้นไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัว เขาเดินถือปิ่นโตออกมาส่งให้ไอ้เข้มพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ

"ผมไม่ได้ทำใส่กล่องโฟมครับเฮียเข้ม ผมใส่ปิ่นโตไปให้ รับรองว่าเก็บความร้อนได้ดีกว่า แถมลดโลกร้อนด้วย... เอ้า นี่ครับ"

ไอ้เข้มรับปิ่นโตไปถือไว้ คิ้วหนาๆ ของมันขมวดเข้าหากันเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวปิ่นโต และที่สำคัญ... กลิ่นหอมของพริกกระเทียมและใบกะเพราที่เล็ดลอดออกมาตามรอยแยกของชั้นปิ่นโต มันรุนแรงและเย้ายวนจนกระเพาะอาหารของนักเลงร่างยักษ์ถึงกับส่งเสียงร้อง 'โครกคราก' ออกมาเบาๆ

"กะ... กลิ่นอะไรวะเนี่ย" ไอ้เข้มเผลอสูดจมูกฟุดฟิด กลืนน้ำลายลงคออย่างลืมตัว

"ข้าวกะเพราหมูสับสันคอคั่วแห้ง โปะไข่ดาวเป็ดลาวาครับ" ข้าวปั้นตอบฉะฉาน "ฝากบอกเฮียผาด้วยนะครับ ว่าให้รีบกินตอนร้อนๆ ถ้าปล่อยให้เย็น ไข่ดาวลาวาของผมจะหมดอร่อยเอา"

ไอ้เข้มกระแอมไอแก้เขินที่โดนจับได้ว่าหิว มันตีหน้าขรึมแล้วชี้หน้าข้าวปั้น

"มึงอย่ามั่นใจให้มันมากนักนะเว้ย! เฮียผาเขากินแต่ของแพงๆ ระดับภัตตาคารทั้งนั้นแหละ เมื่อวานที่กินข้าวไข่เจียวมึงไปก็แค่เพราะหิวจัดหรอก วันนี้ถ้าอาหารมึงไม่ได้เรื่อง เฮียสั่งกระทืบมึงจมดินแน่!"

พูดจบมันก็รีบเดินหิ้วปิ่นโตกลับไปขึ้นรถ แล้วขับพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าตัวเองจะอดใจไม่ไหวแอบเปิดปิ่นโตของเจ้านายกินระหว่างทาง

ข้าวปั้นมองตามท้ายรถกระบะไปจนลับสายตา รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง

"ระดับภัตตาคารแล้วไงวะ... ฉันนี่แหละเชฟมิชลินตัวจริง! เตรียมตัวรับแรงกระแทกความอร่อยได้เลยเฮียผา!"

[ติ๊ง! ระบบตรวจพบความมุ่งมั่นอันแรงกล้า! ขอให้โฮสต์โชคดีกับการรอคอยผลลัพธ์!]

ข้าวปั้นหันกลับเข้ามาในร้าน มองเศษวัตถุดิบที่เหลืออยู่ วันนี้เขาตั้งใจจะทำเมนูกะเพราหมูสับแบบเดียวกันนี้ขายให้ลูกค้าทั่วไปด้วย แต่อาจจะต้องปรับลดเกรดของไข่ลงมาเป็นไข่ไก่ธรรมดาเพื่อให้ได้กำไรบ้าง

ระหว่างที่กำลังเตรียมข้าวของ จู่ๆ ก็มีป้าวัยกลางคนคนหนึ่งเดินด้อมๆ มองๆ เข้ามาที่หน้าร้าน เธอคือป้าจิตร แม่ค้าขายผลไม้แผงถัดไปนั่นเอง

"เอ่อ... ปั้นลูก เมื่อกี้ป้าได้กลิ่นผัดกะเพราหอมฟุ้งไปถึงแผงป้าเลย ปั้นทำกะเพราขายด้วยเหรอลูก?" ป้าจิตรชะโงกหน้าเข้ามาถามด้วยความสนใจ

ข้าวปั้นยิ้มกว้าง โอกาสในการหาลูกค้าคนแรกมาถึงแล้ว!

"ทำครับป้า! วันนี้ผมมีข้าวกะเพราหมูสับคั่วแห้งๆ หอมๆ เลยครับ ป้าจิตรรับสักจานไหมครับ เดี๋ยวผมโปะไข่ดาวกรอบๆ ให้พิเศษเลย!"

และแล้ว... ภารกิจฟื้นฟูร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงน ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ด้วยกลิ่นหอมของผัดกะเพราที่ดึงดูดใจลูกค้าคนแรกของวัน! ส่วนเรื่องของมาเฟียเจ้าหนี้ คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ 'ปิ่นโต' เถานั้น ไปจัดการละลายพฤติกรรมความโหดของเฮียผาเอาเองก็แล้วกัน!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!